ข้อคิดจากประวัติศาสตร์และพงษาวดารจีน (3) : การแบ่งแยกรัฐจิ้น(三家分晉)

ข้อคิดจากประวัติศาสตร์และพงษาวดารจีน(3): การแบ่งแยกรัฐจิ้น(三家分晉)
ความนำ
เรื่องนี้ คัดลอกมาจากตัวอย่างในหนังสือ 36 กลอุบาย ที่ตีพิมพ์มาแล้วเมื่อหลายปีก่อน เขียนอยู่ในกลอุบายที่ 19: ดึงฟืนใต้หม้อน้ำ(釜底抽薪) เห็นว่ามีข้อคิดที่น่าสนใจ จึงคัดลอกมาเขียนไว้ในบล็อก โดยมีการแก้ไขดัดแปลงบ้าง
การแบ่งแยกรัฐจิ้นออกเป็นสามรัฐ(三家分晉)
ในสมัยเลียดก๊กช่วงชุนชิว รัฐจิ้น (晋: jìn ) เป็นรัฐที่มีอาณาเขตที่กว้างขวาง มีการทำศึกกับรัฐอื่นๆ รวมทั้งรัฐใหญ่เช่นฉินและฉู่ จนสามารถขยายพื้นที่ออกไปมาก แต่มาถึงช่วงปลายชุนชิว (春秋: chūnqiū) อำนาจรัฐจิ้นถูกควบคุมโดยขุนนาง อำมาตย์เพียงไม่กี่ตระกูล ซึ่งเคยมีความดีความชอบต่อแผ่นดินมาก ขุนนางเหล่านี้มีอาณาบริเวณที่อยู่ใต้การปกครองกว้างใหญ่ ขุนนาง 6 ตระกูลที่มีอำนาจนี้คือ จื้อ (智: zhì) เว่ย (魏: wèi) เจ้า (赵:zhào) หัน (韩: hán) ฟั่น (范: fàn) และจงสิง (中行: zhōng xíng) ต่อมา 4 ตระกูลแรกนำโดยตระกูลจื้อ ได้ร่วมกันขจัดขุนนางตระกูล ฟั่น และจงสิงออกไป รัฐจิ้นจึงเหลือ 4 ตระกูลที่สามารถควบคุมอำนาจรัฐอยู่คือ จื้อ เว่ย เจ้า และหัน ใน 4 ตระกูลนี้ ตระกลูจื้อ มีอำนาจมากที่สุด หัวหน้าตระกูลจื้อ คือ จื้อป๋อ (智伯: zhì bó) ชื่อ เหยา (瑶: yáo) เป็นมหาอำมาตย์ของรัฐจิ้น ใช้อิทธิพลของตนเองคุกคามขุนนางตระกูลอื่นๆ จนในที่สุดรัฐจิ้นต้องเกิดสงครามกลางเมือง และแตกสลายออกเป็น 3 รัฐ คือ เว่ย (魏: wèi) เจ้า (赵:zhào) และหัน (韩: hán) ตระกูลจื้อซึ่งมีอำนาจมากที่สุด ถูกอีก 3 ตระกูลร่วมมือกันโค่นล้ม การโค่นตระกูลจื้อมีลักษณะพลิกผันเหตุการณ์กะทันหัน การแบ่งรัฐจิ้นนี้ อาศัยวิธีเจรจาทางการทูตทำให้สถานการณ์พลิกผันไปแบบกลับหน้ามือเป็นหลังมือในชั่วเวลาข้ามคืน เหตุการณ์นี้มีการกล่าวขวัญกันมากในประวัติศาสตร์จีน
