INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ประวัติศาสตร์มนุษยชาติ (34)

IMG 3597 1

ประวัติศาสตร์มนุษยชาติ (34)

ผู้เขียน อ.อดุลย์ มานะจิตต์

บทที่ 10

การสู้รบกันเองในหมู่พันธมิตรของ พญามาร เพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่

แต่เพียงผู้เดียวของโลก

ใบทที่ผ่านมาได้กล่าวถึงแล้วว่า ก่อนการมาของมุฮัมมัดศาสนทูตของ พระเจ้า นครเยรูซาเล็มและนครมักกะฮ์ตกอยู่ภายใต้การยึดกุมของพญา มารและพันธมิตรของมันอย่างเบ็ดเสร็จ ซึ่งจะเห็นได้ว่าการกราบไหว้เทวรูป แพร่ระบาดจากศูนย์กลางทั้งสองแห่งนี้ไปสู่ภูมิภาคต่างๆ ของโลกทั่วทุกทวีป หากจะกล่าวถึงรายละเอียดว่าแต่ละอาณาจักร จักรวรรดิ ราชวงศ์ต่างๆ ของ โลก มีเทวรูปเจว็ดหรือรูปเคารพชื่ออะไรกันบ้างนั้น ก็คงจะต้องเขียนหนังสือ ขึ้นอีกเล่มหนึ่งต่างหาก

ณ ที่นี้จะขอกล่าวแต่เพียงว่า เมื่อวาระที่พระเจ้าทรงส่งศาสนทูตองค์ สุดท้ายของพระองค์ลงมายังโลกนี้ โดยกำหนดให้ท่านเป็นบุตรหลานของ ศาสดาอิสมาอีล ซึ่งเป็นต้นตระกูลของชาวอาหรับ และมีนครมักกะฮ์อัน เป็นสถานที่ประดิษฐานของอัล กะอ์บะฮ์หรือบ้านของพระเจ้าบนหน้าแผ่น

ดิน อันมีมัสยิดอัล ฮะรอมอันศักดิ์สิทธิ์ตั้งอยู่ และในวาระนี้บรรดาศูนย์ กลางแห่งการกราบไหว้เทวรูปไม่ว่าจะเป็นในเปอร์เซีย โรมันและราชวงศ์ ต่างๆ ในทวีปอเมริกาใต้ต้องล่มสลายลง

นับจากที่มุฮัมมัดศาสนทูตของพระเจ้าเริ่มภารกิจในการประกาศ สาส์นของพระเจ้า ณ นครมักกะฮ์ จนถึงวาระของการเข้าพิชิตนครมักกะฮ์ ซึ่งใช้เวลาเพียง 21 ปี ท่านรอซูลได้กวาดล้างการกราบไหว้เทวรูปออกไป จากคาบสมุทรอาหรับจนหมดสิ้น และได้เปลี่ยนให้ดินแดนแห่งรูปพระ จันทร์เสี้ยวนี้เป็นดินแดนแห่งการเชื่อถือศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียว ในขณะ เดียวกันพวกยิวที่เป็นพันธมิตรกับผู้ปกครองชาวอาหรับแห่งนครมักกะฮ์ ที่กราบไหว้เทวรูปก็ถูกกองทัพแห่งอิสลามบำราบปราบปรามลงอย่างสิ้นซาก ณ การศึกที่คอยบัร เมื่อป้อมปราการอันแข็งแกร่งของพวกยิวต้องถูกทำ ลายลง ดังได้กล่าวถึงรายละเอียดไปแล้ว

ดังนั้นความโสมมของการกราบไหว้เทวรูปของชาวอาหรับกุเรช และ การฉ้อฉลของพวกยิวได้ถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิงในแผ่นดินฮิญาช จึงทำ ให้พญามารและพันธมิตรของมันเปลี่ยนโฉมหน้าไปสู่การเป็นศัตรูกับฝ่าย ธรรมะในอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งถือว่ามีอันตรายเป็นอย่างมากกับรัฐอิสลามที่ ท่านศาสดาเพิ่งสถาปนาขึ้นไว้ ณ นครมะดีนะฮ์ อันเป็นนครหลวงของรัฐ ได้ยังไม่ทันครบหนึ่งทศวรรษ

