INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ประวัติศาสตร์มนุษยชาติ (32)

ประวัติศาสตร์มนุษยชาติ (32)

ผู้เขียน อ.อดุลย์ มานะจิตต์

(ความสามารถอันเป็นมหกรรมนี้ ได้ถูกบันทึกไว้โดยนักประวัติ ศาสตร์ชื่อ อบุลฟิดา แต่กิบบอนตั้งข้อสังเกตไว้ว่า “อบู รอฟีอ์ เป็นพยาน ผู้เห็นเหตุการณ์ แต่ใครเล่าจะเป็นพยานให้กับอบูรอฟีอ์ !” เราขอร่วมด้วย กับนักประวัติศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงท่านนี้ในข้อกังขาของเขา ถึงกระนั้นถ้า หากเราตั้งคำถามกันอย่างพิถีพิถันเพื่อหาประจักษ์พยานสักคนหนึ่งมา ยืนยันรับรอง ฉะนั้นประวัติศาสตร์จะเป็นไปในลักษณะเช่นใดกัน!) (The Life of Mohammed)

เซอร์ วิลเลี่ยม มัวร์

พวกยิวพากันมาห้อมล้อมกินานะฮ์ผู้เป็นหัวหน้าของพวกเขา และ ออกมายืนอวดเบ่งอยู่หน้าป้อมค่ายกอมุสของพวกเขา ภายหลังจากที่การ ยึดป้อมค่ายไม่เป็นผล หลังจากต้องล้มเหลวที่ไม่อาจขับไล่พวกเขาออกจาก ที่มั่นได้ มุฮัมมัดจึงวางแผนที่จะโจมตีอีกระลอกหนึ่ง “ฉันจะมอบนกอินทรีย์ ตัวนั้น” ท่านกล่าวขึ้น ซึ่งหมายถึงธงอินทรีย์สีดำผืนใหญ่ให้กับมือของผู้ที่ เขามีความรักต่อพระผู้อภิบาลและศาสนทูตของพระองค์ และเขาก็เป็นที่รัก ของท่านทั้งสองด้วยเช่นกัน เขาจะได้รับชัยชนะ เช้าวันรุ่งขึ้นธงรบผืนนั้น ได้ถูกมอบสู่มือของอะลี กองทัพจึงเดินรุดหน้าไป ในขณะนั้นนักรบคนหนึ่ง ได้เดินผ่านออกมาจากเขตแดนของพวกยิว และได้กล่าวท้าทายศัตรูให้ออก มาต่อสู้กันตัวต่อตัว พลางกล่าวว่า “ฉันคือมัรฮับ ชาวคอยบัรทั้งหมดต่าง รู้จักกันดีว่าฉันเป็นนักรบที่เพียบไปด้วยอาวุธ เมื่อไฟสงครามกำลังโหม กระหน่ำ” จากนั้นอะลีจึงก้าวออกมาพร้อมกับกล่าวว่า “ฉันคือผู้ที่มารดา ของฉันเรียกฉันว่าราชสีห์ เสมือนเป็นราชสีห์ตัวหนึ่งที่กำลังคำรามอยู่ในที่ เปล่าเปลี่ยว ฉันชั่งน้ำหนักศัตรูของฉันด้วยตาชั่งขนาดยักษ์”

นักรบทั้งคู่ต่างประชิดกัน อะลีฟันเข้าไปกลางศีรษะของมัรฮับจน แยกออกเป็นสองซีก แนวรบของมุสลิมจึงบุกตะลุยเข้าไป และเมื่อภายหลัง

จากการปะทะกันอย่างดุเดือดแล้วจึงสามารถขับไล่ศัตรูให้ถอยร่นกลับไป ได้ ในสงครามครั้งนี้อะลีได้ปฏิบัติภารกิจที่แสดงถึงฤทธิ์เดชอันเป็นความ สามารถที่ยิ่งใหญ่ เมื่อเขาต้องสูญเสียโล่ของเขาไป เขาจึงคว้าเอามือจับ ของประตูบานหนึ่งและเหวี่ยงมันออกเพื่อใช้แทนโล่อย่างได้ผล จากการ ที่ได้ขยายเรื่องราวนี้ออกไปได้มีการกล่าวขานกันเป็นธรรมเนียมว่าโล่อัน ชั่วคราวนี้ได้เปลี่ยนไปเป็นคานขนาดยักษ์อันหนึ่ง และได้ขยายวีรบุรุษผู้ นี้ให้เป็นแซมชันคนที่สอง ชัยชนะนี้ถือเป็นอันเบ็ดเสร็จเด็ดขาด พวกยิว ต้องสูญเสียทหารไป 93 คน ในขณะที่มุสลิมสูญเสียไปเพียง 19 คนตลอด การสู้รบกันในครั้งนี้ (The Life of Mohammed, ลอนดอน, ค.ศ. 1877)

อาร์ วี. ซี. บ็อดเลย์

ท่าน (มุฮัมมัด) เริ่มรณรงค์ (สู่คอยบัร) ด้วยการกำจัดที่มั่นเล็กๆ ลงทีละแห่ง เมื่อได้กระทำสิ่งนี้แล้วท่านจึงเดินทัพเข้าต่อกรกับอัล กอมุส ซึ่งเป็นป้อมปราการของคอยบัร มันเป็นสถานที่หนึ่งที่ดูน่ากลัว มีกำแพงที่ ทำด้วยหินธรรมชาติยืนทะมึนขวางทางผ่านเข้าออกทั้งหมดที่มีการคุ้มกัน อย่างหนาแน่น และระหว่างป้อมต่างๆ นั้นมีกองทหารที่มีอาวุธยุทธภัณฑ์ พร้อม

สงครามของการเข้ายึดป้อมค่าย นับเป็นเรื่องที่ค่อนข้างแปลกสำหรับ ชาวทะเลทรายที่คุ้นเคยอยู่กับการขี่อูฐไปในทะเลทราย อย่างไรก็ตาม มุฮัมมัดมีเครื่องมือที่จัดหาไว้ให้เพื่อใช้ในการยึดป้อม วิธีการที่มี ประสิทธิภาพมากที่สุดก็คือ เสากระทุ้งที่ทำด้วยต้นปาล์ม ซึ่งในที่สุดก็ สามารถสร้างช่องโหว่เล็กๆให้เกิดขึ้นที่กำแพงเพื่อจะเข้าไปในช่องโหว่ นี้ อบูบักรได้นำกองกำลังอันกล้าหาญออกไปจำนวนหนึ่ง แต่ถูกตีพ่าย หนีกลับออกมาพร้อมกับเสียทหารของเขาเกือบหมด ในที่สุดอะลีก็สามารถ เข้าไปสู่กำแพงได้โดยถือธงดำไปด้วย ในขณะที่เขาเข้าจู่โจมเขาได้ตะโกน

คำขวัญที่ว่า

“ฉันคืออะลี และเป็นเสมือนราชสีห์ที่คำรามในที่อันเปล่าเปลี่ยว ฉัน ซึ่งนำหนักของศัตรูของฉันในตาชั่งขนาดยักษ์”

อะลีไม่ได้มีร่างยักษ์ แต่เขาเป็นคนที่มีหน้าอกกว้างแทนความสูงของ เขา และมีร่างกายอันทรงพลัง ในวันนี้เขาดูน่าเกรงขามด้วยเสื้อผ้าชุดสีแดง เข้ม สวมทับด้วยเสื้อเกราะทั้งด้านหน้าและด้านหลัง บนศีรษะของเขามี หมวกเหล็กสวมอยู่พร้อมมีเดือยที่ยอดหมวกหุ้มด้วยเงินส่องประกายวาว วับ ในมือขวาของเขามีดาบชุลฟิกอรของมุฮัมมัดแกว่งไกวอยู่ ซึ่งถูกมอบ ให้กับเขาพร้อมกับธงดำ

นักรบฝ่ายยิวพุ่งเข้าใส่อะลีครั้งแล้วครั้งเล่า และทุกครั้งพวกเขาก็ต้อง วิ่งกระเดกๆ หนีไปเพราะถูกฟันบาดเจ็บไม่ที่ร่างกายก็ที่ศีรษะ ในที่สุดนัก รบที่ยอดเยี่ยมที่สุดในมวลหมู่ชาวฮิบรูที่มีชื่อว่ามัรฮับ ผู้ซึ่งยืนตระหง่านอยู่ เหนือนักรบอื่นๆ ได้มายืนอยู่ต่อหน้าอะลี เขาสวมเสื้อเกราะทับกันสองชั้น และรอบหมวกเหล็กของเขาพันรอบไว้ด้วยผ้าพันศีรษะที่หนาเตอะ ยึดให้ แน่นไว้ด้วยเพชรเม็ดขนาดมโหฬารเม็ดหนึ่ง เขาสวมเข็มขัดทำด้วยทองคำ ซึ่งมีดาบสองเล่มห้อยอยู่ข้างละเล่ม อย่างไรก็ตามเขาไม่ได้ใช้มัน แต่ใช้หอก ซึ่งมีสามง่ามฟาดซ้ายป่ายขวาเพื่อการฆ่าสังหาร การสู้รบบริเวณอื่นได้สะดุด หยุดลงชั่วขณะ และนักรบต่างก็หยุดพักวางอาวุธของตนเพื่อรอดูการสู้รบ แบบตัวต่อตัว

มัรฮับเป็นเสมือนโกลัยแอทแห่งกาท ซึ่งไม่เคยประสบกับความ ปราชัยเลย ขนาดของเขาเพียงอย่างเดียวก็สร้างความหวาดกลัวให้กับคู่ต่อสู้ ก่อนที่เขาจะเข้ามาใกล้ตัวเขาเสียอีก หอกสามง่ามที่เป็นเหล็กแหลมคมของ เขาทำให้นักดาบที่มีฝีมือที่สุดต้องเสียขวัญ

มัรฮับเริ่มโจมตีก่อน โดยพุ่งปราดเข้าใส่อะลีพร้อมกับสามง่ามของ เขา อะลียังไม่สู้จะคุ้นเคยกับอาวุธในรูปแบบนี้ เมื่อสู้รบไประยะหนึ่งจนล้ม

ลง จากนั้นจึงพยุงตัวยืนให้มั่นคงและดวลกับนักรบฮิบรูคนนั้นต่อไป การหลบหลีกและป้องกันทำให้หอกของมัรฮับกระเด็นหลุดมือไป ก่อนที่ มัรฮับจะกระชากดาบเล่มหนึ่งของเขาออกมา ดาบของอะลีก็ฟันฉับเข้าที่ ศีรษะของเขา ผ่าหมวกเหล็กและผ้าพันศีรษะออกเป็นสองซีกแบะออกไป ที่ไหล่ พวกยิวเมื่อเห็นยอดนักรบของเขาต้องถูกสังหารลง จึงถอยกลับ ไปในป้อมปราการ มุฮัมมัดจึงส่งสัญญาณให้เข้าสู้รบแบบตะลุมบอน ทหาร มุสลิมรุกคืบหน้าเข้าไป อะลีนำหน้ารุกไล่ฆ่าฟันศัตรู เขาสูญเสียโล่ไปในขณะ ที่ทำการสสู้รบตัวต่อตัว และเพื่อหามาทดแทน เขาได้กระชากประตูบาน หนึ่งจากบานพับของมัน และซูมันขึ้นไว้เบื้องหน้าของเขา (The Messenge- The Life of Mohammed, ค.ศ. 1946)

มุฮัมมัด ฮูเซน ฮัยกัล

ตระหนักว่านี่คือที่มั่นสุดท้ายของพวกเขาในดินแดนอารเบีย พวก ยิวจึงสู้รบอย่างสิ้นหวัง วันเวลาผ่านไปท่านศาสดาได้ส่งอบูบักรออกไปพร้อม กับกองทหารจำนวนหนึ่ง พร้อมด้วยธงรบไปยังป้อมนาอืม แต่เขาก็ไม่อาจ สามารถพิชิตมันลงได้ทั้งๆ ที่สู้รบกันอย่างหนัก จากนั้นท่านศาสดาจึงส่ง อุมัรออกไปในวันรุ่งขึ้น แต่เขาทำได้ไม่ดีไปกว่าอบูบักร ในวันที่สาม ศาสดา ได้เรียกอะลี อิบนิ อบีฏอลิบมาและได้วิงวอนขอพรให้กับเขา มีบัญชาให้ เขาบุกตะลุยเข้าไปในป้อมค่าย อะลีนำกองกำลังของเขาออกไปและสู้รบ อย่างกล้าหาญชาญชัยยิ่ง ในระหว่างการดวลกันอยู่นั้นเขาต้องสูญเสียโล่ของ เขาไป เขาจึงกระชากประตูบานหนึ่งออกมาเพื่อใช้เป็นโล่ป้องกันตัวเขา ประตูบานนี้อะลีได้ใช้มันเพื่อทำเป็นสะพานเล็กๆ สะพานหนึ่งเพื่อให้ทหาร มุสลิมสามารถเข้าไปในบ้านต่างๆ ที่อยู่ในป้อมค่ายนั้น (ฮะยาตุ มุฮัมมัด ไคโร ค.ศ. 1935)

ผลของการพิชิตคอยบัร

การพิชิตคอยบัรถือเป็นหลักเขตหนึ่งในประวัติศาสตร์อิสลาม เพราะ มันเป็นการเริ่มต้นของรัฐและอาณาจักรอิสลาม ชิบลี นุอ์มานี นักประวัติ ศาสตร์ชาวอินเดียได้กล่าวไว้ในหนังสือของเขาชื่อ “ซิรอตุนนบี” (ชีวประวัติ ท่านศาสดา) ดังมีความว่า

“คอยบัรถือเป็นศึกครั้งแรกที่ทำให้ผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมถูกถือเป็นพลเมือง ของรัฐอิสลาม นับเป็นครั้งแรกที่หลักการแห่งรัฐบาลในอิสลามถูกให้ความ หมายและนำมาประยุกต์ใช้ ดังนั้นคอยบัรจึงเป็นยุทธการที่ประสบความ สำเร็จเป็นครั้งแรกของอิสลาม

ณ คอยบัร รัฐอิสลามที่เพิ่งเริ่มต้นนี้ต้องมีพลเมืองและเขตแดนใหม่ ไม่ใช่เป็นการเริ่มต้นรัฐอิสลามเท่านั้น แต่เป็นการเริ่มขยายตัวอีกด้วยเช่น กัน ถ้าหากการพิชิตคอยบัรเป็นการเริ่มต้นของรัฐอิสลาม ฉะนั้น อะลี อิบนิ อบีฏอลิบผู้พิชิตของมันก็เป็นสถาปนิกคนสำคัญเช่นกัน

ก่อนการพิชิตคอยบัร บรรดามุสลิมอยู่ในสภาพสิ้นเนื้อประดาตัว หรือไม่ก็เกือบๆ จะสิ้นเนื้อประดาตัว คอยบัรได้ทำให้พวกเขาร่ำรวยในทันที อิมามบุคอรีได้อ้างอิงรายงานมาจาก อับดุลลอฮ์ อิบนิ อุมัร อิบนิ อัล ค็อต ตอบ ว่า เขาได้กล่าวว่า “เรานั้นหิวโหยอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งได้พิชิต คอยบัร” และบุคอรีอีกเช่นกันที่ได้อ้างอิงถึงคำพูดของอาอิชะฮ์ผู้เป็นภรรยา ของท่านศาสดาดังว่า “ฉันยังไม่เคยได้กินอินทผลัมจนเป็นที่อิ่มเอมใจของ ฉัน จนกระทั่งได้มีการพิชิตคอยบัร

ชาวมุฮาญิรีนในนครมะดีนะฮ์ ไม่มีหนทางในการหาเงินมาเลี้ยงชีพ เพื่อความอยู่รอดไปได้เท่านั้น จนกระทั่งได้มีการพิชิตคอยบัร เมื่อคอยบัร ถูกพิชิตแล้วจึงมีการเปลี่ยนแปลงอย่างปัจจุบันทันด่วนในชะตากรรมของ พวกเขา

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *