INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ซีเรีย​-ปาเลสไตน์​ : จากแผ่นดินโบราณสู่สัญญาณ​แห่งวันสิ้นโลก​ (32)

ซีเรีย​-ปาเลสไตน์​ : จากแผ่นดินโบราณสู่สัญญาณ​แห่งวันสิ้นโลก​ (32)

โดย​ อดุลย์​ มานะจิตต์

“และซะกะรียา เมื่อเขาเรียกหาพระผู้อภิบาลของเขา โอ้พระ ผู้อภิบาลของข้าพระองค์ จงอย่าได้ปล่อยให้ข้าฯ อยู่เพียง ลำพังเลย และพระองค์ทรงเป็นผู้เลิศยิ่งในหมู่ผู้สืบครอง”

 

(21:89)

 

อัลลอฮ์ ผู้ทรงกรุณาปรานี จึงทรงกล่าวตอบซึ่งเกี่ยวเนื่องกับ โองการต่างๆเหล่านี้

 

“ดังนั้นเราจึงตอบรับเขาและมอบยะฮ์ยาให้กับเขา และทำ ให้ภรรยาของเขาเหมาะเจาะสำหรับเขา แน่แท้เขาทั้งสองต่าง เร่งรัดกันและกันสู่การทำดี และเรียกหาเราด้วยกับความหวัง และความกลัว เขาทั้งสองเป็นผู้อ่อนน้อมถ่อมตนต่อหน้าเรา”

 

(21:90)

 

ตามการรายงานของ สะอึด บินอับดุลลอฮ์ ว่า มีอยู่ครั้งหนึ่ง เขาได้ถามบางคำถามกับอิมาม อัลมะฮ์ดี เมื่อเขายังเป็นเด็กอยู่ และ เขานั่งอยู่บนตักของบิดาของเขา คือ อิมาม ฮะซัน อัล อัสการี สะอึด บิน อับดุลลอฮ์ ถามอิมาม โดยขอให้อธิบายความหมายของอักษร “กาฟ ฮา ยา อื่น ศอด” อิมามกล่าวตอบในทันทีว่า มีความลับอัน ยิ่งใหญ่ประการหนึ่ง ที่อยู่เบื้องหลังอักษรย่อเหล่านี้ อัลลอฮ์ทรง ประทานความรู้ของอักษรเหล่านี้ให้กับ ซะกะรียา และ มุฮัมมัด อัล มุสฎอฟา ศาสนทูตองค์สุดท้าย

 

อัลลอฮ์ผู้ทรงกรุณาปรานี ทรงแจ้งให้เขาทราบถึงเหตุการณ์ ณ กัรบะลา ด้วยกับการลงวิวรณ์มาว่า ” กาฟ หมายถึง กัรบะลา “ฮา” หมายถึงการพลีอุทิศของบุตรแห่งรอซูล “ยา” หมายถึง ยะซีด “อื่น” หมายถึง ความหิวกระหายของครอบครัวของฮุเซน หมายถึงความอดทนของอิมาม ฮุเซน “ศอด”

 

เมื่อ ซะกะรียา ได้ยินถึงเรื่องนี้ เขาจึงรู้สึกเศร้าโศกเสียใจเป็น อย่างมาก เขาถึงกับไม่สามารถออกมาจากห้องละหมาดของเขาได้ และห้ามไม่ให้ผู้ใดเข้ามาพบเขา เขามีความเศร้าสลดอย่างลึกล้ำ​ และวิงวอนต่ออัลลอฮ์ด้วยกับการร่ำไห้ให้กับการพลีชีวิตของอิมาม ขากล่าวว่า “โอ้อัลลอฮ์ พระองค์จะทรงทดสอบ มุฮัมมัด อัลมุสฎอฟา

ศาสนทูตของพระองค์ด้วยกับความโศกเศร้าและความยุ่งยากต่างๆเพื่อให้ผู้คนของโลกได้เผยแผ่หลักการของอัลอิสลาม อิมาม อะลีและฟาฏิมะฮ์ก็จะร่ำไห้ และใส่ชุดดำเพื่อการพลีอุทิศของ อิมาน

 

ฮุเซน พระองค์ เขากล่าววิงวอนว่า “พระผู้อภิบาลของข้าฯ ข้าพระองค์ขอเขากโปรดประทานบุตรชายให้กับข้าฯ สักคนหนึ่งเถิด ข้าฯ จะพิสูจน์ตนเองให้เห็นว่า ข้าเป็นข้าทาสผู้ซื่อสัตย์ โอ้อัลลอฮ์ จงทำให้ข้าฯ ร่ำไห้และเสียใจกับความยุ่งยากลำบากต่างๆและความ เศร้าเสียใจกับบุตรชายของข้าฯ ดังที่พระองค์ทรงกระทำกับศาสดา ของพระองค์ ให้เศร้าเสียใจกับความเศร้าระทมต่อ อิมาม อัล ฮุเซน บุตรชายของเขาด้วยเถิด”

 

“อัลลอฮ์ผู้ทรงเมตตาปรานี ทรงประทานบุตรชายคนหนึ่ง ให้กับเขา มีนามว่า ยะฮ์ยา มารดาของเขาตั้งครรภ์เพียงหกเดือน และอิมาม อัล ฮุเซ็นก็เช่นเดียวกัน”

 

ตามรายงานวจนะต่างๆของอิมาม อัลบากิร และ อิมาม ยะอ์ฟัร อัศ ศอดิก ชื่อ ยะฮ์ยา และ ฮุเซน นั้น ถูกกำหนดมาจากอัลลอฮ์ และไม่มีผู้ใดรู้จักชื่อเหล่านี้มาก่อน

 

ฆาตกรผู้สังหารอูฐของนบี ซอและห์ ผู้สังหาร ยะฮ์ยา อิมาม อะลี และอิมาม ฮุเซน ล้วนเป็นผู้ละเมิดในกาม

 

มีกล่าวไว้ว่า แผ่นดินและฟากฟ้ามิได้ร่ำไห้กับผู้ใดนอกจาก ยะฮ์ยา และอิมาม อัลฮุเซน ดวงอาทิตย์คร่ำครวญให้กับการพลีอุทิศ ของพวกท่าน มันกลายเป็นสีแดงเสมือนเลือด ตามการรายงาน อีกวจนะหนึ่ง มันตกลงมาเป็นสีเลือด หากนำเอาผ้าขาวมากางแผ่ ออกบนผืนดิน มันก็จะกลายเป็นสีแดง และเลือดเริ่มไหลทะลักออกมา จากใต้ก้อนหิน

 

ตามการรายงานวจนะของ อิมาม ซัยนุลอาบีดีน ภายหลังจาก เหตุการณ์ที่กัรบะลา พวกเขาต่างเดินทางกลับมายังกัรบะลาอีกครั้ง หนึ่ง ในระหว่างทางไม่ว่าเขาจะหยุดพัก ณ ที่ใดก็ตาม เขาก็จะได้ยิน เสียง อิมาม ฮุเซน บิดาสุดที่รักของเขา และของยะฮ์ยา ด้วยการ กล่าวว่า ผู้คนชาวปาเลสไตน์ฆ่าสังหาร ยะฮ์ยา และส่งศีรษะของเขาไป ให้กับหญิงโสเภณีนางหนึ่ง

 

อิบนิ บาบะวัย อ้างอิงมาจาก วะฮับ อิบนิ มุนับบะฮ์ ว่า วันหนึ่ง อิบลีส ได้ท่องไปทั่วเมืองเพื่อพบกับผู้คนชาวปาเลสไตน์ และพูดถึงเรื่องมัรยัมกับซะกะรียา และพูดทำลายชื่อเสียงของพวกเขา ดังนั้นผู้คนจึงหันมาต่อต้านเขา(ซะกะรียา) และพร้อมที่จะสังหารเขา ซะกะรียา จึงวิ่งไปยังต้นไม้ต้นหนึ่งเพื่อหลบหนีบรรดาศัตรู ลำต้น ของต้นไม้จึงแยกออกและซะกะรียาจึงเข้าไปข้างในและส่วนที่แยก ออกนั้นจึงคืนปิดกลับดังเดิม

 

อิบลิส จึงนำผู้คนมายังต้นไม้ต้นนั้นที่ซะกะรียาหลบซ่อนตัวอยู่ มันมองหาซะกะรียา ด้วยกับการเอามือสอดเข้าไปใต้ต้นไม้ และขอให้ ผู้คนแยกต้นไม้ออกเป็นเสี่ยงๆ ผู้คนต่างเชื่อฟังมันและจึงใช้เลื่อย ตัดต้นไม้นั้นออกเป็นสองท่อนและกองทิ้งไว้ข้างทางและจึงละจากไป อิบลีส จึงหายตัวจากที่นั่นไปด้วยเช่นกัน ซะกะรียา ไม่รู้สึกเจ็บปวดอัน ใดในขณะที่ผู้คนตัดต้นไม้นั้น ซึ่งเขาอยู่ข้างใน

 

อัลลอฮ์ทรงส่งทวยเทพบางองค์ลงมาเพื่ออาบน้ำให้กับศพ ของเขา และอ่านละหมาดให้เป็นเวลาสามวันอย่างต่อเนื่อง ร่างของ บรรดาศาสนทูตของอัลลอฮ์จะไม่เน่าเปื่อย และก็จะไม่กระจายตัวออก ไปในดิน

 

อิมาม อัล ฮะซัน อัล อัสการี กล่าวว่า เมื่อ ซะกะรียา พบ กับ มัรยัมมามเอ็ด ผลนั้นน้าหนาวในหน้าร้อนและเห็นผลไม้หน้าร้อน ในหน้าหนาวอยู่กับนาง เขาจึงถามนางถึงมัน มัรยัมกล่าวตอบว่า ทั้งหมดนั้นมาจากอัลลอฮ์ เมื่ออัลลอฮ์ผู้ทรงเกรียงไกรปรารถนาที่จะให้อะไรกับผู้ใด พระองค์จะทรงมอบให้ ซะกะรียา จึงแน่ใจได้ว่า ไม่ว่าสิ่งใดที่นางกล่าวย่อมเป็นความจริง ไม่มีผู้ใดมาหานาง นอกจาก ซะกะรียา เขาอยู่ในวัยชรา เขาคิดคำนึงว่า อัลลอฮ์ผู้ทรงอำนาจนั้น ทรงยิ่งใหญ่เกรียงไกร เขาจัดหาทุกอย่างที่ให้กับนางและดูแลนาง และส่งผลไม้ในทุกฤดูกาลให้กับนาง เขาวิงวอนว่า “ข้าพระองค์ชรา ภาพแล้ว และภรรยาของข้าฯก็ชราแล้วด้วย และยังเป็นหมัน ขออัลลอฮ์ทรงประทานบุตรชายสักคนหนึ่งจากตัวของข้าฯ ให้เป็นผู้สืบ ทายาทของข้าฯ”

 

บรรดาทวยเทพที่ยืนละหมาดอยู่ ณ สถานที่ของการเคารพ ภักดี จึงแสดงความยินดีกับเขาด้วยการกล่าวว่า ” อัลลอฮ์ทรงมอบ ข่าวดีถึงบุตรชายคนหนึ่ง ผู้ซึ่งชื่อของเขาคือ ยะฮ์ยา และเขาจะเป็น คนแรกที่จะยืนยันว่า อีซา จะเป็นกัลยาณชนละมีความกตัญญูต่ออัลลอฮ์และคำบัญชาต่างๆของพระองค์ เขาจะอยู่ห่างจากบรรดาสตรี เขาจะเป็นศาสดาที่ดีองค์หนึ่ง

 

การยกย่องให้เกียรติครั้งแรกของ ยะฮ์ยา เกี่ยวกับ อีซา เกิดขึ้น เมื่อมัรยัมมารดาของอีซา ออกห่างไปจากครอบครัวของนาง นาง ไปอาศัยอยู่ในสถานที่หนึ่ง เพื่อทำการเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์ มีห้องๆ หนึ่งที่แยกออกไปต่างหากที่ไม่มีบันได มีแต่บันไดลิงอันหนึ่ง เพื่อปืนขึ้นลง ไม่มีผู้ใดสนใจกับนาง ยกเว้นซะกะรียา เมื่อใดที่เขาออกไป เขาก็จะลงกลอนประตู แต่ที่ประตูมีช่องระบายอากาศ

 