หน้ากากที่พวกมันประดิษฐ์ขึ้นใหม่นี้ หากไม่ถอดออกดูก็จะไม่รู้ว่า ใบหน้าที่แท้จริงของมันที่มีหน้ากากสวมใส่ทับไว้นี้ก็คือศัตรูเดิมที่ท่านศาสดา เพิ่งจัดการปราบปรามมันลงไปไม่ทันข้ามคืน ที่ไม่อาจรู้เพียงแต่มองที่ หน้ากากก็เพราะมันเหมือนกับความเป็นมุสลิมอย่างมาก ซึ่งพระเจ้าทรง เรียกบุคคลกลุ่มนี้ว่าพวก “มุนาฟิก” หรือพวกหน้าไหว้หลังหลอก ซึ่งมีทั้ง พลพรรคของอบูซุฟยานที่มาเข้ารับอิสลามก่อนหน้าแล้ว และที่มาเข้ารับ อิสลามในวันพิชิตมักกะฮ์ เช่นพวกบนูอุมัยยะฮ์ เป็นต้น ตลอดจนพวกยิว

ทั้งสามก๊กนี้ที่บางคนก็เป็นพวกมุนาฟิก เช่นพลพรรคของอับดุลลอฮ์ อิบ นิ อุบัย อิบนิ ซาลูน ผู้เป็นหัวหน้าใหญ่ของชาวยิวที่เป็นพวกกลับกลอก เหล่านี้

ความจริงของเรื่องนี้อัลลอฮ์ทรงแจ้งให้ศาสนทูตของพระองค์ทราบ แล้ว และทรงตราไว้เป็นโองการหนึ่งในอัล กรอาน ดังได้กล่าวถึงแล้ว

ถึงแม้ท่านศาสดาจะมีศัตรูภายนอกที่แจ้งชัด นั้นก็คืออาณาจักร คริสเตียนโรมันของจักรพรรดิไกเซอร์หรือเฮลาคลีอุสและอาหรับบางก๊ก ที่แข็งข้อก็ตาม แต่ศัตรูที่ถือว่าร้ายกาจกว่าก็คือพวกมุนาฟิกทั้งที่เป็นชาว อาหรับและชาวยิวมะดีนะฮ์เหล่านี้ เพราะพวกเขาอยู่ใกล้ชิดท่านศาสดาและ กับบรรดาผู้ศรัทธาจนยากที่จะแยกออกจากกันได้ หากพระเจ้ามิทรงแจ้ง ให้ท่านทราบโดยผ่านทางการวิวรณ์

บรรดาเหล่ามุนาฟิกที่เป็นทั้งชาวอาหรับและชาวยิวเหล่านี้ ต่างเพ่ง มองมายังวาระสุดท้ายของศาสนทูตของพระเจ้า และพวกเขาโดยเฉพาะ พวกยิวต่างรู้ดีว่า แบบฉบับของพระเจ้าและของบรรดาศาสนทูต โดยเฉพาะ มุฮัมมัดศาสนทูตของพระเจ้าจะต้องทำการแต่งตั้งผู้สืบทอดตำแหน่งของ ท่านอย่างแน่นอน และการรอคอยถึงวาระที่พวกเขาไม่อยากเห็นนั้นก็คือ วันแห่ง “ฆอดิรคุม” ซึ่งตรงกับวันที่ 18 เดือนชุลฮิจญะฮ์ ฮ.ศ. 10 ก็มาถึง ซึ่งท่านศาสนทูตได้ประกาศการแต่งตั้งให้ท่าน อะลี อิบนิ อบีฏอลิบ เป็น “เมาลา” เฉกเช่นเดียวกันกับที่ท่านเป็น “เมาลา” ของบรรดาผู้ศรัทธา ด้วย กับคำประกาศการแต่งตั้งที่ว่า “มันกุนตุ เมาลา ฮุ ฮาซา อะลียุ เมาลา ฮุ ซึ่งมีความหมายว่า “ผู้ใดก็ตามที่เขามีฉันเป็นเมาลาของเขา อะลีผู้นี้ก็เป็น เมาลาของเขาด้วย” คำประกาศนี้มีความหมายอย่างชัดแจ้งว่า หากผู้ใด ไม่ยอมรับอะลีเป็นเมาลาของเขา เขาก็ไม่ยอมรับศาสดามุฮัมมัดเป็นเมาลา ของเขาด้วย ซึ่งหากมุสลิมคนใดไม่ยอมรับท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์เป็น เมาลาหรือผู้คุ้มครองของเขา มุสลิมคนนั้นย่อมตกอยู่ในสภาพของผู้ปฏิเสธ

อย่างแน่นอน

ด้วยเหตุนี้ท่านศาสดามุฮัมมัดจึงขอดุอาอ์ (วิงวอน) ต่ออัลลอฮ์ในทันที ที่ท่านได้ประกาศการแต่งตั้งท่านอะลีให้เป็นเมาลาของบรรดาผู้ศรัทธาแล้ว ดังความว่า

“อัลลอฮุมมะวาลิมัน วาลาฮู วะอาดิมันอาดาฮู

“โอ้อัลลอฮ์! จงเป็นมิตรกับผู้ที่เป็นมิตรกับเขา (อะลี) และจงเป็นศัตรู กับผู้ที่เป็นศัตรูกับเขา (อะลี) ด้วยเถิด”

เมื่อผู้หนึ่งพิจารณาบทวิงวอนนี้ให้ดีจะเห็นได้ว่า อะลี อิบนิ อบีฎอ ลิบ นับแต่วันนี้เป็นต้นไปจนถึงวันอวสานของโลก ได้กลายเป็นเงื่อนไขหนึ่ง ของการเป็นมุสลิมและการเป็นกาฟิรไปแล้ว ทำไมจะไม่เป็นเช่นนั้น! ก็ใน เมื่อผู้ใดก็ตามที่เป็นศัตรูของอัลลอฮ์ เขาผู้นั้นจะเป็นมุสลิมอยู่ได้อย่างไร ! ดังนั้นรูปแบบของการประกอบอิบาดะฮ์ทั้งหมด (การเคารพภักดี) ของ บุคคลเหล่านี้จึงมีผลไม่ต่างกันกับของพวกมุนาฟิก ที่พระองค์ทรงสำรอง นรกชั้นต่ำสุดไว้ให้กับพวกเขาแล้ว

แผนการของอัลลอฮ์ย่อมอยู่เหนือแผนการทั้งหลายของหมู่มาร ซึ่ง หมายความว่า การรอคอยวันอวสานของรอซูลแห่งอัลลอฮ์ของพวกอาหรับ และยิว เพื่อการยึดกุมอำนาจในการปกครองรัฐอิสลามของท่านในวันที่ ท่านวะฟาต (เสียชีวิต) นั้น เกิดปัญหาขึ้นแล้ว เพราะมีเดิมพันของการเป็น กาฟิร(พวกปฏิเสธ)รออยู่พร้อมคำสาปแช่งจากพระเจ้าอีกต่างหาก

จะยึดเอารัฐอิสลามของศาสนทูตไปโดยยอมเป็นกาฟิร ด้วยกับการ ตัดสินใจของตนเอง หรือจะมอบรัฐอิสลามให้อยู่ภายใต้การปกครองหรือ วิลายะฮ์ ของท่านอะลี อิบนิ อบีฏอลิบ โดยยึดท่านไว้เป็น เมาลา ของพวก เขาตามคำประกาศแต่งตั้ง ณ ตำบลฆอดิรคุมดังกล่าว โดยที่พวกเขายัง คงสภาพของความเป็นมุสลิมอยู่ต่อไป

แต่พญามารกลับเป็นฝ่ายชนะใจพวกเขา โดยยุยงพวกเขาให้มอง

เห็นว่าพวกเขามีความเหมาะสมมากกว่าที่จะเป็นผู้ปกครองรัฐอิสลาม เพราะ พวกเขามีอาวุโสมากกว่า มีพลพรรคมากกว่า มีทรัพย์สินเงินทองมากกว่า ท่านอะลี อิบนิ อบีฏอลิบ เป็นต้น และสามารถที่จะขยายอาณาจักรให้กว้าง ไกลออกไปด้วยการใช้กำลังทหาร ความอยากได้ตำแหน่งผู้ปกครองรัฐและ อาณาจักรอันกว้างไกล ทำให้พวกเขาเดินเข้าไปติดกับของพญามาร โดย ยอมแลกมันกับความเป็นมุอ์มิน น่าอนาถโดยแท้ ! กับการเลือกสรรที่ผิด พลาดของพวกเขา โดยยอมขายคัมภีร์ด้วยราคาของโลกอันแสนจะต่ำต้อย

แผนการของพญามารขั้นต่อไปก็คือ ทำให้หัวหน้าชาวอาหรับเหล่า นี้หลงระเริงต่อไป ถึงกับกล้าประกาศคำตัดสินที่ขัดกับพระบัญชาของ อัลลอฮ์ ดังว่า

บรรดาศาสนทูตของอัลลอฮ์ไม่ทิ้งมรดก หากทิ้งไว้ให้ตกเป็นทานกุศล

ทั้งนี้หมายความว่าพวกเขาได้ประกาศยกเลิกกฎหมายการสืบมรดก ที่ตราไว้ในอัล กุรอาน (4:11) และไม่ยอมรับที่ศาสดาดาวูดยกมรดกของ ท่านให้กับศาสดาสุไลมาน ซึ่งกษัตริย์เจโรบ่วมผู้เคยก่อกบฏกับกษัตริย์ โสโลมอนก็เคยมีความเชื่อเช่นนั้น และจึงจัดตั้งกองทัพแห่งพญามารเพื่อเข้า ยึดอำนาจจากกษัตริย์รีโฮบ่วม ผู้เป็นรัชทายาทและราชบุตรสืบบัลลังก์และ พระราชสมบัติต่อจากกษัตริย์โสโลมอน ดังกล่าวแล้วในบทที่ 6

เมื่อพวกเขาหลงเชื่อพญามารมาถึงขั้นนี้แล้ว ก็จำต้องตกกระได พลอยโจนต่อไป โดยมันมีบัญชาให้พวกเขาทำตนให้มีความสำคัญเหนือ กว่าท่านศาสนทูตของพระเจ้า โดยประดับประดาตำแหน่งของเขาที่เรียกกัน ว่า “คอลีฟะฮ์” ให้มีความสูงส่งถึงกับว่าจะต้องแต่งตั้งผู้สืบราชสมบัติของ อาณาจักรอิสลามสืบต่อไป ที่กล่าวว่าพวกเขาทำตัวให้สูงส่งกว่าศาสดา มุฮัมมัดศาสนทูตของพระเจ้าก็คือ พวกเขาพูดว่าศาสดามุฮัมมัด ไม่ได้แต่ง ตั้งผู้สืบทอดตำแหน่งของท่านไว้ (จริงๆ แล้วท่านได้แต่งตั้งท่านอะลีไว้แต่

พวกเขาปฏิเสธ) แต่พวกเขามีความสำคัญมากกว่าจึงจะต้องแต่งตั้งผู้สืบ ตำแหน่งคอลีฟะฮ์ให้กับทายาททางการเมืองของตนสืบไป ซึ่งหมายความ ว่าศาสดามุฮัมมัด ไม่ได้แต่งตั้งผู้สืบแทนตำแหน่งของท่านไว้ เพราะเห็นว่า ตำแหน่งผู้สืบแทนไม่มีความสำคัญอันใด แต่พวกเขาเห็นว่าระบบคอลีฟะฮ์ ที่พวกเขาเสกสรรขึ้นมาเองนั้นมีความสำคัญอย่างสูงส่ง จึงต้องแต่งตั้งผู้สืบ ตำแหน่งของพวกเขาเอาไว้ นี้คือความเชื่อของพวกเขาที่ มุสลิมส่วนใหญ่ ของโลก มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่า ความเชื่อเช่นนี้เป็นสิ่งถูกต้องแล้วที่ได้ ละทิ้งฮะดีษฆอดิรของท่านศาสดาดังกล่าว

ส่วนบรรดาผู้ที่เชื่อมั่นในคำประกาศของท่านศาสนทูตที่แต่งตั้งอิมาม อะลีให้เป็นผู้สืบแทนตำแหน่งของท่าน ณ ฆอดิรคุม ดังได้กล่าวถึงแล้ว จึงได้ ชื่อว่าเป็นมุสลิมชีอะฮ์หรือชีอะฮ์อะลี ซึ่งมีจำนวนเพียงน้อยนิดเท่านั้นใน ทุกยุคทุกสมัยจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นพวกเขาจึงตกอยู่ในสภาพของผู้ถูกกด ขี่ตลอดมา ทั้งๆที่ ฮะดีษฆอดิร เป็นฮะดิษที่ผู้รู้สายซุนนี่รายงานไว้ตรงกัน ถึง 300 สายรายงาน

นับเป็นที่น่าแปลกใจว่าไม่มีโองการใดๆ เลยของคัมภีร์อัล กุรอาน ที่ประกาศให้ชนส่วนมากมีอำนาจปกครองหรือ Majority Rule แต่ผู้ที่ได้ ชื่อว่าเป็นผู้ศรัทธาในคัมภีร์อัล กุรอานกลับนำหลักฐานที่ไม่มีการรับรองมา กล่าวยืนยันถึงความถูกต้องในระบบคอลีฟะฮ์ที่พวกเขาสร้างขึ้นมาเอง แต่ในทางกลับกันพระเจ้าทรงยืนยันไว้ในหลายๆ โองการว่า ส่วนน้อยของ พวกเขาเท่านั้นที่เป็นผู้ศรัทธา ซึ่งเป็น Minority Right หรือสิทธิของชนกลุ่ม น้อยอย่างแท้จริง และส่วนน้อยของคนยุคหลังที่เป็น อัล มุกัรรอบูน จะได้ เป็นเจ้าของสวรรค์ ญันนะตุ้ลนะอืม (สวนสวรรค์หลากหลายแห่งความ โปรดปราน) (อัล กุรอาน บทที่ 56 อัล วากิอะฮ์) และความเชื่อเช่นนี้ยัง สอดคล้องกับวจนะของท่านศาสดามุฮัมมัดที่ว่า ประชาชาติของท่านจะ แตกออกเป็น 73 จำพวก ซึ่งมีจำพวกเดียวเท่านั้นที่ได้เข้าสวรรค์ นอกนั้น

ล้วนเป็นชาวนรก ทั้งนี้เพราะคนส่วนมากมักใช้ Excess Freedom หรือ เสรีภาพเกินขอบเขต

ที่จำเป็นต้องนำเรื่องราวของรัฐอิสลาม ที่ศาสดามุฮัมมัดศาสนทูต ของพระเจ้าได้สถาปนาขึ้นไว้ ณ แผ่นดินฮิญาชโดยมีนครมะดีนะฮ์เป็นเมือง หลวง ก็เพื่อประสงค์ที่จะเทียบให้เห็นคู่กับอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ที่ศาสดา สุไลมานสถาปนาไว้บนแผ่นดินปาเลสไตน์ โดยมีนครเยรูซาเล็มเป็นเมือง หลวง ทำให้เราได้เห็นถึงความละม้ายคล้ายคลึงกัน ก็คือ ทันทีที่ศาสดาทั้ง สองท่านวายชนม์ พญามารจึงเริ่มการรณรงค์โดยใช้ยุทธวิธีเดิมของมันก็ คือ ยุให้แตกกันภายในโดยใช้พลพรรคของมันที่เป็นพวกหลงโลก ให้ เข้ายึดอำนาจจากผู้บริสุทธิ์ที่แท้จริงของมัน ดังนั้นบรรดามุอ์มินที่ยึดมั่นอยู่ กับฮะดิษมอดิรจึงถูกสังหารชีวิตราวกับเป็นผักเป็นปลา

ฉะนั้นจึงเห็นได้ว่าอิมามอะลี อิบนิ อบีฏอลิบ จึงตกที่นั่งเดียวกันกับ กษัตริย์รีโฮบ่วม ผู้เป็นราชบุตรที่ทรงเสวยราชสมบัติแทนกษัตริย์โสโลมอนผู้ เป็นราชบิดา อาณาจักรอิสราเอลจึงเกิดการแตกแยกและล่มสลายไปในช่วง เวลาอันสั้นเพียงครึ่งสหัสวรรษ (ใกล้เคียงกับอายุของอาณาจักรอะมาวิยะฮ์ และอับบาซียะฮ์ที่เป็นชาวอาหรับ) ส่วนอาณาจักรอิสลามในระบบคอลีฟะฮ์ ภายหลังจากท่านศาสดามุฮัมมัด วายชนม์ สามารถยืนยงมาได้เกือบสาม เท่าของอายุของอาณาจักรอิสราเอลดังกล่าว และมาล่มสลายลงเมื่อต้น ศตวรรษที่ 20 แห่งคริสต์กาล

มีข้อสังเกตที่น่าขำประการหนึ่งก็คือ ระบบกษัตริย์ของชาวอิสราเอล ที่ล่มสลายไปแล้วนับได้นานถึง 2,500 ปีที่ผ่านมา มาบัดนี้ชาวอิสราเอลได้ รวมตัวกันภายใต้ลัทธิไซออนิสต์จัดตั้งรัฐอิสราเอลขึ้นมาใหม่บนแผ่นดิน ปาเลสไตน์ แต่ชาวยิวไซออนิสต์เหล่านั้นกลับจัดตั้งรัฐของพวกตนในรูป แบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำรัฐ มาจากการเลือกตั้งในระบบพรรคการเมือง ส่วนฝ่ายมุสลิมนั้น

 

 

 

 

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *