36 กลอุบาย (2)

กลอุบายที่ 2
แปลโดย ดร.สมศักดิ์ แต้มบุญเลิศชัย
2. 围魏救赵 (wéiwèijiùzhào : เหวยเว่ยจิ้วเจ้า) : การมุ่งโจมตีจุดอ่อนของข้าศึก
ปิดล้อมรัฐเว่ยเพื่อช่วยรัฐเจ้า
围 (wéi: เหวย) ปิดล้อม
魏 (wèi: เว่ย) รัฐเว่ย
救 (jiù : จิ้ว) ช่วย, ช่วยเหลือ
赵 (zhào : เจ้า) รัฐเจ้า
ความเดิม
การต่อสู้กับข้าศึกที่มีกำลังมาก และรวมกำลังอยู่ในที่เดียวกัน ควรหาทางทำให้กำลังของข้าศึกกระจายกันออกไป แล้วจึงเข้าโจมตีในแต่ละส่วน หลีกเลี่ยงการการโจมตีข้าศึกซึ่งๆ หน้า
ความหมาย
กลอุบายข้อนี้มาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์จีนสมัยเลียดก๊ก (列国: lièguó : เลี่ยกั๋ว)เมื่อรัฐเว่ยยกทัพไปบุกโจมตีรัฐเจ้า (赵国: Zhào guó) รัฐเจ้าสู้ไม่ได้จึงขอความช่วยเหลือจากรัฐฉี (齐国 : qí guó ) รัฐฉีตัดสินใจส่งทหารไปช่วยรบที่เมืองหันตัน (邯郸: hándān) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐเจ้า ในการวางแผนการรบ ซุนปิ้น (孙膑 : sūnbìn) เสนาธิการของฉีเห็นว่า การแก้ปัญหาให้รัฐเจ้า ควรจะโจมตีจุดอ่อนของรัฐเว่ย ซึ่งเป็นผู้รุกราน ถ้าทำให้รัฐเว่ยต้องหันมาแก้ปัญหาของตนเอง ปัญหาของรัฐเจ้าก็จะคลี่คลายได้เอง ซุนปิ้นจึงแนะนำให้แม่ทัพเถียนจี้ (田忌: tiánjì ) ยกทัพไปตีเมืองต้าเหลียง (大梁 : dàliáng) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐเว่ย เมื่อแม่ทัพเถียนจี้ยกทัพมาถึงเมืองต้าเหลียง รัฐเว่ยต้องป้องกันตัวเองจึงถอนทัพกลับจากรัฐเจ้า ยกทัพกลับมาปกป้องเมืองหลวงของตน รัฐเจ้า จึงรอดพ้นจากการรุกรานของรัฐเว่ย
ในหนังสือประวัติศาสตร์ สื่อจี้ (史记 : shǐjì) อธิบายกลอุบายนี้ไว้ว่า การสู้รบกับข้าศึกก็เสมือนกับการจัดการกับอุทกภัย ถ้าน้ำมีอยู่น้อยก็อาจใช้วิธีการสกัดกั้นได้ แต่ถ้าน้ำมีมากและไหลเชี่ยว การขัดขวางจะไม่ได้ผล จึงควรพยายามระบายน้ำออกไป ซึ่งซุนปิ้นกล่าวกับแม่ทัพเถียนจี้ว่า การแก้ปมที่ยุ่งเหยิงนั้นไม่ควรใช้กำปั้นทุบ การห้ามไม่ให้ผู้อื่นทุบตีกัน ก็ไม่ควรเข้าไปร่วมตีกับเขาด้วย การแก้ปัญหาควรดูสภาพที่เป็นอยู่แล้วใช้วิธีการที่ถูกต้องที่จะทำให้ปัญหาคลี่คลายไปได้ เขาจึงแนะนำให้แม่ทัพเถียนจี้โจมตีในจุดที่จะทำให้ รัฐเว่ยจำเป็นต้องหันกลับมาป้องกันคือที่เมืองต้าเหลียงซึ่งเป็นเมืองหลวง เมื่อรัฐเว่ย ถอนทัพกลับ ปัญหาของรัฐเจ้าก็หมดไป นอกจากนั้น กองทัพของฉี ยังสามารถซุ่มโจมตีทหารของรัฐเว่ย ในขณะที่ กำลังถอยทัพกลับเมืองต้าเหลียงได้อีก หัวใจสำคัญของกลอุบายนี้คือ มุ่งโจมตีในจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุด ที่ข้าศึกจำป็นต้องรักษาเพื่อให้ฝ่ายข้าศึกต้องระดมกำลังหันกลับมาป้องกัน
การทำให้ฝ่ายศัตรูต้องวุ่นอยู่กับการป้องกันตัวเองนั้น ยังส่งผลดีต่อการแก้ปัญหาต่างๆ ที่เป็นอันตรายต่อฝ่ายตน วิธีหนึ่งที่นักการเมืองในปัจจุบันชอบใช้คือ เมื่อถูกเปิดโปงความชั่วร้ายของตน และไม่สามารถจะแก้ตัวได้ แทนที่จะไปอธิบายแก้ต่างในปัญหาของตนเอง กลับสร้างสถานการณ์กล่าวร้ายผู้ที่กล่าวหาตนด้วยถ้อยคำที่รุนแรงทำให้อีกฝ่ายหนึ่งต้องหาทางมาตอบโต้ปกป้องตนเอง ทั้งยังเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจ ทำให้คนทั่วไปหันความสนใจจากสิ่งที่ตนถูกกล่าวหานั้นไปสนใจในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผู้กล่าวหาแทน วิธีการเช่นนี้ก็คือวิธีที่สอดคล้องกับกลอุบายนี้เช่นกัน

ตัวอย่าง
1. โจมตีรัฐเว่ย เพื่อให้ถอนกำลังออกมาจากการรุกรานรัฐเจ้า
เมื่อกว่า 2,000 ปีก่อน หรือ ประมาณ 353 ปีก่อน คริสตศักราช ตรงกับสมัยเลียดก๊ก รัฐต่างๆโดยเฉพาะรัฐที่มีกำลังมากทั้งเจ็ด มีการต่อสู้เพื่อแย่งชิงดินแดนกันอยู่เสมอ รัฐเว่ย เป็นรัฐที่มีแสนยานุภาพสูง ได้ยกทัพไปตีรัฐเจ้า โดยปิดล้อมเมืองหันตัน (邯郸: hándān) เมืองหลวงของรัฐเจ้าผู้ครองรัฐเจ้าเจ้าจึงขอความช่วยเหลือจากรัฐฉี กษัตริย์รัฐฉีให้แม่ทัพเถียนจี้ (田忌 : tiánjì) ยกกองทัพไปช่วย เถียนจี้ คิดจะนำทัพไปช่วยรบที่เมืองหันตัน แต่ ซุนปิ้น (孙膑 : sūnbìn) เสนาธิการ ได้ให้คำแนะนำว่า การเอาชนะรัฐเว่ย ควรเลือกโจมตีที่จุดอ่อนของรัฐเว่ย เวลานี้รัฐเว่ยได้ระดมสรรพกำลังทั้งหมด ไปโจมตีรัฐเจ้า เมืองหลวงของรัฐเว่ย จึงขาดการคุ้มกันที่เข้มแข็ง ดังนั้นแทนที่จะยกทัพไปรบ ที่เมืองหันตัน เราควรยกทัพไปตีเมืองต้าเหลียง (大梁 : dàliáng) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐเว่ย เมื่อเมืองหลวงถูกคุกคาม กองทัพเว่ยก็จะต้องถอนทัพจากเมืองหันตัน รีบกลับมาป้องกันเมืองต้าเหลียง สถานการณ์ของรัฐเจ้าก็จะคลี่คลาย และในขณะถอยทัพกลับ เรายังสามารถซุ่มโจมตี กองทัพของรัฐเว่ยได้อีกด้วย
