ซีเรีย-ปาเลสไตน์ : จากแผ่นดินโบราณสู่สัญญาณแห่งวันสิ้นโลก (26)

ซีเรีย-ปาเลสไตน์ : จากแผ่นดินโบราณสู่สัญญาณแห่งวันสิ้นโลก (26)
โดย อดุลย์ มานะจิตต์

กล่าวว่า “คนที่เขาทำร้ายฉันไม่ยอมรับแหวนนี้ และจึงปฏิเสธที่จะมา คนรับใช้ของซุลกิฟลิ บอกเขาให้คอย หรือไม่ก็จงกลับไป
ศาสดากำลังพักผ่อน เพราะเขานอนไม่หลับเมื่อคืนนี้ และตลอดวัน ก็ยุ่งอยู่กับงาน แต่ซาตานกล่าวว่าเขาต้องการความยุติธรรมในขณะนี้ คนรับใช้จึงเข้าไปแจ้งให้ท่านทราบ ศาสดาจึงเขียนจดหมายให้ฉบับ หนึ่งและมอบให้กับเขา และบอกให้นำไปแสดงให้กับศัตรูของเขาดู ซาตานจึงนำจดหมายไป ศาสดาไม่อาจหลับลงได้เพราะต้องใช้เวลา นอนกลางคืนเพื่อการสวดภาวนา เรื่องมันก็วนอยู่อย่างนี้ถึงสามวัน เขากลับมาอีกและบอกว่าศัตรูของเขาไม่ยอมรับจดหมายของศาสดา และจึงปฏิเสธไม่ยอมมา ดังนั้นศาสดาจึงลุกขึ้นและจับมือเขาไว้และ ออกจากบ้านไปด้วยกัน มันเป็นวันที่ร้อนจัดมาก และศาสดาต้อง เดินไปท่ามกลางความร้อนจัดของดวงอาทิตย์ ซาตานเห็นแล้วว่า ไม่เป็นผลเพราะความอดทนของศาสดา มันจึงรู้สึกผิดหวังและคิด ได้ว่ามันไม่มีอำนาจควบคุมเหนือศาสดา มันจึงปล่อยมือของท่านและ อันตรธานไป
ด้วยเพราะเหตุผลนี้ ท่านจึงถูกเรียกขานว่า ซุลกิฟลิ เพราะ ท่านมั่นคงในคำสัญญาของท่าน อัลลอฮ์ผู้ทรงเกรียงไกรจึงกล่าว ถึงความอดทนของเขาให้กับศาสนทูตองค์สุดท้ายของพระองค์ ได้ทราบ เพื่อเขาจะได้อดทนเช่นเดียวกันกับความยุกยากลำบาก ต่างๆที่กลุ่มชนของท่านจะนำมาสู่ท่าน
เชค ตะบัรซี กล่าวไว้ว่า ผู้คนต่างกล่าวกันไว้มากมายหลาก หลายแบบที่ก่อให้เกิดความบาดหมาง “เขาเป็นคนดีแต่เขาไม่ได้เป็น ศาสดา การจะให้ได้เป็นศาสนทูตนั้น เขาจะต้องถือศีลอดในเวลา กลางวัน และสวดภาวนาในยามกลางคืน และจะต้องไม่โกรธเคือง เอากับผู้ใด และปฏิบัติตามพระบัญชาต่างๆของพระเจ้า ซุลกิฟลิ ปฏิบัติตามกฎหมายต่างๆด้วยกันทั้งหมด” มีอีกบางคนเชื่อว่าเขา เป็นศาสดาที่แท้จริง และชื่อของเขาก็คือซุลกิฟลิ และอัลลอฮ์ทรง

เพิ่มพูนรางวัลให้กับกิจกรรมต่างๆของเขา
บางคนกล่าวว่า เขาคือ อิลยาส และเป็นผู้ที่มาจากตระกูล ยะซะอา อัลลอฮ์ ตรัสไว้ในอัลกุรอานว่า เขาคือศาสดา อิลยาส และ ซุลกิฟลิ เป็นศาสดาอีกคนหนึ่งภายหลังจากเขา
หมายเหตุ ผู้เล่าเรื่องคนหนึ่งได้บรรยายไว้ในหนังสือของเขา ว่า * ซุลกิฟลิ เป็นบุตรของ อัยยูบ ผู้มีขันติธรรม และอัลลอฮ์ทรง ประทานการเป็นศาสนทูตให้ภายหลังจากบิดาของเขา และส่งเขาไปยังกรุงโรม ผู้คนต่างยอมรับเขาว่าเป็นศาสดา อัลลอฮ์มีบัญชาให้ พวกเขาสู้รบกับศัตรู และพวกเขากล่าวว่า พวกเขาอยากอยู่ในโลก และ “เราไม่ต้องการที่จะไป นี้อย่างสงบสันติ และไม่ชอบที่จะตาย ขัดขืนอัลลอฮ์ และศาสดาของพระองค์ โอ้ศาสดา จงวิงวอนให้กับ พวกเราด้วยเถิด ขอให้เราตายตามความปรารถนาของเราเอง เพื่อว่า เราจะได้สวดภาวนาต่อพระองค์และเข้าร่วมในสงคราม ซุลกิฟลิ จึง วิงวอนต่ออัลลอฮ์ “พระองค์ทรงมีบัญชามาให้ข้าฯทำสงครามกับศัตรู แต่พระองค์ทรงตระหนักยิ่งถึงการที่ผู้คนของข้าฯ กล่าว พระองค์ทรง รอบรู้และทรงได้ยิน ข้าฯเกรงกลัวถึงการลงโทษของพระองค์” อัลลอฮ์ ทรงมีวิวรณ์มายังเขาว่า พระองค์ทรงได้ยินเขาแล้ว และจงบอกกับ ผู้คนว่า ความปรารถนาของเขาเป็นที่ตอบรับแล้ว “พวกเขาจะยัง ไม่ตาย นอกเสียจากว่าจนกว่าพวกเขาจะร้องขอ จงทำให้พวกเขา ปฏิบัติตามเจ้า และตามพระบัญชาของข้า” ด้วยเหตุนี้เขาจึงถูกเรียก ขานว่า ซุลกิฟลิ
ประชากรของชุมชนของพวกเขาเพิ่มขึ้นวันแล้ววันเล่า และ สถานการณ์ของพวกเขาจึงเริ่มอ่อนแอ จากนั้นพวกเขาจึงร้องขอต่อศาสดาให้วิงวอนของต่ออัลลอฮ์เพื่อพวกเขา เพื่อให้พวกเขาเสียชีวิต ตามที่อัลลอฮ์ทรงประสงค์ อัลลอฮ์มีวิวรณ์มาว่า ประชาคมของเจ้า ไม่รู้ดอกว่า อะไรเป็นสิ่งที่ดีกว่าสำหรับพวกเขา ภายหลังจากนั้น พวกเขาจึงตายลงตามพระประสงค์ของอัลลอฮ์
3.8 เรื่องราวของบรรดาผู้ทรงคุณธรรม
และบรรดาผู้มีบุคลิกภาพล้ำเลิศของชาวอิสราเอล
เชค ตะบัรซี และบรรดานักอรรถาธิบายท่านอื่นๆ ได้เล่า เรื่องนี้มาจาก อิบนิ อับบาส ว่า มีผู้ที่ทำการเคารพภักดีคนหนึ่ง ของชาวอิสราเอล มีชื่อว่า บัรซีชา ผู้ซึ่งเคารพภักดีต่อพระผู้เป็น

เจ้าของเขาอย่างมากมาย ถึงกับว่า ไม่ว่าเขาจะขอสิ่งใดก็จะได้รับการ ตอบรับ ผู้คนมักจะนำคนป่วยและคนวิกลจริต มาพบกับเขา เขาก็ จะขอพรให้ และพวกเขาก็จะหายเป็นปกติ เกิดมีภรรยาของเจ้าใหญ่ นายโตคนหนึ่ง มีอาการคลุ้มคลั่งและนางจึงถูกนำมาพบกับเขา นางมี น้องชายด้วยกันหลายคน พวกเขาจึงปล่อยนางไว้ให้ผู้บำเพ็ญบุญ คนนี้รักษา มารร้ายได้เข้ามาหลอกลวงชายผู้บำเพ็ญพรตคน

