“นิทานในประวัติศาสตร์และพงษาวดารจีน: รัฐฉีก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจรัฐแรกในยุคชุนชิว”

“นิทานในประวัติศาสตร์และพงษาวดารจีน: รัฐฉีก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจรัฐแรกในยุคชุนชิว”
รศ.ดร.สมศักดิ์ แต้มบุญเลิศชัย
รัฐฉีก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจรัฐแรกในยุคชุนชิว 春秋第一霸主
ในยุคชุนชิว(春秋) มีรัฐมหาอำนาจที่มีบารมีเหนือรัฐอื่นอยู่หลายรัฐ ผู้ปกครองรัฐมหาอำนาจเหล่านี้ เป็นผู้มีบารมีเป็นที่เคารพยำเกรงของรัฐอื่น โดยรัฐอื่นต้องเชื่อฟังคำสั่งของรัฐมหาอำนาจ ในแต่ละปี จะมีการส่งสิ่งของบรรณาการให้แก่รัฐมหาอำนาจ ด้วยยุทธศาสตร์การปกครองรัฐฉีของก่วนจ้ง (管仲) ทำให้รัฐฉี (齐) มีความเจริญรุ่งเรือง บ้านเมืองมีความสงบเรียบร้อย ประชาชนอยู่ดีกินดี และมีกองทัพที่เข้มแข็ง รัฐฉีจึงเป็นรัฐมหาอำนาจ รัฐแรกในยุคชุนชิว(春秋) ในเวลาต่อมา ก็มีรัฐอื่นผลัดกันขึ้นมาเป็นมหาอำนาจ เช่นรัฐจิ (晉) รัฐฉิน(秦) และรัฐฉู่(楚) เป็นต้น

การเป็นรัฐมหาอำนาจนั้น นอกจากต้องเป็นรัฐใหญ่ มีการเมืองการปกครองดี และมีแสนยานุภาพแล้ว พฤติกรรมของผู้ครองรัฐต้องมีความน่าเคารพยกย่อง และเป็นที่เชื่อถือของรัฐอื่นด้วย ผู้ครองรัฐที่ทำให้รัฐของตนขึ้นเป็นรัฐมหาอำนาจได้สำเร็จ ต้องมีวิธีการทำรัฐต่างๆ ยอมรับนับถือจนยอมยกให้รัฐนี้เป็นหัวหน้า และยอมฟังคำสั่งของรัฐนี้ด้วยความจริงใจ
ก่วนจ้งรู้ดีว่า ถ้าจะให้บ้านเมืองมีเศรษฐกิจดี มีการปกครองที่ดี และมีสังคมที่มีความสงบเรียบร้อย จะต้องหาคนที่มีความรู้ความสามารถมาช่วยงาน รัฐบาลต้องมีทีมงานที่ดี นโยบายของรัฐบาลจึงจะถูก นำไปปฏิบัติอย่างได้ผล เขาจึงแนะนำให้ฉีหวนกงแต่งตั้งผู้มีความรู้ความสามารถด้านต่างๆมาช่วยงานเขา ทั้งในเรื่องการออกกฎหมาย และการบังคับใช้กฎหมาย การพัฒนาการเกษตร การบังคับบัญชากองทัพ และการให้คำปรึกษา ตักเตือนฉีหวนกงเพื่อมีการออกคำสั่งที่ ยุติธรรมและมีเหตุผล สิ่งหนึ่งที่ก่วนจ้งย้ำคือ ผู้ครองรัฐต้องห่างไกลจากผู้ทุจริต ประจบสอพลอ ที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ไม่สนใจผู้อื่นและประชาชน

นอกจากนั้น ยังต้องสรรหาคนเก่งและคนดี ทั้งในรัฐฉีและจากรัฐอื่นมาช่วยทำงาน ก่วนจ้งแนะนำฉีหวนกงให้ส่งทีมงานไปเยือนรัฐต่างๆ เพื่อศึกษาสภาพทางภูมิศาสตร์ และนโยบายการปกครองของรัฐเหล่านั้น รวมทั้งเสาะแสวงหาผู้ที่มีความรู้ ความสามารถมาช่วยงานราชการในรัฐฉี โดยเสนอผลตอบแทนที่ดี
กลวิธีที่ก่วนจ้งแนะนำฉีหวนกง จนรัฐฉีได้ก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจ คือ : ก.) ยกย่องกษัตริย์ราชวงศ์โจว ปราบปรามชนเผ่าที่มารุกรานและปล้นสดมภ์ในรัฐต่างๆ(尊王壤夷) ข.) มีความสัมพันธ์ไมตรีที่ดีกับรัฐอื่น โดยเฉพาะรัฐที่อยู่ใกล้กับฉี(友善睦邻) ค. ) ช่วยรัฐอื่นจัดการกับผู้ก่อการกบฏ และปราบปรามผู้ไร้คุณธรรม(专征簒逆滛乱)ง. ตัดสินและไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างรัฐ(仲裁、化解纷争)
ในการสร้างแสนยานุภาพ ก่วนจ้งเห็นว่า กองกำลังที่เข้มแข็ง ไม่จำเป็นต้องมีทหารมาก แต่ต้องมีความพร้อมในการสู้รบ ประชาชนทั่วไปล้วนเป็นทหารได้ ถ้าในครอบครัวหนึ่งคัดเลือกหนึ่งหรือสองคน มาฝึกอบรมเป็นทหาร ก็จะมีกำลังทหารหลายหมื่นคน ในเวลาที่ไม่มีศึกสงคราม ทหารเหล่านี้จะทำมาหาเลี้ยงชีพ เป็นส่วนหนึ่งของกำลังแรงงานในครอบครัวเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป แต่ในยามที่มีศึกสงคราม คนเหล่านี้ก็จะถูกเกณฑ์มาเป็นทหารช่วยการสู้รบ จัดให้คนที่มาจากครอบครัวที่อยู่ใกล้เคียงกัน อยู่ในกองกำลังเดียวกัน เมื่อออกรบ ทหารในกองกำลังเดียวกันจึงรู้จักมักคุ้น และมีความเป็นปึกแผ่น
ในสมัยเลียดก๊ก รัฐต่างๆมีการสู้รบกันบ่อย รัฐใหญ่จะรุกรานรัฐเล็ก และผนวกดินแดนรัฐเล็กเข้ามาในปกครอง เพื่อให้ตนเองเป็นรัฐที่มีเนื้อที่กว้างใหญ่ขึ้น แต่ก่วนจ้งไม่เห็นด้วยกับการทำเช่นนี้ เขาเห็นว่า รัฐฉีสามารถเป็นมหาอำนาจได้ โดยไม่ต้องรุกรานรัฐอื่น กองกำลังของฉี มีไว้ช่วยต่อต้านการรุกรานของชนเผ่าอื่น ปราบปรามรัฐที่ไม่เคารพกษัตริย์ราชวงศ์โจว และผู้ที่ก่อความไม่สงบ
ตลอดเวลากว่า 40 ปีที่ฉีหวนกงเป็นผู้ครองรัฐฉี เขาได้จัดประชุมรัฐต่างๆเก้าครั้ง จุดประสงค์คือให้รัฐต่างๆเคารพยกย่องกษัตริย์ราชวงศ์โจวเป็นกษัตริย์ร่วมของแต่ละรัฐ และให้รัฐต่างๆปรองดองกัน ไม่รุกรานกัน การจัดประชุมแต่ละครั้งทำด้วยความสงบ ไม่มีการนำกองทหารมาแสดงแสนยานุภาพ แต่ในบางครั้ง มีบางรัฐไม่ได้มาเข้าร่วมประชุม และบางรัฐกลับไปก่อนสิ้นสุดการประชุม ในกรณีเช่นนี้ ฉีหวนกงจะส่งกองกำลังทหารของรัฐฉีร่วมกับรัฐอื่นๆไปปราบปราม จนรัฐที่ไม่ให้ความร่วมมือนั้นยอมจำนนรับผิด
ในเรื่องต่อต้านชนเผ่าทื่อยู่ทางเหนือที่มารุกราน รัฐฉีได้ช่วยรัฐเอียน (燕)และสิง (邢) ขับไล่ผู้รุกราน การปราบปรามความไม่สงบที่เกิดขึ้นในรัฐต่างๆ ก็มีอยู่หลายครั้ง เช่น ปราบกบฏ และสถาปนาผู้ปกครอง รัฐซ่ง(宋) ช่วยรัฐเว่ย (卫)และรัฐหลู่ (鲁) จัดการความยุ่งเหยิงในรัฐทั้งสองจนสงบเรียบร้อย และจัดการเรื่องการแย่งชิงราชบัลลังก์ของราชวงศ์โจว(周)จนผู้ก่อการกบฏชิงราชบัลลังก์ถูกฆ่าตาย แล้วให้กษัตริย์องค์เดิมขึ้นครองราชย์ใหม่
ในสมัยโบราณ คนจีนฮั่น(汉)ที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ เรียกชนเผ่าอื่นว่า พวกอนารยชน หรือคนป่าเถื่อน(夷)ที่ยังไม่เจริญ แต่ชนเผ่าอื่นที่ไม่ใช่เผ่าฮั่นมีความสามารถในการสู้รบ บุกเข้ามาปล้นสดมภ์รัฐต่างๆบ่อยครั้ง ชนเผ่าอื่นนี้ไม่ต้องการยึดดินแดน ต้องการเพียงปล้นทรัพย์สินเงินทอง และพืชพันธ์ธัญญาหาร รัฐที่มีพรมแดนติดต่อกับชนเผ่าอื่น จึงต้องเตรียมพร้อม เพี่อขับไล่ชนเผ่าอื่นที่เข้ามารุกรานอยู่เสมอ
การสู้รบเอาชนะชนเผ่าที่ไม่ใช่เผ่าฮั่นทางภาคเหนือและภาคตะวันตกของรัฐต่างๆ เป็นความดีความชอบของรัฐฉี เพราะรัฐต่างๆรวมทั้งราชวงศ์โจวต้องถูกรุกรานปล้นสดมภ์โดยชนเผ่าต่างๆอยู่เสมอ ทั้งกษัตริย์โจวและผู้ครองรัฐต่างๆ จึงเคารพนับถือฉีหวนกง ยอมให้รัฐฉีเป็นมหาอำนาจหรือผู้นำของรัฐต่างๆ
อย่างไรก็ตาม รัฐฉู่(楚 )ที่อยู่ทางใต้ ซึ่งเป็นรัฐใหญ่ที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ ไม่ยอมรับความเป็นผู้นำของรัฐฉี รัฐฉู่มีแสนยานุภาพเข้มแข็ง จึงเที่ยวรุกรานรัฐเล็กๆ ที่มีพรมแดนติดกับรัฐฉู่ แล้วผนวกดินแดนเป็นของตน ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ครองรัฐฉู่ ยังสถาปนาตนเป็นกษัตริย์ (王) ซึ่งเป็นการข้ามหน้าข้ามตากษัตริย์ราชวงศ์โจว ที่รัฐต่างๆยอมรับว่าเป็นกษัตริย์หนึ่งเดียว รัฐฉู่ต้องการขึ้นมาเป็นมหาอำนาจแทนรัฐฉี จึงยกกองทัพไปรุกรานรัฐเจิ้ง (郑) ซึ่งเป็นรัฐที่อยู่ระหว่างรัฐฉู่ กับรัฐอื่นๆที่อยู่ทางเหนือ ผู้ครองรัฐเจิ้งจึงขอความช่วยเหลือจากรัฐฉี ฉีหวนกงอยากปราบปรามรัฐฉู่มาเป็นเวลานานแล้ว แต่เกรงว่ากำลังของรัฐฉียังไม่เข้มแข็งพอ เมื่อเขาจัดการความยุ่งเหยิงในรัฐต่างๆเรียบร้อย และมีกองกำลังที่เข้มแข็งขึ้น จึงคิดจะยกทัพไปตีรัฐฉู่ ประจวบกับรัฐเจิ้งมาขอความช่วยเหลือ ฉีหวนกงจึงคิดจะส่งกองทัพไปต่อสู้กับรัฐฉู่ แต่ก่วนจ้งเห็นว่า แทนที่จะไปช่วยรัฐเจิ้งสู้รบกับรัฐฉู่ รัฐฉีน่าจะยกทัพไปตีรัฐฉู่โดยตรง เพื่อรัฐฉู่ จะหันมาต่อสู้กับรัฐฉี แทนที่จะยกทัพไปรุกรานรัฐเจิ้ง เมื่อเป็นเช่นนั้น รัฐเจิ้งก็จะรอดพ้นจากการถูกรุกราน แต่การโจมตีรัฐฉู่ไม่ใช่เรื่องง่าย กำลังของรัฐฉีเพียงรัฐเดียว อาจไม่พอ ต้องขอให้รัฐอื่นๆส่งทหารมาสมทบ ฉีหวนกงจึงทำหนังสือถึงผู้ครองรัฐ ต่างๆ อีกแปดรัฐที่กลัวว่าจะถูกรัฐฉู่รุกราน ให้ส่งกองกำลังมาสมทบเพื่อสู้รบกับรัฐฉู่
แต่ข่าวที่รัฐฉีจะร่วมมือกับรัฐอื่นๆยกทัพมาตีรัฐฉู่รั่วไหลไปถึงหูผู้ครองรัฐฉู่ ผู้ครองรัฐฉู่มีความกังวลมาก แม้จะถอนกำลังที่ออกไปรุกรานรัฐเจิ้งกลับมา ก็จะต้านทานการโจมตีจากกองกำลังร่วมของแปดรัฐได้ยาก จึงขอเจรจาสงบศึกก่อนการสู้รบ และรับปากว่าไม่รุกรานรัฐเจิ้งอีกต่อไป
ในการนี้ จำเป็นต้องใช้ขุนนางที่มีความสามารถในการเจรจา ซึ่งในรัฐฉู่ มีขุนนางชื่อชวีหวาน(屈原)ที่พูดเก่งมาก ผู้ครองรัฐฉู่จึงมอบหมายให้ชวีหวานไปดักพบกองกำลังของรัฐต่างๆ ซึ่งมีก่วนจ้งเป็นผู้นำที่ชายแดนก่อนที่เขาจะบุกรัฐฉู่ ชวีหวานเมื่อได้เข้าพบก่วนจ้ง ก็โค้งคำนับ แล้วบอกว่า รัฐฉู่อยู่ทางใต้ มีพื้นที่ห่างไกลจากฉีมาก สองรัฐนี้ไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกัน เพราะเหตุใดจึงยกกองทัพมาโจมตี ก่วนจ้งตอบว่า รัฐต่างๆสวามิภักดิ์ต่อกษัตริย์ราชวงศ์โจว ถวายบรรณาการให้กษัตริย์ทุกปี เหตุใดรัฐฉู่ จึงเลิกส่งบรรณาการ แล้วผู้ครองรัฐยังสถาปนาตนเองเป็นอ๋อง(王) และยังยกทัพไปโจมตีรัฐอื่นอยู่เนืองๆ ถ้ารัฐฉู่ยอมแก้ไขข้อผิดพลาดเหล่านี้ พวกเราก็จะยกทัพกลับ ซวีหวานบอกเขาเข้าใจแล้ว แต่เรื่องเหล่านี้ต้องให้ผู้ครองรัฐฉู่เป็นผู้ตัดสิน ขอเวลาอีกวันสองวัน ให้เขานำเรื่องเหล่านี้ไปปรึกษากับผู้ครองรัฐก่อน แล้วจะกลับมาให้คำตอบ
เมื่อชวีหวานกลับมาเมืองหลวงรัฐฉู่แล้ว นำเรื่องที่ก่วนจ้งต่อว่ามาปรึกษากับผู้ปกครองรัฐ ผู้ครองรัฐฉู่ยอมรับผิดเรื่องไม่ส่งบรรณาการให้กษัตริย์ และยอมรับว่าจะไม่ไปรุกรานรัฐอื่นอีก แต่ไม่พูดเรื่องการยกเลิกเรียกตัวเองเป็นอ๋อง วันรุ่งขึ้น ชวีหวานจึงกลับไปพบก่วนจ้ง แล้วให้คำตอบ แต่ไม่พูดถึงเรื่องการเรียกตนเองเป็นอ๋องของผู้ครองรัฐฉู่
เมื่อก่วนจ้งได้รับคำตอบจากชวีหวาน จึงทำสัญญาสงบศึกกับรัฐฉู่ และเลิกทัพพันธมิตรกลับไป มีคนถามก่วนจ้งว่า รัฐฉู่ตอบรับข้อเรียกร้องทั้งสามไม่ครบ เหตุใดเราถึงถอยทัพกลับ ก่วนจ้งตอบว่า ในเมื่อรัฐฉู่ยอมรับผิด ยอมส่งบรรณาการให้กษัตริย์ และรับปากไม่จะรุกรานรัฐเจิ้งและรัฐอื่นๆอีก เราก็น่าจะพอใจแล้ว ถ้ายังทำศึกสงครามกับรัฐฉู่อีก คงต้องใช้เวลาอีกนาน กว่าจะได้รับชัยชนะ และมีคนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก เรื่องการถอนคำเรียกตนเองว่า“อ๋อง” นั้น ผู้ครองรัฐฉู่คงไม่ยอมง่ายๆ แต่เขายอมถวายบรรณาการให้แก่กษัตริย์โจว และรับปากว่าจะไม่รุกรานรัฐอื่นอีก ถือได้ว่า เป็นชัยชนะของพวกเราแล้ว ถ้ายังจะทำศึกสงครามอีก ก็จะยืดเยื้อ และพวกเราก็จะเสียหายด้วย แม้ในที่สุดรบชนะรัฐฉู่ก็ตาม แต่การจบลงด้วยการทำสัญญาสงบศึกเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
ต่อมาอีกไม่นาน ก่วนจ้งป่วยหนัก เพราะชรามากแล้ว ฉีหวนกงไปเยี่ยม ถามก่วนจ้งว่า ควรแต่งตั้งผู้ใดสืบทอดตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีต่อจากเขา ก่วนจ้งแนะนำซือเผิง(隰朋) ฉีหวนกงถามว่า ทำไมไม่ให้เขาแต่งตั้งเป้าสูหยา(鲍叔牙)ซึ่งเป็นคนเก่งและคนดี ก่วนจ้งตอบว่า เป้าสูหยาเป็นคนดีที่มีความรู้ความสามารถ ทั้งยังเป็นผู้ที่มีบุญคุณต่อเขา ที่เขาได้ดิบได้ดีทุกวันนี้ ก็เพราะว่าเป้าสูหยาแนะนำให้ฉีหวนกงแต่งตั้งเขาเป็นอัครมหาเสนาบดี แต่เป้าสูหยาเป็นคนอารมณ์ร้อน ทนต่อความฉ้อฉลและความประพฤติผิดของใครไม่ได้ ทำงานร่วมกับคนอื่นยาก จึงคิดว่าซือเผิงมีความเหมาะสมกว่า
หลังก่วนจ้งตายไปไม่นาน ซือเผิงก็เสียชีวิต ฉีหวนกงจึงแต่งตั้งเป้าสูหยาเป็นอัครมหาเสนาบดี แต่เป้าสูหยามีเงื่อนไขว่า จะต้องปลดอี้หยา (易牙) ซู่เตียว(竖刁)และเว่ยไคฟาง(卫开方)ซึ่งเป็นขุนนางคนโปรดของฉีหวนกงออกจากตำแหน่งก่อน เขาจึงยอมเป็นอัครมหาเสนาบดี มิฉะนั้น เขาจะไม่รับตำแหน่ง

ขุนนางทั้งสามคนที่เป้าสูหยาให้ปลดออกจากตำแหน่งนี้ ล้วนเป็นคนใกล้ชิดของฉีหวนกง อี้หยา เป็นคนทำกับข้าวอร่อย ก่อนหน้านี้ ฉีหวนกงพูดกับอี้หยาว่า มีคนบอกว่า เนื้อคนอร่อยกว่าเนื้อสัตว์มาก แต่ข้าไม่มีวาสนาที่จะได้กินเนื้อคน อี้หยาตอบว่า ถ้าเจ้านายอยากกินเนื้อคน ผมจะทำให้ อยู่มาวันหนึ่ง ฉีหวนกงได้กินเนื้อที่อร่อยมาก ถามอี้หยาที่เป็นคนทำกับข้าวว่า นี่เป็นเนื้ออะไร ทำไมถึงอร่อยอย่างนี้ อี้หยาตอบว่า นี่คือเนื้อคน เห็นเจ้านายอยากกินเนื้อคน ผมก็เลยฆ่าลูกของตัวเอง แล้วแล่เนื้อมาทำอาหารให้เจ้านายกิน ฉีหวนกงรู้สึกเสียใจมาก แต่ก็ซาบซึ้งในความจงรักภักดีของอี้หยาที่ยอมฆ่าลูกมาปรนนิบัติตน จึงโปรดปรานอี้หยามากขึ้น
ซู่เตียวเป็นคนที่มีหน้าตาดี อยากใกล้ชิดกับฉีหวนกง ยอมตอนตัวเองเป็นขันที เพื่อมีโอกาสรับใช้ถึงห้องนอนของฉีหวนกง ส่วนเว่ยไคฟางเป็นคนสูงศักดิ์ในรัฐเว่ย(卫)ซึ่งเป็นรัฐเล็ก เดินทางมารัฐฉีซึ่งเป็นรัฐใหญ่ เป็นขุนนางของฉีหวนกง เมื่อพ่อแม่ของเขาเสียชีวิต ก็ไม่ยอมกลับไปเคารพศพ ตอนที่ก่วนจ้งยังมีชีวิตอยู่ สามคนนี้ก็มีอำนาจในรัฐฉีแล้ว ทั้งสามเคยยุแหย่ฉีหววนกงว่า มอบอำนาจให้ก่วนจ้งมากเกินไป ระวังก่วนจ้งจะก่อการกบฏแล้วขึ้นมาเป็นผู้ครองรัฐเสียเอง แต่ฉีหวนกงไม่ฟังคำยุยง และมอบอำนาจให้ก่วนจ้งเต็มที่ ซึ่งสามคนนี้ แม้ยังอยู่ในตำแหน่ง ก็ทำอะไ







