INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

สานเสวนาในบรรทัดฐานธรรมของอิสลาม

A1PKNpT4l4L

สานเสวนาในบรรทัดฐานธรรมของอิสลาม
แปลและเรียบเรียงโดย  ดร. อณัส  อมาตยกุล

หลักการอิสลามต่อศาสนาอื่น
ฐานคิด

    ท่าที  โลกทัศน์  ทัศนคติ  และความสัมพันธ์กับศาสนาอื่นของมุสลิมถูกกำหนดไว้โดยอัลลอฮ์พระเป็นเจ้าผ่านการประทานวะห์ยูหรือวิวรณ์ของพระองค์ลงมาเป็นพระคัมภีร์อัลกุรอานที่มุสลิมศรัทธาว่าเป็นธรรมนูญสูงสุด  และเป็นวะห์ยูสุดท้ายอันสมบูรณ์ที่ประทานลงมาแก่มนุษยชาติ
    สิ่งที่อัลกุรอานสอนแก่มุสลิมกลายเป็นที่มาของวิถีชีวิตมุสลิมทั้งปัจเจกบุคคลและประชาคมมาเป็นเวลายาวนานถึง  15  ศตวรรษ  และครอบคลุมพื้นที่อันกว้างใหญ่จากโมร็อกโกในตะวันตกสุดของทวีปแอฟริกาเหนือถึงตะวันออกสุดที่อินโดนีเซีย  และจากเหนือสุดในรัสเซียลงมาถึงใต้สุดในแอฟริกาใต้

ทัศนคติ  ความสัมพันธ์  และการปฏิบัติต่อศาสนายูดาห์  (Judaism ) และคริสตศาสนา  (Christianity)
    อิสลามให้ความสำคัญแก่สองศาสนานี้ในสถานภาพที่พิเศษยิ่งด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้
1.    เป็นศาสนาที่มีที่มาจากอัลลอฮ์
2.    บรรดาศาสดา  หรือผู้ประกาศศาสนาทั้งสองนี้นับ  ตั้งแต่  อิบรอฮีม  (อับราฮาม)  มูซา  (โมเสส)    ดาวูด  (ดาวิด)  ถึง  อีชา  (พระคริสต์)  ล้วนเป็นศาสดา  (นบีและเราะซูล)  ของอัลลอฮ์
3.    พระคัมภีร์หรือพันธสัญญาที่อัลลอฮ์กระทำต่อท่านเหล่านั้นล้วนเป็นวะห์ยูจากอัลลอฮ์และเป็นพันธสัญญาที่เคยกระทำจริงระหว่างอัลลอฮ์และศาสดาเหล่านั้นในอดีต
4.    การศรัทธาในบรรดาศาสดาเหล่านี้ถือเป็น  1  ในหลักศรัทธา  6  ประการของมุสลิม  การปฏิเสธศรัทธาต่อศาสดาท่านใดท่านหนึ่งในจำนวนดังกล่าวนั้น  หรือการรังเกียจเดียดฉันท์ท่านใดท่านหนึ่งถือเป็นการบกพร่องในหลักศรัทธาหรือเป็นการปฏิเสธการศรัทธาตามที่อิสลามกำหนด  ทั้งนี้หลักฐานที่ชี้ให้เห็นถึงคำสอนของอิสลามที่สอนให้มุสลิมให้ความสำคัญและมีทัศนคติที่ดีต่อทั้งสองศาสนานี้คือความหมายจากอายะฮ์  (โองการ)  ของพระคัมภีร์อัลกุรอานที่ว่า
* Ismail  al  Faruqi and Lois Lamya al Faruqi ( 1986). “Islam’ s  Theory  of  other  faiths” in Chapter 9:The Call of Islam. The Cultural Atlas of Islam. New York:Macmillan, pp. 191 – 199.