เมื่อเขามารู้ว่ามัรยัมตั้งครรภ์ เขาจึงรู้สึกเศร้าเป็นอย่างมาก และคิดไปว่าผู้คนแห่งอิสราเอลจะต้องกล่าวโทษเขาอย่างแน่นอน เพราะไม่มีผู้ใดมาพบนางเลย ยกเว้น ซะกะรียา เขาจึงแจ้งให้ภรรยา ของเขาทราบเกี่ยวกับเรื่องของมัรยัม นางกล่าวว่า “อย่าได้ กังวลไปเลย อัลลอฮ์เป็นผู้ทรงเกรียงไกรและพระองค์จะทรงช่วยเหลือท่านเองในสถานการณ์นี้ เพื่อนางจะได้สอบถามเขาดู ซะกะรียา จึงนำนางมาพบกับภรรยา และนางจึงขอให้เขาพา มัรยัม มาพบนาง​ เพื่อนางจะได้สอบถามเขาดู ซะกะรียา จึงนำนางมาพบกับภรรยาของเขา ผู้ซึ่งเป็นพี่สาวคนโตของนาง นางไม่สามารถยืนขึ้น เพื่อทําการเคารพต่อมัรยัมได้ เพราะนางกำลังตั้งครรภ์ ยะฮ์ยา อยู่ ด้วยกับความเมตตากรุณาของอัลลอฮ์ ยะฮ์ยา จึงเอามือของเขา ออกมา เพื่อพยุงให้มารดาของเขายืนขึ้นต้อนรับ มัรยัม ด้วยความ เคารพต่อสตรีผู้เป็นที่เคารพท่านนี้ได้ นางได้ยินเสียงของลูกชายของ นางที่อยู่ในครรภ์และนางจึงลุกขึ้น ยะฮ์ยา เองก้มศีรษะลงในครรภ์ ของมารดาเขา เรื่องนี้ถือเป็นข้อพิสูจน์ของยะฮ์ยา

 

อิมาม ยะอฺฟัร อัศศอดิก ได้ถูกกล่าวอ้างอิงไว้ในหนังสือเล่มหนึ่งว่า เขากล่าวว่า ในวันพื้นคืนชีพ จะมีผู้ประกาศคนหนึ่ง ประกาศว่า “ฟาฏิมะฮ์ บุตรสาวของศาสดาอยู่ไหน คอดียะฮ์ บินติ คุวัยลิด อยู่ที่ใด มัรยัม บุตรของ อิมรอน อยู่ ณ ที่ใด อาซียะฮ์ บุตรสาวของ มะซอฮิม อยู่ ณ ที่ใด และ อุมมุ กัลโซม มารดาของ ยะฮ์ยา อยู่ ณ ที่ใด พวกเขาทั้งหมดก็จะออกมาข้างหน้าในวัน ตัดสินพิพากษา”

 

ท่านศาสดากล่าวไว้ว่า สถานะของ ยะฮ์ยา นั้นสูงส่งมาก วันหนึ่งเขามาที่โดมห่งศิลา ณ ที่นั่นเขาเห็นบรรดาผู้คงแก่เรียน สวมใส่เสื้อผ้าและหมวกที่ทำด้วยเส้นผม และล่ามตนเองไว้กับเสา ของมัสยิด พวกเขากำลังสวดภาสวนากันอยู่ เมื่อเห็นพวกเขา ยะฮ์ยา จึงบอกกับมารดาของเขาให้เย็บเสื้อที่ทำด้วยเส้นผมให้กับเขา เพื่อจะได้ไปร่วมกับพวกเขาในการสวดภาวนาที่นั่น มารดาของ เขาจึงขอให้เขารอจนกว่าบิดาของเขาผู้เป็นศาสดาของอัลลอฮ์จะมา (ในขณะนั้นยะฮ์ยายังคงเป็นเพียงเด็กน้อย) เมื่อ ซะกะรียา มาถึง มารดา ของเขาจึงบอกเขาในสิ่งที่ ยะฮ์ยา ต้องการ

 

ยะฮ์ยาจึงกล่าวกับบิดาของเขาว่า “โอ้คุณพ่อ คุณพ่อไม่เคย เห็นเด็กๆต้องเสียชีวิตไปในวัยเยาว์ดอกหรือ” ศาสดาจึงกล่าวตอบว่า *มีกล่าวไว้ว่ามารดาของ ยะฮ์ยา มาจากเอเซีย มีบางคนกล่าวว่านางเป็นพี่สาวของ มัวยัม หรือเป็นป่า

 

 

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *