ประเภทรหัสยะนัยเชิงทฤษฎีและรหัสยะนัยเชิงปฎิบัติ
ประเภทรหัสยะนัยเชิงทฤษฎีและรหัสยะนัยเชิงปฎิบัติ
แปล/เรียบเรียง ดร.ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน
ศูนย์อิสลามศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม
ศาสตร์ว่าด้วยอิรฟานนั้น ถือเป็นวิชาการสาขาหนึ่งซึ่งได้เกิดขึ้นและเจริญเติบโตในอุ้งตักของวัฒนธรรมอิสลาม และศาสตร์นี้สามารถจะศึกษาได้จากสองมุมด้วยกัน มุมหนึ่งคือ ศึกษาในเชิงสังคมวิทยา อีกมุมหนึ่งศึกษาในเชิงวัฒนธรรม มีความแตกต่างที่สำคัญอยู่อย่างหนึ่งระหว่างอิรฟานกับบรรดานักปราชญ์ของอิสลามในวิชาการด้านอื่นๆ อย่างเช่น นักฮะดีษ นักอรรถธิบายอัลกุรอาน นักกฏหมายอิสลาม นักเทววิทยา นักปรัชญา นักปราชญ์ด้านอักษรศาสตร์และบรรดากวี แม้ว่าบรรดาอิรฟานอยู่ในชั้นของนักปราชญ์ด้วยเช่นเดียวกันได้ประดิษฐ์วิชาการที่ว่าด้วยจิตวิญญาณและได้ผลิตบรรดานักปราชญ์ใหญ่ๆผู้ซึ่งได้เขียนตำรับตำราที่สำคัญเกี่ยวกับเรื่องจิตวิญญาณไว้มากมายแต่ก็ไม่เหมือนนักปราชญ์อื่นๆ เพราะว่าบรรดาอิรฟานนั้นได้รวมตัวเข้ากันเป็นกลุ่มทางสังคมแยกออกไปต่างหากภายในโลกอิสลาม ส่วนกลุ่มนักปราชญ์ด้านอื่นๆ อย่างเช่นนักกฎหมาย(ฟุกอฮา)ฯลฯ เป็นกลุ่มทางด้านวิชาการเท่านั้นโดยมิได้พิจารณาแยกออกเป็นส่วนหนึ่งต่างหาก

Credit Photo by :beritamuslimmag.com
บรรดาอาริฟและบรรดานักนิติศาสตร์ยอมรับว่า กฎหมายอิสลาม หมายถึงระเบียบกฎเกณฑ์ของกฎหมายอิสลามนั้นวางอยู่บนสัจธรรมและเหตุผลที่ดีสามารถที่จะอ้างอย่างเป็นประโยชน์ที่แน่นอนโดยทั่วไปแล้วบรรดานักนิติศาสตร์ตีความหมายเหตุผลที่ดีต่างๆในฐานะที่สิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่จะนำพาไปสู่ความผาสุขที่แท้จริง นั่นก็คือก่อให้เกิดความมั่นใจในด้านความเป็นอยู่ที่ดีทางด้านวัตถุและจิตวิญญาณอย่างสูงของมนุษย์ แต่บรรดาอาริฟเชื่อว่า ทางทั้งหมดไปสิ้นสุดยังพระผู้เป็นเจ้า และสัจธรรมทั้งมวลอีกทั้งเหตุผลที่ดีเหล่านั้นที่จัดอยู่ในประเภทเงื่อนไขต่าง สิ่งอำนวยความสะดวก สื่อกลางและกฎเกณฑ์ที่จำเป็นทั้งหลายเป็นการปูทางที่จะนำพามนุษย์เพื่อการเข้าถึงพระองค์อัลลอฮ์
บรรดานักนิติศาสตร์กล่าวเพียงระดับหนึ่งว่า ภายใต้ระเบียบกฎเกณฑ์ทั้งหมดของกฎหมายอิสลามนั้นมีความก้าวหน้าที่เป็นประโยชน์อย่างชัดแจ้งแน่นอนซึ่งสามารถที่จะนำขึ้นมาพิจารณาหาเหตุผลได้ในบัญญัติต่างๆเหล่านั้นหรือมีจิตวิญญาณแฝงฝังอยู่ในบัญญัติเหล่านั้น แล้วความได้เปรียบอันเป็นประโยชน์ของบัญญัติต่างๆเหล่านี้สามารถจะได้รับก็ต่อเมื่อปฏิบัติให้เป็นไปตามระเบียบกฎเกณฑ์แห่งพระบัญญัติเหล่านั้น ในด้านตรงข้ามบรรดาอาริฟกล่าวว่า เหตุผลต่างๆที่ดีและสัจธรรมเหล่านี้ที่แฝงฝังอยู่ในระเบียบกฎเกณฑ์ทั้งหมดเป็นประเภทหนึ่งของขั้นตอนต่างๆซึ่งนำพามนุษย์ให้บรรลุสู่ฐานภาพแห่งความใกล้ชิดยังอัลลอฮและนำมนุย์ให้เข้าไปถึงสัจธรรมนั้น
บรรดานักอาริฟ(ผู้ประจักษ์แจ้งแห่งจิต)เชื่อว่า ด้านในของกฎหมายอิสลามนั้นคือ วิถีทางทางด้านจิตวิญญาณซึ่งเรียกว่า”เฏาะรีกัต” และที่สุดของวิถีทางนี้คือค้นพบ ความจริงสูงสุด “ฮะกีกัต” นั่นคือเอกภาพแห่งอัลลอฮในความหมายพิเศษซึ่งเราได้กล่าวมาแล้วแต่เบื้องต้น ตามความคิดเห็นของบรรดาอาริฟเหล่านั้นซึ่งหลังจากการสลายตัวตนของอาริฟเขาจะสูญเสียตัวตนและความเป็นตัวกูของกู ทั้งนี้ทั้งนั้นอารริฟ เชื่อในสามสิ่งนั้นคือ ชะรีอัต,เฏาะรีกัตและฮะกีกัต พวกเขาเชื่อว่าชะรีอัตนั้นเป็นวิถีทางและเปลือกนอกสำหรับเฏาะรีกัต และเฏาะรีกัตคือเปลือกนอกหรือวิถีทางแห่งการเข้าถึงฮะกีกัต ฉะนั้นชะรีอัตจึงเป็นเสมือนเปลือกเมื่อเปรียบเทียบกับเฏาะรีกัตและเฏาะรีกัตเป็นดุจเนื้อในในทำนองเดียวกันเฏาะรีกัตก็เป็นเสมือนเปลือกเมื่อเปรียบเทียบกับฮะกีกัตและฮะกีกัตนั้นก็เป็นเสมือนเนื้อในอีกเช่นกัน
จากทัศนะของบรรดานักนิติศาสตร์(ฟุกอฮา)เหมือนอย่างที่ได้ชี้แจงไปแล้วในภาคแรกที่ว่าด้วยเทววิทยาอิสลาม พวกเขาเชื่อว่า หลักคำสอนต่างๆของอิสลามถูกแบ่งได้เป็นสามส่วน
ส่วนที่หนึ่ง คือประกอบด้วยหลักศรัทธาพื้นฐานต่างๆ(อะกออิด) ประเด็นปัญหาต่างๆที่เกี่ยวข้องกับหลักศรัทธาพื้นฐานเป็นเรื่องจำเป็นที่มนุษย์จะต้องมีความมั่นคงในหลักศรัทธาพื้นฐานเหล่านั้นโดยวิถีทางที่อยู่บนหลักการของสติปัญญา ความศรัทธาและความเชื่อมั่น
ส่วนที่สองคือ จริยศาสตร์(อัคลาค) หลักคำสอนของอิสลามที่เกี่ยวกับด้านศีลธรรม ส่วนนี้เกี่ยวข้องกับศีลธรรมที่ดีงามและการประพฤติด้านศีลธรรมที่ไม่ดีงาม จะต้องนำมาพิจารณาอภิปรายกันในด้านจริยศาสตร์
ส่วนที่สาม คือหลักคำสอนของอิสลามคือ นิติศาสตร์(อะฮ์กาม) ซึ่งเกี่ยวข้องกับระเบียบกฎเกณฑ์ทางด้านกฎหมายภายนอกของมนุษย์คือ หลักนิติศาสตร์อิสลามซึ่งได้ถูกอ้างไว้ในเรื่องพระบัญญัติหลักนิติศาสตร์อิสลาม
ทั้งสามส่วนเหล่านี้ของหลักคำสอนอิสลามต่างอิสระต่อกันและกัน หลักศรัทธาพื้นฐานต่างๆนั้นสัมพันธ์กับหลักเหตุผลและความคิด ส่วนจริศาสตร์นั้นสัมพันธ์กับจิตใจอุปนิสัยและการเรียนรู้ต่างๆ ส่วนนิติศาสตร์นั้นสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับส่วนประกอบและองคาพยพต่างๆภายนอก(มาตราต่างๆของพระบัญญัติ) ทว่า บรรดาอาริฟเชื่อเกี่ยวกับส่วนของหลักศรัทธาพื้นฐานว่า เพียงแค่การใช้สติปัญญาอย่างเดียวเป็นสิ่งไม่เพียงพอ บรรดาอาริฟอ้างว่า สิ่งอะไรก็ตามที่เราจำเป็นต้องศรัทธามั่นและเชื่อมั่นนั้น จะต้องเข้าถึงและบรรลุ และจะต้องทำบางอย่างในอันที่จะขจัดม่านกั้นทีมีอยู่ระหว่างตัวเขากับสัจธรรมต่างๆเหล่านี้ออกไป และส่วนของจริยศาสตร์นั้น –เหมือนอย่างเช่นที่เราได้ชี้แจงไปแล้ว- บรรดาอาริฟไม่เชื่อเกี่ยวกับทั้งการเป็นแค่เพียงภาวะกฎเกณฑ์ที่ตายตัวและขอบเขตอันจำกัดของจริยศาสตร์และถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่เพียงพอ แทนที่จะผูกพันอยู่ด้วยกับจริยศาสตร์เชิงวิชาการและการหาความหมายเชิงปรัชญา พวกเขาแนะนำให้ดำเนินการจาริกทางจิตวิญญาณแบบอิรฟานซึ่งมีลักษณะพิเศษต่างๆในตัวของมันเอง และส่วนของนิติศาสตร์คือ ระเบียบกฎเกณฑ์ทางด้านพระบัญญัติอันเป็นกฎหมายอิสลามนั้นบรรดาอาริฟก็มิได้ต่อต้านสิ่งเหล่านั้น มีก็แต่เพียงบางกรณีเฉพาะที่พวกเขาแสดงทัศนะออกมาเกี่ยวกับบางสิ่งที่บางครั้งถูกนำมาพิจารณาว่าเป็นสิ่งขัดแย้งกับหลักการของกฎหมายอิสลามที่ได้ยอมรับกันอยู่
บรรดาอาริฟ เรียกส่วนประกอบทั้งสามส่วนที่ได้กล่าวมาแล้วเบื้องต้นตามหลักคำสอนอิสลามว่า “ชะรีอัต” “เฏาะรีกัต” และ “ฮะกีกัต” และพวกเขาเชื่อว่า เหมือนอย่างที่มนุษย์ถูกประกอบไว้ด้วยสามส่วนที่ไม่สามารถแยกแต่ละส่วนออกจากกันได้ (นั้นก็คือ ร่างกาย จิตวิญญาณและสติปัญญาซึ่งมีเนื้อหาแตกต่างกันในขณะเดียวกันไม่สามารถที่จะแยกแต่ละส่วนออกจากกันได้ ทั้งสามก็มีภาวะเป็นหนึ่งเดียวกัน และความสัมพันธ์ที่ดำรงอยู่ระหว่างสามส่วนนี้มีทั้งที่เกี่ยวกับภายในและภายนอก) เช่นเดียวกัน กรณีของการรวมกันของชะรีอัต เฏาะรีกัตและฮะกีกัต นั่นก็คืออันที่หนึ่งเป็นส่วนภายนอก ที่สองเป็นส่วนภายใน และที่สามเป็นส่วนภายในของภายใน โดยมีความแตกต่างคือ บรรดาอิรฟานเชื่อเกี่ยวกับระดับขั้นตอนต่างๆของภาวะการดำรงอยู่ของมนุษย์ว่ามีมากกว่าสามระดับเหล่านี้ กล่าวคือ พวกเขาเชื่อถึงระดับขั้นตอนต่างๆที่อยู่เหนือขีดศักยภาพทางปัญญา(เหนือความเข้าใจของมนุษย์)
และเพื่อการเข้าใจและเข้าถึงรหัสยะนั้นต้องผ่านกระบวนการของการเรียนรู้และการฝึกฝน นั่นหมายความว่าต้องผ่านทั้งรหัสยะเชิงทฤษฎีและเชิงปฎิบัติ และแง่มุมทางด้านปฏิบัติของอิรฟานนั่นก็คือ ส่วนของมันที่ได้อธิบายถึงความสัมพันธ์และหน้าที่ต่างๆของมนุษย์กับตัวเขาเอง กับโลกและกับพระผู้เป็นเจ้า การเป็นวิชาการด้านปฏิบัติส่วนนี้ของอิรฟานคล้ายคลึงกับจริยศาสตร์ กล่าวคือเป็นวิชาการเชิงปฏิบัติ โดยมีความแตกต่างระหว่างทั้งสองนี้อยู่บ้าง เราจะอธิบายในภายหลัง ส่วนนี้ของอิรฟานที่เรียกว่าการจาริกทางจิตวิญญาณ(สิรวะซุลูค) อธิบายจากจุดนี้ว่ามนุษย์ปรารถนาที่จะบรรลุถึงจุดสูงสุดอันเป็นเป้าหมายของความเป็นมนุษย์ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า การรู้จักพระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว จะเป็นการเริ่มการเดินทางของเขาในระเบียบใดที่เขาจะเดินผ่านไปในขั้นตอนต่างๆที่เรียกว่า มะกอม และที่เรียกว่า ภาวะต่างๆที่เขาขาดหมายไว้ที่จะดำเนินไปในช่วงการเดินทางของเขา สำหรับจุดมุ่งหมายของการเดินทาง ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินไปให้อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของผู้ชี้นำทางจิตวิญญาณ ซึ่งเต็มไปด้วยประสบการณ์ผู้ซึ่งรู้จักอย่างดีเกี่ยวกับกระบวนวิธีการของการจาริก และตัวเขาเองก็ได้เคยผ่านขั้นตอนต่างๆเหล่านั้นมาแล้ว หากปราศจากการชี้นำจากครูผู้สมบูรณ์แบบเช่นนั้น บางครั้งเรียกว่า “ผู้เดินทาง จาริกจิตวิญญาณ(ซาลิก) หรือผู้หัดเดินทางใหม่ๆ อาจจะหลงทางและดำเนินไปอย่างผิดๆได้
ความเชื่อในเรื่องเอภาพแห่งพระผู้เป็นเจ้า หรือความเป็นหนึ่งของอัลลอฮ์ ซึ่งตามทัศนะของบรรดาอาริฟที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นจุดหมายสูงสุดของมนุษยชาติและถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายของผู้อุทิศตนนั้น มันแตกต่างกันมากที่เดียวกับความเชื่อในเอกภาพแห่งพระผู้เป็นเจ้าของคนธรรมดาทั่วไปและแม้กระทั่งกับเอกภาพตามทัศนะของนักปรัชญา (คือ เอกภาพของอัลลอฮ์หมายถึง มีภาวะสิ่งที่จำเป็นต้องมีอยู่นั้น มีหนึ่งเดียวเท่านั้น ไม่มากไปกว่าหนึ่ง)
อาริฟ ยืนยันว่าความเป็นเอกภาพของอัลลอฮ์หมายถึง ภาวะการดำรงอยู่ที่แท้จริงมีเพียงเฉพาะพระองค์เท่านั้น ส่วนการมีอยู่ของสิ่งอื่นๆนอกเหนือจากพระองค์ ทุกสิ่งนั้นเป็นมายา ความเชื่อในเรื่องเอกภาพของพระเจ้าของอาริฟนั้น คือ “นอกจากพระผู้เป็นเจ้าแล้วไม่มีสิ่งใดเลย” เอกภาพตามทัศนะของพวกเขาอยู่ที่การกระทำเพื่อการจาริกทางจิตวิญญาณ และโดยวิธีการดังกล่าวนั้นก็จะถึงซึ่งขั้นที่ทำให้เขามิอาจเห็นสิ่งอื่นใดได้นอกจากอัลลอฮ์
บรรดาฝ่ายต่อต้านคัดค้านของอิรฟานเหล่านั้นไม่แต่เพียงไม่เชื่อในขั้นทางจิตวิญญาณดังกล่าวนั้น เท่านั้น แต่บางครั้งพวกเขา อาจจะถือว่าความคิดเช่นนั้นเป็นความคิดนอกศาสนาสิ้นดี แต่ว่า บรรดาอิรฟานเหล่านั้นเองกลับเชื่อว่า ขั้นดังกล่าวนั้นคือเอกภาพที่แท้จริง ส่วนระดับขั้นอื่นๆของความเชื่อในพระเจ้าองค์เดียวนั้นมิอาจหลุดพ้นจากลักษณะของการตั้งภาคีไปได้ ตามความคิดเห็นของพวกอิรฟานถือว่ามนุษย์ไม่สามารถที่จะบรรลุถึงขั้นนี้ได้ด้วยวิธีการคิดเชิงปัญญา แต่เป็นเรื่องของจิตใจ มนุษย์สามารถบรรลุขั้นนี้ได้ก็แต่เพียงผ่านวิธีการชำระและขัดเกลาจิตวิญญาณของเขาให้บริสุทธิ์เท่านั้น โดยการขจัดความปรารถนาฝ่ายต่ำของเขาและดำเนินไปในแนวทางจาริกทางจิตวิญญาณเท่านั้นจึงจะบรรลุได้
นี่คือด้านภาคปฏิบัติของศาสตร์ว่าด้วยอิรฟาน และในลักษณะนี้มันคล้ายคลึงกับจริยศาสตร์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับคำถามที่ว่า “บุคคลควรจะประพฤติปฏิบัติอย่างไร?” โดยมีความแตกต่างระหว่างวิชาทั้งสองนี้มีดังนี้
- บรรดาอาริฟ นอกจากความสัมพันธ์ด้านต่างๆของเขากับตัวเขาเองและกับโลกภายนอกแล้ว ส่วนที่สำคัญที่สุดเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ด้านต่างๆของมนุษย์กับพระผู้เป็นเจ้า ในขณะที่ไม่ใช่ระบบทางจริยธรรมทุกระบบที่เชื่อว่าเรื่องนี้เป็นกรณีจำเป็นและระแวดระไวต่อการเกี่ยวข้องในความสัมพันธ์ของมนุษย์กับพระองค์ มันเป็นเพียงเฉพาะระบบศิลธรรมของศาสนาเท่านั้นที่เกี่ยวข้องและให้ความสนใจในด้านนี้
- การจาริกทางจิตวิญญาณของอาริฟ เหมือนอย่างที่คำกล่าวเหล่านี้ได้ชี้ไว้ เป็นเงื่อนไขของการเคลื่อน แตกต่างจากหลักการทางศิลธรรมที่เป็นสิ่งหยุดกับที่ อาริฟพูดถึงจุดของการเริ่มต้นและเป้าหมายสูงสุด และแล้วก็อ้างถึงระดับขั้นต่างๆ ที่ผู้ฝึกหัดใหม่จะต้องเดินทางผ่านไปเพื่อถึงซึ่งขั้นสุดท้าย
จากทัศนะของอาริฟวิธีทางแห่งจิตวิญญาณคือ วิธีทางที่แท้จริงไม่ใช่เป็นเครื่องหมายซึ่งอุปมาขึ้นมาเองหรือเป็นปรากฏการณ์หนึ่ง มันเป็นความจำเป็นที่จะต้องผ่านทุกๆระดับขั้นของทางนั้น และเป็นไปไม่ได้สำหรับบุคคลใดที่จะถึงซึ่งขั้นสูงที่ถัดขึ้นไปโดยปราศจากการผ่านขั้นต้นๆมาก่อน
ในสายตาของอาริฟวิญญาณมนุษย์เหมือนกับเด็กทารก หรือต้นไม้อ่อนๆที่จะต้องได้รับการล่อเลี้ยงดูแลให้เป็นไปตามระบบที่ถูกกำหนดไว้แล้ว อีกด้านหนึ่งในจริยศาสตร์นั้นพูดถึง กลุ่มคุณสมบัติอันดีงามต่างๆ เช่น ความสัตย์จริง ความมีไมตรีจิต ความยุติธรรม ความสะอาดบริสุทธิ์ ความมีจิตใจเป็นกุศล ความเสียสละและอื่นๆ เพราะคุณสมบัติเหล่านี้ที่ช่วยขัดเกลาชำระและทำให้จิตวิญญาณถึงซึ่งความงาม จากทัศนะทางศิลธรรม จิตวิญญาณมนุษย์อาจเปรียบเทียบได้กับบ้านหลังหนึ่งที่จะต้องได้รับการทาสีและตกแต่งให้สวยงาม แต่ในขณะที่ทำเช่นนั้นก็ไม่จำเป็นที่จะต้องยึดถือปฏิบัติตามขั้นตอนใดๆว่า งานนั้นจะต้องสามารถเริ่มต้นจากจุดใด? และสิ้นสุดที่ไหน? เช่น เริ่มจากเพดานก่อนหรือว่ากำแพง และจากกำแพงด้านไหน? จากช่วงล่างของกำแพงก่อนหรือช่วงบน?
ในด้านอิรฟานก็เช่นเดียวกัน เรื่องศิลธรรมก็ถูกนำมาถกกัน แต่ในอิรฟานนั้นพูดถึงในลักษณะที่เป็นเรื่องพื้นฐานของการเคลื่อนไหว
- องค์ประกอบพื้นฐานทางด้านจิตวิญญาณในด้านจาริยศาสตร์นั้น ถูกจำกัด ในเชิงของความหมาย และภาษา ประชาชนส่วนใหญ่รู้ดีว่า จริยศาสตร์นั้นระบุไว้ว่าอย่างไร ในด้านตรงกันข้าม องค์ประกอบพื้นฐานทางจิตวิญญาณของอาริฟ เป็นสิ่งกว้างขวางมากมายเลยทีเดียวหากเปรียบเทียบ ในกรณีของการจาริกทางจิตวิญญาณของบรรดาอาริฟ ภาวะต่างๆและเสี้ยวส่วนทางอารมณ์ต่างๆถูกนำมาถกกัน อันเป็นประสบการณ์ส่วนตัวของผู้อุทิศตนที่ได้ประสบในระหว่างปฏิบัติการระวังตนโดยที่ประชาชนทั่วไปหรือบุคคลอื่นๆไม่อาจเข้าถึงสภาวะต่างๆเหล่านั้นได้
อีกส่วนหนึ่งของวิชาอิรฟาน คือการอธิบายถึงภาวะวิทยา กล่าวคือ พูดถึงความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับพระผู้เป็นเจ้า โลกและมนุษย์ ส่วนนี้คล้ายคลึงกับปรัชญา เพราะมันพยายามที่จะตีความหมายภาวะการดำรงอยู่ของจักรวาลในลักษณะเชิงปรัชญา แตกต่างจากส่วนแรกที่ได้อ้างมาแล้วเบื้องต้นนั้นว่า มีความละม้ายเหมือนกับจริยศาสตร์ เพราะมันต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงสภาพศิลธรรมของมนุษย์ ส่วนนี้ก็เหมือนอย่างที่ส่วนแรก แม้ว่าจะมีความละม้ายคล้ายคลึงกันมากกับจริยศาสตร์ แต่มันก็แตกต่างจากจริยศาสตร์ ในทำนองเดียวกัน ส่วนที่สองนี้ก็แตกต่างจากปรัชญา แม้ว่าจะมีลักษณะบางอย่างเหมือนกันอยู่ก็ตาม
อิรฟานหรือตะซัววุฟภาคทฤษฎี
บัดนี้เรามาถึงด้านทฤษฎีของอิรฟาน อิรฟานด้านทฤษฎีศึกษาเกี่ยวกับธรรมชาติของภาวะการดำรงอยู่ และถกในเรื่องของมนุษย์ พระผู้เป็นเจ้า และโลกนี้
ส่วนนี้ของอิรฟาน มีความคล้ายคลึงกันมากกับวิชาปรัชญาว่าด้วยเรื่องพระผู้เป็นเจ้า เพราะทั้งสองวิชานี้ ตีความหมายธรรมชาติของภาวะการดำรงอยู่ เหมือนอย่างปรัชญาที่มีหลักการ และปัญหาต่างๆ เป็นของมันเอง เหมือนอย่างรหัสยลัทธิก็มีหลักการและปัญหาต่างๆของมันเอง ความแตกต่างระหว่างทั้งสองนั้นก็คือ ว่า ปรัชญาวางเหตุผลข้อโต้แย้งของมันบนสมมุติฐานต่างๆของสติปัญญา ในขณะที่ศาสตร์ว่าด้วยรหัสยลัทธิ หรือ อิรฟานวางเหตุผลของมันอยู่บนทัศนวิสัย และการประจักแจ้ง แหละแล้วนำมาแจกแจงทฤษฎีต่างๆของมันโดยวิธีการใช้ภาษาแห่งตรรกศาสตร์
การที่จะรู้จักเกี่ยวกับวิชาการแขนงหนึ่งๆนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้ถึงประวัติความเป็นมาของมันอีกทั้งพัฒนาการซึ่งได้เกิดขึ้นในวิชาการนั้นจากสมัยหนึ่งถึงสมัยหึ่ง นอกจากนั้นจำเป็นที่จะต้องรู้จักอย่างดีต่อบุคคลสำคัญๆที่ได้มีส่วนสร้างหรือได้พัฒนาวิชาการนั้นๆ อีกทั้งต้องรู้จัก เกี่ยวกับตำหรับตำราขั้นพื้นฐานของวิชาการนั้นๆ บัดนี้ในบทเรียนนี้และบทเรียนต่อไปเราจะได้มาสู่ประเด็นปัญหาต่างๆเหล่านี้
คำถามแรกซึ่งอาจจะยกขึ้นนำมาเป็นประเด็นถกในที่นี้ก็คือว่า วิชากการว่าด้วยอิรฟานในอิสลามนั้นได้พัฒนามาในวิถีทางเช่นเดียวกันกับวิชาการด้านนิติศาสตร์อิสลาม หลักการต่างๆเกี่ยวกับนิติศาสตร์ วิชาการด้านที่ว่าด้วยการอรรถาธิบายอัลกุรอานอีกทั้งวิชาการด้านอัล-ฮะดิษ(วจนะของท่านศาสดา) กล่าวคือ เป็นวิชาการแขนงหนึ่งซึ่งบรรดามุสลิมได้ยิบยกที่มาและวัตถุเรื่องราวขั้นพื้นฐานทางด้านนี้มาจากศาสนาอิสลามอีกทั้งพวกเขาได้มีการแสวงหาค้นคว้าและวางระเบียบต่างๆและหลักการทั้งหลายสำหรับวิชาการดังกล่าวนี้ขึ้นมาเอง หรือเป็นธรรมชาติของวิชาการด้านอิรฟานที่เหมือนอย่างกับวิชากานด้านอื่นๆอย่างเช่น คณิตศาสตร์และวิชาการแพทย์หรือศาสตร์แขนงต่างๆซึ่งในตอนเริ่มต้นมีที่มาจากโลกภายนอกเข้ามาสู่โลกอิสลาม แหละแล้วได้รับการพัฒนาและเจริญเติบโตในอุ้งตักของวัฒนธรรมอิสลามโดยผ่านบรรดานักปราชญ์มุสลิม หรือไม่ประการใด? หรือว่ามีทางเป็นไปได้อย่างที่สาม?
สำหรับบรรดาอิรฟานนั้นพวกเขาเชิดชูทางเลือกทัศนะแรกและปฏิเสธความเป็นไปได้แนวความคิดอื่นๆทั้งหมด แต่นักบูรพคดีศึกษาบางคนก็ได้ยืนกรานและยังคงยืนกรานอยู่ว่า ความคิดอันละเอียดอ่อนทางด้านจิตวิญญาณแบบลัทธิอิรฟานหรือรหัสยนัยนั้นได้มาสู่โลกมุสลิมโดยนำมาจากภายนอก. บางครั้งพวกเขากล่าวอ้างยืนยันว่าต้นตอของแนวความคิดทางด้านจิตวิญญาณนั้นคือศาสนาคริสเตียนแล้วความคิดเหล่านี้ได้แทรกซึมเข้ามาในวงมุสลิมอันเป็นผลจากความสัมพันธ์ระหว่างมุสลิมกับบรรดาพระคริสเตียน บางครั้งพวกเข้าได้อธิบายเรื่องอิรฟานและลัทธิรหัสยนัยนี้ว่าเป็นปฏิกิริยาของชาวอิหร่านที่ต่อต้านพวกอาหรับและอิสลาม บางครั้งพวกเขานำเสนอลัทธิซูฟีว่าเป็นผลพลอยได้มาจากปรัชญานิโอ-เพลโทนิก ซึ่งเป็นส่วนผสมผสานจากแนวความคิดของอริสโตเติล,เพลโทและพิธากอรัส อีกทั้งในด้านหนึ่งเป็นส่วนผสมของแนวความคิดและหลักการฝ่ายยิว-คริสเตียน บางครั้งบรรดานักบูรพคดีเหล่านี้ยืนยันว่าลัทธิซูฟีแบบอิสลามได้นำแรงบันดาลใจของมันมาจากแนวความคิดของพุทธศาสนา เหมือนอย่างที่ฝ่ายที่ต่อต้านลัทธิซูฟีในโลกอิสลามก็เช่นเดียวกันได้พยายามอย่างต่อเนื่องที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่าอิรฟานหรือลัทธิซูฟีมิได้เกี่ยวข้องอะไรต่ออิสลามเลยและต้นตอของมันไม่ใช่อิสลาม
ตามทฤษฎีที่สาม วิชาอิรฟาน-ทั้งในแง่ทฤษฎีและในแง่ปฏิบัติ-ถือว่าได้นำหลักการพื้นฐานของตัวเองมาจากอิสลาม และได้แสดงเหตุผลและวางกฎเกณฑ์สำหรับแหล่งที่มานี้ด้วย และมันยังได้รับอิทธิพลจากแหล่งอื่นด้วยเช่นเดียวกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากแนวความคิดต่างๆด้านเทววิทยาและปรัชญาโดยเฉพาะจากลัทธิที่นับถือความสว่าง แต่ว่า สำหรับประเด็นปัญหาต่างๆที่ว่า บรรดาอาริฟสามารถที่จะอรรถาธิบายหลักการและกฎเกณฑ์ต่างๆที่ถูกต้องเกี่ยวกับแหล่งที่มาอันเป็นพี้นฐานจากอิสลามได้มากน้อยแค่ไหน? ในเรื่องของความสำเร็จในการจัดในทางที่ถูกต้องของพวกเขาเกี่ยวกับเนื้อหาวัตถุขั้นพื้นฐานเทียบเท่ากับบรรดานักนิติศาสตร์อิสลามหรือไม่? และสามารถผูกมัดกับเงื่อนไขต่างๆมากน้อยแค่ไหนที่จะไม่เบี่ยงเบนออกนอกหลักการอันเป็นพื้นฐานที่แท้จริงของอิสลาม? และเช่นเดียวกัน สถานการณ์ภายนอกมีอิทธิพลต่ออิรฟานแบบอิสลามมากน้อยแค่ไหน?
หรือว่า อิรฟานแบบอิสลามได้ดึงดูดพวกเขาเข้ามาหาตัวเองและพวกเขาได้ซึมซับอิทธิพลต่างๆจากภายในและได้ดำเนินตามทิศทางของแหล่งที่มาของตัวเองโดยใช้ประโยชน์จากภายนอก หรือว่ากลับตรงกันข้าม? คือคลื่นแห่งสถานการณ์เหล่านั้นได้กลืนอิรฟานแบบอิสลามเข้าหาตัวมันเอง? คำถามทั้งหมดเหล่านี้ต้องการความคิดที่ลึกซึ้งและต้องการการถูกอภิปรายแยกออกไปต่างหาก อย่างไรก็ตามสิ่งที่เป็นเรื่องที่ชัดเจนที่สุด คืออิรฟานแบบอิสลามมีแรงบันดาลใจและรับต้นทุนขั้นพื้นฐานของมามันจากอิสลาม ถือว่าเพียงพอแล้ว
บรรดาฝ่ายสนับสนุนของทฤษฎีแรกและบางส่วนของฝ่ายสนับสนุนต่อทฤษฎีที่สองก็เช่นเดียวกันต่างก็อ้างว่า อิสลามเป็นศาสนาแห่งความเรียบง่ายชัดแจ้งและปราศจากสิ่งที่เป็นรหัสยะคลุมเครือ อีกทั้งอิสลามมิได้บรรจุไว้ซึ่งสิ่งใดๆที่เป็นความเร้นลับหรือไม่อาจที่จะเข้าใจได้
ความเชื่อขั้นพื้นฐานที่สุดของอิสลามคือ เอกภาพของพระผู้เป็นเจ้า เอกภาพตามทัศนะของอิสลามคือ เหมือนอย่างบ้านทุกหลังที่มีผู้สร้างและผู้สร้างนั้นแยกออกเด่นชัดต่างหากจากตัวบ้านในทำนองเดียวกันโลกและจักรวาลนี้มีผู้สร้างเช่นกันซึ่งแยกออกต่างหากจากโลกและจักรวาลนี้และเป็นอิสระทั้งหมดจากมัน ในสายตาของอิสลามถือว่า พื้นฐานความสัมพันธ์ของมนุษย์กับโภคทรัพย์ทางโลกทั้งหลายคือ การบำเพ็ญตน การบำเพ็ญตนหมายถึง เป้าหมายต่างๆ ของความผาสุขของการตัดขาดจากการใช้ชีวิตของโลกนี้เพื่อที่จะให้ได้มาซึ่งความผาสุขอันเป็นนิรันดรแห่งโลกหน้า สิ่งเหล่านี้ให้เรามองผ่านไปอีก ไปสู่ขั้นหนึ่งที่จะต้องอาศัยระเบียบกฎเกณฑ์ธรรมดาๆในภาคปฏิบัติซึ่งวิชานิติศาสตร์อิสลามรับผิดชอบสิ่งเหล่านี้อยู่
กลุ่มนี้มีความคิดเห็นว่าสิ่งที่บรรดาอิรฟานหมายถึงเกี่ยวกับหลักเอกภาพแห่งพระผู้เป็นเจ้านั้นมีความแตกต่างกันมากทีเดียวจากหลักความเชื่อในเรื่องเอกภาพแบบอิสลาม เพราะตามทัศนะของบรรดาอิรฟานนั้นเอกภาพแห่งพระผู้เป็นเจ้าหมายถึง เอกภาพแห่งภาวการณ์ดำรงอยู่(วะฮ์ดัต วุญูด) นั้นก็คือพวกเขาเชื่อว่าไม่มีสิ่งใดดำรงอยู่เว้นแต่พระผู้เป็นเจ้า นามทั้งหลายและคุณานุภาพทั้งหลายของพระองค์อีกทั้งการสะท้อนการปรากฏอันชัดแจ้งของพระองค์เท่านั้น การจาริกทางด้านจิตวิญญาณของบรรดาอาริฟนั้นแตกต่างจากการบำเพ็ญตนแบบอิสลามด้วยเหมือนกัน เพราะว่า สำหรับส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจาริกจิตวิญญาณของพวกเขานั้นบรรดาอาริฟได้พูดถึงกลุ่มศัพท์ต่างๆที่มีความหมายเฉพาะ อย่างเช่น ความรักพระผู้เป็นเจ้า การสลายตัวตนสู่พระองค์และการสะท้อนการประจักษ์แจ้งให้แก่จิตใจของผู้อุทิศตน ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้ไม่มีล่องลอยใดๆในการบำเพ็ญตนแบบอิสลาม เฏาะรีกัต ของบรรดาอิรฟานก็แตกต่างจากชะรีอัต(นิติศาสตร์อิสลาม)ด้วยเช่นเดียวกัน เพราะว่า ระเบียบกฎเกณฑ์แห่งพฤติกรรมของบุคคลและรูปแบบในการดำเนินชีวิตที่ถกเถียงกันอยู่ในเฏาะรีกัตนั้นก็ไม่พบในนิติศาสตร์อิสลาม
กลุ่มนี้ถือว่า บรรดาสาวกผู้ทรงคุณธรรมของท่านศาสดา(ศ็อล)ซึ่งบรรดาอิรฟานและบรรดาซูฟีอ้างว่าได้ดำเนินชีวิตตามแบบบุคคลดังกล่าวและเชื่อว่าพวกเขาเป็นผู้นำของตัวเองนั้นก็เป็นเพียงผู้บำเพ็ญตนแบบสละโลกและพวกเขามิได้รู้สิ่งใดเกี่ยวกับกับจาริกทางจิตวิญญาณของบรรดาอิรฟานและเรื่องเอกภาพของพระผู้เป็นเจ้าแบบอืรฟานเลย ทั้งหมดที่พวกเขาได้กระทำนั้นพวกเขาไม่สนใจใยดีต่อทรัพย์สินทางโลกและเพ่งความสนใจไปยังโลกหน้า พื้นฐานที่ปกคลุมจิตวิญญาณของพวกเขาคือ ความเกรงกลัวและความหวัง พวกเขาเกรงกลัวการลงโทษแห่งนรกและมุ่งหวังเพื่อนรางวัลแห่งสวรรค์
ความจริงก็คือ ทฤษฎีของกลุ่มนี้ไม่อาจที่จะถูกยอมรับได้ไม่ว่าในกรณีใดๆ ต้นตอทางวิชาการของอิสลามเป็นคลังอันมหาศาลและมีความลึกซึ้งมากกว่าบุคคลเหล่านี้จะตั้งสมมุติฐานขึ้นมาเองด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการ หรืออาจจะด้วยความตั้งใจ หลักความเชื่อเรื่องพระเจ้าองค์เดียวในอิสลามมิได้ง่ายดายเช่นนั้นและมิได้ว่างเปล่าเหมือนที่พวกเขาคิด หรือจิตวิญญาณของมนุษย์ตามทัศนะอิสลามมิได้ถูกจำกัดให้เป็นเพียงลัทธิบำเพ็ญตนอย่างแห้งแล้งกระด้างกระเดื่อง และบรรดาสาวกผู้ทรงคุณธรรมของท่านศาสดา(ศ็อลฯ)ก็มิใช่เป็นผู้ง่ายดายเหมือนที่บุคคลเหล่านี้ยืนยัน หรือไม่ใช่คำสั่งของอิสลามจะถูกจำกัดอยู่เฉพาะการปฏิบัติคุณธรรมความดีแต่เพียงภายนอกเท่านั้น
ในที่นี้เราใคร่ที่จะชี้ให้เห็นโดยสังเขปว่า ในหลักคำสอนพื้นฐานของอิสลามนั้นมีสิ่งต่างๆมากมายที่สามารชี้แนะนำให้เห็นถึงจุดอันสูงส่งและละเอียดอ่อนดีงามของอิรฟานทั้งด้านทฤษฎีและด้านปฏิบัติ ส่วนสำหรับคำถามที่เกี่ยวกับว่า บรรดาอิรฟานและผู้บำเพ็ญตนทางด้านจิตวิญญาณได้ใช้ประโยชน์อย่างถูกต้องจากหลักคำสอนเหล่านี้ได้แค่ไหน? และเกิดการผิดพลาดเบี่ยงเบนไปแล้วแค่ไหน? นับเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่จะอธิบายเกี่ยวกับประเด็นปัญหาเหล่านี้ในช่วงการถกแบบสรุปเช่นนี้
ส่วนเรื่องเอกภาพของพระผู้เป็นเจ้านั้น คัมภีร์อัลกุรอานมิได้เปรียบเทียบไว้ในที่ใดๆเลยว่าพระองค์และการสรรสร้างเหมือนกับบ้านและผู้สร้างของมัน อัลกุรอานได้นำเสนอว่า พระผู้เป็นเจ้าคือ พระผู้สร้างแห่งโลกจักรวาลทั้งมวลและในขณะเดียวกันดำรัสว่า อาตมันอันศักสิทิ์ของพระองค์ทรงดำรงอยู่ทุกหนทุกแห่งและอยู่พร้อมกับทุกสรรพสิ่ง
อัลกุรอานระบุไว้ว่า “ไม่ว่าสูเจ้าหันหน้าของพวกสูเจ้าไปยังที่ใดพระพักตร์ของอัลลอฮอยู่ที่นั้น”
และอีกโองการระบุไว้ว่า “เราอยู่ใกล้ชิดสูเจ้ามากกว่าตัวสูเจ้าเองและเราอยู่ใกล้ชิดกันเขายิ่งกว่าเส้นเลือดที่คอหอยของเขาเสียอีก”
และอีกโองการหนึ่งทรงดำรัสว่า “พระองค์ทรงเป็นแรกเริ่มและสุดท้าย ทุกสิ่งเริ่มจากพระองค์และสิ้นสุดที่พระองค์และทรงเปิดเผยและทรงเร้นลับ”