ในสมัยจิ้งชูกง (晋出公: jìn chū gōng) เป็นกษัตริย์รัฐจิ้น ในปี 474 ก่อนคริสตศักราช พื้นที่ที่ถูกครอบครองโดยตระกูลทั้ง 4 มีมาก กษัตริย์จิ้นกลับเหลือที่ในการครอบครองอยู่น้อยกว่า จิ้งชูกงเคยวางกลอุบายขอความช่วยเหลือจากรัฐฉี (齐: qí ) และหลู่ (鲁: lǔ ) มาปราบปรามขุนนาง 4 ตระกูลนี้ แต่ความรั่วออกไปเสียก่อน จนชูกงต้องหลบหนีไปรัฐฉี จื้อป๋อจึงคนมีชูเชื้อพระวงศ์จิ้นคนหนึ่งขึ้นเป็นกษัตริย์จิ้นไอกง (晋哀公: jìn āigōng)โดยจื้อป๋อได้ขึ้นเป็นขุนนางผู้มีอำนาจมากที่สุด เขาถึงกับคิดอยากก่อการกบฏขึ้นเป็นกษัตริย์จิ้นเสียเอง แต่เสนาธิการเขาเตือนว่า ขุนนางทั้งสี่ตระกูล ต่างมีอำนาจอยู่ ถ้าตระกูลจื้อขึ้นก่อการกบฎ อีก 3 ตระกูลต้องขึ้นต่อต้าน เราจึงควรหาทางบั่นทอนกำลังของอีก 3 ตระกูลเสียก่อน ในเวลานี้ กษัตริย์จิ้นยู่ภายใต้การควบคุมของเรา เราควรขอให้กษัตริย์จิ้นออกคำสั่งให้ตระกูลหัน เจ้า และเว่ย มอบที่ให้รัฐบาลกลางตระกูลละ 100 ลี้ เพื่อให้รัฐบาลกลางมีกำลังที่เข้มแข็งขึ้น หากตระกูลใดไม่ยอมมอบ เราก็จะอาศัยอำนาจกษัตริย์ กล่าวหาเขาว่าเป็ผู้ที่ไม่จงรักภักดีต่อแผ่นดิน แล้วยกกำลังปราบปราม เมื่อตระกูลทั้ง 3 อ่อนแอลงแล้ว เราค่อยมาขจัดกษัตริย์จิ้นอีกที
จื้อป๋อเห็นด้วยกับคำแนะนำนี้ ถามว่า แล้วเราจะเริ่มจากตระกูลไหนดี เสนาธิการเขาตอบว่า ควรเริ่มจากหันและเว่ย สองตระกูลนี้ยังยอมอยู่ใต้อำนาจจื้อ ถ้าหันกับเว่ยยอมยกที่ให้ ตระกูลเจ้า ก็ไม่กล้าที่จะไม่ยอม ถ้าเขาไม่ยอม เราค่อยส่งกำลังไปปราบปราม
จื้อป๋อจึงส่งคนไปเจรจากับตระกูลหัน บอกกับหัวหน้าตระกูลชื่อ หันหู่(韩虎: hán hǔ)ว่า จิ้นเป็นรัฐใหญ่กว่ารัฐอื่นๆ แต่เวลานี้รัฐอื่น โดยเฉพาะรัฐเวี่ย (越: yuè) กำลังมุ่งขยายอาณาเขต และจะขึ้นมาเป็นใหญ่ จิ้นจึงควรยกทัพไปตีรัฐเวี่ยก่อนที่เวี่ยจะเติบโตมากกว่านี้ แต่กษัตริย์มีที่ในครอบครองและมีกำลังทรัพย์ไม่มาก จึงอยากให้ทั้งสี่ตระกูลต่างมอบที่ให้ส่วนกลางคนละ100 ลี้ เพื่อให้รัฐบาลกลางมีกำลังที่กล้าแข็งขึ้น( เพราะการมีที่ดินสร้างทรัพย์สมบัติได้ จากการเก็บค่าเช่าที่ทำไร่ทำนา) หันหู่ปรึกษากับลูกน้อง ซึ่งต่างก็เห็นว่า จื้อป๋อมีอำนาจมาก ถ้าเราไม่ยอมมอบที่ตามคำสั่ง ก็จะได้ชื่อว่าไม่จงรักภักดี จึงควรตอบรับเขาไปก่อน เมื่อจื้อป๋อไปขอให้ตระกูลเว่ยและเจ้ามอบที่ ถ้าตระกูลไหนไม่ยอม ก็คงต้องสู้รบกัน ถึงเวลานั้น เราค่อยดูว่าใครเป็นผู้แพ้ชนะ แล้วจึงเข้าข้างฝ่ายชนะอีกที วันรุ่งขึ้น จื้อป๋อก็ทำแบบเดียวกับตระกูลเว่ย เว่ยก็ยอมตอบตกลงมอบที่ให้ส่วนกลาง 100 ลี้ตามคำเรียกร้อง
