INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

36 กลอุบาย (1)

36 กลอุบาย
โดย ดร.สมศักดิ์ แต้มบุญเลิศชัย

ประเทศจีนมีประวัติศาสตร์ที่ต่อเนื่องยาวนานนับพันปี มรดกทางวัฒนธรรมที่ตกทอดมาถึงปัจจุบันมีเป็นจำนวนมาก ซันสือลิ่วจี้ ( 三十六计: sānshíliùjì ) หรือกลอุบาย 36 อย่าง เป็นหนึ่งในมรดกตกทอด ยังมีการกล่าวถึงกันมาก และนำมาใช้ประโยชน์ในการวางแผน การรบ การทำธุรกิจ และการดำเนินชีวิตประจำวัน กลอุบายเหล่านี้สามารถนำมาใช้ ได้ผลจริงในหลายๆด้าน ทั้งด้านการทหาร การเมือง การสังคม ในเชิงธุรกิจการค้า หรือแม้แต่ในการดำเนินชีวิต บทเรียนต่างๆ ที่ได้จากการเรียนรู้และทำความเข้าใจกลอุบายเหล่านี้ สามารถนำมาใช้ได้กับบุคคลทุกเพศทุกวัย ทุกสาขาอาชีพ ในสมัยปัจจุบัน ถึงแม้วิทยาการต่างๆ จะเจริญก้าวหน้าไปมากแล้ว แต่ มนุษย์ยังคงความโลภ โกรธ หลง เช่นเดิม ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใดก็ตาม กลอุบายต่างๆ ในกลอุบาย 36 อย่างเหล่านี้ มีตัวอย่างที่แสดงถึงการชิงไหวชิงพริบเพื่อเอาชนะกันและกัน จึงยังคงมีการนำมาใช้กันอยู่จนถึงทุกวันนี้
กลอุบาย 36 อย่างนี้ยังไม่อาจยืนยันได้ชัดเจนว่า มีการเผยแพร่ครั้งแรกเมื่อใด บ้างก็ว่าเริ่มเผยแพร่ในสมัยราชวงศ์ซ่ง (宋朝 : sòngcháo) เมื่อประมาณ 1,000 ปีก่อน บ้างก็ว่าหลังจากนั้น บางกลอุบายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์จีน แต่บางกลอุบายก็ไม่สามารถระบุที่มาที่ชัดเจน หนังสือเกี่ยวกับกลอุบาย 36 อย่าง ที่เคยตีพิมพ์เผยแพร่กันมากก็ มีการยกตัวอย่างที่หลากหลาย ทั้งจากเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์จีน และจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสมัยปัจจุบัน และมีอยู่หลายกลอุบายที่สอดคล้อง กับกลยุทธ์การทำสงครามของซุนหวู่ (孙武: sūnwǔ) ซึ่งเขียนขึ้นในสมัยชุนชิว (春秋: chūnqiū ) เมื่อกว่า 2,000 ปีมาแล้ว
การอธิบายกลอุบาย 36 อย่างในหนังสือเล่มนี้ ใช้การยกตัวอย่างในการอธิบายความ แต่ละตัวอย่างที่ยกมาประกอบ มีทั้งที่เป็นเหตุการณ์จริงในประวัติศาสตร์ เป็นเรื่องในพงศาวดาร และเป็นเรื่องเล่าต่อๆกันมา ทั้งในอดีตและปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ตัวอย่างที่พบและหยิบยกมาใช้นี้ บางเรื่องไม่สามารถระบุอย่างชัดเจนว่ามาจากหนังสือเล่มใด และบางเรื่องก็ได้มาจากการอ่านหนังสือจีนหรือดูละครโทรทัศน์ แล้วคิดว่าสิ่งที่เห็นเหล่านั้นน่าจะสอดคล้องกับกลอุบายในเรื่องนั้นเรื่องนี้ ดังนั้น นอกจากตัวอย่างเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ซึ่งมีที่มาอย่างชัดเจนแล้ว หลายตัวอย่างก็ไม่ได้ระบุว่าตัวอย่างเหล่านั้นมาจากที่ใด แต่อย่างไรก็ตาม ในสารานุกรมท้ายเล่ม ได้ระบุชื่อของหนังสือเกี่ยวกับกลอุบาย 36 ประการบางเล่มที่ใช้ประกอบในการจัดทำหนังสือเล่มนี้
ผมเป็นคนชอบอ่านนิยายและพงศาวดาร โดยเฉพาะพงศาวดารที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์จีน ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ผมได้ใช้เวลาอย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมง อ่านหนังสือก่อนเข้านอน หนังสือที่อ่านส่วนใหญ่เป็นหนังสืออ่านเล่น และที่อ่านมากที่สุดเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์จีน ตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์จนถึงปัจจุบัน จากการอ่านหนังสือเหล่านี้ ผมพบว่า ในประวัติศาสตร์จีน มีเรื่องราวที่น่าสนใจมากมาย เรื่องเหล่านี้หลายเรื่องสนุกสนาน แฝงไว้ด้วยกลอุบาย และบทเรียนในการดำเนินชีวิต ผมเคยเล่าเรื่องที่อ่านมาบางตอนให้ลูกๆ และญาติมิตรบางคนฟัง ปรากฏว่าได้รับความสนใจไม่น้อย
ก่อนหน้านี้ผมมีภาระการงานค่อนข้างมาก แม้มีเวลาอ่านนิยายและเรื่องราวในประวัติศาสตร์จีน และมีการถ่ายทอดให้คนอื่นได้ฟังบ้าง แต่ก็ไม่ได้คิดที่จะเขียนออกมาเป็นหนังสือ จนกระทั่ง ผมเริ่มมีเวลาว่างมากขึ้น จึงคิดอยากจะเขียนเรื่องในประวัติศาสตร์และพงศาวดารจีนออกมาเผยแพร่ เป็นตอนๆ เพราะคิดว่าเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจ ที่นอกจากจะสนุกสนานเพลิดเพลินแล้ว ยังให้ข้อคิดบางประการที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต และหลายๆ เรื่องยังไม่มีการเขียนออกมาเป็นภาษาไทย
เรื่องราวในประวัติศาสตร์จีนหลายเรื่อง แฝงไว้ด้วยบทเรียนที่ทรงคุณค่า และเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต และมีกลอุบายที่แยบยล ในบางครั้งแค่กระทำการบางอย่าง หรือแค่คำพูดเพียงบางคำ สามารถทำให้สถานการณ์พลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือได้อย่างน่าอัศจรรย์ กลเม็ดเด็ดพรายที่น่าประทับใจเหล่านี้ ยังมีการใช้กันจนกระทั่งทุกวันนี้ แต่หลายเรื่องไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากนักในหมู่คนไทย เพราะการเรียบเรียงออกมาอย่างเป็นระบบยังมีน้อยมาก ในตลาดหนังสือ แม้จะมีหนังสือประวัติศาสตร์และพงศาวดารจีนเป็นจำนวนไม่น้อย แต่หนังสือที่เล่าเรื่องในรูปแบบของนิทานเป็นตอนๆ และชี้ให้เห็นถึง กลอุบายที่ใช้และบทเรียนที่ได้รับ ยังมีไม่มาก จึงคิดว่าในเมื่อผมได้อ่านหนังสือที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และพงศาวดารจีนมาเป็นเวลานานพอสมควรและพอมีเวลา น่าจะเขียนเรื่องเหล่านี้ออกมาเป็นภาษาไทย เพื่อเผยแพร่ให้ผู้ที่สนใจ ได้รับรู้เรื่องราวที่สนุกสนาน น่าสนใจ และแฝงไว้ด้วยคติเตือนใจเหล่านี้บ้าง ผมจึงเริ่มจากการเรียบเรียงกลอุบายจีนซึ่งต้นตำรับคือ ซันสือลิ่วจี้ ( 三十六计: sānshíliùjì ) หรือ กลอุบาย 36 อย่าง ก่อน
ผมเคยเรียนภาษาจีนในโรงเรียน เพียงไม่กี่ปี แม้เป็นคนชอบอ่านหนังสือและได้อ่านหนังสือจีนมามากพอสมควร แต่ก็ไม่ได้ศึกษาภาษาจีนอย่างจริงจัง จึงยังมีข้อจำกัดทางด้านภาษาจีนอยู่มาก แต่หนังสือเล่มนี้หวังเพียงการถ่ายทอดกลอุบายและเรื่องราวในประวัติศาสตร์จีนออกมาเป็นภาษาไทยเท่านั้น ถ้าผู้รู้พบว่า การถอดความจากภาษาจีนเป็นภาษาไทยและการยกตัวอย่างในหนังสือเล่มนี้ ยังมีข้อผิดพลาดหรือมีข้อบกพร่องประการใดที่ควรได้รับการแก้ไขปรับปรุง กรุณาชี้แนะผมจะขอบพระคุณยิ่ง

คำชี้แจง
ในการแปลหรือถอดความจากภาษาหนึ่งเป็นอีกภาษาหนึ่งนั้น มักจะพบปัญหาหลายประการ การเขียนภาษาจีนเป็นภาษาไทยก็เช่นกัน ปัญหาที่พบระหว่างการเขียนกลอุบายเล่มนี้ มีทั้งการอ่านออกเสียงให้ตรงกับภาษาจีน การแปลความหมายให้สอดคล้องกับความหมายที่แท้จริงในแต่ละเรื่อง และการออกเสียงชื่อคนและชื่อสถานที่ ที่ถูกต้อง ซึ่งจะขออธิบายสั้นๆ ดังนี้
1. การอ่านออกเสียง ในกลอุบายแต่ละข้อ จะเริ่มจากการเขียนเป็นภาษาจีนโดยใช้ตัวย่อ (简体字: jiǎntǐzì ,เจี๋ยนถี่จื้อ) ที่ใช้อยู่ในประเทศจีนในปัจจุบัน โดยเขียนวิธีอ่านและแปลความหมายเป็นภาษาไทยกำกับ แต่ภาษาจีนบางคำไม่สามารถอ่านออกเสียงเป็นภาษาไทยให้ได้ตรงกับเสียงภาษาจีน ในกรณีเช่นนี้ ผมจะพยายามหาคำที่อ่านออกเสียงในภาษาไทยที่ใกล้เคียงที่สุด แม้เสียงอาจจะเพี้ยนไปจากภาษาจีนบ้าง แต่คิดว่าเมื่ออ่านออกมาแล้ว คนจีนก็น่าจะเข้าใจได้
2. ในการแปลความหมายเป็นภาษาไทย ผมจะไม่พยายามแปลตรงตัวออกมาคำต่อคำ เพราะบางครั้งการแปลคำต่อคำอาจไม่สื่อความหมายได้อย่างชัดเจน ความเดิมของกลอุบายจีนซึ่งเขียนเป็นภาษาโบราณ แม้จะมีคนแปลออกมาเป็นภาษาปัจจุบัน แต่ก็มีการตีความที่แตกต่างกันบ้าง ผมจึงพยายามอธิบายความหมายแต่ละกลอุบาย โดยไม่เคร่งครัดกับคำอธิบายของนิยามเดิม
3. ในการออกเสียงชื่อคนและสถานที่ จะใช้การออกเสียงในภาษาจีนกลางเป็นหลัก แต่เนื่องจาก ชื่อคน และชื่อสถานที่บางชื่อ ออกเสียงต่างจากชื่อเดิมที่เป็นภาษาจีนกลางอย่างมาก แต่เป็นชื่อที่คุ้นเคยกันในหมู่คนไทยมานานแล้ว เช่น ชื่อคนในสมัยสามก๊ก อย่าง โจโฉ เล่าปี่ กวนอู และ ขงเบ้ง เป็นต้น ในกรณีเช่นนี้ ผมจึงจะใช้ชื่อที่คนไทยคุ้นเคยกัน แต่ได้เขียนคำอ่านภาษาจีนกลางกำกับไว้ในวงเล็บทุกชื่อ
4. เรื่องที่ยกตัวอย่างมานั้น เป็นเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์หรือพงศาวดารจีน ที่เกิดขึ้นในหลายยุคหลายสมัย บางเรื่องระบุเวลาที่ชัดเจนไม่ได้ ในการเขียนหนังสือนี้ ผมได้ไปค้นหาเวลาที่แน่ชัดของตัวอย่างที่ยกมาบ้าง แต่ยังไม่สมบูรณ์ อย่างไรก็ตามในภาคผนวกท้ายเล่ม ผมได้เรียงลำดับยุคสมัยต่างๆ ของประวัติศาสตร์จีน เทียบเคียงออกมาเป็นคริสตศักราช เพื่อให้ผู้อ่านที่ไม่คุ้นเคยกับ ประวัติศาสตร์จีนพอเข้าใจถึงยุคสมัยต่างๆ ของประเทศจีนได้โดยสังเขป

กลอุบายที่ 1
1. 瞒天过海(mántiānguòhǎi : หมันเทียนกั้วไห่) : การพรางพรอก
หลอกฟ้าข้ามทะเล หรือปิดฟ้าข้ามทะเล
瞒 (mán : หมัน) ตบตา, หลอกลวง, อำพราง, ปิดบัง
天 (tiān: เทียน) ฟ้า
过 (guò : กั้ว) ข้าม
海 (hǎi : ไห่) ทะเล

ความเดิม
ชื่อกลอุบายนี้แปลให้ตรงตัวได้ลำบาก แต่ความหมายที่อธิบายไว้ตามตำราเดิมก็คือ : หากคิดว่าตนเองมีการเตรียมพร้อมเป็นอย่างดีแล้ว ก็มักประมาทขาดความระมัดระวัง มักจะไม่ระแวงสงสัยในสิ่งที่พบเห็นอยู่เป็นประจำ กลอุบายการอำพรางจึงสามารถแอบแฝงอยู่ในสิ่งที่เปิดเผยได้

ความหมายของกลอุบาย
ความหมายของกลอุบายข้อนี้คือ การใช้กลอุบายหลอกลวงศัตรูนั้นไม่จำเป็นต้องทำในที่ลับหรือปิดบังเสมอไป หากสามารถทำให้คู่กรณีคิดว่าสิ่งที่กำลังดำเนินการอยู่นั้น เป็นเหตุการณ์ปกติธรรมดาทั่วๆไป แล้ว ศัตรู(ฝ่ายตรงข้าม) ก็จะตายใจ และทำให้อุบายนี้ประสบความสำเร็จได้ การลักลอบหรืออำพราง การกระทำบางอย่างเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ หรือเพื่อตบตาคน ก็ถือได้ว่าเป็นการหลอกฟ้าข้ามทะเลเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศที่มีการควบคุมสื่อมวลชนอย่างเข้มงวด บทนำหรือบทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์และสิ่งตีพิมพ์ต่างๆ จะถูกตรวจสอบก่อนพิมพ์ออกเผยแพร่ ผู้ตรวจสอบมักเป็นผู้ที่รัฐบาลมอบหมาย บทความที่แสดงแนวคิดต่อต้านรัฐบาล จึงไม่สามารถถูกตีพิมพ์เผยแพร่ได้ ผู้มีความคิดแตกต่างจากรัฐบาล หรือผู้ที่พยายามเผยแพร่ข้อความที่เป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาล จึงเลี่ยงไปใช้วิธีอื่น เช่นลงชื่อผู้เผยแพร่ว่าเป็นผู้สื่อข่าวพิเศษ หรือลงข้อความวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเป็นข่าวเล็กๆ เป็นต้น
นอกจากนี้ในเรามักจะพบข่าวที่มีลักษณะโฆษณาชวนเชื่อ เช่นทำเป็นเสนอข่าว แต่จุดประสงค์ที่แท้จริงคือการโฆษณาขายสินค้า หรือ สรรเสริญเยินยอบุคคลใดบุคคลหนึ่ง วิธีการเช่นนี้ก็ถือได้ว่าเป็นการใช้กลอุบายปิดฟ้าข้ามทะเลเช่นกัน

ตัวอย่างของการใช้กลอุบายนี้
1. การยกทัพปราบเหลียวตง (辽东 : liáodōng) ของถังไท่จง(唐太宗 : tángtàizōng)
ความหมายของ瞒天过海 (mántiānguòhǎi : หมันเทียนกั้วไห่) ถ้าจะแปลงตรงตัวคือ “หลอกฟ้าข้ามทะเล” หรือ “ลวงฟ้าเพื่อข้ามทะเล” กล่าวกันว่า กลอุบายนี้มีตำนานมาจากสมัยราชวงศ์ถัง ในปี ค.ศ. 643 พระเจ้าถังไท่จง จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่แห่งราชวงศ์ถัง (唐朝 : tángcháo ) บรรดารัฐน้อยใหญ่รอบๆประเทศจีน ต่างพากันมาสวามิภักดิ์เป็นจำนวนมาก แต่มีรัฐหนึ่งในเขตเหลียวตงทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีนกระด้างกระเดื่อง พระเจ้าถังไท่จง ตัดสินพระทัยส่งทหารออกไปปราบ และทรงนำทัพด้วยพระองค์เอง ทั้งยัง ยังลั่นวาจาว่า จะต้องปราบปรามรัฐเหลียวตงให้ราบคาบ มิฉะนั้นจะไม่ยกทัพกลับ
แต่เมื่อกรีฑาทัพมาถึงแม่น้ำเหลียว พระเจ้าถังไท่จงทอดพระเนตรเห็นแม่น้ำที่กว้างใหญ่ ก็ทรงลังเลพระทัย เพราะการที่จะยกทัพข้ามแม่น้ำไปถึงเหลียวตง จำเป็นต้องแล่นเรือผ่านแม่น้ำที่กว้างใหญ่ไพศาล และยังต้องฟันฝ่าคลื่นลมซึ่งอาจจะเกิดอันตรายต่อกำลังพลหลายแสนคนได้ ครั้นจะสั่งให้ถอยทัพกลับก็จะทำให้เสียพระเกียรติ เพราะกษัตริย์เมื่อตรัสแล้วจะไม่คืนคำ นายทหารคนหนึ่งในกองทัพคือ ซิยิ่นกุ้ย (薛仁贵 : xuērénguì เซวีย เหยินกุ้ย) ตระหนักในความกังวลใจของพระเจ้าถังไท่จง และเห็นว่าการปราบรัฐเหลียวตงนั้นสามารถทำได้ไม่ยาก ถ้าสามารถข้ามแม่น้ำเหลียวไปได้ เขาจึงคิดอุบาย “หลอกฟ้าข้ามทะเล” นี้ขึ้น โดยกราบทูลเชิญพระเจ้าถังไท่จง เสด็จไปร่วมงานเลี้ยง เพื่อให้กำลังใจแก่เหล่าทหารหาญในกระโจมที่สร้างอยู่ริมแม่น้ำ ที่มีการประดับประดาไว้อย่างสวยงาม ในงานเลี้ยงมีการแสดงดนตรีที่ไพเราะและดื่มเหล้ากันอย่างสนุกสนาน เมื่องานเลี้ยงดำเนินไปได้ซสักระยะหนึ่ง พระเจ้าถังไท่จงซึ่งกำลังมึนเมาอยู่บ้าง รู้สึกว่าพื้นดินที่ตนเหยียบอยู่นั้นมีการเคลื่อนไหว ทีแรกคิดว่าเกิดจากฤทธิ์สุรา แต่พอเปิดม่านออกมาดู ก็พบว่าตนและเหล่าทหารทั้งหมดกำลังอยู่บนเรือที่กำลังแล่นข้ามแม่น้ำเหลียวตง ซิยิ่นกุ้ย ได้คุกเข่าลงขอพระราชทานอภัยโทษและกราบบังคมทูลว่า พวกเราอยู่บนเรือซึ่งแล่นออกจากฝั่งมาแล้ว
ในที่สุดกองทัพของพระเจ้าถังไท่จงก็สามารถข้ามแม่น้ำเหลียวและปราบปรามเหลียวตงได้
คำว่า “ลวงฟ้า” ในที่นี้ จึง อาจหมายถึงการพรางพรอกพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งชาวจีนถือกันว่าเป็นเทพบุตรที่มาจากสวรรค์ เพื่อให้กองทัพเดินทางต่อไปทำภาระกิจให้สำเร็จ ต่อมากลอุบายนี้ได้ขยายขอบเขตออกไปและหมายรวมถึงการหลอกหลวงหรือตบตาคน เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์บางอย่าง
2. การหลอกลวงให้จิ้นเหวินกงออกจากรัฐฉี
อีกตัวอย่างหนึ่ง ที่พอจะเทียบเคียงกับตัวอย่างแรกได้คือ เรื่องที่เกิดขึ้นในสมัยเลียดก๊ก(列国: lièguó: เลี่ยกั๋ว) ก่อนสมัยถังประมาณ 1,500 ปี กรณีที่เกิดขึ้นกับจิ้นเหวินกง (晋文公 : jìn wéngōng)
ก่อนที่จิ้นเหวินกงจะขึ้นเป็นกษัตริย์ พระองค์ในฐานะโอรสของรัฐจิ้นถูกศัตรูขับไล่ออกจากรัฐจิ้น ต้องระหกระเหินเร่ร่อนไปอาศัยตามรัฐต่างๆ เป็นเวลานานถึง 19 ปี โดยมีบรรดาขุนนางที่นับถือและศรัทธาติดตามไปด้วย ในระหว่างที่เร่ร่อนอยู่นั้น มีอยู่ช่วงหนึ่ง ที่จิ้นเหวินกงไปอาศัยอยู่ในรัฐฉี (齐国 : qí guó ) กษัตริย์ของรัฐฉี (ฉีหวนกง) ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี และยังได้ยกบุตรสาวคนสวยให้เป็นภรรยา จิ้นเหวินกง เพลิดเพลินในความสุขสบาย จนลืมเรื่องที่จะล้างแค้นแย่งชิงราชบัลลังค์คืน บรรดาขุนนางที่ติดตามพยายามท้วงติงมิให้พระองค์ลืมภารกิจกอบกู้รัฐฉีคืน หลายครั้ง แต่ก็ไม่เป็นผล
จิ้นเหวินกง ซึ่งมีศักดิ์เป็นโอรสของรัฐจิ้น นามเดิม กงจื่อฉงเอ่อ (重耳: chóng ěr) เพลิดเพลินอยู่ที่รัฐฉี นานถึง 7 ปี จนกระทั่ง กษัตริย์ฉีหวนกง (齐桓公: qí huángōng) สิ้นพระชนม์ บรรดาราชโอรสต่างแย่งชิงราชสมบัติ เกิดความยุ่งเหยิงในรัฐฉี เมื่อเหตุการณ์สงบลง กษัตริย์ฉีพระองค์ใหม่ ก็ไม่สนใจจิ้นเหวินกงมากนัก เหล่าขุนนางที่ติดตามจิ้นเหวินกง เห็นว่าวันเวลาได้ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว หากจิ้นเหวินกงยังอยู่รัฐฉีต่อไปอีก ก็คงไม่มีวันที่จะกลับไปเป็นใหญ่ที่รัฐจิ้นได้อีก จึงคิดหาทางที่จะให้จิ้นเหวินกงพาพวกตนไปขอกำลังจากรัฐซ่ง (宋: sòng) เพื่อหาทางกลับไปทวงอำนาจที่รัฐจิ้นคืน ถ้าไม่สำเร็จก็จะไปพึ่งรัฐฉิน (秦国: Qín guó) หรือฉู่ (楚国 : chǔ guó) ซึ่งกำลังหวังจะขยายอำนาจ ทั้งยังเป็นรัฐที่เป็นมิตรกับจิ้นเหวินกง หากไม่ทำเช่นนั้นแล้ว พวกตนคงต้องแก่ตายที่รัฐฉี พร้อมกับจิ้นเหวินกง กลอุบายนี้ ฉีเจียง (齐姜: qí jiāng) ภรรยาของจิ้นเหวินกง ก็ทราบจากสาวใช้ที่บังเอิญได้ยินการปรึกษา หารือของเหล่าขุนนางรัฐจิ้น ฉีเจียงเองก็เห็นชอบกับความคิดนี้ และพร้อมที่จะอยู่ที่รัฐฉีต่อไปโดยลำพัง จึงบอกให้เหล่าขุนนางทำตามความคิดนี้โดยไม่ให้จิ้นเหวินกงทราบ ทั้งยังให้ความร่วมมือกับเหล่าขุนนางในการวางกลอุบาย จัดงานเลี้ยงแล้วมอมเหล้าจิ้นเวินกง จนเมาไม่ได้สติเหล่าขุนนางพร้อมจิ้นเหวินกงจึงพากันออกเดินทางหนีมาจากรัฐฉี กว่าที่จิ้นเหวินกงจะสร่างเมา เขาและเหล่าผู้ติดตามก็ได้เดินทางออกจากรัฐฉีเป็นระยะทางไกลมากแล้ว
3. การบุกทำลายรัฐเฉินในราชวงศ์สุย
ในปีค.ศ. 989 ในสมัยราชวงศ์สุย (隋朝 : suí cháo) ก่อนราชวงศ์ถัง จักรพรรดิสุยเหวินตี้ (隋文帝 : suí wéndì ) ได้ทำการปราบปรามรัฐต่างๆ เพื่อให้ประเทศจีนรวมกันเป็นปึกแผ่น เหลือแต่รัฐเฉิน (陈: chén) ที่ยังไม่ยอมมาสวามิภักดิ์ สุยเหวินตี้ ต้องการจะปราบรัฐเฉิน จึงแต่งตั้งนายทหารคุมกองทัพไปปราบรัฐเฉิน และวางกลอุบาย ให้ทหารจำนวนมากไปประจำการยังชายแดนที่ติดต่อกับรัฐเฉิน และให้มีการผลัดเปลี่ยนกองกำลังตามกำหนดเวลา โดยเมื่อกองกำลังใหม่มา ทหารกองเก่า ก็จะถอนออกไป ทำเช่นนี้หลายๆ ครั้ง จนรัฐเฉินเห็นว่าการส่งกองทหารมาเช่นนี้ เป็นการผลัดเปลี่ยนเวรยามปกติไม่ใช่เพื่อการโจมตีตน จึงไม่เตรียมพร้อม จนเมื่อรัฐเฉินเผลอ กองทัพสุยจึงฉวยโอกาสบุกเข้าโจมตีและยึดรัฐเฉินได้ในที่สุด
แม้ในยุคปัจจุบันก็มีเหตุการณ์ที่มีลักษณะการใช้กลอุบายนี้ เช่น การโจมตีประเทศฝรั่งเศสของฮิตเลอร์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เยอรมันมีการเลื่อนเวลาเข้าโจมตีฝรั่งเศส กว่า 20 ครั้ง เมื่อฝ่ายพันธมิตรเลิกเฝ้าระวังจึงเข้าโจมตีและได้รับชัยชนะ การโจมตีอ่าวเพิลร์ฮาเบอร์ของญี่ปุ่นก็เช่นกัน ก่อนหน้านั้น ญี่ปุ่นได้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันป้องกันรักษาสันติภาพในมหาสมุทรแปซิฟิก และต่อมาญี่ปุ่นกลับบุกเข้าโจมตีอ่าวเพิลร์ฮาเบอร์ โดยที่สหรัฐอเมริกาไม่มีการป้องกันใดๆ เลย
สรุปแล้วกลอุบายข้อนี้ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความประมาท และไม่ระวังตัวของคู่กรณี โดยกระทำการในสิ่งที่คู่กรณีเห็นว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา แล้วจึงหาจังหวะที่คู่กรณีเผลอ เข้าปฏิบัติการอย่างฉับพลัน

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com