ความเป็นผู้นำของทาดาชิ ยาไน ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของยูนิโคล่

ความเป็นผู้นำของทาดาชิ ยาไน ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของยูนิโคล่
เราจะมีวิธีการศึกษาความเป็นผู้นำหลายอย่างได้ถูกพัฒนาขึ้นมา ตั้งแต่กรอบข่ายสไตล์ความเป็นผู้นำของเคิรท เลวินเมื่อ ค.ศ 1930 ไปจนถึงแนวคิดของสไตล์ความเป็นผู้นำเขิงปฏิรูปเมื่อไม่นานมานี้ เราจะมีสไตล์ความเป็นผู้นำโดยทั่วไปเหมือนเช่นความเป็นผู้นำแบบรับใช้ด้วย การรับรู้กรอบข่ายไตล์ความเป็นผู้นาเหล่านี้สามารถช่วยให้เราพัฒนาวิถีทางของเราที่จะเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ ตั้งแต่วินสตัน เชอร์ชิลและแอนเจลา เมอร์เกิล ไปจนถึงควีน อลิซาเบธที่หนึ่งและมาร์ติน ลูเธอร์ คิง เราสามารถมีวิถีทางหลายอย่างที่จะนำบุคคลเหมือนกับเรามีผู้นำเหล่านี้
กรอบข่ายสไตล์ความเป็นผู้นำของเคิรท เลวิน จะค่อนข้างเก่า ตามที่มันได้ถูกแสดงครั้งแรกเมื่อต้น ค.ศ 1930 แต่กระนั้นกรอบข่ายของเคิรท เลวิน ยังคงตรงประเด็นกับปัจจุบันนี้ เพราะว่ามันได้แบ่งสไตล์ความเป็นผู้นำเป็นสามอย่างที่ง่ายต่อการจำ
เมื่อ ค.ศ 1930 กลุ่มของนักวิจัยนำโดยเคิรท เลวิน นักจิตวิทยาได้เริ่มต้นที่จะระบุสไตล์ความเป็นผู้นำที่แตกต่างกัน แม้ว่าการวิจัยต่อไปได้ระบุสไตล์ของความเป็นผู้นำที่แตกต่างกันมากขึ้น การศึกษาเริ่มแรกนี้จะมีอิทธิพลอย่างมาก และได้สร้างสไตล์ความเป็นผู้นำสามอย่างที่ได้ให้จุดเริ่มต้นต่อทฤษฎีความผู้นำที่ชัดเจนมากขึ้น
ภายในการวิจัยของเคิรท เลวิน เด็กนักเรียนได้ถูกแบ่งเป็นสามกลุ่ม กลุ่มแต่ละกลุ่มได้ถูกมอบหมายผู้นำแบบเผด็จการ ผู้นำแบบประชาธิปไตย และผู้นำแบบเสรีนิยม เด็กนักเรียนได้ถูกนำภายในโครงการศิลปและงานฝีมือ
นักวิจัยได้สังเกตุพฤติกรรมของเด็กนักเรียนภายในการตอบสนองต่อสไตล์ความเป็นผู้นำที่แตกต่างกัน นักวิจัยได้พบว่าผู้นำแบบประชาธิปไตยจะมีประสิทธิภาพมากที่สุดต่อการบันดาลใจเด็กนักเรียนที่จะปฏิบัติงานได้ดี
1 ผู้นำแบบเผด็จการ
ผู้นำแบบเผด็จการจะให้ความคาดหวังที่ชัดเจนต่อสิ่งที่ต้องทำ มันต้องทำเมื่อไร และมันทำอย่างไร สไตล์ของความเป็นผู้นำนี้จะมุ่งทั้งการบังคับบัญชาและการควบคุมบุคคลอย่างเข้มแข็ง เราจะมีการแบ่งแยกระหว่างผู้นำและผู้ตามอย่างชัดเจน ผู้นำแบบเผด็จการจะตัดสินใจโดยคนเดียว ด้วยข้อมูลที่น้อย
หรือไม่มีเลยจากบุคคลอื่น
2 ผู้นำแบบประชาธิปไตย
ผู้นำแบบประชาธิปไตยจะเป็นสไตล์ความผู้นำที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ผู้นำแบบประชาธิปไตยจะให้แนวทางแก่บุคคล แต่พวกเขาจะมีส่วนร่วมภายในกลุ่ม และการยอมรับข้อมูลจากกลุ่ม
3 ผู้นำแบบเสรีนิยม
ผู้นำแบบเสรีนิยมจะเป็นสไตลฺ์ความเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพน้อยที่สุด ผู้นำแบบเสรีนิยมจะให้แนวทางน้อยหรือไม่มีเลยแก่กลุ่ม และการปล่อยให้กลุ่มทำการตัดสินใจ พวกเขาจะทำงานอะไร พวกเขาจะทำงานอย่างไร และพวกเขาจะกำหนดเวลาอย่างไร ผู้นำแบบเสรีนิยมจะให้ความสนับสนุนด้วยทรัพยากรและคำแนะนำถ้าต้องการ
กรอบข่ายของเคิรท เลวิน จะเป็นที่นิยมแพร่หลายและมีประโยชน์ เพราะว่ามันจะกระตุ้นให้ผู้บริหารเป็นเผด็จการน้อยลงที่พวกเขาอาจจะเป็นโดยสัญชาตญาน
แดเนียล โกลแมน ได้อธิบายรายละเอียดแนวคิดสไตล์ความเป็นผู้นำเชิงอารมณ์หกอย่างภายในหนังสือ ค.ศ 2002 ชื่อ Primal Leadership แนวคิดได้แสดงจุดแข็งและจุดอ่อนของสไตล์ความเป็นผู้นำหกอย่างคือ ผู้นำแบบวิสัยทัศน์ ผู้นำแบบให้คำแนะนำปรึกษา ผู้นาแบบความสัมพันธ์ ผู้นำแบบประชาธิปไตย ผู้นำแบบต้นแบบ และผู้นำแบบบังคับบัญชา การชี้ให้เห็นว่าสไตล์แต่ละอย่างสามารถกระทบต่ออารมณ์ของบุคคลของเราอย่างไรด้วย
อิริค เฟลมโฮลท์ และอีวอนน์ แรนเดิ้ล ได้พัฒนาตารางสไตล์ความเป็นผู้นำและพิมพ์ภายในหนังสือ ค.ศ 2007 ของเขาชื่อ Growing Pains
การแสดงให้เห็นสไตล์ดีที่สุดที่เราควรจะใช้ บนพื้นฐานของบุคคลมีความสามารถของการทำงานเป็นอิสระอย่างไร และงานต้องมีความคิดสร้างสรรค์หรือกำหนดไว้ล่วงหน้าอย่างไร ตารางสไตล์ความเป็นผู้นำจะถูกแบ่งเป็นสี่ช่อง แต่ละช่องจะระบุสไตล์ความเป็นไปได้สองอย่างที่จะมีประสิทธิภาพภายในสถานการณ์ที่กำหนดให้ ตั้งแต่ผู้นำแบบเผด็จการ/เผด็จการที่มีศิลปะ ไปถึง ผู้นำแบบเห็นพ้องต้องกัน/เสรีนิยม
แกนตั้งจะแสดงความสามารถกำหนดวิธีการของงาน งานที่กำหนดวิธีการ
จะมีขั้นตอนหรือคำแนะนำที่เฉพาะเจาะจง งานที่ไม่กำหนดวิธีการจะต้องมี
ความคิดสร้างสรรค์ บุคคลตัดสินใจที่จะทำให้ดีที่สุดอย่างไร
แกนนอนจะแสดงความสามารถและความพอใจต่อความเป็นอิสระของบุคคล
ปัจจัยหลายอย่างจะมีอิทธิพลต่อสิ่งนี้ เช่น การศึกษา ทักษะ แรงจูงใจ บุคคลที่มีการศึกษา ทักษะ แรงจูงใจสูง จะต้องการความเป็นอิสะสูง
ดังนั้นด้วยความสามารถกำหนดวิธีการของานสูง และความเป็นอิสระของงานต่ำ เราจะมีสไตล์ความเป็นผู้นำสองอย่าง เผด็จการและเผด็จการมีศิลปะ
ด้วยความสามารถกำหนดวิธีการของงานสูง และความเป็นอิสระของงานสูง
สไตลความเป็นผู้นำคือการปรึกษาหารือ และการมีส่วนร่วม ด้วยความสามารถกำหนดวิธีการของงานต่ำ และความเป็นอิสระของงานต่ำ สไตลความเป็นผู้นำคือ การปรึกษาหารือ และการมีส่วนร่วม และด้วยความสามารถกำหนดวิธีการของงานต่ำ และความเป็นอิสระของงานสูง สไตล์ความเป็นผู้นำคือเห็นพ้อง ต้องกันและเสรีนิยม
การวิจัยพฤติกรรมความเป็นผู้นำของมหาวิทยาลัยโอไฮโอ สเตทเมื่อ ค.ศ 1959 ได้ระบุมิติของพฤติกรรมผู้นำอิสระจากกันสองอย่างคือ การมุ่งงาน และการมุ่งคน พฤติกรรมแบบมุ่งงานจะระบุงานและความรับผิดชอบของบุคคลอย่างชัดเจน การกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงาน และการระบุหมายกำหนดเวลา พฤติกรรมแบบมุ่งคนจะสร้างความไว้วางใจร่วมกัน การสื่อสารสองทาง การเคารพความคิดเห็นของบุคคล และการให้ความสำคัญต่อความรู้สึกของบุคคล
เราจะมีสไตล์ความเป็นผู้นำแตกต่างกันสี่อย่างบนพื้นฐานของมิติพฤติกรรมผู้นำสองอย่างนี้ : การมุ่งงานสูงและการมุ่งคนต่ำ การมุ่งงานสูงและการมุ่งคนสูง การมุ่งคนสูงและการมุ่งงานต่ำ และการมุ่งงานต่ำและการมุ่งคนต่ำ
การสิจัยของโอไฮโอ สเตท ได้พบว่าสไตลผู้นำมุ่งานสูงและมุ่งคนสูง จะมีการปฏิบัติงานสูงกว่า และความพอใจงานสูงกว่าสไตล์ผู้นำอื่น
โรเบิรต แทนเนนบอม และวอร์เร็น ชมิดท์ ได้นำเสนอแนวต่อเนื่องพฤติกรรมความเป็นผู้นำของพวกเขาครั้งแรกด้วยบทความ 1958 ภายในฮาร์วาร์ด บิส
ซิเนส รีวิว เรื่อง How to Choose a Leadership Pattern พวกเขาได้ขยายการวิจัยสไตล์ความเป็นผู้นำของเคิรท เลวิน ออกไปอีก ด้วยการพัฒนาแนวต่อเนื่องของพฤติกรรมผู้นำขึ้นมา พวกเขาได้เสนอแนะขอบเขตของพฤติกรรมผู้นำที่ค่อนข้างกว้างบนแนวต่อเนื่องของพฤติกรรมผู้นำที่เป็นไปได้ ระหว่างผู้นำแบบเผด็จการปลายสุดด้านหนึ่ง และผู้นำแบบประชาธิปไตยปลายสุดอีกข้างหนึ่ง
พวกเขาได้อธิายทางเลือกของผู้นำภายในการตัดสินใจ และแรงกดดันที่เกิดขึ้นจากทางเลือกเหล่านี้ พวกเขาได้เสนอแนะว่าผู้นำจะมีทางเลือกของการตัดใจเมื่อนำกลุ่มเจ็ดอย่าง
การแสดงความสัมพันธ์ระหว่างระด้บความเป็นอิสระที่ผู้นำจะให้แก่บุคคล และระดับของอำนาจหน้าที่ใช้โดยผู้นำ เมื่อความเป็นอิสระของบุคคลเพิ่มขึ้น อำนาจหน้าที่ของผู้นำจะลดลง เมื่อเคลื่อนจากซ้ายไปขวาตามแนวต่อเนื่อง แนวต่อเนื่องของพฤติกรรมผู้นำจากขวาไปซ้ายมีเจ็ดระดับคือ 1 ผู้นำตัดสินใจและสั่งการ 2 ผู้นำอธิบายการตัดสินใจ 3 ผู้นำเสนอความคิดและขอคำถาม 4 ผู้นำเสนอการตัดสินใจที่เปลี่ยนแปลงได้ 5 ผู้นำเสนอปัญหา ขอคำแนะนำ และตัดสินใจ 6 ผู้นำระบุขอบเขตของปัญหา และให้กลุ่มตัดสินใจ 7 ผู้นำให้กลุ่มตัดสินใจ
พวกเขาได้อธิบายต่อไปว่าเมื่อผู้นำเลือกทางเลือกของการตัดสินใจ พวกเขาควรจะพิจารณาแรงกดดันสามอย่างคือ แรงกดดันทางสถานการณ์ แรงกดดันจากผู้ใต้บังคับบัญชา และแรงกดดันภายในของผู้นำ



โรเบิรต เบลค และเจน มูตอง นักวิชาการทางการบริหาร มหาวิทยาลัยเท็กซัส ได้พัฒนาตารางการบริหารขึ้นมาเป็นโมเดลของความผู้นำเมื่อ ค.ศ 1960 ต่อมาพวกเขาได้เปลี่ยนเป็นชื่อใหม่ว่า ตารางความเป็นผู้นำ ตารางการบริหารได้เกิดขึ้นจากวิจัยของพวกเขาที่เอ็กซ์ซอน เพื่อที่จะปรับปรุงประสิทธิภาพของความเป็นผู้นำ พวกเขาไ้ด้ค้นพบว่าพฤติกรรมทางการบริหารจะมีระดับการมุ่งงานและการมุ่งคนแตกต่างกัน พวกเขาได้พิมพ์หนังสือฉบับแรกคือ The Managerial Grid เมื่อ ค.ศ 1964 ตารางการบริหารจะอยู่บนพื้นฐานของพฤติกรรมผู้นำแบบสองมิติ คือ การมุ่งงาน และการมุ่งคน การมุ่งงานจะมุ่งทีการทำงานให้สำเร็จ การระบุงานและบทบาทที่ต้องการ การวางแผน การรัดองค์การ และการควบคุม การมุ่งคนจะมุ่งที่การสนับสนุนและการพัฒนาบุคคลของเรา การกระตุ้นการทำงานเป็นทีมที่ดี และการสร้างความสัมพันธ์ที่อบอุ่น
พวกเขาได้ใช้มาตราส่วนวัดพฤติกรรมแบบมุ่งงานและพฤติกรรมแบบมุ่งคน ด้วยการใช้คะแนนตั้งแต่ 1 (ต่ำ) ไปจนถึง 9 (สูง) ตารางการบริหารจะแสดงให้เห็นถึงสไตล์ผู้นำที่เป็นได้ถึง 81 แบบ แต่ได้ระบุสไตล์ผู้นำพื้นฐานไว้ห้าแบบคือ สไตล์ 9,1 มุ่งงานสูง มุ่งคนต่ำ เรียกว่าการบริหารแบบอำนาจหน้าที่ – การเชื่อฟัง สไตล์ 9,9 มุ่งงานสูง มุ่งคนสูง เรียกว่าการบริหารแบบทีม สไตล์ 1,9 มุ่งงานต่ำ มุ่งคนสูง เรียกว่าการบริหารแบบสโมสร สไดล์ 1,1 มุ่งงานต่ำ มุ่งคนต่ำ เรียกว่าการบริหารแบบไม่ยุ่งเกี่ยว และสไตล์ 5,5 มุ่งงานปานกลาง มุ่งคนปานกลาง เรียกว่าการบริหารแบบเดินทางสายกลาง พวกเขาได้เสนอแนะว่าสไตล์ผู้นำที่ดีที่สุดคือ สไตล์ 9,9

ทฤษฎีความเป็นผู้นำตามสถานการณ์ หรือโมเดลของความเป็นผู้นำตามสถานการณ์ ได้ถูกพัฒนาโดยพอล เฮอร์ซีย์ และเคนเนธ แบลนชาร์ด
ทฤษฎีได้ถูกแนะนำครั้งแรกเมื่อ ค.ศ 1969 เป็น “ทฤษฎีวงจรชีวิตของความเป็นผู้นำ” ระหว่าง ค.ศ 1970 ทฤษฎีวงจรชีวิตของความเป็นผู้นำได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “ทฤษฎีความเป็นผู้นำตามสถานการณ์”พอล เฮอร์ซีย์ และเคนเนธ แบลนชาร์ด ได้พิมพ์โมเดลของความเป็นผู้นำตามสถานการณ์ครั้งแรกภายในหนังสือ 1982 ของพวกเขาชื่อ Management of Organizational Behavior
โมเดลความเป็นผู้นำตามสถานการณ์ของของเคนเนธ แบลนชาร์ด และพอล เฮอร์ซีย์ จะอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดสองอย่างคือ สไตล์ของความเป็นผู้นำ และระดับการพัฒนาของบุคคลที่ถูกนำเคนเนธ แบลงชาร์ด เป็นนักวิชาการทางการบริหาร เขาได้เขียนหนังสือการบริหารมากกว่า 60 เล่ม ส่วนใหญ่จะเป็นหนังสือเขียนร่วม หนังสือขายดีที่สุดจะมีอยู่ 30 เล่ม หนังสือที่บรรลุความสำเร็จมากที่สุดของเขา The One Minute Manager ขายได้มากกว่า 13 ล้านเล่ม และแปลเป็นภาษาต่างประเทศหลายภาษา เขาจบปริญญาเอกทางการบริหารการศึกษาและความเป็นผู้นำจากมหาวิทยาลัยคอร์แนลล์ เขาได้สร้างโมเดลของความเป็นผู้นำที่นิยมแพร่หลายมากที่สุดร่วมกับพอล เฮอร์ซีย์ คือ ทฤษีความเป็นผู้นำทางสถานการณ์ ตอนเริ่มแรกได้ถูกแนะนำเป็นชื่อ ทฤษฎีวงจรชีวิตของความเป็นผู้นำ และได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นทฤษีความเป็นผู้นำทางสถานการณ์ เมื่อ ค.ศ 1970
เมื่อ ค.ศ 1969 เคนเนธ แบลงชาร์ด และพอล เฮอร์ซีย์ ได้พิมพ์บทความเรื่อง Life Cycle of Leadership ภายในเทรนนิ่ง แอนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ เจอร์นัล ค.ศ 1969 บทความได้นำเสนอโมเดลของความเป็นผู้นำตามสถานการณ์ และได้ถูกใช้เป็นรากฐานของการเขียนตำราพฤติกรรมองค์การขายดีที่สุดของพวกเขา ชื่อ The Management of Organizational Behavior พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ 1967 หนังสือเล่มนี้ได้กล่าวถึงทฤษฎีวงจรชีวิตของความเป็นผู้นำ ทฤษฎีความเป็นผู้นำตามสถานการณ์ ได้ถูกเปลี่ยนแปลงด้วยถ้อยคำบางคำที่ใช้ เช่น เริ่มแรกพวกเขาได้ใช้คำว่าระดับวุฒิภาวะ เปลี่ยนแปลงเป็นระดับความพร้อม เป็นต้น
เคนเนธ แบลงชาร์ด และพอล เฮอร์ซี่ย์ ได้พัฒนาทฤษฎีของพวกเขาต่อไปจนถึง ค.ศ 1970 พวกเขาได้แยกจากกัน เพื่อที่จะพัฒนาแนวคิดของพวกเขาต่อไปเคนเนธ แบลงชาร์ดได้พิมพ์หนังสือ The One Minute Manager ค.ศ 1982 หนังสือการบริหารที่ขายดีที่สุดเล่มหนึ่งของเขา และได้ถูกแปลเป็นภาษาต่างประเทศ 37 ภาษา พอล เฮอร์ซีย์ ได้พัฒนาแนวคิดของความเป็นผู้นำตามสถานการณ์ต่อไป และได้พิมพ์หนังสือของเขาชื่อ The Situational Leader
โมเดลความเป็นผู้นำตามสถานการณ์ของเคนเนธ แบลงชาร์ด และพอล เฮอร์ซีย์ ได้เสนอแนะว่าผู้นำที่มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องยืดหยุ่นและปรับตัวตามสถานการณ์ 500 บริษัทของวารสารฟอร์จูนได้ใช้เป็นเครื่องมือของการฝึกอบรมอย่างกว้างขวาง เช่น ไอบีเอ็ม แคตเตอร์พิลล่าร์ ซีรอกซ์ และแบงค์อเมริกา พวกเขาชี้ให้เห็นว่าสไตล์ความเป็นผู้นำที่เหมาะสมจะขึ้นอยู่กับระดับความพร้อมของผู้ตาม การมุ่งผู้ตามจะสะท้อนความจริงว่าพวกเขาจะยอมรับหรือไม่ยอมรับผู้นำ
มิติสำคัญที่มักจะถูกมองข้ามไปโดยโมเดลความเป็นผู้นำส่วนใหญ่ ระดับความพร้อมจะเป็นปัจจัยทางสถานการณ์อย่างหนึ่งที่วัดจากความสามารถและความเต็มใจรับผิดชอบของผู้ตาม ระดับความพร้อมได้ถูกแบ่งเป็นสี่ระดับจากต่ำไปจนถึงสูง : R1 สามารถและเต็มใจ R2 สามารถแต่ไม่เต็มใจ R3 ไม่สามารถแต่เต็มใจ R4 ไม่สามารถและไม่เต็มใจ พวกเขาได้แบ่งสไตล์ความเป็นผู้นำเป็นสี่แบบบนพื้นฐานของมิติทางพฤติกรรมผู้นำสองมิติคือ พฤติกรรมแบบมุ่งงาน และพฤติกรรมแบบมุ่งความสัมพันธ์ สไตล์ของความเป็นผู้นำเหล่านีคือ การสั่งการ มุ่งงานสูง มุ่งความสัมพันธ์ต่ำ ผู้นำจะสั่งการด้วยการระบุงานแก่บุคคลอย่างรอบคอบ และอธิบายงานที่ต้องทำและทำอย่างไร การชักจูง มุ่งงานสูง มุ่งความสัมพันธ์สูง ผู้นำจะสั่งงานและสนับสนุนความต้องการของบุคคล และการขายความคิดแก่บุคคล การมีส่วนร่วม มุ่งงานต่ำ มุ่งความสัมพันธ์สูง ผู้นำจะมุ่งการสื่อสารและการสนับสนุน และการมีส่วนร่วมของบุคคล การมอบหมายงาน มุ่งงานต่ำ มุ่งความสัมพันธ์ต่ำ ผู้นำจะให้โอกาสแก่บคคลทำงานให้สำเร็จด้วยตัวเองเส้นโค้งรูประฆังภายในรูปจะเคลื่อนผ่านไปตามช่องของความเป็นผู้นำสี่ช่องการชี้ให้เห็นถึงสไตล์ชองผู้นาที่เหมาะสมกับระดับความพร้อมของบุคคลแต่ละคน การสั่งการควรจะถูกใช้กับบุคคลที่มีความพร้อมต่ำ บุคคลขาดความสามารถ ความไม่เต็มใจ หรือความไม่มั่นใจที่จะรับผิดชอบงาน การมอบหมายงานควรจะถูกใช้กับบุคคลที่มีความพร้อมสูง บุคคลมีความสามารถ ความเต็มใจ และความเชื่อมั่นที่จะรับผิดชอบงาน สไตล์ของผู้นำจะเคลื่อนไปตามเส้นโค้งเมื่อระดับความพร้อมของบุคคลเพิ่มสูงขึ้นจาก R1 ไปยัง R2 และ R3 จนถึง R4 สไตล์ผู้นำควรจะเปลี่ยนแปลงจาก S1 ไปยัง S2 และ S3 จนถึง S4 ให้สอดคล้องกัน


เจมส์ แมคเกรเกอร์ เบิรนส์ ได้แนะนำแนวคิดของความเป็นผู้นำเชิงปฏิรูป ภายในหนังสือ Leadership 1978 ของเขา สไตล์ความเป็นผู้นำที่มุ่งการเปลี่ยนแปลงองค์การ การสร้างวิสัยทัศน์นำทางการเปลี่ยนแปลงด้วยการบันดาลใจ และการดำเนินการเปลี่ยนแปลงด้วยบุคคลที่ผูกพัน
ความเป็นผู้นำเชิงปฏิรูปมักจะถูกระบุเป็นสไตล์ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดอย่างเดียว สไตล์ความเป็นผู้นำนี้ได้ต่อมาได้ถูกขยายออกไปโดยนักวิจัย เบอร์นาร์ด เอ็ม แบสส์ เขาได้เสนอแนะส่วนประกอบสี่อย่างของความเป็นผู้นำเชิง
ปฏิรูปคือ
1 อิทธิพลทางอุดมการณ์ ผู้นำจะเป็นแบบจำลองบทบาทอุดมคติแก่ผู้ตาม ผู้นำจะทำตามที่พูด และได้ถูกชื่นชมต่อสิ่งนี้
2 การจูงใจด้วยการบันดาลใจ ผู้นำมีความสามารถที่จะบันดาลใจและจูงใจผู้ตาม อิทธิพลทางอุดมการณฺ และการจูงใจด้วยการบันดาลใจจะสร้างบารมีของผู้นำเชิงปฏิรูป
3 การพิจารณาบุคคล
ผู้นำจะแสดงความสนใจอย่างแท้จริงต่อความต้องการและความรู้สึกของผู้ตาม การให้ความสนใจส่วนบุคคลนี้ต่อผู้ตามแต่ละคนจะเป็นองคประกอบทีสำคัญต่อการกระตุ้นความพยายามดีที่สุดของพวกเขา
4 การกระตุ้นสติปัญญา ผู้นำจะท้าทายผู้ตามให้แสดงความคิดสร้างสรรค์
ความเป็นผู้นำแบบระบบราชการ
ความเป็นผู้นำแบบระบบราชการจะเข้มงวดกับเรา และขอให้เราทำตามกฏและระเบียบวิธีการปฏิบัติงาน สไตลความเป็นผู้นำนี้จะเหมาะสมต่องานที่เกี่ยวพันกับความเสี่ยงภัยทางความปลอดภัย เช่น การทำงานกับเครื่องจักร สารเป็นพิษ และความสูงที่อันตราย หรือเงินจำนวนมาก ความเป็นผู้นำแบบระบบราชการจะเหมาะสมต่อการบริหารบุคคลที่ทำงานประจำวันด้วย
ความเป็นผู้นำแบบบารมี
ความเป็นผู้นำแบบบารมีจะคล้ายคลึงกับความเป็นผู้นำเชิงปฏิรูป : ผู้นำที่บันดาลใจและจูงใจบุคคลของเขา แต่ความมุ่งหมายจะแตกต่างกัน ผู้นำเชิงปฏิรูปต้องการที่จะปฏิรูปบุคคลและองค์การของพวกเขา แต่ผู้นำเชิงบารมี
มักจะมุ่งที่พวกเขาเองและความทะเยอทะยานของตัวเอง และพวกเขาอาจจะไม่ต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรก็ตาม
ความเป็นผู้นำแบบรับใช้
ความเป็นผู้นำแบบรับใช้จะมุ่งที่การรับใช้บุคคล การพิจารณาความต้องการ
ของบุคคลอื่นก่อนที่เราจะพิจารณาของเราเอง ถ้อยคำ “ผู้นำแบบรับใช้” มักจะอธิบายบุคคลที่ไม่มีการยกย่องเป็นทางการเป็นผู้นำ พวกเขามักจะนำโดยตัวอย่าง ผู้นำแบบรับใช้จะมีความซื่อสัตย์สูงและนำด้วยความไม่เห็นแก่ตัว วิถีทางของพวกเขาสามารถสร้างวัฒนธรรมบวก และมันจะนำไปสู่ขวัญกำลังใจที่สูงท่ามกลางบุคคล
บุคคลหลายคนเชื่อว่าความเป็นผู้นำแบบรับใช้สามารถถูกประยุกต์ใช้เมื่อค่านิยมและจริยธรรมสำคัญต่อธุรกิจ แต่กระนั้นบุคคลบางคนเชื่อว่าผู้นำแบบรับใช้อาจจะพบตัวพวกเขาเองตามไม่ทันผู้นำอื่นภายในสถานการณ์การแข่งขันได้
ความเป็นผู้นำแบบแลกเปลี่ยน
ความเป็นผู้นำแบบแลกเปลี่ยนจะเริ่มต้นด้วยสัญญาการว่าจ้าง เมื่อบุคคลบางคนยอมรับข้อเสนองานและลงนามของเขา พวกเขาตกลงที่จะเชื่อผู้นำของพวกเขา โดยปรกติการแลกเปลี่ยนจะเกี่ยวพันกับองค์การให้รายได้แก่บุคคล
ตอบแทนแก่การทำงานของพวกเขา ผู้นำแบบแลกเปลี่ยนมีสิทธิที่จะลงโทษบุคคล ถ้าการทำงานพวกเขาไม่ได้บรรลุมาตรฐานที่เหมาะสม ความเป็นผู้นำแบบแลกเปลี่ยนจะปรากฏอยู่ภายในบริษัทหลายบริ็ษัท และมีประโยชน์
หลายอย่าง มันจะระบุบทบาทและความรับผิดชอบของบุคคลอย่างชัดเจน
และเพราะว่าผู้นำแบบแลกเปลี่ยนจะพิจารณาการปฏิบัติงานของบุคคล บุคคลจะมีความทะเยอทะยานและแรงจูงใจด้วยรางวัลภายนอก เช่น ค่าตอบแทน
เราเชื่อว่าความเป็นผู้นำเชิงปฏิรูปมักจะเป็นสไตล์ตวามเป็นผู้นำปรับใช้มากที่สุดภายในโลกธุรกิจ แต่กระนั้นไม่มีสไตลความเป็นผู้นำอย่างเดียวสอดคล้องกับทุกสถานการณ์ ดังนั้นมันเป็นประโยชน์ที่จะเข้าใจกรอบข่ายความเป็นผู้นำที่แตกต่างกัน
Cr : รศ สมยศ นาวีการ