เป็นดังที่ซุนปิ้นคาดการณ์ไว้ เมื่อกองทัพของรัฐเว่ยทราบว่าจะมีข้าศึกมาโจมตีเมืองหลวงของตน จึงรีบถอนทหารที่ปิดล้อมเมืองหันตันกลับต้าเหลียง เมื่อกองทัพรัฐฉีรู้ว่ากองทัพรัฐเว่ยกำลังยกทัพกลับ จึงดักซุ่มโจมตีทหารรัฐเว่ยในระหว่างทาง กองทัพเว่ยซึ่งต้องเหน็ดเหนื่อยกับการโจมตีรัฐเจ้ามาเป็นแรมปี และต้องรีบเดินทางกลับเมืองต้าเหลียง อย่างรีบร้อนทั้งยังไม่ได้เตรียมพร้อมที่จะรับศึกในระหว่างเดินทางกลับ จึงกองทัพของรัฐฉี ดักซุ่มโจมตี ที่หุบเขากุ้ยหลิง (桂陵: guì líng) กองทัพของรัฐเว่ยแตกกระเจิงพ่ายแพ้ไป แม้พ่ายแพ้ในการศึกครั้งนี้ แต่รัฐเว่ย ก็ยังมีกองกำลังที่เข้มแข็ง
อีกประมาณ 10 ปี ต่อมา รัฐเว่ยได้ยกทัพไปโจมตีรัฐหัน (韩: hán) และรัฐหันขอความช่วยเหลือจากรัฐฉีอีก รัฐฉีรับปากว่าจะช่วย แต่ก็ไม่ยกพลไปช่วยทันที ปล่อยให้รัฐเว่ยกับรัฐหันสู้รบกันจนกระทั่ง กำลังของรัฐเว่ยเพลี่ยงพล้ำ กองทัพของรัฐฉีจึงยกพลไปตีเมืองต้าเหลียง กองทัพของรัฐเว่ยก็หลงกล รีบยกทัพกลับ จึงถูกซุ่มโจมตี และพ่ายแพ้ยับเยินอีกครั้ง
2. กวนอูเสียเมืองเกงจิ๋ว
อีกตัวอย่างหนึ่งเป็นเหตุการรณ์ในสมัยสามก๊ก (三国: sānguó:ซันกั๋ว) ก็มีลักษณะที่คล้ายกัน คือ กวนอู (关羽: guānyǔ:กวนหวี่) ซึ่งครองเมืองเกงจิ๋ว (荆州: jīngzhōu : จิงโจว) ได้ยกทัพไปตีเมืองอ้วนเซีย (樊城 : fánchéng : ฟั่นเฉิง) ของโจโฉ ทำให้กองกำลังของโจโฉแตกพ่ายไป โจโฉคิดจะย้ายเมืองหลวงเพื่อหนีการโจมตีของกวนอู แต่ถูกสุมาอี้ (司马懿: sīmǎ yì:ซือหม่าอี้) ห้ามไว้ และแนะนำโจโฉว่า ซุนกวน (孙权: sūnquán: ซุนเฉวียน) ซึ่งเป็นผู้ครองรัฐอู๋ (吴 : wú) มีความแค้นเคือง เล่าปี่ (刘备: liúbèi :หลิวเป้ย) ที่ไม่ยอมคืนเมืองเกงจิ๋วให้แก่ฝ่ายซุนกวน ทั้งที่ซุนกวนควรจะได้เป็นผู้ครอบครองเมืองเกงจิ๋ว หลังรบชนะโจโฉในศึกสามผา (赤壁之战: chìbì zhī zhàn) ซุนกวนกลัวกวนอู ที่เฝ้าเมืองเกงจิ๋วอยู่ จึงไม่กล้าเข้าโจมตีเมืองเกงจิ๋ว แต่ตอนนี้กวนอู ได้ยกทัพออกจากเกงจิ๋ว ไปโจมตีโจโฉ เมืองเกงจิ๋ว เหลือกำลังคุ้มกันอยู่น้อย จึงเป็นโอกาสดีที่จะยุให้ ฝ่ายซุนกวนยกทัพไปตีเมืองเกงจิ๋ว หากเป็นเช่นนั้นแล้ว กวนอู จะต้องรีบยกทัพกลับไปป้องกันเมืองเกงจิ๋ว โจโฉก็สามารถใช้โอกาสนี้ บุกเข้าโจมตีกองกำลังของกวนอู ขนาบกับกองกำลังของ ซุนกวนได้

ฝ่ายซุนกวนเมื่อได้รับสัญญาณจากโจโฉ จึงแกล้งให้แม่ทัพ หลวี่เหมิง(吕蒙: lǚméng) ลาป่วยแล้วแต่งตั้งลู่ซวิ่น (陆逊: lùxùn) ซึ่งอายุน้อยกว่า ขึ้นเป็นแม่ทัพแทน ลู่ซวิ่นแสร้งทำหนังสือถึงกวนอู แสดงความอ่อนน้อมถ่อมตน ทำให้กวนอูตายใจ คิดว่าซุนกวนจะไม่ยกทัพมาตีเมืองเกงจิ๋ว จึงทุ่มกำลังไปต่อสู้กับโจโฉ จนไม่มีกองกำลังเหลือไว้คุ้มกันเมืองเกงจิ๋ว แม่ทัพหลวี่เหมิงได้ให้ทหารของตนปลอมตัวทำทีเป็นพ่อค้า เดินเรือเข้าไปในเมืองเกงจิ๋วและไปยึดเมืองเกงจิ๋วได้สำเร็จ ฝ่ายกวนอู เมื่อยกทัพกลับมาเพื่อป้องกันเมืองเกงจิ๋ว กองทัพทั้งฝ่ายโจโฉและฝ่ายซุนกวน จึงขนาบโจมตีกองทัพของกวนอู แตกกระเจิงไป
เหตุการณ์ครั้งนี้ เป็นเหตุการณ์หนึ่งที่พลิกผันสถานการณ์ในสมัยสามก๊ก เพราะในที่สุด กวนอูถูกจับและถูกประหารชีวิตโดยซุนกวน และต่อมา เมื่อเล่าปี่ยกทัพมาแก้แค้นให้กวนอู ก็ต้องประสบกับความพ่ายแพ้และเสียชีวิตลงในที่สุด
กลอุบายล้อมเว่ยช่วยเจ้านี้ มีผู้นำมาใช้ ในการทำสงครามบ่อยครั้ง ทั้งในสมัยก่อนและในสมัยปัจจุบัน กลยุทธ์ของ เมาเซตุง (毛泽东: máozédōng:เหมาเจ๋อตง)ในการต่อสู้กับเจียงไคเช็ค (
蒋介石: jiǎngjièshí:เจียงเจี้ยสือ) ส่วนหนึ่งก็ใช้วิธีนี้ เช่น ในขณะที่เจียงไคเช็คส่งทหารไล่โจมตีกองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์ เหมา ได้ใช้กำลังส่วนหนึ่งบุกข้ามแม่น้ำฮวงโห (黄河: huánghé : หวงเหอ) มุ่งโจมตีเมือง นานกิง (南京: nánjīng : หนันจิง ) ฝ่ายเจียงไคเช็คส่งกองกำลังมาป้องกัน จึงถูกกองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์ที่นำโดยหลิวป๋อเฉิง (刘伯承 : liúbóchéng) และเติ้งเสี้ยวผิง (邓小平 : dèngxiǎopíng ) ตีแตกกระเจิงในระหว่างทาง
ในทางธุรกิจ กลอุบายนี้ก็สามารถนำมาใช้ได้ เช่น แทนที่จะพยายามแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดกับบริษัทอื่นที่ครองตลาดอยู่แล้ว ก็จะศึกษาจุดอ่อนของคู่แข่งและพิจารณาว่า มีส่วนไหนของตลาดที่เขายังเจาะเข้าไปไม่ถึง และเราสามารถที่จะแทรกเข้าไปได้ แล้วจึงขยายส่วนแบ่งตลาดของตนออกไปในตลาดนี้