ส่วนตระกูลเจ้า ซึ่งมีเจ้าอู๋ซวี่ (赵无卹: zhào wú xù) เป็นหัวหน้า กลับไม่ยอมทำตาม จื้อป๋อโกรธมาก จึงชักชวนขุนนางตระกูลหันและเว่ย ร่วมกันยกทัพไปตีตระกูลเจ้า สัญญาว่าหลังปราบตระกูลเจ้าได้แล้วจะเอาที่ของเจ้ามาแบ่งกัน หันและเว่ยตอบตกลง เพราะเกรงกลัวอิทธิพลของตระกูลจื้อ ทั้งอยากได้ที่ของตระกูลเจ้าด้วย
เมื่อเจ้าอู๋ซวี่ทราบข่าวว่า ทั้ง 3 ตระกูลจะร่วมมือกันมาตี จึงถอยไปอยู่เมืองจิ้นหยัง (晋阳: jìn yáng) ซึ่งเป็นเมืองมีสมรภูมิที่เหมาะแก่การป้องกันข้าศึก ทหารของตระกูลจื้อ หัน และเว่ย ไล่ตามและปิดล้อมเมืองจิ้นหยังไว้ จื้อป๋อเห็นเมืองจิ้นหยัง มีกำแพงเมืองแข็งแรงมาก ตีแตกได้ยาก แต่ใกล้จิ้นหยัง มีภูเขาสูง ที่เป็นต้นน้ำของแม่น้ำจิ้นสุ่ย (晋水: jìn shuǐ ) จึงใช้อุบายขุดภูเขาแล้วกักน้ำไว้ในบ่อใหญ่ ช่วงนั้นเป็นฤดูฝน มีฝนตกชุกมาก ทำให้สะสมน้ำได้มาก เมื่อน้ำมีอยู่มากแล้ว ถ้าเปิดทางให้น้ำทะลักลงมา เมืองจิ้นหยังทั้งเมืองก็จะต้องจมอยู่ใต้น้ำ ถึงเวลานั้น ก็จะตีแตกได้โดยง่ายดาย
เจ้าอู๋ซวี่เมื่อเห็นเช่นนี้ ก็ตกใจมาก ไม่รู้ทำอย่างไรดี แต่ลูกน้องคนหนึ่งของเขา ชื่อ จังเมิ่งถัน (张孟谈: zhāng mèng tán) บอกเขาว่า ผมมีวิธีแก้ไข ท่านสร้างเรือและแพขึ้นมาเตรียมทำการรบก่อน แล้วให้ผมออกไปเกลี้ยกล่อมตระกูลหันกับเว่ย ให้ร่วมต่อต้านจื้อป๋อ หากเขายอมรับข้อเสนอ เราจะได้รับชัยชนะ
ในค่ำคืนนั้น จังเมิ่งถันปลอมเป็นทหารจื้อ ลักลอบเข้าไปในค่ายทหารของตระกูลหัน เมื่อถูกจับได้ ถูกไปพบหันหู่ แล้วบอกว่า เดิมจื้อ หัน เว่ย เจ้ามีอำนาจพอๆกัน บัดนี้จื้อกลับมีอำนาจมากกว่า ขอให้ตระกูลต่างๆมอบที่ให้แก่ส่วนกลาง แท้ที่จริง ต้องการตัดกำลังพวกเรา ถ้าตระกูลเจ้าถูกโค้นล้ม ตระกูลจื้อ ก็จะยิ่งมีอำนาจมากและกำเริบมากขึ้น วันนี้ ตระกูลเจ้าถูกโค่นล้ม ต่อไปคงเป็นตระกูลหัน และเว่ยตามลำดับ ถ้าท่านร่วมมือกับเราขึ้นต่อต้านตระกูลจื้อ ที่กำเริบเสิบสาน ที่คิดแต่จะรังแกพวกเรา ทั้งยังมีที่ในครอบครองเป็นจำนวนมาก ถ้าพวกเราเอาชนะจื้อได้ก็จะไม่ถูกเขารังแก ทั้งยังผนวกที่เขามาเป็นของพวกเราทั้งสามตระกูลได้ เมื่อหันหู่ได้ยินดังนั้น บอกจังเมิ่งถันว่าที่ท่านพูดนั้นมีเหตุผล ฉันขอเวลาสามวัน เพื่อไตร่ตรอง แล้วจะให้คำตอบ
หันหู่นำเรื่องนี้ไปปรึกษากับเว่ยชวี (魏驹: wèi jū) หัวหน้าตระกูลเว่ย เว่ยชวีก็เห็นด้วยกับข้อเสนอของจังเมิ่งถัน แต่กลัวว่า ถ้าทำการไม่สำเร็จ ก็ต้องถูกตระกูลจื้อโค่นล้ม จนสิ้นชาติไป ใน วันรุ่นขึ้น จื้อป๋อเชิญหันหู่และเว่ยชวี มาปรึกษาหารือกัน และกล่าวอย่างภาคภูมิใจกว่า เพิ่งรู้ว่าน้ำนั้น มีอิทธิพลมากถึงขนาดนี้ ต่อไปพวกเราจะเป็นใหญ่ได้ก็เพราะน้ำนี้แหละ ทั้งยังข่มขู่หันหู่ กับเว่ยชวีว่าได้ข่าวว่า ตระกูลเจ้ารับปากว่า จะเอาเงินทอง และของมีค่ามาให้ตระกูลหันและเว่ย เพื่อไม่ไปรุกราน ถ้าท่านคิดเช่นนี้ ก็โง่มาก เพราะตระกูลเจ้า จะไม่สามารถพ้นเงื้อมมือของเราได้แน่
หันหู่ และเว่ยชวีได้ยินคำพูดนี้แล้ว ก็ตกใจมาก จึงตัดสินใจแปรพักตร์ต่อต้านตระกูลจื้อ และแอบส่งทหารไปขุดทางน้ำให้น้ำไหลทะลักมาลงในทางค่ายทหารของจื้อ แล้วส่งข่าวไปให้เจ้าอู๋ซวี่ ให้ยกพลบุกขนาบโจมตีจื้อป๋อ คืนนั้นจื้อป๋อกำลังหลับอยู่ ได้ยืนเสียงน้ำหลาก รู้ศึกตกใจมาก พอรู้ตัว ก็เห็นค่ายทหารของตนจมอยู่ในน้ำแล้ว ทั้งยังมีทหารตระกูลเจ้า หัน และ เว่ย พายเรือมาขนาบตี จึงต้องรีบหนี แต่ถูกจับ และถูกฆ่าตาย ตระกูลจื้อที่เรืองอำนาจจึงถูกโค้นล้มไป อีกสามตระกูลเอาที่มาแบ่งกัน ต่อมา สามตระกูลนี้ได้แบ่งแยกดินแดนรัฐจิ้นออกเป็นสามรัฐ คือ หัน เว่ย และเจ้า รัฐจิ้นที่ยิ่งใหญ่ถูกลบออกจากประวัติศาสตร์ กลายมาเป็นสามรัฐใหม่
ข้คิดที่ได้มาจากเรื่องนี้
สุภาษิตจีน “ดึงฟืนใต้หม้อน้ำ” หมายความว่า การแก้ปัญหา แก้ที่ต้นเหตุได้ เสมือนหนึ่งน้ำที่กำลังเดือดอยู่ ถ้าอยากให้น้ำเย็นลงโดยเร็ว ต้องดึงฟืนออกมาจากเตาที่ใช้ต้มน้ำออกมา น้ำจะเดือดได้ เพราะอยู่บนเตาที่มีไฟลุกโชนอยู่ แต่ไฟลุกไหม้ได้ เพราะมีฟืนเป็นเชื้อเพลิง ถ้าเติมฟืนเข้าไปในเตา ไฟจะลุกโชนมากขึ้น แต่ถ้าดึงฟืนออกมาให้หมด ไฟก็จะมอดลง การดึงฟืนออกมา ก็คือการขจัดต้นเหตุของการลุกไหม้นั่นเอง
ในทางกลอุบาย การดึงฟืนออกจากใต้หม้อนํ้า หมายถึงการบั่นทอนกำลังของคู่ต่อสู้ โดยมุ่งตีที่จุดสำคัญ ทำให้คู่ต่อสู้ อ่อนกำลังลง เช่น ในการทำศึกสงคราม ถ้าทำลายแหล่งที่ข้าศึกสะสมเสบียง ตัดแหล่งนํ้า ทำลายที่สะสมอาวุธยุทโธปกรณ์ หรือลอบฆ่า ไปทหารหรือเสนาธิการที่เป็นกำลังหลักของฝ่ายตรงข้ามได้ ก็จะเอาชนะได้ง่ายขึ้น
อีกวิธีหนึ่งคือ ให้สินบน เกลี้ยกล่อม ยุยงให้ฝ่ายพันธมิตร หรือบุคลากรที่เป็นกำลังหลักของฝ่ายตรงข้ามเปลี่ยนใจแปรพักตร์มาเป็นพวกเรา วิธีการต่างๆเหล่านี้ ล้วนมีผลต่อชัยชนะ ไม่น้อยกว่าการใช้กำลังปะทะโดยตรง
ในประวัติศาสตร์จีน มีตัวอย่างการใช้คำพูดเกลี้ยกล่อม ชี้แจง ชักจูง หรือวิเคราห์เหตุผล แค่คำพูดเพียงไม่กี่คำ ก็สามารถทำให้สถานการณ์พลิกผัน เปลี่ยนแปรไปได้โดยสิ้นเชิง วิธีการทางการ ฑูตจึงเป็นวิธีหนึ่ง ที่จะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ความเสียเแปรียบ มาเป็นข้อได้เปรียบหรือเปลี่ยนข้อได้เปรียบของคู่ต่อสู้ เป็นข้อเสียเปรียบ
กลอุบายดึงฟืนในเตาใต้หม้อนี้ ใช้ได้ทั้งการต่อสู้ทางการทหาร การเมือง และธุรกิจ การแบ่งแยกรัฐจิ้นเป็นเหตุการณ์ที่กล่าวขวัญกันมากในประวัติศาสตร์จีน ในเหตุการณ์นี้ เมืองจิ้นหยังกำลังตกอยู่ในอันตรายจากนํ้าท่วมและถูกตีแตก แต่มีคนคิดการแก้ปัญหาโดยการเจรจา ทำให้เปลี่ยนทิศทางการไหลของน้ำ แทนที่จะท่วมเมืองจิ้หยัง แต่กลับไปท่วมค่ายทหารของตระกูลจื้อ ทำให้ตระกูลเจ้าเปลี่ยนจากฝ่ายแพ้ฝ่ายชนะ ข้อคิดที่ได้จากเหตุการณ์นี้ คือในการแก้ปัญหา ถ้ารู้ต้นเหตุของปัญหา แก้ไขที่ต้นเหตุ ระงับปัญหาตั้งแต่ต้น เหตุการณ์อาจไม่ลุกลามใหญ่โตจนแก้ไขยาก คล้ายกับการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ถ้าวินิจฉัยก่อนว่า การเจ็บป่วยนี้เกิดจากอะไร แล้วมุ่งไปรักษาโรคโดยการระงับต้นเหตุ อาจได้ผลที่ดีกว่า การใช้ยาแรง หรือทำการผ่าตัด ที่มีผลข้างเคียงมากกว่า การแก้ปัญาโดยการระงับต้นเหตุ จึงเป็นแนวทางที่ควรพิจารณาในการแก้ปัญหา







