INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

สันติวิธีของอาจารย์ชัยวัฒน์

 

images 25
BBC

สันติวิธีของอาจารย์ชัยวัฒน์
พระไพศาล วิสาโล

ความรุนแรงไม่ใช่ธรรมชาติของมนุษย์เสมอไป และสันติวิธีก็ไม่จําเป็นต้องหมายถึงความสูญเสียเสมอไป หลายคนมองว่า สันติวิธีจะได้ผลหรือจะมีประสิทธิภาพได้ ต้องประสบชัยชนะหรือความสำเร็จ 100% เวลามีการใช้สันติวิธีแล้วล้มเหลวเพียงแค่ครั้งสองครั้ง คนก็บอกว่าสันติวิธีล้มเหลว แต่ถ้าเราใช้มาตรฐานนี้กับความรุนแรง เราจะพบว่าความรุนแรงล้มเหลวยิ่งกว่า คนที่บอกว่าความรุนแรงมีประสิทธิภาพ เมื่อเห็นสันติวิธีล้มเหลวเพียง 10% ก็บอกว่าสันติวิธีล้มเหลว การใช้สองมาตรฐานแบบนี้ทำให้คนมองว่าสันติวิธีไร้ประสิทธิภาพ แต่ที่จริงไม่ใช่เลย

………………………………………………………………

อาตมารู้จักกับอาจารย์ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ มา 50 ปีหรือเกือบ 60 ปี เพราะอาจารย์ชัยวัฒน์เป็นศิษย์รุ่นพี่ที่โรงเรียนอัสสัมชัญ อาจารย์ชัยวัฒน์เรียนที่อัสสัมชัญ มาเกือบ 10 ปี จบ ม.ศ.5 ส่วนอาตมาเรียนอัสสัมชัญมาตั้งแต่ ป.1 จนถึง ม.ศ.5 จึงทันเห็นกันที่โรงเรียนอัสสัมชัญ อย่างน้อย ๆ ก็เห็นหน้ารุ่นพี่ โดยเฉพาะรุ่นพี่ที่เรียนมานาน อาจารย์ชัยวัฒน์เป็นคนที่โดดเด่นคนหนึ่งในโรงเรียนอัสสัมชัญ เพราะเป็นคนเรียนเก่ง จึงอยู่ในสายตาของนักเรียนรุ่นน้อง อาตมายังจำได้ว่าอาจารย์ชัยวัฒน์เขียนบทความและบทกวีในหนังสือ อุโฆษสาร ของโรงเรียนอัสสัมชัญ ซึ่งนักเรียน ม.ศ.5 จะได้รับมอบหมายให้ทำหนังสือประจำปีของโรงเรียน โดย ‘อุโฆษสาร’ อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์เป็นบรรณาธิการคนแรกเมื่อครั้งที่ยังเป็นนักเรียนอัสสัมชัญ

เมื่ออาตมาเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2518 อาจารย์ชัยวัฒน์เรียนเกือบจะจบแล้ว ในปี 2519 อาตมาไปเรียนวิชาของคณะรัฐศาสตร์เกี่ยวกับปรัชญาการเมือง ซึ่งมีอาจารย์สมบัติ จันทรวงศ์เป็นผู้สอน โดยอาจารย์ชัยวัฒน์ซึ่งเพิ่งเรียนจบ เป็นอาจารย์ผู้ช่วยสอน แต่อาตมาไม่ค่อยได้เห็นฝีไม้ลายมือของอาจารย์ชัยวัฒน์เท่าไหร่ เพราะช่วงนั้นอาตมาไม่ค่อยเข้าห้องเรียน เนื่องจากทำกิจกรรมมาก ยิ่งหลังจากเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ด้วยแล้ว นักศึกษาส่วนใหญ่ไม่มีกะจิตกะใจเรียนหนังสือ

สำหรับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 นั้น ทราบว่ามีผลกระทบต่อความรู้สึกของอาจารย์ชัยวัฒน์มาก หลังจากนั้นอาจารย์ชัยวัฒน์ก็ได้ไปเรียนต่อที่ฮาวาย และได้มาสนใจรัฐศาสตร์แบบไม่ฆ่า (Nonkilling Global Political Sciences) วิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของอาจารย์ชัยวัฒน์มีชื่อว่า ‘The Nonviolent Prince’ ผู้ที่เรียนรัฐศาสตร์ย่อมต้องรู้จัก The Prince ซึ่งเป็นงานของนิโคโล มาเคียเวลลี (Niccolo Machiavelli) แต่ว่า ‘The Nonviolent Prince’ เป็นการนำข้อเขียนของมาเคียเวลลีมามองในมุมแบบสันติวิธี

อาตมามีโอกาสทำงานกับอาจารย์ชัยวัฒน์อยู่บ้าง เคยเป็นบรรณาธิการหนังสือแปลเล่มหนึ่งของอาจารย์ชัยวัฒน์ชื่อว่า อำนาจและยุทธวิธีไร้ความรุนแรง ซึ่งผู้เขียนคือ ยีน ชาร์ป (Gene Sharp) นอกจากนั้นอาตมายังเคยเป็นวิทยากรร่วมกับอาจารย์ชัยวัฒน์ในงานอบรมต่าง ๆ นอกจากอบรมให้กับชาวบ้านที่เคลื่อนไหวต่อสู้ด้วยแนวทางสันติวิธีแล้ว ยังอบรมให้กับตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ด้วย เมื่อ 20 กว่าปีก่อน ตชด.สนใจการใช้สันติวิธีในการรับมือกับชาวบ้าน เพราะว่าทุกครั้งที่ใช้ความรุนแรงกับชาวบ้านที่มาประท้วงก็จะเกิดความเสียหายมาก ทางผู้บัญชาการตำรวจตำรวจตระเวนชายแดนจึงจัดอบรมแนวทางสันติวิธีให้กับตำรวจที่ควบคุมฝูงชน เนื่องจากตอนนั้นตชด.มักจะได้รับมอบหมายให้มารับมือกับกลุ่มผู้ประท้วงที่เราเรียกง่าย ๆ ว่า ‘ม็อบ’

อาตมาไปเป็นวิทยากรการอบรมดังกล่าวและอาจารย์ชัยวัฒน์ก็ไปด้วย อาจารย์ชัยวัฒน์เป็นวิทยากรที่แปลกเพราะไม่ชอบบรรยาย แต่ชอบใช้วิธีซักถามด้วยการเอาไมโครโฟนไปถามผู้เข้าอบรมแต่ละคน แม้ดูเหมือนไม่ได้เตรียม แต่อาจารย์คงจะเตรียมมาพอสมควร เพราะมักมีคำถามแปลก ๆ ซึ่งชวนให้ผู้ถูกถามต้องหันมาใคร่ครวญกับความเชื่อตนเอง โดยเฉพาะความเชื่อว่าการใช้ความรุนแรงได้ผล ภายหลังอาตมาได้ทราบว่านี่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของอาจารย์ชัยวัฒน์เลย คือ ใช้การซักถามมากกว่าการบรรยาย ซึ่งจะช่วยทำให้คนที่ถูกถามใคร่ครวญและเห็นข้อจำกัดกรอบความคิดของตน โดยเฉพาะคนที่เชื่อในความรุนแรง อีกทั้งการตั้งคำถามของอาจารย์ชัยวัฒน์ ยังทำให้คนเห็นหรือสนใจทางเลือกที่ออกจากกรอบของความรุนแรงที่เคยเชื่อ

อีกงานหนึ่งที่อาตมาทำงานร่วมกับอาจารย์ชัยวัฒน์ คือ คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ หรือ กอส. อาตมาเป็นกรรมการ ส่วนอาจารย์เป็นกรรมการเลขานุการ งานนี้อาจารย์ชัยวัฒน์ทุ่มเทมากตลอดหนึ่งปีเศษตั้งแต่เริ่มก่อตั้งจนสิ้นสุดเมื่อกลางปี ๒๔๔๙

อย่างที่เราทราบกัน อาจารย์ชัยวัฒน์เป็นผู้ที่มีคุณูปการมากต่อวงการสันติวิธีในเมืองไทย ไม่ใช่เฉพาะในแวดวงของคนที่ทำงานเคลื่อนไหว แต่ยังรวมถึงวงวิชาการด้วย โดยเฉพาะด้านรัฐศาสตร์ของเมืองไทย ท่านทำให้สันติวิธีมีพื้นที่ในวงวิชาการของไทย ถ้าเป็นที่เมืองนอก สันติวิธีมีฐานที่มั่นในวงการวิชาการมานานแล้ว โดยเฉพาะวงการสันติศึกษา แต่ในเมืองไทยถ้าไม่ได้อาจารย์ชัยวัฒน์ก็คงยากที่องค์ความรู้ด้านสันติวิธีจะเป็นที่ยอมรับในวงวิชาการของไทยได้

เรื่องการใช้สันติวิธีในฐานะการเคลื่อนไหวทางการเมืองนี้ อาจารย์ชัยวัฒน์นับเป็นผู้บุกเบิกสำคัญ เพราะไม่เพียงพัฒนาองค์ความรู้ในเรื่องนี้ แต่ยังมีทฤษฎีมารองรับอีกด้วย ที่สำคัญเป็นทฤษฎีทางการเมืองหรือทฤษฎีทางรัฐศาสตร์ ความจริงอาจารย์ชัยวัฒน์ไม่ชอบคำว่า ‘สันติวิธี’ ท่านใช้คำว่า ‘การไม่ใช้ความรุนแรง’ เพราะคำว่า ‘สันติวิธี’ อาจทำให้คนเข้าใจผิดได้ง่าย เนื่องจาก “สันติ” แปลว่า ความสงบ ทำให้หลายคนเข้าใจว่าวิธีนี้จะต้องเป็นไปอย่างสงบ โดยสงบในความเข้าใจของคนทั่วไป คือ การไม่ก่อความขัดแย้ง ไม่สร้างปัญหากับผู้คน แต่การไม่ใช้ความรุนแรง โดยเฉพาะปฏิบัติการไร้ความรุนแรง (Nonviolent Action) บางครั้งก็อาจก่อความไม่สงบได้ กล่าวคือ เมื่อมีการประท้วง บอยคอต หรืออารยะขัดขืน (คำว่า ‘อริยะขัดขืน’ นี่ก็เป็นคำของอาจารย์ชัยวัฒน์ เมื่อก่อนเราใช้คำว่า ‘ดื้อแพ่ง’) ก็อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งหรือสร้างปัญหาได้ เช่น ทำให้รถติด ทำให้เกิดข้อถกเถียงโต้แย้งในสังคม เป็นต้น แม้ปฏิบัติการไร้ความรุนแรงจำนวนไม่น้อยก่อความวุ่นวายและความขัดแย้งในสังคม แต่บ่อยครั้งก็ลงเอยด้วยการโค่นล้มของเผด็จการหรือความพ่ายแพ้ของผู้ปกครองที่ใช้ความรุนแรงกับประชาชน อาจารย์ชัยวัฒน์จึงนิยมใช้คำว่า ‘ไร้ความรุนแรง’ หรือ ‘ปฏิบัติการไร้ความรุนแรง’ มากกว่าคำว่า ‘สันติวิธี’

คุณูปการที่สำคัญของอาจารย์ชัยวัฒน์ต่อสันติวิธี คือ การทำลายมายาคติของผู้คนที่เกี่ยวกับสันติวิธี คนจำนวนไม่น้อยมองว่าสันติวิธีใช้การไม่ได้ เพราะจะก่อให้เกิดความสูญเสียมากกว่าการใช้ความรุนแรง แต่อาจารย์ชัยวัฒน์นำเอาข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์มาชี้ให้เห็นว่า บ่อยครั้งการใช้สันติวิธีก่อความเสียหายน้อยกว่าการใช้ความรุนแรง ที่สำคัญคืออาจารย์ชัยวัฒน์ชี้ให้เห็นว่า ความรุนแรงไม่ใช่ธรรมชาติของมนุษย์ หลายคนบอกว่าสันติวิธีไม่ได้ผล เพราะว่าไม่ใช่ธรรมชาติของมนุษย์ ความรุนแรงต่างหากที่ได้ผลเพราะเป็นธรรมชาติของมนุษย์ อาจารย์ชัยวัฒน์แย้งว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะมีข้อมูลมากมายที่ชี้ให้เห็นว่า ความรุนแรงไม่ใช่ธรรมชาติของมนุษย์เสมอไป และสันติวิธีก็ไม่จําเป็นต้องหมายถึงความสูญเสียเสมอไป

มีหลายคนมองว่าสันติวิธีจะได้ผลหรือจะมีประสิทธิภาพได้ต้องประสบชัยชนะหรือความสําเร็จ 100% ดังนั้นเวลามีการใช้สันติวิธีแล้วล้มเหลวเพียงแค่ครั้งสองครั้ง คนก็บอกว่าสันติวิธีล้มเหลว แต่ถ้าเราใช้มาตรฐานนี้กับความรุนแรง เราจะพบว่าความรุนแรงล้มเหลวยิ่งกว่า เพราะเมื่อใดก็ตามที่มีการใช้ความรุนแรง ความสำเร็จมีแค่ 50% เท่านั้น เมื่อคน 2 กลุ่มใช้ความรุนแรงจะมีกลุ่มหนึ่งชนะและอีกกลุ่มหนึ่งแพ้ นั่นคือประสบผลสำเร็จ 50% นั่นหมายความว่า ความรุนแรงล้มเหลวถึง 50% แต่พอใช้สันติวิธีล้มเหลวเพียง 10% ก็บอกว่าสันติวิธีล้มเหลวเสียแล้ว การใช้สองมาตรฐานแบบนี้ทำให้คนมองว่าสันติวิธีไร้ประสิทธิภาพ แต่ความจริงไม่ใช่เลย อาจารย์ชัยวัฒน์ทำให้มายาคติที่บดบังความเข้าใจของคนทั่วไปเกี่ยวกับสันติวิธีเลือนหายไปได้มาก

อาจารย์ชัยวัฒน์ยังชี้ให้เห็นว่าการใช้สันติวิธีมิได้จำกัดเฉพาะกับคนที่พิเศษ เช่น มหาตมา คานธี เวลาพูดถึงสันติวิธี เรามักเข้าใจว่าผู้ปฏิบัติการหรือแกนนำจะต้องเป็นคนพิเศษ คือ มีความรักความเมตตาอย่างแรงกล้า ยอมถูกทำร้ายโดยไม่โกรธแค้นหรือคิดตอบโต้ ความคิดนี้ทำให้สันติวิธีถูกตีกรอบให้แคบลง อาจารย์ชัยวัฒน์พยายามทำให้สันติวิธีเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายและเป็นสากล หมายความว่า ไม่ควรจำกัดและไม่เคยถูกจำกัดอยู่ในหมู่คนพิเศษหรือมีคุณธรรมสูงส่ง คนธรรมดาสามัญที่ไม่ได้มีความรักอันแรงกล้าก็สามารถใช้สันติวิธีได้ อีกทั้งสันติวิธียังใช้การได้ไม่ใช่เฉพาะกับคนบางกลุ่มเท่านั้น ผู้คนมักจะพูดว่าคานธีประสบความสำเร็จเพราะอังกฤษเป็นสุภาพชนกว่าฝรั่งเศสหรือชนชาติอื่น ๆ แต่ความจริงไม่ใช่เลย มีหลักฐานมากมายว่า แม้กับผู้ปกครองที่โหดร้ายและโหดเหี้ยม สันติวิธีหรือปฏิบัติการไร้ความรุนแรงก็ประสบความสำเร็จมาไม่น้อย และความจริงอังกฤษก็ไม่ใช่ชนชาติที่สุภาพมากเท่าไหร่ มีเหตุการณ์มากมายที่อังกฤษทำกับคนอินเดียด้วยความโหดเหี้ยม พูดง่าย ๆ คืออาจารย์ชัยวัฒน์พยายามปลดล็อคสันติวิธี ทำให้ผู้คนเข้าใจว่าไม่จำเป็นจะต้องปฏิบัติโดยคนพิเศษหรือใช้กับคู่กรณีที่พิเศษเท่านั้น

สิ่งที่น่าคิดก็คือในทัศนะของอาจารย์ชัยวัฒน์ สันติวิธีไม่จำเป็นต้องเชื่อมโยงหรือผูกติดกับเรื่องคุณธรรม รวมทั้งไม่ต้องผูกติดกับเรื่องของศาสนาก็ได้ คนมักคิดว่าสันติวิธีหรือ อหิงสาต้องอาศัยแรงจูงใจทางศาสนา เช่น ความเชื่อทางศาสนาที่ว่าทุกชีวิตมีคุณค่า เราไม่ควรทำร้ายใครเพราะมันเป็นบาป แต่อาจารย์ชัยวัฒน์ชี้ให้เห็นว่าเหตุผลหรือแรงจูงใจในการใช้สันติวิธีมีมากกว่าเรื่องคุณธรรมของบาปบุญคุณโทษ อาจารย์ชัยวัฒน์ฉลาดที่จะชี้ชวนให้คนเห็นว่า ทำไมเราควรใช้สันติวิธี โดยไม่ต้องอ้างเหตุผลทางศาสนาหรืออ้างคุณธรรมของผู้ปฏิบัติ

มีลูกศิษย์อาจารย์ชัยวัฒน์คนหนึ่งนั่งคุยกับอาจารย์อยู่ที่ห้องทำงาน อยู่ ๆ ก็เห็นฝูงมดรุมขึ้นโต๊ะ เพราะอาจารย์ชอบเก็บขนมไว้ในลิ้นชัก เธอจึงยกมือขึ้นเพื่อจะตบมด แต่อาจารย์ห้ามทันที เธอคิดในใจว่าคงจะถูกอาจารย์ต่อว่าที่ใช้ความรุนแรงกับมด จึงถามว่า “ทำไมไม่ให้ฆ่ามด” อาจารย์ชัยวัฒน์แทนที่จะพูดถึงเรื่องบาปบุญคุณโทษ อาจารย์บอกว่า “การฆ่ามันง่ายไป การหาทางอื่นเพื่อแก้ปัญหามันท้าทายกว่า สนุกกว่า” สำหรับคนรุ่นใหม่ คำพูดเช่นนี้ก็ทำให้ชะงัก และชวนให้หันมาคิดถึงการจัดการกับมดโดยไม่ต้องฆ่า สันติวิธีจึงไม่จำเป็นต้องทำด้วยเหตุผลทางศาสนา มีเหตุผลมากมายที่จะเชิญชวนให้คนใช้สันติวิธีได้ เช่น มันท้าทายกว่า มันสนุกกว่า

นอกจากนี้ อาจารย์ชัยวัฒน์ยังเห็นว่า สันติวิธีไม่ต้องยึดโยงกับคุณธรรมหรือความถูกต้องก็ได้ แม้จะใช้สันติวิธี เพื่อจุดหมายที่ไม่ถูกต้องหรือไม่ดีงามก็น่าจะทำ ประเด็นนี้ก่อให้เกิดความขัดแย้งมาก เพราะคนเชื่อสันติวิธีจำนวนไม่น้อยเห็นว่าสันติวิธีจะต้องยึดโยงกับคุณธรรม ต้องเป็นไปเพื่อเป้าหมายที่ดีงาม แต่อาจารย์ชัยวัฒน์บอกว่าไม่จำเป็น เผด็จการที่ใช้สันติวิธีกับประชาชนก็ยังดีกว่าใช้ความรุนแรง ขอให้ใช้สันติวิธี จะใช้ด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่

ความคิดเรื่องสันติวิธีของอาจารย์ชัยวัฒน์ จึงไม่เพียงก่อให้เกิดข้อถกเถียงกับคนที่ไม่เชื่อสันติวิธีมาก่อน แต่ยังทำให้เกิดข้อถกเถียงกับคนที่เชื่อสันติวิธีในกรอบของคานธีหรืออหิงสา ที่มองว่าสันติวิธีต้องใช้กับจุดหมายที่ดีงาม โดยผู้ปฏิบัติการต้องมีคุณธรรม เช่น เมตตา หรือขันติธรรม อาจารย์ชัยวัฒน์แย้งว่าไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้น ขณะเดียวกันผู้ใช้สันติวิธีก็ไม่จำเป็นต้องเป็นชาวบ้านที่ยากไร้ แม้แต่รัฐเองก็ควรใช้สันติวิธี ดังนั้นอาจารย์ชัยวัฒน์จึงพยายามผลักดันสันติวิธีให้เป็นที่ยอมรับในฝ่ายภาครัฐ หลายคนคงไม่ทราบว่าอาจารย์ชัยวัฒน์เป็นกรรมการยุทธศาสตร์สันติวิธีของสภาความมั่นคงแห่งชาติ และผลักดันให้ผู้ใหญ่ในสภาความมั่นคงฯ เห็นด้วยกับสันติวิธี ไม่ใช่เห็นด้วยเพราะเหตุผลทางด้านคุณธรรมหรือศาสนา แต่เพราะเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อรัฐ

อาจารย์ชัยวัฒน์เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการออกคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 187/2546 สมัยยุคทักษิณ ชินวัตร คำสั่งนี้เป็นน้อง ๆ ของคำสั่ง 66/2523 สมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์เลยก็ว่าได้ เพียงแต่ว่าไม่โดดเด่นเท่า คำสั่ง 187/2546 ที่ออกในปี 2546 เป็นนโยบายเพื่อจัดการกับความขัดแย้งด้วยสันติวิธีในภาครัฐ ทักษิณลงนามในคำสั่งนี้หลังการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับผู้ประท้วงที่จะนะ สงขลา ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับสันติวิธีแต่ทักษิณก็ยอมลงนาม น่าเสียดายที่นโยบายนี้ไม่ได้มีการปฏิบัติอย่างจริงจังเท่าไหร่

การที่อาจารย์ชัยวัฒน์เห็นว่าสันติวิธี เป็นวิธีการที่ควรจะใช้ได้ทั่วไป ไม่ควรถูกจำกัดด้วยเหตุผลทางด้านศาสนา ด้านคุณธรรม หรือจุดมุ่งหมายที่ดีงาม จึงดูเหมือนว่าอาจารย์ชัยวัฒน์ไม่ค่อยสนใจเรื่องคุณธรรม แต่ความจริงอาจารย์เป็นคนที่มีคุณธรรมไม่น้อยเลย ใครที่อยู่ใกล้อาจารย์ชัยวัฒน์จะรู้สึกได้ถึงความเย็น ความเมตตา ความเข้าอกเข้าใจ และความเมตตากรุณาที่มีต่อเพื่อนร่วมงาน กับนักศึกษา แม้กระทั่งกับมดอาจารย์ก็ไม่ตบ ไม่ฆ่า

ชีวิตของคนเรานั้นมีสามองค์ประกอบใหญ่ ๆ (1) คุณธรรม (2) ความคิดความเชื่อ และ (3) การกระทำและการแสดงออก ในแง่สันติวิธี อาจารย์ชัยวัฒน์เห็นว่าคุณธรรมกับความคิดความเชื่อด้านสันติวิธีไม่จำเป็นต้องไปด้วยกัน หมายความว่า คุณอาจจะไม่มีคุณธรรม แต่ก็สามารถเชื่อเรื่องสันติวิธีได้ ขณะเดียวกันอาจารย์ชัยวัฒน์ก็มองว่าความคิดความเชื่อเรื่องสันติวิธีกับการแสดงออกไม่จำเป็นต้องไปด้วยกัน คุณอาจใช้สันติวิธีเพราะมีประโยชน์ โดยที่ไม่ต้องเชื่อในสันติวิธีก็ได้ สำหรับคนจำนวนไม่น้อย ทั้งสามองค์ประกอบนี้แยกจากกัน บางคนมีความคิดความเชื่อว่าคนเราควรมีความเสมอภาคทางเพศ แต่พฤติกรรมหรือการแสดงออกกลับสวนทางกับความคิดความเชื่อแบบนั้น บางคนใช้สันติวิธี แต่ไม่ได้เชื่อหรือศรัทธาในสันติวิธี บางคนเห็นว่าสันติวิธีมีประโยชน์ แต่ไม่สนใจเรื่องคุณธรรม และไม่ได้มีเมตตาต่อคู่กรณี

อาจารย์ชัยวัฒน์ดูเหมือนจะเห็นด้วยกับสิ่งเหล่านี้ แต่ใครที่รู้จักอาจารย์ชัยวัฒน์ดี ย่อมเห็นชัดว่า สามองค์ประกอบนี้ของอาจารย์ชัยวัฒน์เป็นหนึ่งเดียวกัน ทั้งคุณธรรม ทั้งความคิดความเชื่อ และการแสดงออก แม้อาจารย์จะบอกว่าสันติวิธีไม่จำเป็นต้องผูกติดกับคุณธรรมก็ได้ แต่ตัวอาจารย์นอกจากเชื่อเรื่องสันติวิธีแล้ว ยังมีคุณธรรมอย่างมาก อีกทั้งการแสดงออก พฤติกรรม และวิถีชีวิต ของอาจารย์ก็สอดคล้องกับความเชื่อและคุณธรรมด้วย เช่น ความซื่อสัตย์สุจริตและความเมตตากรุณาต่อผู้คน เพียงแต่อาจารย์เห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่จำเป็นต้องเรียกร้องให้คนอื่นปฏิบัติตาม

อาจารย์ชัยวัฒน์ถือว่าเป็นคนส่วนน้อย ครูที่อุทิศตนเพื่อลูกศิษย์อย่างอาจารย์มีน้อย อาจารย์ที่ไม่เอาสิ่งที่ท่องมาสอน แต่ใช้วิธีการซักถามเพื่อให้นักศึกษาเกิดความรู้ เกิดสติปัญญา อันนี้ก็น้อย นักวิชาการที่ผลิตผลงานมามากมาย โดยไม่ได้ไปลอกมาจากที่ไหน ไม่ได้ไปซื้อมาจากที่ไหน ก็มีน้อย ยิ่งคนที่เชื่อสันติวิธีอย่างอาจารย์ชัยวัฒน์ยิ่งมีน้อยเข้าไปใหญ่ โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน ซึ่งต่างจาก 30 ปีที่แล้ว

เมื่อ 30 ปีที่แล้วสันติวิธีอยู่ในช่วงขาขึ้น ความคิดแบบประชาธิปไตยเสรีนิยมอยู่ในช่วงขาขึ้น ตอนนั้นกำแพงเบอร์ลินเพิ่งพังทลาย เผด็จการคอมมิวนิสต์ในยุโรปตะวันออกถูกโค่น เพราะการลุกฮือของประชาชนด้วยสันติวิธี แม้กระทั่งการโค่นล้มรัฐบาลของพลเอกสุจินดา คราประยูร เมื่อปี 2535 ก็เกิดจากพลังสันติวิธีของประชาชน แต่มาถึงวันนี้ สันติวิธีอยู่ในช่วงขาลง ไม่ว่า สงครามที่ยูเครน ความรุนแรงที่ฉนวนกาซ่าและตะวันออกกลาง รวมทั้งเหตุการณ์ที่บ้านเรา ทั้งหมดนี้ส่อแสดงว่าสันติวิธีอยู่ในช่วงขาลง คนที่เชื่อสันติวิธีอย่างอาจารย์ชัยวัฒน์ จึงอยู่ในสถานะที่โดดเดี่ยวมาก น่าจะท้อแท้สิ้นหวัง แต่อาจารย์ชัยวัฒน์ไม่รู้สึกท้อแท้สิ้นหวังเลย แม้จะถูกกระหน่ำจากคนสองฝ่าย ซึ่งเชื่อเรื่องความรุนแรงทั้งคู่ อาจารย์ชัยวัฒน์ยังมั่นคงในสันติวิธีหรือปฏิบัติการไร้ความรุนแรงอยู่ อีกทั้งยังเข้าใจคนทั้งสองฝ่ายว่าทำไมถึงเชื่อหรือเลือกใช้ความรุนแรง อันนี้ก็เป็นข้อเด่นอีกข้อหนึ่งของอาจารย์ชัยวัฒน์ คือ เห็นความดีของมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะมีความคิดความเชื่อแบบใด ไม่ว่าจะเหลือง แดง ส้ม ขาว น้ำเงิน อาจารย์ก็สามารถมองเห็นความดีของคนทุกฝ่ายได้โดยไม่ถูกตีกรอบด้วยความคิดทางการเมือง

อาจารย์ชัยวัฒน์ไม่ท้อแท้เพราะมีความหวังกับมนุษย์ และมีความหวังกับอนาคต เมื่อสักครู่ได้พูดไปแล้วว่า 30 ปีก่อนสันติวิธีอยู่ในกระแสในช่วงขาขึ้น แต่ตอนนี้อยู่ในช่วงขาลง มีความรุนแรงเกิดขึ้นไปทั่ว รวมทั้งการเบียดเบียนเอารัดเอาเปรียบ ถึงกระนั้น อาจารย์ก็เป็นคนที่มีความศรัทธา ไม่ใช่แค่ศรัทธาในพระเจ้าเพียงอย่างเดียว แต่ศรัทธาในเพื่อนมนุษย์ ศรัทธาในอนาคต จึงเชื่อว่าวันหน้าโลกจะดีขึ้นกว่านี้ ผู้คนจะเห็นคุณค่าของสันติวิธีมากกว่านี้ และการเอาเปรียบเบียดเบียนหรือกดขี่บีฑาผู้คนจะน้อยลงกว่านี้ ด้วยเหตุนี้อาจารย์ชัยวัฒน์จึงไม่ท้อแท้สิ้นหวังกับสภาพที่เป็นอยู่

อาตมาเชื่อว่าถ้าเราซึมซับส่วนนี้มาจากอาจารย์ชัยวัฒน์ เราก็คงไม่ท้อแท้กับสภาพสังคมทางการเมืองที่เป็นอยู่ แม้ว่าจะร้อนแรง เชี่ยวกราก แต่หากมองให้ดี นี่เป็นเรื่องของยุคสมัยที่มีขึ้น มีลง บางครั้งก็เหวี่ยงไปซ้าย บางครั้งก็เหวี่ยงไปขวา เมื่อมีลง สุดท้ายก็ต้องมีขึ้น เหล่านี้เป็นเรื่องที่เราศึกษาเรียนรู้ได้จากอาจารย์ชัยวัฒน์ ไม่ใช่เฉพาะความคิดทางการเมืองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงมุมมองต่อชีวิตและโลกทัศน์ของอาจารย์ด้วย

 

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *