เอ็กซ์ซอน โมบิล เสือหรือเต่าของความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัท

เอ็กซ์ซอน โมบิล เสือหรือเต่าของความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัท
โดยพื้นฐานความยั่งยืนคือ ความสามารถที่จะตอบสนองความต้องการของคนรุ่นปัจจุบันด้วยทรัพยากรที่หามาได้โดยไม่ทำให้เกิดปัญหาอะไรก็ตามแก่คนรุ่นอนาคตที่จะตอบสนองความต้องการของพวกเขา
เราจะมีเสาสามเสาของความยั่งยืนของบริษัทคือ สิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ – เรามักจะรู้จักกันเป็นบุคคล โลก และกำไร สามบรรทัดสุดท้ายของความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัท เสาสามเสาเหล่านี้รวมกัน
จะช่วยให้บริษัทรับเอาความยั่งยืนไว้ภายในวิถีทางที่เป็นประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตและคุณค่าของผู้ถือหุ้นอย่่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ถ้าเสาอะไรก็ตามอ่อนแอแล้ว ระบบโดยส่วนรวมจะไม่ยั่งยืน ความยั่งยืนจะเป็นเป้าหมายของธุรกิจที่กล่าวถึงบ่อยครั้ง แต่กระนั้นการวัดระดับที่บริษัทยั่งยืน หรือดำเนินตามการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนจะยุ่งยาก จอห์น เอลคิงตัน ได้พยายามที่จะวัดความยั่งยืนระหว่างกลาง ค.ศ 1990 โดยการใช้กรอบข่ายใหม่ที่จะวัดการดำเนินงานของบริษัทอเมริกัน กรอบข่ายทางการบัญชีนี้เรียกว่า สามบรรทัดสุดท้าย – ทีบีแอล เลยพ้นไปจากการวัดกำไรสมัยเดิม จอห์น เอลคิงตัน
ได้แนะนำแนวคิดของความยั่งยืนเป็นสามบรรทัดสุดท้าย สามบรรทัดสุดท้ายได้ถูกอธิบายอย่างสมบูรณ์ครั้งแรกโดยจอห์น เอลคิวตัน ภายในหนังสือ ค.ศ 1999 ของเขา Cannibals With Forks : The Tripple Line of 21st Century Business มันจะเป็นบรรทัดสุดท่ายที่วัดกำไรอยู่ต่อไป แต่จะวัดผลกระทบขององค์การต่อบุคคลและโลกด้วย
เสาสามเสาของความยั่่งยืนของบริษัทโดยทั่วไปจะแสดงโดยวงกลมสามวงตัดกันด้วยความยั่งยืนโดยส่วนรวมอยู่ตรงกลาง
1 สิ่งแวดล้อม
ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมหมายความว่าเรากำลังมีชีวิตอยู่ภายในความมั่งคั่งของทรัพยากรธรรมชาติของเรา เพื่อที่จะอาศัยอยู่ภายในความยั่งยืนทางสภาพแวดล้อมอย่างแท้จริง เราจะต้องมั่นใจเรากำลังบริโภคทรัพยากรธรรมชาติ เช่น พลังงาน ที่ดิน น้ำ หรือวัตถุ ณ อัตราที่ยั่งยืน
ทรัพยากรบางอย่างจะล้นเหลือกว่าทรัพยากรอื่น ดังนั้นเราจะต้องพิจารณาความขาดแคลนของทรัพยากร การทำร้ายสิ่งแวดล้อมจากการใช้ทรัพยากรเหล่านี้
เสาทางสิ่งแวดล้อมมักจะได้รับความสนใจมากที่สุด บริษัทกำลังมุ่งต่อการลดรอยเท้าคาร์บอนของพวกเขา การลดการใช้น้ำ พลังงาน และของเสียบรรจุภัณฑ์ และผลกระทบโดยส่วนรวมของพวกเขาต่อสิ่งแวดล้อม เราจะพูดกันอยู่เสมอว่าเราจะมีโลก
ใบเดียวเท่านั้นที่จะอาศัยอยู่ ทรัพยากรธรรมชาติจะถูกมองข้ามคุณค่าครั้งแล้วครั้งเล่า และสังคมจะลืมไปว่าทรัพยากรจะจำกัด ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมจะมุ่งกับการลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมด้วยการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นและการป้องกันมลพิษ
2 เศรษฐกิจ
ความยั่งยืนทางเศรษฐกิจจะกำหนดว่าธุรกิจจะต้องใช้ทรัพยากรของพวกเขาอย่างมีประสิทธิภาพและรับผิดชอบ ดังนั้นพวกเขาสามารถดำเนินงานภายในวิถีทางที่ยั่งยืนที่จะทำกำไรอย่างสม่ำเสมอ ถ้าธุรกิจไม่ทำกำไร พวกเขาไม่สามรถทำให้กิจกรรมของพวกเขายั่งยืนได้ ถ้าไม่มีการกระทำอย่างรับผิดชอบและใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทไม่สามารถทำให้กิจกรรมของพวกเขายั่งยืนในระยะยาวได้ เสาทางเศรษฐกิจจะอยู่บนรากฐานของบริษัท เพื่อความยั่งยืนธุรกิจจะต้องทากำไร เสาหลักทางเศรษฐกิจจะรับประกันความสำเร็จทางเศรษฐกิจแก่บริษัทและผู้มีส่วนได้เสีย
3 สังคม
ความยั่งยืนทางสังคมจะเป็นความสามารถของสังคมที่จะบรรลุความเป็นอยู่ทางสังคมที่ดี การบรรลุความยั่งยืนทางสังคมจะมั่นใจได้ว่าความเป็นอยู่ทางสังคมของประเทศ องค์การ หรือชุมชน สามารถถูกรักษาไว้ได้ในระยะยาว
เสาทางสังคมจะต้องสนับสนุนและยอมรับผู้มีส่วนได้เสียของพวกเขา การปฏิบัติต่อบุคคลของพวกเขาอย่างยุติธรรม และการเคารพต่อกระบวนการลูกโซ่อุปทานจะเพิ่มประสิทธิภาพและความคิดสร้างสรรค์ และการรักษาและความผูกพันอย่างเข้มแข็ง ความยั่งยืนทางสังคมในระยะยาวจะทำให้เกิดกำลังงานด้วยทักษะมากขึ้นและแรงจูงใจสูงขึ้น และการเป็นเพื่อนบ้านและสมาชิกของชุมชนที่ดีทั้งระดับทัองที่และโลก

แนวคิดรากฐานของความรับผิดชอบทางสังคมของยริษัทคือ การบริหารผู้มีส่วนได้เสีย ผู้มีส่วนได้เสียจะเป็นบุคคล กลุ่ม หรือองค์การที่มีผลประโยชน์ภายในบริษัท และสามารถกระทบหรือถูกกระทบโดยธุรกิจ ผู้มีส่วนได้เสียพื้นฐานภายในบริษัทโดยทั่วไปคือ ผู้ถือหุ้น พนักงาน ลูกค้า และซับพลายเออร์ แต่กระนั้นแนวคิดสมัยใหม่ได้เลยพ้นไปจากแนวคิดเริ่มแรกที่ได้รวมผู้มีส่วนได้เสียเพิ่มเข้ามาเหมือนเช่น ชุมชน รัฐบาล หรือสมาคมการค้า ผู้มีส่วนได้เสียอาจจะเป็นภายในหรือภายนอก ผู้มีส่วนได้เสียภายในจะเป็นบุคคลที่ผลประโยชน์ของพวกเขาจะมาจากความสัมพันธ์โดยตรง เช่น การจ้างงาน และการเป็นเจ้าของหรือการลงทุน ผู้มีส่วนได้เสียภายนอกจะเป็นบุคคลที่ไม่ได้ทำงานโดยตรงกับบริษัท แต่จะถูกกระทบภายในวิถีทางบางอย่างด้วยการกระทำและผลลัพธ์ของธุรกิจ ซัพพลายเออร์ เจ้าหนี้ ลูกค้า และชุมชน จะถูกพ้จารณาเป็นผู้มีส่วนได้ภายนอก
โฮล ฟูดส์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต ได้พลิกกลับแนวคิดการบริหารเหล่านี้ทุกอย่าง และสร้างมันเป็นโมเดลการบริหารใหม่ ไม่เป็นความฝันของยูโทเปียต่อไปอีกแล้ว ธุรกิจที่แข่งขันสามารถอยู่ภายในความสมดุลที่ถูกต้องกับผู้มีส่วนได้เสีย
ผู้ถือหุ้นและกำไรจะสำคัญอย่างแน่นอน แต่ไม่สำคัญกว่าลูกค้าและบุคคลของบริษัท ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของโฮล ฟูดส์ จอห์น แมคคีย์ ได้ก้าวต่อไปด้วยความผูกพันและวิสัยทัศน์ของธุรกิจที่มีจิตสำนึกและทุนนิยมที่มีจิตสำนึก
โฮล ฟูดส์ ได้บันดาลใจวิทยานิพนธ์และการปฏิบัติของการบริหารแบบความร่วมมือร่วมใจภายในการต้อนรับขับสู้ ปัจจุบันนี้ธุรกิจส่วนใหญ่จะมุ่งที่ผู้ถือหุ้นและกำไร สิ่งเหล่านี้จะเป็นบัญญัติของมิลตัน ฟรีดแมนและฉันทมิติแห่งวอชิงตัน ความห่วงใยที่สำคัญของธุรกิจจะต้องเป็นผู้ถือหุ้นและการทำกำไรสูงสุด ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ได้กล่าวว่าผู้มีส่วนได้เสียไม่ควรจะวางภายในความสมดุลเดียวกัน นี่คือเหตุผลที่ทำไมผู้บริหารได้ฝังรากความเชื่อและความอคติทางวิชาชีพต่อต้านเหมือนเช่นการทำงานอย่างสร้างสรรค์ นวัตกรรมต่อเนื่องจะเกิดขึ้น ถ้าบริษัทได้ถูกบริหารด้วยความเป็นผู้นำที่เหมาะสม การให้อำนาจแก่บุคคล และการปลดปล่อยศักยภาพของบุคคล นี่จะเป็นเส้นทางที่ดีของการสร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขันภายในตลาดการแข่งขันที่สูงมาก
นับตั้งแต่ต้น ค.ศ 1990 โลกธุรกิจได้พูดถึึงเกี่ยวกับความคิดสร้้างสรรค์และแนวคิดของการควบคุุมแบบสมดุล แนวคิดนี้ได้พยายามจะก้าวความมุ่งหมายของธุรกิจจากการทำกำไร และสนใจและยกย่องผู้ถือหุ้นเท่านั้น ในขณะที่กลุ่มอื่นภายในธุรกรรมจะถูกปล่อยทิ้งภายในสถานภาพรองลงมา เมื่อแนวคิดการควบคุมแบบสมดุลได้ก้าวหน้าขึ้น มันได้สนับสนุนการอภิปรายที่ผู้ถือหุ้น ลูกค้า พนักงาน ซัพพลายเออร์ และชุมชน จะะต้องสำคัญทุกคนภายในกระบวนการธุรกิจ
บุคคลแรกที่ได้ระบุทฤษฎีผูุ้มีส่วนได้เสียคือ แลน มิทรอฟฟ์ นักทฤษฎีองค์การภายในหนังสือของเขา Stakeholders of the Organizational Mind 1983 ภายหลังจากนั้นไม่นานบทความเกี่ยวกับทฤษฎีผูุ้มีส่วนได้เสียได้ถูกเผยแพร่ภายในวารสารแคลิฟอร์เนีย แมเนจเม้นท์ รีวิว 1983 โดย เอ็ดวาร์ด ฟรีแมน นักวิชาการ คณะบริหารธุรกิจดาร์เด็น มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย เขาจะเป็นนักคิดที่มีชื่อเสียงภายในทฤษฎีผู้มีส่วนได้เสียนานเป็นทศวรรษ
เอ็ดวาร์ด ฟรีแมน ไม่ได้อ้างอิงแลน มิทรอฟฟ์ เป็นแหล่งที่มา เขาได้พิมพ์หนังสือของเขาเอง Strategic Management : Stakeholder Approach ภายหลังบทความไม่นาน ภายในหนังสือของเขา เอ็ดวาร์ด ฟรีแมน ได้ระบุและสร้างโมเดลของกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียภายในบริษัท การอธิบายและการเสนอแนะวิถีทางที่จะบริหารผผลประโยชน์ของพวกเขา และพิจารณาว่าใครสำคัญอย่างแท้จริงจากมุมมองของบริษัท การเพิ่มคุณค่าแก่ผู้มีส่วนได้เสียจะปรับปรุงธุรกิจภายในทุกด้าน
เอ็ดวาร์ด ฟรีแมน ได้กล่าวว่า เราบริหารธุรกิจด้วยการสร้างผลิตภัณฑที่ยิ่งใหญ่ และบริการแก่ลูกค้า เรามีพนักงานที่แสดงตัวและต้องการอยู่ที่นี่ เรามีซัพพลายเออร์ต้องการทำให้เราดีขึ้น และเราเป็นประชาชนที่ดีภายในชุุมชน
โดยสรุป เอ็ดวาร์ด ฟรีแมน ได้พยายามจะกล่าวถึงหลักการของใครและอะไรสำคัญอย่างแท้จริง ภายในมุมมองสมัยเดิมของบริษัท เจ้าของหรือผู้ถือหุ้นของบริษัทเท่านั้นจะสำคัญ และบริษัทจะมีหลักความไว้วางใจอย่างผูกพันที่จะให้ความต้องการของพวกเขามาก่อน การเพิ่มคุณค่าแก่พวกเขา แต่ทฤษฎีผู้มีส่วนได้เสียยืนยันว่า เราจะมีกลุ่่มออื่นที่เกี่ยงข้องด้วยที่มีทั้งลูกค้า พนักงาน ซัพพลายเออร์ รัฐบาล หรือชุมชน แม้แต่คู่แข่งขันบางครั้งจะมองว่าเป็นผูุ้มีส่วนได้เสีย – สถานภาพจะได้มาจากกความสามารถของพวกเขาที่จะกระทบต่อบริษัท เขาได้ยืนยันว่าการบริหารธุรกิจสมัยใหม่จะต้องตอบสนองไม่เพียงแต่ผู้ถือหุ้นเท่านั้น แต่ต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียทุกคน เพื่อที่จะบรรลุการเจริญเติบโตระยะยาวและความเจริญรุ่งเรือง
เอ็ดวาร์ด ฟรีแมน ได้กล่าวว่า ศตวรรษที่ 21 สิ่งหนึ่งคือการบริหารเพื่อผู้มีส่วนได้เสีย งานของผู้บริหารคือการสร้างให้มากเท่าที่จะเป็นไปได้แก่ผู้มีส่วนได้เสียโดยไม่ใช้วิธีการเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง บริษัทที่ยิ่งใหญ่จะคงทน เพราะว่าพวกเขาจะบริหารผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้เสียอยู่บนแนวภายในทิศทางเดียวกัน
ทฤษฎีผู้มีส่วนได้เสียจะเป็นมุมมองของทุนนิยมที่มุ่งความสัมพันธ์ที่เกี่ยวเนื่องกันระหว่างธุรกิจและลูกค้า ซัพพลายเออร์ พนักงาน นักลงทุน ชุมชน และบุคคลอื่นที่มีส่วนได้เสียภายในองค์การ ทฤษฎียืนยันว่าบริษัทควรจะสร้างคุณค่าแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกคน ไม่ใช่เพียงแต่ผู้ถือหุ้น ทฤษฎีได้กลายเป็นข้อพิจารณาที่สำคัญภายในการศึกษาจริยธรรมทางธุรกิจ และได้ถูกใช้เป็นแพลทฟอร์มเพื่อการศึกษาต่อไปภายในการวิจัยและสิ่งตีพิมพ์ของนักวิชาการหลายคน

ภัยพิบัติทางทะเลของเอกซ์ซอน วัลเดช เมื่อ 24 มีนาคม 1989 ได้สร้างจุดต้นกำเนิด – ความเจ็บปวดครั้งแรกของความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัท
การรั่วของน้ำมันจาก 30 ปีที่แล้วสามารถถูกอ้างได้อย่างมากที่จะกระตุ้นขบวนการความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัทสมัยใหม่ เอ็กซ์ซอนโมบิล ได้ล้มเหลวที่จะมุงความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัทและวัตถุประสงค์เมื่อความหายนะน้ำมันรั่วของเอ็กซ์ซอน วัลเดซ ได้เกิดขึ้น – การรับรองการป้องกันและความปลอดภัยของบุคคลและสิ่งแวดล้อม
อุบัติเหตุเอ็กซ์ซอน วัลเดซ จะเป็นจุดต่ำสุดภายในประวัติที่ยาวนานของเอกซ์ซอน โมบิล บริษัทได้ใช้เงินมากกว่า 4.3 พันล้านเหรียญกับผลลัพธ์ของอุบัติเหตุ การจ่ายค่าชดเชย การจ่ายค่าทำความสะอาดและค่าปรับ บริษัทต้องจ่ายค่าชดเชยแก่ชาวอลาสก้ามากกว่า 100,00 คนและธุรกิจ
ภายหลังจากน้ำมันรั่ว เอกซ์ซอน วัลเดช ได้กลับมาบริการภายใต้ชื่ออื่น บรรทุกน้ำมันนานกว่าสองทศวรรษ
เมื่อ ค.ศ 1999 เรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งของบริษัทชื่อ เอกซ์ซอน วัลเดซ ที่เป็นเจ้าของโดยเอกซ์ซอน ชิปปิ้ง คอมพานี
บรรทุกน้ำมัน 54 ล้านแกลลอน ได้ชนแนวโขตหินปะการัง และเกยตื้นอยู่ที่ช่องแคบพรินซ์ วิลเลียม ซาวด์ อลาสก้า น้ำมันเกือบ 1.2 ล้านแกลลอนรั่วลงสู่ทะเล และสร้างมลภาวะทางอากาศอย่างรุนแรง สัตว์น้ำเสียชีวิตจำนวนมาก เช่น ปลา นก แมวน้ำ และปะการัง พื้นที่ชายฝั่งทะเลและหาดทรายที่สวยงามประมาณ 10,000 ตารางกิโลเมตรเต็มไปด้วยคราบน้ำมัน ภัยพิบัติสิ่งแวดล้อมทางทะเลร้านแรงที่สุดของประวัติศาสตร์ ปรากฏว่ารอเร็นซ รอล์ ประธานคณะกรรมการของเอ็กซ์ซอน ไม่ได้ปรากฏตัวและแสดงความรับผิดชอบทางสังคมนานเป็นสัปดาห์ ในที่สุดเมื่อเขาต้องปรากฏตัวต่อประชาชน แต่เขาได้แสดงความไม่รู้รายละเอียดใดเลยต่ออุบัติเหตุครั้งนี้ ประชาชนได้แสดงปฏิกริยาไม่พอใจอย่างมากต่อบริษัท แม้ว่าบริษัทได้ยืนยันว่าความเสียหายทางสภาพแวดล้อมจะน้อย แต่การรายงานข่าวทางโทรทัศน์จะตรงกันข้าม การแสดงให้เห็นหาดทรายและก้อนหินที่มีคราบน้ำมันจำนวนมาก เป็ดน้ำสีชิวิตประมาณ 1,000 ตัว และนกทะเลเสียชีวิตประมาณ 100,000 ตัวจากคราบน้ำมัน ความล่าช้า ความผิดพลาด และความขัดแย้ง ได้แสดงความหยิ่งยะโส ความไม่สนใจ และความไม่ตระหนักของบริษัทต่อภัยพิบัติทางทะเล ดังนั้นลูกค้าได้ต่อต้านอย่างรุนแรงด้วยการไม่ใช้น้ำมันและคืนเครดิต การ์ดของเอ็กซ์ซอน
ภายหลังจากการจัดการวิกฤติได้สิ้นสุดลง เอ็กซ์ซอน ได้ถูกกล่าวหาจากความล่าช้าเกินไปที่จะแก้ไขอุบัติเหตุ กัปตันเรือบรรทุกน้ำมันได้รายงานอุบัติเหตุไปแล้ว 15 ชั่วโมง ทีมกู้ภัยของบริษัทได้เดินทางมาถึง คราบน้ำมันได้แพร่กระจายครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น การทำความสะอาดคราบน้ำมันไม่ดีพอ และการสอบสวนได้พบว่า โจเซฟ ฮาเซิลวูด กัปตันเรือ มีประวัติเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง เขาได้ดื่มเหล้าและให้ผู้ช่วยที่ขาดประสบการณ์ควบคุมเรือบรรทุกน้ำมันแทนจนเกิดอุบัติเหตฺ เอกซ์ซอน ได้ยืนยันการโฆษณาภายในหนังสือพิมพเต็มหน้ากรดาษภายหลังจากอุบัติเหตุสิบวัน บริษัทได้ทำความสะอาดคราบน้ำมันอย่างรวดเร็วและเต็มความสามารถ ยิ่งกว่านั้นบริษัทได้แสดงความรับผิดชอบทางสังคม ด้วยการชดใช้ค่าเสียหายรวมทั้วสิ้น 4.3 พันล้านเหรียญรวมทั้งค่าทำความสะอาด ค่าปรับ และค่าชดเชยผู้เสียหาย เช่น ชาวประมงไม่สามารถทำประมงการค้าได้นานสี่ปี ไม่ว่าเอกซ์ซอน โมบิล จะเป็นเสือที่กระตือร้น หรือเต่าที่อยูเฉย ต่อความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัทภายในการจัดการวิกฤติครั้งนี้

ความหายนะแห่งโบห์พาลยังคงเป็นประเด็นความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัทที่ไม่ได้ถูกจัดการยิ่งใหญ่ที่สุดบนโลกนี้และการมาถึงวันครบรอบแต่ละครั้ง ความหายนะของโรงงานยูเนียน คาร์ไบน์ภายในโบห์พาลยังคง
หลอกหลอนนักสิทธิมนุษยชนอยู่และผู้บริหารไปทั่วโลก ความหายนะทางสิ่งแวดล้อมและมนุษย์เลวร้ายที่สุดของโลก ความน่าอับอายที่รู้้จักกันว่าโศกนาฏกรรมก๊าสแห่งโบห์พาล การปล่อยแก๊สพิษ 40 ตันจากโรงงาน
ลอยสู่อากาศ และได้ไหม้เกรียมลำคอ ดวงตา และทำลายชีวิตของบุคคลหลายพันคนนอกกำแพง มันยังคงเป็นความหายนะทางอุตสาหกรรมอันตรายที่สุดของโลก ดาว เคมิคอล ได้ซื้อยูเนียน คาร์ไบน์ เมื่อ ค.ศ 2001 และได้อ้างทางกฏหมายว่าพวกเขา “ไม่ต้องรับผิดชอบต่อโบห์พาล”
อุบัติภัยทางสิ่งแวดล้อมและอุตสาหกรรมร้ายแรงที่สุดของโลก จนกลายเป็นบทเรียนของความรับผิดชอบทางสังคมและจริยธรรมของบริษัทภายในหลายมหาวิทยาลัยคือ การรั่วของแก๊สของโรงงานยูเนี่ยน คาร์ไบด์ ณ เมืองโบห์พาล อินเดีย เมื่อตอนกลางคืนวันที่ 3 ธันวาคม ค.ศ 1984 โรงงานแก๊สของบริษัท
ยูเนี่ยน คาร์ไบน์ อยู่ใกล้เมืองโบห์พาล อินเดีย ได้เกิดระเบิดและแก๊สรั่วออกมาประมาณ 40 ตัน บุคคลประมาณมากกว่า 20,000 คนได้เสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บมากกว่า 500,000 คน เป็นอุบัติเหตุทางอุตสาหกรรมร้ายแรงที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้น และเรียกกันว่า Bohpal Gas Tragedy : โศกนาฏกรรมแก๊สแห่งโบห์พาลยูเนี่ยน คาร์ไบน์ ตอนเริ่มแรก ไม่ยอมรับภาระของการจ่ายเงินชดเชยและค่ารักษาพยาบาลแก่ชาวเมืองที่บาดเจ็บ เนื่องจากบริษัทมีหุ้นอยู่ 51% เท่านั้น ที่จริงแล้วยูเนี่ยน คาร์ไบน์ ไม่ควรจะสร้างโรงงานที่อันตราย ถ้าพวกเขามีผู้บริหารอินเดียที่ฝึกอบรมแล้วไม่กี่คน และคนงานที่ไม่รู้หนังสิอทำงานอยู่
แก๊สที่รั่วจะเป็นเมทธีล ไอโซไซยาเนต สารเคมีที่ใช้ผลิตยาฆ่าแมลง ก่อนหน้านี้ถังบรรจุแก๊สได้เกิดเดือดพล่านจากความชื้น ผู้จัดการกะ
กลางคืนไ่ด้ละเลยสัญญานเตือน แม้แต่ระบบการทำความเย็นไม่ได้ถูกใช้งานนานกว่าหนึ่งปีแล้ว ในที่สุดวาล์วฉุกเฉินบนถังบรรจุแก๊สได้เกิดระเบิด แก๊สได้ลอยตัวขึ้นสู่อากาศเหมือน
กับก้อนเมฆใหญ่ไปยังหมู่บ้านใกล้เคียง ชาวบ้านหายใจไม่ออกและเสียชีวิติทันทีเมื่อแก๊สเต็มปอด ชาวบ้านหลายพันคนที่รอดชีวิตต้องตาบอด และถูกเผาไหม้อย่างรุนแรงจากสารเคมี ยูเนี่ยน คาร์ไบ ได้จ่ายเงินขดเชยไป 470 ล้านเหรียญ
ยูเนี่ยน คาร์ไบด์ อินเดีย คือบริษัทลูกของยูเนี่ยน คาร์ไบด์ อเมริกา ผู้บริหารอินเดียบริหารงานประจำวันทุกอย่างและเป็นอิสระ ผู้บริหารอเมริกันจากสำนักงานใหญ่มีบทบาทเป็นที่ปรึกษาเท่านั้น สาเหตุที่สำคัญอย่างหนึ่งของอุบัติเหตุแก๊สรั่วคือ โรงงานโบห์พาลกำลังขาดทุน ดังนั้นผู้บริหารท้องที่ได้ดำเนินการลดต้นทุน เช่น การปลดคนงาน และการลดต้นทุนบำรุงรักษา คนงานหลายคนไม่พอใจ และคนงานที่มีประสบการณ์ได้ลาออก คนงานส่วนใหญ่ไม่รู้หนังสือ และไม่ได้สนใจอันตรายจากสารเคมี พวกเขาต้องการมีงานทำเท่านั้น เนื่องจากความยากจนของภูมิภาคนี้ ที่จริงแล้วบริษัทจะเป็นปาฏิหารทางเศรษฐกิจอย่างหนึ่งของหลายครอบครัวภายในภูมิภาคที่ห่างไกลนี้ การสร้างงาน และการบริการทางแพทย์
รัฐบาลอินเดียมองว่าประเทศได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างมากจากโรงงานยูเนี่ยน คาร์ไบด์ ยาฆ่าแมลงที่ผลิตจากโรงงานได้ช่วยชาวอินเดียลดการสูญเสียเมล็ดข้าวได้ 10% การประหยัดเมล็ดข้าวได้ 15 ล้านตันต่อปี และเพียงพอที่จะเลี้ยงดูชาวอินเดีย 70 ล้านคนต่อปีได้
ที่จริงแล้วยูเนี่ยน คาร์ไบด์ อเมริกา บริษัทแม่ ได้กำหนดมาตรฐานการควบคุมความปลอดภัยที่เข้มงวดกว่าที่อินเดียได้กำหนดไว้ อินเดียไม่มีกฏหมายความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมเลย แต่การควบคุมการรักษาความปลอดภัยได้ถูกละเลย จนในที่สุดนำไปสู่ความหายนะที่เศร้าสลดอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ และได้กลายเป็นเรื่องราวโศกนาฎกรรมแก๊สแห่งโบห์พาลที่ยังไม่จบตราบเท่าทุกวันนี้แม้ว่าภายหลัง 16 ปีของความหายนะทางอุตสาหกรรมที่โบห์พาล ดาว เคมีคอล ผู้ผลิตสารเคมียักษ์ใหญ่ของอเมริกาได้ซื้อยูเนี่ยน คาร์ไบน์ มูลค่า 11.6 พันล้านเหรียญไปแล้วก็ตาม ดาว เคมีคอล ได้ถูกเรียกร้องความรับผิดชอบทางสังคม ต่อความหายนะทางอุตสาหรรมนี้จากอินเดีย แต่ดาว เคมีคอล ได้ยืนยันว่าการรั่วของแก็ส ไม่ได้เป็นความรับผิดชอบของบริษัท แต่บริษัทยอมรับว่าได้สร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของบริษัทมาก และดาว เคมีคอล กำลังเผชิญกับการต่อต้านจากตลาดเคมีของอินเดียที่เจริญเติบโตสูงถึง 17% ต่อปี การสร้างผลกระทบทางการค้าอย่างรุนแรงต่อธุรกิจของบริษัท
Cr : รศ สมยศ นาวีการ

