พหุนิยมทางศาสนากับโลกาภิวัตน์(1)

พหุนิยมทางศาสนากับโลกาภิวัตน์(1)
โดย ดร.ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน
ศูนย์อิสลามศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม
วิธีคิดหรือหลักคิดที่กลายเป็นความเชื่อของสำนักคิดหนึ่งสำนักคิดใดเกี่ยวกับการมองต่อโลกและมนุษย์ และสรรพสิ่ง และได้ข้อสรุปเกี่ยวกับการมองต่อสิ่งเหล่านั้นจนกลายเป็นความเชื่อ เราเรียกว่า”โลกทัศน์” และทุกสำนักคิดทางศาสนา ทุกนิกาย หรือแม้แต่ลัทธิทางปรัชญา การเมืองล้วนแล้วแต่มีโลกทัศน์เป็นของตนเองเพื่อนำเสนอหลักคิดแก่ผู้อื่นและอธิบายในความเชื่อของสำนักของตน เพื่อสร้างระเบียบแบบแผนต่างๆไม่ว่าสิ่งที่ควรจะกระทำสิ่งที่ไม่ควรจะกระทำ
มนุษย์โดยทั่วไปแล้วจะเรียนรู้สิ่งที่สัมผัสและรู้สึกได้ก่อนที่จะเรียนรู้เรื่องราวทางจิตวิญญาณ เช่นความมั่งมีถือว่าเป็นต้นทุนหนึ่งของการดำเนินชีวิตทางกายภาพของมนุษย์ ทุกคนจะรู้จักมันอย่างรวดเร็ว และดิ้นรนหาคุณค่ามัน นั่นคือการแสวงหาการงานที่มีรายได้สูงหรือมีเกียรติยศควบคู่ไปด้วย และบางครั้งมนุษย์ได้ให้คุณค่าแก่มันชนิดที่เกินความพอดี จึงการการแย่งชิงและความละโมบ ยิ่งจะสร้างความเจ็บปวดให้กับเขาและสังคมชนิดที่ยากในการจะเยียวยา
ผลประโยชน์ของการศรัทธาในศาสนาจะสร้างหลักคุณธรรมและการมีจรรยามรยาทที่ดีงาม กล่าวคือจากรากฐานของความเชื่อและการศรัทธาทางศาสนามีคำสอนในด้านจริยธรรมและจรรยามารยาทที่จะเป็นเกราะคุ้มกันมนุษย์ให้ปลอดภัย การสร้างหลักพื้นฐานทางจรรยามรยาทที่ดีงาม คือห่วงโซ่แรกสุดของห่วงโซ่ทางจิตวิญญาณ นั่นคือการมีศรัทธาในศาสนาและการเชื่อในพระเจ้า ดังนั้นเกียรติยศ ความไว้วางใจ ความซื่อสัตย์ การเสียสละ และการกระทำดีทุกอย่าง ที่มนุษย์ได้ขนานนามว่าเป็นสิ่งที่ประเสริฐ และมนุษย์ทุกยุคทุกสมัยต่างก็สรรเสริญ ล้วนแต่วางอยู่บนรากฐานของการมีศรัทธาในศาสนาทั้งสิ้น
มนุษย์เริ่มจะค้นหาคุณค่าทางจิตวิญญาณและดื่มด่ำกับรสชาติมัน เพราะพื้นฐานของความคิดทางด้านจิตวิญญาณนั้นคือการมีศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้า อย่างน้อยสุดเขาก็ได้ศรัทธาต่อพระเจ้าที่ทรงยุติธรรม ทรงวิทยปัญญา จะทำให้มนุษย์มีความมั่นใจในสิ่งที่ตนได้กระทำและปฎิบัติว่าจะไม่สูญเปล่า ดังที่อัลกุรอานได้กล่าวว่า
“แท้จริงอัลลอฮ จะไม่ทรงลดหย่อนรางวัลของบรรดาผู้ประกอบการงานดี”(อัต-เตาบะฮ/๑๒๐)
และอีกโองการหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า..
“บุคคลที่วางรากฐานอาคารของเขาอยู่บนการมีความยำเกรงต่อองค์อัลลอฮและความพึงพอพระทัยนั้น ดีกว่าบุคคลที่วางรากฐานอาคารของเขาอยู่บนริมตลิ่ง มิใช่หรือ?”(อัต-เตาบะฮ/๑๐๙)
ความหมายของโองการข้างต้นคือว่า บุคคลผู้ซึ่งวางรากฐานการงานของเขาให้อยู่บนความพึงพอพระทัยของพระผู้เป็นเจ้าและอยู่บนความยำเกรงต่อพระองค์ ย่อมดีกว่าบุคคลที่วางการงานของเขาอยู่บนปากเหว ซึ่งข้างล้างมีความว่างเปล่าและพร้อมจะตกลงไปได้ตลอดเวลา ดังนั้นบุคคลที่ได้อิงแอบอยู่กับหลักคิดและหลักปฎิบัติทางจรรยามารยาทและบุคลิกภาพที่ไม่ได้รับการยอมรับจากพระผู้เป็นเจ้า เสมือนกับบุคคลที่ได้ก้าวเดินอยู่บนปากเหวแห่งหายนะที่พร้อมจะตกลงไปได้ทุกเมื่อ
อัลกุรอานได้กล่าวอีกว่า..
“อุปมาของบรรดาผู้ซึ่งยึดเอาสิ่งอื่นนอกเหนือจากอัลลอฮเป็นผู้คุ้มครองดูแลนั้น อุปมัยดังเช่นแมงมุมสร้างบ้าน แท้จริงบ้านที่เปราะบางที่สุดคือรังใยแมงมุม”(อัลอันกะบูต/๔๑)
พหุนิยมทางศาสนาก็ถือได้ว่าเป็นอีกโลกทัศน์หนึ่งที่ต้องการจะพยายามให้ผู้นับถือศาสนาบนโลกใบนี้เกิดสันติภาพและอยู่กันอย่างสันติสุข เคารพซึ่งกันและกัน ไม่ชิงชังระหว่างกันหรือดูถูกดูแคลนต่อกันและกัน และพหุนิยมทางศาสนา เป็นทฤษฎีหนึ่งที่นักวิชาการและนักเทววิทยาตะวันตก ได้นำเข้ามาสู่สังคมโลกและนำเข้าในวงการของศาสนา เพื่อให้เกิดทัศนะเฉพาะในการให้คำตอบแก่บางคำถามเกี่ยวกับเรื่องความเชื่อและนำเสนอเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม และถือว่าเป็นประเด็นปัญหาหนึ่งทางปรัชญาศาสนา
ปัจจุบันพหุนิยมศาสนา ได้ให้ความหมายใหม่และถูกตีความใหม่ นั่นก็คือแก่นแท้อันบริสุทธิ์และทางรอดพ้นไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ในศาสนาหนึ่งศาสนาใด หรือในนิกายใดเท่านั้น ทว่าพวกเขาเชื่อว่าแก่นแท้อันบริสุทธิ์ คือจุดร่วมเดียวกันในศาสนาทั้งหมด ศาสนา นิกาย และหลักปฏิบัติต่างๆที่มีนั้นคือการสำแดงออกมาอย่างหลากหลายจากแก่นแท้อันบริสุทธิ์นั้น ดังนั้นศาสนาและนิกายทั้งหมดคือทางรอดพ้นด้วยกันทั้งสิ้น
พหุนิยม (Pluralism) เป็นหนึ่งในบรรดาคำหลายๆ คำที่ถูกหยิบยกไปใช้อย่างกว้างขวางในแทบจะทุกสาขา แต่โดยรวมแล้วจะมีนัยหมายถึงชุดของแนวคิดที่รับรู้ว่ามีความแตกต่างด้านแนวคิดอยู่ในสังคม และสนับสนุนในความแตกต่างหลากหลายทางแนวคิดเหล่านั้น รวมไปถึงต่อต้านการผูกขาดการตีความ หรือ การครอบงำโดยแนวคิดใดแนวคิดหนึ่งเพียงแนวคิดเดียว เช่น พหุวัฒนธรรม (cultural pluralism) นั้นสนับสนุนแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับความแตกต่างหลากหลายทางด้านวัฒนธรรม และไม่ยอมรับการครอบงำด้วยอิทธิพลของวัฒนธรรมใดวัฒนธรรมหนึ่ง หรือ พหุนิยมเชิงญาณวิทยา (epistemological pluralism) ที่มองว่าองค์ความรู้นั้นมีวิธีการอธิบาย และเข้าถึงตัวองค์ความรู้ได้หลากหลายวิธี โดยมิได้ถูกครอบงำด้วยวิธี และรูปแบบการอธิบายของสำนักคิดใดสำนักคิดหนึ่งเพียงสำนักเดียว (Kurian, 2011: 1213)(วิกีพิเดีย หมวด พหุนิยม)
จอห์น ฮิก (เกิด ค.ศ. 1922) เป็นบุคคลแรกได้นำเสนอแนวคิดในเรื่องพหุนิยมทางศาสนา และเขาเป็นผู้วางแผนและได้ส่งเสริมให้เกิดขึ้นของแนวคิดนี้ไปทั่วโลก
เขากล่าวว่า :
“ศาสนาที่แตกต่างกัน, เป็นกระแสที่แตกต่างกันของประสบการณ์ทางศาสนา ซึ่งแต่ละจุดนั้นอยู่ในระดับอันเฉพาะเจาะจง ที่เริ่มต้นขึ้นในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ และตัวการที่รู้แจ้งด้วยปัญญาของตน ก็จะถูกกู้คืนในบรรยากาศของวัฒนธรรม.“
เขากล่าวว่า:
“ในมุมมองด้านปรากฏการณ์วิทยา นิยามที่ว่าความหลากหลายทางศาสนา (ศาสนาจำนวนมาก) ในรูปคำง่ายๆ หมายถึงความจริงที่เกิดขึ้นทางประวัติศาสตร์ของศาสนา กล่าวคือ การแสดงแบบฉบับอันหลายหลากเป็นจำนวนมากของแต่ละประเภทเหล่านั้น ในทัศนะของปรัชญาที่จะนำไปสู่ความจริงได้กันทั้งหมด นิยามดังกล่าวคือการสังเกตทางทฤษฎี โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสัมพันธ์ระหว่างประเพณีต่างๆ การอ้างอิง และการแข่งขันกับพวกเขาคำนิยามนี้ หมายถึงทฤษฎีที่ว่า ศาสนาที่ยิ่งใหญ่ของโลก,ได้ประกอบขึ้นโดยการรับรู้ที่แตกต่างกันจากความจริงสุดท้าย ในความลึกลับแห่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์”
เป็นไปได้ว่า ทัศนะที่ จอห์น ฮิก ได้แสดงออกมา อาจจะสมมติฐานว่า แท้จริงความคิดในเรื่องพหุนิยมทางศาสนา เป็นการนำเสนอถึงหลักคิดที่ชี้ให้เห็นว่า ทุกๆศาสนา มีความจริงและผู้นับถือศาสนาได้แสดงออกการตอบสนองออกมาที่เหมือนกัน ถึงแม้ว่าจะมีรูปลักษณ์ที่แตกต่าง และการตอบสนองนั้นได้วางอยู่บนเงื่อนไขด้านวัฒนธรรม แต่หลักคิดของฮิกได้แตกต่างกับหลักคิดหลักปรัชญาแบบคานท์นิยม(Kantianism) ที่เรียกว่า จิตนิยมอุตรวิสัย(transcendental idealism) กล่าวว่า มนุษย์ใช้แนวคิบางอย่างที่ติดตัวมาแต่กำเนิด ในการรับรู้ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นรอบตัวในโลกใบนี้ รับรู้โลกด้วยผ่านทางประสาทสัมผัสและประกอบกับมโนภาพที่ติดตัวมา ดังนั้นจึงมีความแตกต่างและไม่เหมือนกัน และฮิกเชื่อว่า แท้จริงประสบการณ์และความเป็นจริงแท้ มีสองมุมและสองมิติ และเป็นไปได้ที่เขาต้องการจะระงับข้อถกเถียงและความขัดแย้งระหว่างศาสนาต่างๆ และเป็นไปได้ที่เขาต้องการจะให้ศาสนาต่างๆใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น
พหุนิยมทางศาสนา (Religious Pluralism) ในนิยามของฮิก คือความจริงและความถูกต้องที่ไม่ได้จำกัดพิเศษเฉพาะในศาสนาใดศาสนาหนึ่ง, เนื่องจากทุกศาสนาได้รับประโยชน์จากความจริง ดังนั้น การปฏิบัติตามหลักเกณท์ของของศาสนาใดศาสนาหนึ่งพวกเขาก็สามารถได้รับการช่วยเหลือให้รอดพ้นได้ ด้วยเหตุนี้ บนพื้นฐานดังกล่าวนี้ การพิพาทกันระหว่างความถูกต้องกับความไม่ถูกต้อง ที่เกิดขึ้นระหว่างศาสนาต่างๆ, ถูกเปลี่ยนจากการเป็นปฏิปักษ์ การโต้เถียง และการวิวาทกันทางศาสนาให้มีความสอดคล้อง และการเป็นห่วงเป็นใยเอาใจใส่ต่อกันและกัน
สมมติฐานพหุนิยมทางศาสนา (Religious Pluralism) ของ จอห์น ฮิก
หนึ่ง ฮิกพยายามจะให้เห็นถึงสองวาทกรรม คือ คำว่า”แก่นแท้ของศาสนา” และคำว่า “ความจริงศาสนา” ว่ามีความแตกต่างกัน
กล่าวคือ แท้จริงแล้วสองวาทกรรมข้างต้น เป็นการเชื่อมโยงและมีความสัมพันธภาพระหว่างกันและกัน ฮิกได้ให้สาระสำคัญไปที่แก่นและสมองของศาสนาและมองว่า แท้จริงแก่นของศาสนาของทุกๆศาสนาเป็นหนึ่งเดียวกัน แต่เขาไม่ได้อรรถาธิบายถึงนิยามนั้นอย่างรัดคุม และเขาได้กล่าวว่าไม่ต้องใส่ใจต่อความจริงต่างๆ ของศาสนา ซึ่งความหมายที่เขาจะกล่าวถึงของความจริงทางศาสนา ได้แก่โ หลักการสอน พิธีกรรม และประเพณีภายนอก ศาสนกิจ จะถือว่าอยู่ในฐานะของความจริงและเป็นเปลือกนอกของศาสนาเท่านั้น ไม่ใช่แกนหรือแก่นของศาสนา ทั้งๆที่สองวาทกรรมข้างต้น เป็นการเชื่อมโยงและมีความสัมพันธภาพระหว่างกันและกันมิสามารถแยกออกจากกันได้ นั่นคือว่า แก่นของศาสนากับความจริงของศาสนา จะเชื่อมโยงระหว่างกันและกัน เหมือนกับ โลกทัศน์กับการปฏิบัติ
เป็นไปได้ว่า ฮิก ต้องการจะให้สังคมที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งระหว่างกัน ในแวดวงของศาสนาและระหว่างศาสนิก หันเข้ามาพูดคุยกันมากยิ่งขึ้น แต่เขามิได้มองผ่านมุมทางอภิปรัญาและปรัชญาศาสนา
ฮิกได้รับแรงบันดาลใจโดยตรงจากเวทีสังคม ซึ่งเขาเป็นสักขีพยานด้วยตัวของเขาเองในเมืองเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ โดยที่ฮิกได้พบปะกับประชาชนที่นับถือศาสนาที่แตกต่างกันและมีมีศาสนาหลากหลาย และยังได้ประจักษ์พยานถึงการปฏิบัติทางศาสนกิจของแต่ละบุคคล ซึ่งเขาได้พบว่า ในทุกๆศาสนาของบุคคลเหล่านั้น มีความเหมือนกัน และมีสิ่งที่เหมือนกันในศาสนาของเขา คือมนุษย์กำลังเปิดจิตของเขาสู่ความจริงแท้ต่อพระผู้เป็นเจ้า จนกระทั้งเขาได้เรียกร้องให้ชาวโลก ในปี ค.ศ. 1973 ว่า แต่ละศาสนาควรพิจารณาในฐานะที่มนุษย์ได้แสดงออกถึงความแตกต่างในการนับถือพระเจ้าองค์เดียว โดยที่ถือว่า ทุกๆคนที่ได้นับถือพระเจ้า มีความเหมือนกัน แต่ที่แตกต่างกันอยู่ในมิติวัฒนธรรมและพิธีกรรม(สาส์นอิสลาม ฉบับที่ ๑ ปีที่ ๒๕ ประจำเดือนกันยายน-ตุลาคม ๒๕๔๙ ศูนย์วัฒนธรรม สถานเอกอัครราชทูต สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน กรุงเทพฯ)
สอง ฮิกเชื่อว่าทุกศาสนามีสาส์นอันเดียวกัน และด้วยการวิเคราะห์เล็ก ๆ น้อยๆ ก็จะสามารถปลดเปลื้องความแตกต่างออกไปได้ ในความเป็นจริงแล้วความแตกต่างทางศาสนา เกิดจากความแตกต่างในการตีความ และความแตกต่างกันของภาษา แต่เนื้อหาเดียวกัน
เนื่องจากเขาได้เข้าใจระหว่างพหุนิยมและอรรถปริวรรตศาสตร์ที่คลาดเคลื่อน กล่าวคือระบบความเข้าใจของมนุษย์จะตามกฎของการสนทนา การพูด ซึ่งบรรดาปวงผู้มีสติทั้งหลายบนโลกนี้ จะยึดตามหลักการของการเจรจาและการความเข้าใจ ขบวนการของความเข้าใจและการทำความเข้าใจจะมีหลักการเช่น : ใส่ใจต่อสถานการณ์ผู้พูดและผู้เขียน, ระบบคำศัพท์ของเขา,ภาษาที่เขาได้เลือกในการอธิบาย (อารมณ์ขัน, เป็นสัญลักษณ์อย่างจริงจัง หรือ ฯลฯ ) และหลักการนี้เองที่ผู้พูดมีวัตถุประสงค์ในความเข้าใจอันเฉพาะเจาะจง โดยให้ความมั่นใจประโยคของตน ซึ่งทั้งหมดจะแจ้งให้ทราบจากคำสั่งนั้น แน่นอนว่าบางสิ่งบางอย่างของข้อความขึ้นอยู่กับหลักฐานและสถานการณ์ ควรจะพยายามที่จะเข้าใจมัน ขณะที่ตัวบทของศาสนามีทั้งสิ่งที่มายกเลิก และสิ่งที่ถูกยกเลิก, มีทั้งสิ่งทั่วไปและเฉพาะเจาะจง,มีความกว้างและมีเงื่อนไข ฉะนั้น จะต้องมีความระมัดระวัง และต้องตรวจสอบที่มาที่ไปของมัน ดังนั้น เพื่อทำความเข้าใจข้อความหนึ่ง, จะต้องมีค่าเริ่มต้น เช่น เข้าใจภาษาของผู้เขียน เครื่องหมายที่บ่งบอกสภาพ คำพูด . แต่ก็ยังมีค่าเริ่มต้นอื่นอีกซึ่งจะทำให้ผู้ฟังห่างไกลจากความเข้าใจในตัวบท ดังนั้นจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงมิให้สิ่งเหล่านั้น เข้ามายุ่งเกี่ยวกับในการทำความเข้าใจกับตัวบท
สมมติฐานของฮิก ศาสนาทั้งหมดถูกกำหนดภายใต้เงื่อนไขทางวัฒนธรรม มากกว่ากำหนดภายใต้แก่นของศาสนา จึงปรากฏการอรรถาธิบายที่แตกต่างกัน และหัวใจของสมมติฐานเชิงพหุนิยมทางศาสนา พื้นฐานของประสบการณ์ทางศาสนา(สาส์นอิสลาม ฉบับที่ ๑ ปีที่ ๒๕ ประจำเดือนกันยายน-ตุลาคม ๒๕๔๙ ศูนย์วัฒนธรรม สถานเอกอัครราชทูต สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน กรุงเทพฯ) (ติดตามตอนที่๒)







