INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

แหล่งกำเนิดสู่แหล่งกำเนิด ไม่ใช่แหล่งกำเนิดสู่สุสาน

แหล่งกำเนิดสู่แหล่งกำเนิด ไม่ใช่แหล่งกำเนิดสู่สุสาน

เมื่อ 24 เมษายน 2013 รานา พลาซ่า อาคารแปดชั้นภายในซาวาร์ ใกล้ดากา
บังคลาเทศ ที่อยู่ของโรงงานเสื้อผ้าห้าโรง ได้พังทลายลงมา โรงงานกำลังผลิตเสื้อผ้า เพื่อขายภายในอังกฤษ เดนมาร์ค ฝรั่งเศส เยอรมัน สเปน ไอร์แลนด์ แคนาดา และอเมริกา บุคคลเสียชีวิตอย่างน้อยที่สุด 1,132 คน ส่วนใหญ่เป็น
ผู้หญิง และบาดเจ็บมากกว่า 2,500 คน นี่จะเป็นความหายนะร้ายแรงที่สุดภายในประวัติของอุตสาหกรรมการผลิตเสื้อผ้า อาคารราน่า พลาซ่า ได้ถูกสร้างด้วยวัตถุต่ำกว่ามาตรฐานภายใต้สภาพที่บกพร่อง แต่โรงงานเสื้อผ้ายังคงทำการผลิตอยู่จนกระทั่งพังทลาย
เมื่อ 23 เมษายน 2013 รอยร้าวลึกทางโครงสร้างได้ถูกพบภายในอาคารรานา พลาซ่า ร้านค้าและธนาคารบนชั้นล่างได้ปิดทันที แต่การเตือนที่จะหลีกเลี่ยง
การใช้อาคารภายหลังจากรอยร้าวได้ถูกละเลยโดยเจ้าของโรงงานเสื้อผ้าบนชั้นบน คนงานเสื้อผ้าได้ถูกสั่งให้กลับมาทำงานวันต่อมา คนงาน ณ รานา พลาซ่า ได้ถูกบังคับให้เข้าไปสู่อาคารที่อันตราย พวกเขาได้ร้องเรียนวันก่อนหน้านี้เกี่ยวกับเสียงมาจากรอยร้าวที่เห็นได้ชัดเจนภายในอาคารที่จากนั้นได้พังทลายใส่พวกเขา
การตรวจสอบภายหลังจาการพังทลายได้พบว่านายกเทศมนตรีของเมือง
อนุญาติการก่อสร้างอย่างไม่ถูกต้อง และการยอมให้เจ้าของละเลยกฏหมายการก่อสร้าง เจ้าของอาคาร โซเฮล ราน่า ได้สร้างชั้นบนของอาคารผิดกฎหมายเป็นที่ตั้งโรงงาน
ด้วยคนงานหลายพันคน และเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่กระตุกอาคารทุกครั้งเมื่อเปิดสวิทช์ ก่อนวันพังทลาย ร้อยร้าวใหญ่ได้ปรากฏภายในอาคาร และวิศวกรได้ถูกเรียกที่จะตรวจสอบอาคาร ได้พิจารณาว่ามันไม่ปลอดภัย แต่กระนั้นรานาและเจ้าของโรงงานได้สั่งคนงานกลับมาทำงานวันรุ่งขึ้น เมื่อเครื่องกำเนิดไฟฟ้าได้ถูกเปิดสวิทช์วันนั้น อาคารได้พังทลายลงทันที
บริษัทตะวันตกจำนวนหนึ่งได้ยอมรับพวกเขาได้จ้างโรงงานเสื้อผ้าเหล่านี้
และบริษัทบางบริษัท ได้เสนอค่าตอบแทนแก่ครอบครัวของผู้เคราะห์ร้าย
รอยร้าวลึกได้ปรากฏภายในอาคารแปดชั้นก่อนหน้านั้น ตอนเช้าวันนั้นคนงานได้ขอที่จะไม่ถูกส่งเข้าไปข้างใน ผู้จัดการไม่ยอมผ่อนปรน คนงานมากกว่า 2,009 คนได้เดินแถวเข้าไป ก่อนเก้าโมงเช้า ชั้นอาคารได้เริ่มต้นหายไป และคนงานได้ตกลงมา รานา พลาซา ใช้เวลาไม่ถึง 90 วินาทีพังทลาย ฆ่าบุคคล 1,134 คน สหภาพได้เรียกมันว่า การฆาตกรรมหมู่ทางอุตสาหกรรม นอกจากการเสียชีวิตแล้ว สถาปัตยกรรมที่ผิดกฏหมายและการก่อสร้างต่ำกว่ามาตรฐานได้ปล่อยทิ้งคนงานที่บาดเจ็บอีก 2.000 คน คำถามคือ……การกระทำตามมา
ที่จะป้องกันการพังทลายอย่างเดียวกันในอนาคตมีหรือไม่ เท่าที่ผ่านมาไม่มีการกระทำอย่างเพียงพอเลย เราจะมีเรื่องราวที่เจ็บปวดของผู้รอดชีวิต บุคคลที่ไม่มีทางเลือก แต่จะต้องตัดขาของพวกเขาเอง เพื่อที่จะหลุดพ้นจากเศษอิฐและรอดชีวิต ผู้รอดชีวิตหลายคนได้ติดอยู่ภายใต้เศษอิฐและเครื่องจักรหลายชั่วโมงหรือแม้แต่วัน ก่อนที่พวกเขาจะถูกช่วยชีวิต โศกนาฏกรรมที่น่าสยองนี้ได้ทำลายล้างชีวิตคนงานหลายพันคนและครอบครัวจากการเสียชีวิตและบาดเจ็บ ความทรมานของพวกเขาจะน่ากลัวและต้องการการดูแลทางแพทย์และค่าตอบแทนระยะยาวทันที
อุบัติเหตุได้สร้างการเรียกร้องระหว่างประเทศเกี่ยวกับสภาวะการทำงานที่ปลอดภัยและสิทธิแรงงาน ภายในการตอบสนองต่อการเรียกร้องการกระทำขององค์การสิทธิแรงงาน บริษัทเสื้อผ้ามากกว่า 150 บริษัทจาก 20 ประเทศ
ภายในยุโรป อเมริกา เอเชีย และออสเตรเลีย ได้ลงนามข้อตกลงร่วมไฟไหม้และความปลอดภัยของอาคารภายในบังคลาเทศ บังคลาเทศจะเป็นบ้านของโรงงานเสื้อผ้ามากกว่า 5,000 โรง ผลิตเสื้อผ้าแก่ตราสินค้าลำดับสูงส่วนใหญ่ทั่วโลก คนงานเสื้อผ้าภายในบังคลาเทศจะอยู่ท่ามกลางค่าจ้างต่ำที่สุด
ภายในโลก บริษัทที่ผลิตเสื้อผ้า ณ รานา พลาซ่า มีทั้งวอลมาร์ท แก้ปส์ อดิแดส เอช แอนด์ เอ็ม และบริษัทอื่นหลายบริษัท บริษัทเหล่านี้ได้เผชิญกับแรงกดดันให้รับผิดชอบจากการพังทลาย บริษัทบางบริษัทได้บริจาคเงินช่วยเหลือแก่ผู้เคราะห์ร้าย บังคลาเทศจะมีคนงานเสื้อผ้าประมาณ 4 ล้านคน เกือบสามในสี่จะเป็นผู้หญิง อุตสาหกรรมเสื้อผ้าของบังคลาเทศจะประมาณ 80% ของการส่งออกของประเทศ มันได้ถูกประมาณว่าอุตสาหกรรมเสื้อผ้าจะสนุบสนุนบุคคล 25 ล้านคนต่อไปอีก และมีบทบาทที่สำคัญภายในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ได้เข้าสู่ความสนใจของโลก ส่วนหนึ่งของปัญหาคือบริษัทบางบริษัทคิดซีเอสอาร์คือ การเขียนเช็คแก่พิพิธภัณฑ์ การกระทำนั้นเป็นสิ่งที่ดี
แต่มันไม่ได้ช่วยชีวิตใดเลย

ภาพที่มีพลังจำนวนมากได้ถูกถ่ายภายหลังจากการพังทลายอย่างร้ายแรงของโรงงานเสื้อผ้าภายในบังคลาเทศ แต่ภาพหนึ่งโดยช่างภาพบังคลาเทศ
ทาสลิมา เเอคเตอร์ ได้ปรากฏเป็นการบีบหัวใจมากที่สุด ยึดความเศร้าโศรกของประเทศทั้งหมดภายในภาพเดียว
ทาสลิมา แอคเตอร์ ช่างภาพและนักกิจกรรมบังคลาเทศ ได้ถ่ายภาพที่หลอกหลอนและใช้ชื่อที่สัมผัสได้ว่า “Final Embrace” : โอบกอดครั้งสุดท้าย แสดงให้เห็นคนงานเสื้อผ้าสองคนโอบกอดภายในเศษอิฐและปูน
เสียชีวิตจากการพังทลายของโรงงานเสื้อผ้า ณ อาคารรามา พลาซ่า ใกล้ดากา บังคลาเทศ มันจะเป็นรูปภาพข่าวที่ได้รางวัลภายในเวิรล์ด เพรส โฟโต้ 2014
ภายใต้ประเภท “สปอร์ต นิวส์” และได้ถูกเลือกเป็นรูปภาพสิบลำดับสูงสุดโดยวารสารไทม์ด้วย บุคคลสองคนภายในการโอบกอดครั้งสุดท้ายด้วยครึ่งหนึ่งของร่างกายของพวกเขาฝังอยู่ภายในเศษอิฐและปูน และหยดเลือดได้ไหลรินลงมาจากตาข้างหนึ่งของผู้ชายคล้ายกับน้ำตา จากรูปภาพเราสามารถมองเห็นผู้หญิงกำลังพยายามอย่างเชื่องช้าและเจ็บปวดในขณะที่เธอได้ถูกกอดแน่นจากผู้ชาย ด้วยหน้าของเขาอยู่บนหน้าอกของเธอ
เมื่อมองดูครั้งแรก เนื่องจากบุคคลสองคนอยู่ตรงศูนย์กลางของรูปภาพ ภาพของพวกเขาดูเหมือนจะเป็นส่วนที่เด่นและจุดรวมของภาพ ผู้เคราะห์ร้ายสองคนเต็มไปด้วยฝุ่นนอนอยู่ภายในซากสลักหักพังด้วยกัน เศษอิฐและปูนสีเทา
จะเปรียบเทียบกับเสื้อผ้ามีสีสันของบุคคลสองคน การทำให้พวกเขาโดดเด่นจากรูปภาพ เมื่อมองที่หน้าของผู้ชายอย่างรอบคอบ หน้าของผู้หญิงจะไม่เห็น
เนื่องจากมุมกล้อง เราจะเห็นเลือดจากตาที่ปิด และแก้มของเขาที่แข็งกล้า
ไหลลงมาคล้ายกับน้ำตา การทำให้ผลกระทบต่อความเศร้าสลดรุนแรงขึ้น
สิ่งที่สำคัญที่สุด ทั้งโอบกอดและซากสลักหักพังจะแสดงสัญลักษณ์บางสิ่งบางอย่างสำคัญภายในการเปรียบเทียบ การโอบกอดบุคคลบางคนหมายถึงความรักและการดูแลอยู่เสมอ โดยเฉพาะโอบกอดภายในความตาย ทาสลิมา แอคเตอร์ ได้แสดงความรู้สึกของเธอ เมื่อเธอมองเห็นพวกเขาครั้งแรก ฉันมองที่พวกเขาคือใครภายในเวลาสุดท้ายของพวกเขา เมื่อพวกเขายืนอยู่ด้วยกันและพยายามช่วยชีวิตระหว่างกัน เพื่อที่จะช่วยชีวิตอันเป็นที่รักของพวกเขา แต่กระนั้น
ซากสลักหักพังของอาคารที่พังทลายจะเป็นสัญลักษณ์ของการไร้มนุษยธรรม
เพราะว่าโรงงานเหล่านี้ไม่ปลอดภัยภายในแง่ของสภาพแวดล้อมการทำงาน และโครงสร้างอาคารที่น่ากลัว หมายความว่า คนงานที่ค่าจ้างต่ำเหล่านี้ได้ถูกเอาเปรียบและชีวิตของพวกเขาไม่มีคุณค่า ด้วยการเปรียบเทียบการโอบกอดของบุคคลสองคน และอาคารที่พังทลาย ความรักและการไร้มนุษย์ธรรม ทาสลิมา แอคเตอร์ ต้องการจะแสดงข่าวสารของการเคารพต่อชีวิตมนุษย์ โดยไม่มองถึงเชื้อชาติ ศาสนา เพศ และสถานะทางสังคม เมื่อบุคคลทุกคนเท่าเทียมกันและทุกชีวิตมีคุณค่า
เมื่อผมได้ดูรูปภาพนี้ครั้งแรก ผมพบว่ามันรบกวนและไม่สามารถมองมันได้นาน ลักษณะท่าทาง การแสดงออกทางสีหน้า และความตาย มันทำให้บุคคลรู้สึกไม่สบายใจและเศร้าใจ โดยเฉพาะการมองเห็นพวกเขาโอบกอดด้วยกัน
ชาฮิดูล อราม ช่างภาพ นักเขียน และนักกิจกรรมบังคลาเทศ ได้กล่าว
วารสารไทม์ได้เลือกภาพนี้เป็นภาพแห่งปีของภาพสิบลำดับสูงสุด ค.ศ 2013 กล่าวว่า Final Embrace ได้จับภาพความเศร้าโศรกร่วมกันของความหายนะของรานา พลาซ่า ภายในรูปเดียว ไม่มีใครรู้ว่าบุคคลสองคนนี้คือใคร ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขายังคงไม่ถูกระบุ ทาสลิมา แอคเตอร์ ได้กล่าวว่า ฉ้นได้พยายามอย่างหมดหวัง แต่ยังคงจะต้องค้นหาร่องรอยอะไรก็ตามเกี่ยวกับพวกเขา ฉันไม่รู้ว่าพวกเขาคือใคร หรือความสัมพันธ์ของพวกเขาระหว่างกันคืออะไร
แต่บางทีพวกเขากำลังพยายามจะช่วยชีวิตระหว่างกัน ณ เวลาสุดท้ายของชีวิตภายในสถานที่ที่เต็มไปด้วยอันตรายของรานา พลาซ่า
วารสารไทม์ได้ยกคำพูดของช่างภาพบังคลาเทศ ชาฮิดุล อลาม ได้กล่าวว่า
“ภาพ แม้ว่าจะปั่นปวนอย่างมาก จะเป็นความสวยงามที่หลอกหลอน โอบกอดด้วยความตาย ความรักใคร่ได้ลอยสูงขึ้นบนอิฐและปูนที่จะสัมผัสเรา ตรงที่เราได้บาดเจ็บมากที่สุด”
ประมาณตีสอง ฉันได้พบพวกเขาโอบกอดระหว่างกันภายในเศษอิฐและปูน เมื่อฉันได้มองเห็นพวกเขา ฉันไม่อยากจะเชื่อมันเลย ฉันรู้สึกคล้ายกับฉันรู้ความรู้สึกที่ใกล้ชิดกับฉันมาก ทุกครั้งที่ฉันมองกลับที่รูปภาพนี้ ฉันรู้สึกไม่สบายใจ มันหลอกหลอนฉันตลอดเวลา มันเหมือนกับว่าพวกเขากำลังพูดกับฉันว่า เราไม่ได้เป็นตัวเลข ไม่ได้เป็นแรงงานราคาถูก และขีวิตราคาถูก เราคือมนุษย์เหมือนกับคุณ ชีวิตของเรามีคุณค่าเหมือนกับของเรา และความฝันของเราจะมีคุณค่าด้วย ถ้าบุคคลที่รับผิดชอบไม่ได้รับการลงโทษสูงสุด เราจะมองเห็นความหายนะนี้อีกครั้งหนึ่ง เราจะไม่ได้ผ่อนคลายจากความรู้สึกที่น่ากลัวเหล่านี้ ฉันจะรู้สึกกดดันอย่างมากและเจ็บปวดตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา
ล้อมรอบด้วยร่างกายที่เสียชีวิต ในฐานะพยานของความโหดร้ายนี้ ฉันได้รู้สึกกระตุ้นที่จะร่วมความเจ็บปวดนี้กับบุคคลทุกคน นั่นคือเหตุผลทำไมฉันต้องการให้รูปภาพนั้ได้ถูกมองเห็น
เราไม่มีการชี้ที่ชัดเจนถึงร่างกายที่ยังคงติดอยู่ภายในซากสลักหักพัง
จำนวนเท่าไร เพราะว่าจำนวนที่แน่นอนของบุคคลภายในอาคารตอนพังทลาย
จะไม่รู้ บุคคลมากกว่า 2,500 คนได้ถูกช่วยชีวิตไว้ สมาคมผู้ผลิตและผู้ส่งออกเสื้อผ้าของบังคลาเทศก่อนหน้านี้ได้กล่าวว่าคนงาน 3,122 คน ได้ถูกจ้าง ณ โรงงานห้าโรงภายในอาคาร แต่มันไม่ชัดเจนว่าคนงานที่อยู่ะหว่างกะเช้า
ตอนที่อาคารพังทลายจำนวนเท่าไร

รีไซเคิลเสื้อผ้าเก่าของเรา ณ ร้านเอช แอนด์ เอ็ม ใดก็ตาม และพวกมันจะได้ชีวิตใหม่ทันที เอช แอนด์ เอ็ม ได้เริ่มต้นให้ทางเลือกแก่ลูกค้าที่จะมอบเสื้อผ้าใช้แล้วที่มันจะถูกแปรรูปเป็นเสื้อผ้าใหม่ ลูกค้าสามารถนำเสื้อผ้าที่พวกเขาไม่ต้องการที่จะถูกทำความสะอาดและใส่ไปลงภายในเครื่องจักรเรียกว่า ลูป
เครื่องจักรจะถอดเป็นชิ้นและหั่นมันเป็นเส้นใยที่จะถูกใช้ผลิตเสื้อผ้าใหม่
กระบวนการทั้งหมดใช้ประมาณห้าชั่วโมง และลูกค้าสามารถมองเห็นได้
ความพยายามได้เกิดขึ้นท่ามกลางปริมาณเพิ่มสูงขึ้นของของเสียเสื้อผ้าทั่วโลก เราตื่นเต้นในไม่ช้าที่ได้นำเสนอลูกค้าภายในสวีเดนถึงความเป็นไปได้ที่จะแปรรูปเสื้อผ้าที่ไม่ต้องการเป็นแฟชั่นใหม่ที่ชอบ ด้วยความช่วยเหลือจากระบบรีไซเคิลเสื้อผ้าไปสู่เสื้อผ้าใหม่ของเรา ลูป เราได้ผูกพันวงจรปิดแฟชั่น และเครื่องจักรนี้มองเห็นโดยลูกค้าที่เสื้อผ้าเก่ามีคุณค่าและไม่ควรจะไปเป็นของเสีย ลูป ได้เปิดต่อสาธารณะภายในร้านของเรา ณ สตอคโฮล์ม นี่เป็นครั้งแรก
ที่ระบบรีไซเคิลเสื้อผ้าไปสู่่เสื้อผ้าได้ถูกแสดงภายในร้านโดยผู้ค้าปลีกแฟชั่น
และเอช แอนด์ เอ็ม ภูมิใจ ที่ให้โอกาสลูกค้ามองเห็นลูปรีไซเคิลเสื้อผ้าเก่าของพวกเขาเป็นเสื้อผ้าใหม่ ลูป ใช้เทคนิคที่ถอดเป็นชิ้นและประกอบเสื้อผ้าเก่าเป็นเสื้อผ้าใหม่ เสื้อผ้าถูกทำความสะอาด หั่นเป็นเส้นใย และปั่นเป็นเส้นใยใหม่ที่ถูกเย็บเป็นแฟชั่นใหม่ ลูปไม่ใช้น้ำและเคมี การลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอย่างสำคัญ
เพื่อที่จะต่อสู้การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ เราต้องเปลี่ยนแปลงแฟชั่น
วิถีทางอย่างหนึ่งของการทำสิ่งนี้คือ ข้อแก้ปัญหาหมุนเวียน ถ้าเราใช้เสื้อเชิรต
ฝ้ายรีไซเคิลผลิตเสื้อเชิรตใหม่ เราไม่ต้องปลูกฝ่ายเพิ่มขึ้น เราเพียงแค่ใช้อะไรที่ถูกผลิตอยู่แล้ว นั่นคือแฟชั่นหมุนเวียน และนั่นคือลูปเกี่ยวกับอะไร ลูปเป็นระบบรีไซเคิลภายในร้านค้าแห่งแรกของโลกโดยใช้ขั้นตอนแปดขั้นเท่านั้น
การเปิดตัวของลูปไม่ได้เป็นเพียงแค่ชายตาของอนาคตของแฟชั่น มันเป็นการเตือนความจำที่จะปฏิบัติเสื้อผ้าทุกอย่างเป็นทรัพยากร ไม่มีอะไรที่จะชำรุด
หรือฉีกขาดเกินไปที่จะรีไซเคิล และไม่มีเสื้อผ้าที่ควรจะจบลงเป็นขยะ การรีไซเคิลมีความสำคัญอย่างมากต่อแฟชั่นหมุนเวียน ถ้าบุคคลไม่นำเสื้อผ้าเก่าของพวกเขากลับมาภายในระบบแล้ว เราไม่มีเสื้อผ้าผลิตเสื้อผ้าใหม่ออกมา
เมื่อลูป ได้เปิดภายในย่านการค้า ลูกค้าได้ถูกเชิญให้นำเสื้อผ้าที่จะทิ้งมาที่ร้าน เพื่อการแปรรูป ภายในกระบวนการที่ใช้ประมาณห้าชั่วโมง เสื้อยืดที่ขี้ริ้ว
จะถูกแยกสลายแล้วทอใหม่เป็นเสื้อกันหนาว ผ้าพันคอ หรือบางทีผ้าห่มเด็ก
เมื่อสำเร็จเรียบร้อบ ลูกค้าจ่ายประมาณ 15 เหรียญต่อเสื้อผ้าใหม่
ดังนั้น ณ เอช แอนด ัเอ็ม เมื่อ ค.ศ 2013 บริษัทได้แนะนำการรวบรวมเสื้อผ้า ลูกค้าสามารถหย่อนทิ้ง เสื้อผ้าทุกอย่างจากตราสินค้าอะไรก็ได้ ณ ร้าน เอช แอนด์ เอ็ม ทุกแห่งทั่วโลก ร้านจะพิจารณาว่าเสื้อผ้าแต่ละชิ้นสามารถขายเป็นเสื้อผ้าใช้แล้ว เปลี่ยนแปลง
เป็นผลิตภัณฑ์อื่น หรือทำให้เป็นสิ่งทออื่นได้หรือไม่ ถ้าเราบริจาคให้ เราจะได้ส่วนลด 15%

Cradle to Cradle หนังสือเล่มหนึ่งเขียนโดยวิลเลียม แมคโดโน และไมเคิล บรอนการ์ต พิมพ์โดย นอร์ธ พอยต์ เพรส แมคโดโน เป็นสถาปนิค การออกแบบที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาจนถึงวันนี้คือ การดำเนินการ 2 พันล้านเหรียญของโรงงานผลิตต้นกำเนิดของฟอร์ด มอเตอร์ คอมพานี เปลี่ยนแปลงเป็นโรงงานรถยนต์สีเขียว ฟอร์ด รีเวอร์ รูจ คอมเพ็ลกซ์ เป็นคอมเพล็กซ์โรงงานรถยนต์
ของฟอร์ด มอเตอร์ อยู่ที่ เดียบอร์น มิชิแกน ข้างแม่น้ำ รูจ ครั้งหนึ่งเป็นโรงงานใหญ่ที่สุดภายในโลก เรือธงซีทูซีของวันนี้ วิลเลียม แมคโดโน ได้ทำงานเป็นทีปรึกษาแก่ฟอร์ด มอเตอร์ คอมพานี นับตั้งแต่ปลาย ค.ศ 1990 ทั้งผลิตภัณฑ์และโรงงานผลิต วิลเลียม แมคโดโน ผ่านทางบริษัทสถาปัตยกรรมของเขา ได้ลงนามสัญญา ค.ศ 1999 กับผู้ผลิตรถยนต์ ที่จะออกแบบใหม่รีเวอร์ รูจ คอมเพล็กซ์ ภายในมิชิแกน การเปลี่ยนแปลง 16 ล้านตารางฟุตของพื้นที่โรงงาน ข้อเสนอของเขามีทั้งหลังคาสีเขียวเพื่อโรงงานทั้งหมด การนำธรรมชาติกลับมาสู่ทำเลที่ตั้ง ที่ครั้งหนึ่งเป็นคอมเพลกซ์อุตสาหกรรมใหญ่ที่สุดของโลก
เเต่ละปีถ้วยกระดาษและพลาสติคประมาณ 600 พันล้านได้กระจายไปทั่วโลก
และถ้วยสตาร์บัคส์ประมาน 1% ของทั้งหมด เราได้ลงทุนภายในการค้นหาข้อแก้ปัญหาที่ยั่งยืนมากขึ้น เราได้สร้างความก้าวหน้าอย่างสำคัญที่จะลดของเสียสร้างภายในร้านของเรา ผ่านทางนวัตกรรมของถ้วยและปรับปรุงการออกแบบบรรจุภัณฑ์ การสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานรีไซเคิลท้องที่ และการนำเสนอถ้วยที่นำกลับมาใช้ใหม่
สตาร์บัคส์ได้ทำงานอย่างต่อเนื่องที่จะลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมของถ้วยและฝาของเรา เมื่อ ค.ศ 1997 เราได้แนะนำปลอกสวมแก้วกันร้อนที่จะกำจัดถ้วยคู่
ที่นิยมแพร่หลาย เมื่อ ค.ศ 2006 สตาร์บัคส์ ได้พัฒนาถ้วยกระดาษผลิดด้วยเยื่อรีไซเคิล 10% ผ่านการบริโภคแล้ว เราได้แนะนำฝาถ้วยรีไซเคิลเมื่อ ค.ศ 2016 ทำให้ถ้วยถูกยอมรัยอย่างกว้างขวางมากขึ้น
เมื่อไม่นานมานี้สตาร์บัคส์ ได้ประกาศความผูกพันของพวกเขาต่ออนาคต “ทรัพยากรเป็นบวก” วิลเลียม แมคโดโน ได้นำทีมของเขาช่วยสตาร์บัคส์
ภายในการถ่ายทอดและบรรลุเป้าหมายของพวกเขา เควิน จอห์นสัน ซีอีโอของสตาร์บัคส์ ได้พูดเกี่ยวกับความทะเยอทะยานของพวกเขาต่อซีเอ็นบีซี รวมทั้งความร่วมมือร่วมใจกับวิลเลียม แมคโดนาฟ
ภายในจดหมายสาธารณะแก่ผู้ถือหุ้นบริษัททุกคน ซีอีโอ เควิน จอห์นสัน
ได้กำหนดเป้าหมายทางวิทยาศาสตร์ ค.ศ 2030 ต่อคาร์บอน น้ำ และของเสีย เป็นส่วนหนึ่งของแรงบันดาลใจหลายทศวรรษ การกล่าวถึงภารกิจที่ยั่งยืนของบริษัทที่จะบันดาลใจและรักษาจิตวิญญานของมนุษย์ เควิน จอห์นสัน ได้ประกาศความผูกพันหลายทศวรรษที่จะเป็นบริษัททรัพยากรเป็นบวก ความทะเยอทะยานที่จะให้มากกว่าเอาจากโลก การประกาศมีทั้งเป้าหมาย
วิทยาศาตร์ เพื่อการปล่อยคาร์บอน การใช้น้ำ และของเสีย ภายใน ค.ศ 2030
วิลเลียม แมคโดโน ได้กล่าวว่า ผมถูกบันดาลใจโดยเป้าหมายทรัพยากรเป็นบวกของสตาร์บัคส์ เพราะว่าธุรกิจเป็นเครื่องยนต์ของการเปลี่ยนแปลง และเป้าหมายเหล่านี้ทำให้เราด้วยความถ่อมตัวอย่างสม่ำเสมอสร้างสิ่งเเวดล้อมที่
แท้จริง เป้าหมายเหล่านี้ได้กระตุ้นเราที่จะสร้างสรรค์ไปสู่ความฝันของแหล่งกำเนิดสู่แหล่งกำเนิด ปลอดภัย สุขภาพดี และเพียงแค่โลกด้วยอากาศ น้ำ ดิน และพลังงานที่สะอาด
เควิน จอห์นสัน ได้กล่าว่า เมื่อเราเข้าสู่การฉลองปีที่ 50 ของสตาร์บัคส์ ค.ศ 2021 เรามองไปข้างหน้าด้วยความรู้สึกเร่งด่วน และความเชื่อว่าเราต้องท้าทายตัวเราเอง คิดใหญ่ขึ้น และทำมากขึ้น ภายในการเป็นหุ้นส่วนกับบุคคลอื่นที่จะดูแลโลกที่เราร่วมอยู่ เเรงบันดาลใจของบริษัทคือ การกลายเป็นทรัพยากรทางบวก
การเก็บคาร์บอนมากกว่าที่ปล่อยออกไป การกำจัดของเสีย และการให้น้ำจืดที่สะอาดมากขึ้น แรงบันดาลใจนี้เป็นรากฐานของภารกิจของสตาร์บัคส์ ด้วยการรับเอาคุณค่าทางเศรษฐกิจ ความเสมอภาค และโลกระยะยาว เราได้สร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ขึ้นต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกคน
สตาร์บัคส์ ได้อ้างว่าโลกเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจที่สำคัญที่สุดของพวกเขา และได้ใช้วิถีทางเชิงรุก เพื่อที่จะลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม สตาร์บัคส์ผูกพันต่อการรีไซเคิล การอนุรักษ์น้ำและพลังงาน และดำเนินกลยุทธ์ที่จะจัดการการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศระดับโลก โดยทั่วไปสตาร์บัคส์ ได้พยายามจะเป็นมิตรทางสิ่งแวดล้อมเท่าจะเป็นไปได้ ภายในทุกด้านของการดำเนินธุรกิจของพวกเขา
เราเชื่อมั่นต่อความสำคัญของการดูแลโลกของเรา และการกระตุ้นให้บุคคลอื่นกระทำอย่างเดียวกัน มันเป็นเหตุผลทางธุรกิจที่ดี เพราะว่าบริษัทต้องอาศัยผลผลิตทางเกษตร และเมื่อบุคคลต้องดำรงชีวิตบนโลกใบนี้ มันเป็นสิ่งถูกต้องที่เราต้องทำ เรากำลังพยายามพัฒนาถ้วยที่เป็นมิตรมากขึ้น และการขยายการรีไซเคิลของเราเพื่อที่จะลดของเสียที่เราได้สร้างขึ้นมา
ทรัพยากรธรรมชาติที่มีค่ามากที่สุดอย่างหนึ่งคือน้ำ เราได้ประเมินการออกแบบร้าน อุปกรณ์ และการดำเนินงานของเรา เพื่อที่จะระบุวิถีทางลดการใช้น้ำให้น้อยที่สุด เราได้ผูกพันต่อการใช้พลังงานให้น้อยที่สุด การใช้แหล่งพลังงานทดแทน เพื่อที่จะลดผลกระทบต่อโลก การใช้วัสดุอาคารสร้างร้านให้เป็นสีเขียวมากที่สุด และการออกแบบที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อที่จะลดรอยเท้าสิ่งแวดล้อมของเรา
ภายใต้ตวามพยายามจะคิดถึงต้นกำเนิดสู่ต้นกำเนิด สตาร์บัคส์ ได้มองถ้วยกระดาษ 58 ล้านใบที่ชาวอเมริกันใช้ต่อปี ดังที่บริษัทได้มีส่วนทำให้ถ้วยกระดาษประมาณ 3 ล้านใบลงสู่กระแสของเสียต่อปี เป้าหมายของสตาร์บัคส์คือ การทำให้ถ้วยกระดาษทุกใบสามารถรีไซเคิลได้ภายใน ค.ศ 2012
สตาร์บัคส์ได้ใช้ถ้วยกระดาษและที่สวมแก้วกระดาษด้วยกระดาษรีไซเคิลที่มีคุณภาพตามมาตรฐานของสตาร์บัคส์ และสนับสนุนลูกค้าให้ใช้แก้วส่วนตัวด้วยการลดราคา 10 บาท นอกจากนี้สตาร์บัคส์ยังได้มีโครงการชื่อ “Grounds For Your Garden” ด้วยการให้ถุงกากกาแฟฟรีแก่ลูกค้าที่จะใช้เป็นปุ๋ยปลูกต้นไม้ด้วย
ลูกค้ามากกว่าห้าล้านคนต่อสัปดาห์ซื้อกาแฟออกนอกร้านที่ใช้ถ้วยกระดาษทิ้งได้ สตาร์บัคส์ได้ทดลองทางเลือกของถ้วยที่ทำลายได้ง่าย แนวคิดของถ้วยมากกว่ายี่สิบชนิดได้ถูกประเมิน นักดี่มกาแฟจะชอบกาแฟร้อนของสตาร์บัคส์ แต่ลูกค้าไม่ต้องการถ้วยที่ทำให้นิ้วร้อน แต่ลูกค้าอาจจะไม่สนใจการปิดกั้นกาแฟไว้อย่างดี การใช้ไฟเบอร์ที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ และการใช้วัสดุให้น้อยที่สุด การปรับปรุงสมรรถภาพของถ้วยกาแฟ ถ้วยเซรามิคสามารถถูกใช้ได้เฉลี่ย 3,000 ครั้ง สตาร์บัคส์ ได้กระตุ้นลูกค้าให้ใช้เหยือกกับการซื้อกาแฟออกนอกร้าน การใช้กระดาษเช็ดปากที่ไม่ฟอกวัสดุทำความสะอาดไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และถังขยะที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ภายในร้านกาแฟของพวกเขา และการให้กากกาแฟแก่ลูกค้าที่จะใช้ประโยชน์กับหลังบ้าน

เมื่อ ค.ศ 2018 สตาร์บัคส์ปล่อยก้าซเรือนกระจก 16 ล้านตัน ถอนน้ำ 1 พันล้านลูกบาศก์เมตร และสร้างของเสีย 868 กิโลตัน ตัวเลขเหล่านี้ติดตามการเดินทางของผลิตภัณฑ์ของพวกเขา เริ่มต้นจากซัพพลายเออร์และผู้ผลิตกาแฟตามทางไปสู่ร้านกาแฟของพวกเขา
เพื่อที่จะช่วยบรรลุเป้าหมายระยะยาวของพวกเขา สตาร์บัคส์ ได้กำหนด
เป้าหมายพื้นฐานสามอย่าง เพื่อ ค.ศ 2030 ลดการปล่อยคาร์บอนครึ่งหนึ่งภายในการดำเนินงานโดยตรงและลูกโซ่อุปทานของพวกเขา รักษาหรือเติมครึ่งหนึ่งของน้ำเพื่อการผลิตกาแฟหรือการดำเนินงาน และลดครึ่งหนึ่งของเสียส่งไปฝังกลบโดยร้านกาแฟและการผลิต
สตาร์บัคส์เป็นผู้ชายกาแฟบดเป็นทศวรรษ ก่อนที่พวกเขาจะเริ่มต้นบริการกาแฟเป็นเครื่องดื่ม ผู้ก่อตั้งของ
สตาร์บัคส์เป็นผู้รักกาแฟอย่างแท้จริง พวกเขาสนใจภายในการให้ความรู้บุคคลเกี่ยวกับความเพลิดเพลินกับกาแฟที่แท้จริงมากกว่าพวกเขาต้องการทำเงิน
หนังสือ Pour Your Heart Into It เล่าเรื่องราวบทบาทของโฮวารด ชูลท์ต่อการทำให้สตาร์บัคส์กลายเป็นตราสินค้าที่สำคัญ หนังสือได้กล่าวถึงชีวประวัติของความสัมพันธ์ของผู้เขียนกับพ่อของเขาที่สร้างความคิดอย่างไม่คาดหวังของเศรษฐกิจโลก
บางครั้ง Pour You Heart Into It อ่านแล้วคล้ายกับหนังสือแรงจูงใจ โฮวาร์ด ซูลท์ ไม่เคยคาดหวังที่จะบรรลุสิ่งที่เขาทำ ดังนั้นส่วนหนึ่งของความมุ่งหมายของเขาคือ การบอกบุคคลอื่นถึงความเป็นไปได้ เมื่อเรากล้าที่จะฝัน เมื่อเรามองสิ่งที่บุคคลอื่นไม่ได้มอง แต่เราเชื่อมั่นอย่างเข้มแข็งภายในมัน เราต้องกล้าเสี่ยง เรามีบุคคลที่มองโลกแง่ลบจำนวนมาก กฏของเขาคือ ถ้ามันยึดจินตนาการของเราได้ มันจะยั่วยวนบุคคลอื่น
ต่อโฮวาร์ด ซูลท์แล้ว ปรากฏการณ์ของสตาร์บัคส์ไม่ใช่เพียงเเค่เกี่ยวกับการเจริญเติบโตและความสำเร็จภายในธุรกิจเท่านั้น เหนือสิ่งอื่นใดเขาต้องการสร้างบริษัทที่เลี้ยงดูบุคคลและปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยความเคารพ แม้ว่าลูกค้ามีความสำคัญ ความสำคัญมากขึ้นต่อสุขภาพระยะยาวของธุรกิจคือ การทำให้มั่นใจว่าบาริสต้าและบุคคลอื่นของเรามึความสุขและความจงรักภักดี
แม้ว่าในขณะนี้เขามั่งคั่งมากกว่า 1 พันล้านเหรียญ เงินโดยลำพังไม่่ได้เป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนเขา เมื่อตอนเป็นเด็ก ณ ค.ศ 1960 เขาสนใจภายในการช่วยบุคคลที่จะค้นพบความสุขของกาแฟที่ดี การสร้างตราสินค้าที่ชอบและเคารพ และการเป็นนายจ้างที่รับผิดชอบให้คุณค่าแก่บุคคล รายได้ทั้งหมดจาก Pour Your Heart Into It ได้ถูกบริจาคแก่มูลนิธิสตาร์บัคส์ที่ได้ให้เงินแก่โครงการรู้หนังสือและสาเหตุอื่น
การเริ่มต้นของยุคใหม่ต่อสตาร์บัคส์ เมื่อโฮวาร์ด ชูลท์ ได้ก้าวลงจากซีอีโอนานกว่าสามทษวรรศ และซีโอโอก่อนหน้านี้ เควิน จอห์นสัน จะขึ้นมาเป็นซีอีโอ นับตั้งแต่การซื้อร้านกาแฟเริ่มต้นหกแห่งเมื่อ ค.ศ 1987 โฮวาร์ด ชูลท์ ได้เจริญเติบโตบริษัทจากร้านกาแฟรายเล็กไปเป็นยักษใหญ่ระหว่างประเทศปัจจุบันนี้ การให้ความสำคัญของ “ทุนนิยมอย่างมีจิตสำนึก”ของเขา แม้แต่ภายหลังจากการทรุดลง ได้ช่วยให้บริษัทเข้าถึงลูกค้าที่มีจิตสำนึกทางสังคมเพิ่มมากขึ้น
เควิน จอหนสัน ได้กล่าวว่า เขาจะมี “รองเท้าขนาดเวนตี้” ที่จะต้องใส่ ผมไม่สามารถพยายามจะเป็นโฮวาร์ด ชูลท์ ผมไม่ใช่โฮวาร์ด ชูลท์ เควิน จอห์นสัน ได้บอกแก่ซีเอ็นบีซีภายในการสัมภาษณ์
บ่อยครั้งการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดของบริษัทไหนก็ตามจะผ่านจากสิ่งที่ผมเรียกว่าผู้ก่อตั้ง – นำ ไปสู่ ผู้ก่อตั้ง – บันดาลใจ ถ้ามันได้เกิดขึ้นกับตราสินค้าระดับโลกไอคอน ระดับของความยุ่งยากจะเพิ่มสูงขึ้น ถ้ามันเป็นตราสินค้าระดับโลกไอคอนด้วยผู้่ก่อตั้งที่มีบารมีและหน้าตาของบริษัท ระดับของความยุ่งยากจะเพิ่มสูงขึ้นอีก 10X
ประมาณสามปีที่ผ่านมา คืนก่อนที่เราจะประกาศต่อประชาชนว่าโฮวารด ชูลท์จะก้าวลงจากซีอีโอ และผมจะสืบทอดต่อจากเขา เราได้ประตูร้านไพค์เพลซ ของเราแต่หัวค่ำ ร้านไพค์เพลช จะเป็นร้านสตาร์บัคส์แห่งแรกภายในซีแอตเติ้ล ตอนเย็นวันนั้นโฮวาร์ด ชูลท์ ตัวผม และทีมผู้นำ นั่งด้วยกันบนพื้นไม้แข็งที่ลูกค้าจำนวนมากได้เดินข้ามนานกว่าทศวรรษ และเราได้ร่วมเรื่องราวกัน และ ณ จุดหนึ่ง โฮวาร์ด ชูลท์ ได้ยืนขึ้น ล้วงกระเป๋าของเขา และดึงกุญแจออกมา เขาได้กล่าวว่า เควิน
นี่คือกุญแจส่วนบุคคลของร้านไพค์เพลซของผม และผมต้องการจะยื่นกุญแจนี้แก่คุณเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลง ผมจะนำกุญแจนี้ไปกับผมทุกที่ที่ผมไป เพราะว่ากุญแจนี้จะเป็นสัญลักษณ์ของความรับผิดชอบที่ผมมี – รู้สิ่งที่ต้องรักษาไว้จากอดีตและกล้าหาญที่จะลงทุนใหม่ภายในอนาคต เพราะว่าถ้าเราไม่สร้างใหม่และจินตนาการใหม่โลกจะเคลื่อนผ่านเราไป

Cr : รศ สมยศ นาวีการ

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com