    “จงกล่าวเถิด…  เรามีศรัทธาในอัลลอฮ์  และในสิ่งที่ประทานลงมาแก่เรา…  และในสิ่งที่ประทานลงมาแก่อิบรอฮีม  และอิสมาอีล  และอิสฮาก  และยะฮ์กู๊บ  และบรรดาเผ่าพันธุ์  (ของวงศ์วานอิสราเอลทั้ง  12)  และที่ประทานลงมาแก่มูซา  และอีซา  และแก่บรรดาศาสดานบีทั้งหลาย  จากองค์อภิบาลของพวกเขา  พวกเราไม่แบ่งแยกคนใดในหมู่พวกเขา  และ  (นั่นเพราะ)  เราล้วนเป็นผู้นอบน้อม  (มุสลิม)  ต่ออัลลอฮ์”         (อัล  กุรอาน  3  :  84)
    “แท้จริงบรรดาผู้ศรัทธา  และบรรดาผู้เป็นยิว  และผู้เป็นศอบิอีน  และผู้เป็นคริสต์  ผู้มีศรัทธาต่ออัลลอฮ์  และต่อวันฟื้นคืนชีพ  และประกอบกรรมดี  ดังนั้น  จะไม่มีความหวาดกลัวเกิดแก่พวกเขา  และพวกเขาจะมิต้องทุกข์ระทม”  (5  :  67)
    อิสลามมองศาสนาเหล่านี้ว่าสัจธรรมที่ถูกประทานเป็นวะห์ยู  (วิวรณ์)  มาจากอัลลอฮ์  อิสลามมีทัศนคติที่เป็นเอกลักษณ์และเป็นศาสนาเดียวในโลกที่ถือว่าการศรัทธาว่าศาสนาอื่นถูกต้องและตั้งอยู่บนสัจธรรมนั้นเป็นเงื่อนไขของหลักศรัทธาในศาสนาของตนเอง
    อิสลามถือว่าตัวเองเป็นศาสนาที่ยืนยัน  (reaffirm)  สัจธรรมเดียวกันที่ศาสดาของยูดาห์และคริสต์ศาสนาได้นำมา
    นอกจากศาสนายูดาห์และคริสต์ศาสนาแล้ว  อิสลามยังยอมรับหลักธรรมและศรัทธาของพวกฮะนีฟีน์ซึ่งเป็นศาสนาเอกเทวนิยมและศาสนาของชนเผ่าอารเบียแห่งเมืองมักกะย์ในคาบสมุทรอาระเบียหลายศตวรรษก่อนการเทศนาของศาสนาอิสลาม
    การยอมรับและยึดมั่นเอกภาพในกลุ่มศาสนาและหลักธรรมเหล่านี้ส่วนหนึ่งมาจากกการที่ศาสนาและหลักธรรมเหล่านี้มีความเป็นเซมิติกในทางชาติพันธ์  ภาษา  โลกทัศน์  และศรัทธา  ที่เป็นมรดกตกทอดมาจากเชมหรือซามบุตรของนูห์  (โนอา)  และแนวทางหรือศรัทธาที่สืบทอดมาจากนูห์  (โนอา)  ในบรรดาชนชาติต่างๆ  ที่อยู่ในคาบสมุทรอาระเบีย  และดินแดนวงเดือนเสี้ยวอันอุดมนั้นมีหลักฐานมาจากเนื้อความในอายะย์หรือโองการของพระคัมภีร์อัลกุรอานที่ว่า
    “แท้จริงอัลลอฮ์ทรงคัดเลือกอาดัมและนูฮ์  (โนอา)  และพงศ์พันธ์ของอิบรอฮีม  (อับราฮัม)  และพงศ์พันธ์ของอิมรอนไว้เหนือชนชาติต่างๆมากมาย”  3  :  33
    การสนทนากับศาสนิกชนในกลุ่มเซมิติกทั้งหมดนั้นอิสลามได้วางรูปแบบไว้ดังปรากฏหลักฐานจากอายะฮ์หรือโองการในอัลกุรอานว่า
    “จงกล่าวเถิดมุฮัมมัดแก่ชนชาวพระคัมภีร์…  ว่า  ท่านทั้งหลายจงมาสู่ถ้อยคำ  (the  creed)  ที่เหมือนกันระหว่างเราและท่านทั้งหลายที่ว่าเราจะไม่นมัสการผู้ใดเว้นแต่อัลลอฮ์และเราจะไม่ยกสิ่งใดขึ้นเทียบด้วยพระองค์  และเราจะไม่ยึดถือเอาคนใดคนหนึ่งในหมู่พวกเราเองเป็นผู้วางพระบัญญัติอื่นไปจากอัลลอฮ์  ดังนั้น  หากพวกเขา  (ชาวพระคัมภีร์)  วางทีท่าห่างเหิน  (ที่จะมาสู่  creedที่เหมือนกัน/ตรงกัน/ร่วมกันนี้)  ดังนั้นเจ้าทั้งหลาย  (ฝ่ายมุสลิม)  จงกล่าวแก่ชาวพระคัมภีร์เถิดว่า  โปรดเป็นสักขีพยานว่า  พวกเราเป็นมุสลิม  (ผู้นอบน้อม)”  (3  :  64)
    จากอายะฮ์หรือโองการที่ทำให้เป็นที่ประจักษ์ว่าอิสลามได้ให้สิ่งที่มากที่สุดเท่าที่ศาสนาหนึ่งจะมอบให้กับศาสนาอื่นได้อย่างสมเหตุสมผล  อิสลามปฏิบัติต่อศาสนาในกลุ่มเซมิติกอย่างยูดาห์  และคริสตศาสนา  ในแบบ  Inclusive

ศาสนาต่างๆ  นอกกลุ่มเซมิติก
    1.  อิสลามสอนว่าการมีศาสดามาเทศนาแก่มนุษย์ชาติพันธุ์ต่างๆ  นั้น  เป็นสัจธรรมอันเป็นสากลที่เคยเกิดขึ้นจริงมาแล้วในทุกยุคทุกสมัยและในทุกพื้นที่ที่เคยมีมนุษย์ตั้งถิ่นฐานอยู่ในโลกโบราณ  ดังหลักฐานจากเนื้อความของอายะฮ์  (โองการ)  ของพระคัมภีร์อัลกุรอานที่ว่า
    “ผู้ใดนำตนเข้าสู่ทางนำ (อันเที่ยงนี้)  ดังนั้นเขาได้นำตนเองเข้าอยู่ในทางนำแห่งธรรมอันเที่ยงแล้ว  ส่วนผู้ใดเห็นผิดเป็นชอบ  ดังนั้นเขาได้ทำให้ตนเองเห็นผิดเป็นชอบโดยตนเอง (มิใช่เพราะผู้อื่น)   และชีวิตหนึ่งชีวิตใดจะมิต้องแบกรับความบาปของอีกชีวิตหนึ่ง (เนื่องด้วยผู้ใดก่อกรรมไว้เขาย่อมรับผลแห่งกรรมนั้นด้วยตนเอง)   และเราจะมิลงโทษหมู่ชนใดจนกว่าเราจะส่งศาสนาทูตมาเทศนาเตือนสติพวกเขาเสียก่อน”  17  :  15
    ส่วนมูลเหตุที่ศาสนาทั้งหลายที่มาจากอัลลอฮ์กลับปรากฏรูปลักษณ์และสาระคำสอนในรูปแบบที่แตกต่างและหลากหลายนั้น อิสลามให้เหตุผลว่า  แม้จะผิดแผกแตกต่างไปด้วยเหตุของช่วงเวลาอันยาวนานหลายพันปีที่ส่งผลต่อการผันแปรของสาระคำสอนเดิม แต่ยังคงมีแก่นแห่งสารัตถะคำสอนอันเป็นดั่งหัวใจหลงเหลืออยู่ ให้เห็นไม่มากก็น้อยด้วยกันเช่น 
    1.  เตาฮีดหรือหลักความเชื่อในเอกภาพของพระเป็นเจ้า เราจึงพบว่าธรรมะอันมากมายในโลกนี้ล้วนมีเนื้อหาให้ผู้คนแสวงหาสรณะที่เที่ยงแท้เพีงหนึ่งเดียว เพียงแต่ว่าศาสนิกชนในธรรมะมากมายเหล่านั้นจะมีความตระหนักหรือจะเห็นแจ้งในเตาฮีดและแสดงออกมาในการปฏิบัติศาสนกิจที่แตกต่างไปตามยุคสมัยและพื้นที่ รวมทั้งยังได้รับอิทธิพลของการผันแปรของกาลเวลา และปัจจัยอื่นๆทำให้มีภาพแห่งศรัทธาความเชื่อที่แปรเปลี่ยนไป
    2.  วะห์ยู  หรือวิวรณ์ของอัลลอฮ์  ที่ผู้เป็นศาสนาในแต่ละประชาชาติและในแต่ละสังคมและยุคสมัยมักจะไม่ได้รับการต้อนรับจากผู้คนในสังคมนั้น  ในช่วงเวลานั้นโดยทันที ทำให้ปัจจัยต่างๆสามารถเข้ามาผันแปรสารัตถะคำสอนที่ประทานลงมา  ตังอย่างของเหตุผลและปัจจัยต่างๆ  เหล่านั้นเช่น
        2.1  ด้วยผลประโยชน์ของกลุ่มผู้มีอำนาจในยุคนั้น ในเวลานั้นล้วนไม่ต้องการสัจธรรมอันเป็นสารัตถะที่มีอยู่ในวะห์ยูที่ประทานลงมาแก่ศาสดาเหล่านั้น ด้วยเหตุที่สารัตถะธรรมะที่ประทานลงมานั้นเป็นภัยต่อความโลภ ความโกรธ ความหลง ความยึดติด การปรุงแต่ง ฯลฯ ที่กลุ่มชนผู้มีอำนาจในสังคมถือครองอยู่  ดังเช่น  กรณีศาสดามูซา  (โมเสส)  กับฟาโรห์แห่งอียิปต์
        2.2  สาส์นและคำสอนในวะห์ยูมีเนื้อหาในเรื่องความเมตตา  การอภัยโทษ  การสร้างความเป็นธรรม การไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น(ซุลม์ และซอลิม)   ความเป็นธรรม และการละจากการเบียดเบียนตามที่ปรากฏในเนื้อหาของวะห์ยูจึงมักไม่สอดคล้องกับความเป็นธรรมตามมาตราฐานที่ผู้มีอำนาจในบ้านเมืองในยุคสมัยนั้นๆ ได้ตั้งไว้ หรือกำหนดไว้ ดังเช่นกรณีศาสดามูซา  (โมเสส)  กับฟาโรห์แห่งอียิปต์เช่นเดียวกัน
    3.  วะห์ยูหรือวิวรณ์จะสอนให้มนุษย์เทียบคุณค่าทั้งหลายเข้ากับพระประสงค์ของอัลลอฮ์และชะรีอะฮ์หรือพระบัญญัติของพระองค์  ไม่ใช่เทียบเคียงกับอารมณ์  ความรู้สึก  ประสบการณ์  การปรุงแต่ง หรือการใช้เหตุผลใช้ผลที่เอาตนเองหรือตัวตนของมนุษย์เป็นที่ตั้ง  ซึ่งหากมนุษย์ไม่ได้รับการขัดเกลาอย่างหมดจดจากธรรมะในวิวรณ์  ปัจจัยของการเป็นขบถต่อธรรมะหรือการเชื่อฟังการยุแหย่ของมารจะกลับเติบโตขึ้นมาอีก  และคนเหล่านี้จะปรับเปลี่ยนให้เกิดความหลากหลายในความเชื่อที่มีต่อธรรมะขึ้นมาในสังคมดังที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน (ว่าวิถีธรรมของผู้คน ห่างไกลจากต้นแบบคำสอนของบรรดาศาสดาผู้เตือตสติทั้งปวง)
    4.  วะห์ยูจะบัญชาให้มนุษย์สำรวมตน  แต่มนุษย์จะเมินเฉยต่อวะห์ยูทำให้พวกเขาตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของวัตถุ  ของอารมณ์  ของการบริโภค  ฯลฯโดยง่าย  และทำให้เราพบว่ามนุษย์เป็นจำนวนมากขาดการสำรวมในธรรม ขาดการละอายต่อบาป  แต่กลับใส่ใจในเรื่องบริโภค  ความฟุ้งเพ้อ การเบียดเบียน (ซุลม์ และซอลิม) และความสำส่อนทางเพศ
    5.  หากวะห์ยูมิได้รับการดูแลรักษาไว้อย่างเหมาะสม  ขาดการสละทรัพย์  สละชีพ  เพื่อพลีให้แก่วะห์ยูแล้วไซร้  วะห์ยูจะพร่องไป  แล้วคนรุ่นต่อๆ  มาจะได้รับสารัตถะของวะห์ยูที่กระท่อนกระแท่นตามไปด้วย
    ท้ายที่สุด  คือ  การสื่อวะห์ยูออกไปด้วยภาษา  ผ่านชาติพันธ์ต่างๆ  ผ่านวัฒนธรรมและประเพณีหลากหลาย  ย่อมทำให้โฉมหน้าของวะห์ยูเปลี่ยนไปมากบ้างน้อยบ้างจนเป็นที่มาของความหลากหลายของคำสอนที่ปรากฏในศาสนาต่างๆ  ที่เคยได้รับวะห์ยูมาจากอัลลอฮ์

ทัศนคติและความสัมพันธ์ของอิสลามต่อมนุษยชาติ
    อิสลามถือว่าตัวเองตกอยู่ในพันธะที่ต้องผูกพันโดยดีกับศาสนาทั้งหลายและแม้แต่กับกลุ่มผู้ไม่มีศาสนาด้วยเช่นกัน
    บรรทัดฐานนี้ทำให้อิสลาม  เน้นคำสอนของอิสลามเรื่องกำเนิดของอาดัม  ซึ่งบ่งชี้ถึงจุดเริ่มต้นของความเป็นสากลและภราดรภาพของมนุษยชาติ  อาดัมจะต้องเป็นตัวแทนของอัลลอฮ์ดูแลบริหารโลกนี้ไปตามธรรมชาติที่พระองค์วางไว้  และตามพระประสงค์ของพระองค์  อิสลามจึงได้ชื่อว่า  “ศาสนาแห่งธรรมชาติ”  หรือ  ดีน  อัล  ฟิตเราะฮ์  และทำให้มนุษย์ตั้งแต่อาดัมเป็นต้นมาล้วนเป็นผู้มีศาสนา  หลังจากนั้น  “ศาสนาแห่งธรรมชาติ”  จึงได้รับการยกย่องในอีกสำนวนว่าเป็น  “ศาสนาของอัลลอฮ์”
    สำหรับศาสนาโซโรแอสเตอร์  อิสลามได้ยึดแนวทางปฏิบัติที่เป็น  Inclusive หรือมีใจกว้างยอมรับว่าผู้อื่นก็มีส่วนในสัจธรรม ดังเช่นคำสอนอิสลามเกี่ยวกับชาวพระคัมภีร์  อันได้แก่ชาวยิว  และชาวคริสต์ และเราก็ได้เห็นท่านอุมัรที่เป็นผู้สืบทอดการปกครองจากท่านนบี  มุฮัมมัด ศ็อลฯ ได้ทำสนธิสัญญากับชาวโซโรแอสเตอร์แห่งเปอร์เซียในปี  ฮ.ศ. 14  หรือ  636 และการทำสนธิสัญญานี้กับชาวเปอร์เซียจึงเป็นสิ่งยืนยันว่าอิสลามยึดแนว Inclusive แม้กับชาวโซโรแอสเตอร์ที่ถือว่ามีเนื้อหาคำสอนที่ยังห่างจากชาวยิวและชาวคริสต์เป็นอย่างมาก
    ส่วนศาสนาฮินดูและพระพุทธศาสนา  อิสลามถือแนวปฏิบัติแบบ Pluralism หรือ ยอมรับว่ามีความหลากหลายการเป็นศาสนาของลูกหลานอาดัม ดังที่รัฐบาลอิสลามแห่งกรุงดามัสกัสได้มีบัญชาให้มุฮัมมัด บุตร กอซิม  ผู้เป็นข้าหลวงแห่งแคว้นสินธุ  ทำสนธิสัญญากับชาวฮินดูและชาวพุทธในปี  ฮ.ศ. 91/711  และนั่นเป็นสักขีพยานว่ารัฐอิสลามอันเที่ยงธรรมยอมรับให้มีการนำพระบัญญัติยิว  คริสต์  โซโรแอสเตอร์  ฮินดู  และพระพุทธศาสนา  เข้าใช้ในการตัดสินคดีอาญา  แพ่ง  ฯลฯ  ประชาชนในรัฐอิสลามทุกกลุ่มประชาคมทางศาสนาและศรัทธาสามารถร้องขอต่อศาลอิสลามให้ใช้กฎหมายหรือพระบัญญัติตามศาสนาที่ตนนับถือมาเป็นกฎหมายชี้ขาดกรณีพิพาทและปัญหาต่างๆ  ได้  และยืนยันถึงสิ่งที่อิสลามให้แก่ศาสนาต่างๆ  มากกว่าปรัชญาการสนทนาระหว่างศาสนาไปอีกด้วยซ้ำ  เป็นการปฏิบัติที่ยอมรับความมีอยู่ของหลักธรรมอื่นๆ  และประชาคมแห่งความศรัทธาอื่นๆ  ที่มีอยู่จริง  นอกเหนือไปจากศาสนาอิสลามในรัฐอิสลามอย่างมีเกียรติ  ยอมรับในอัตลักษณ์และศักดิ์ศรีอันบริบูรณ์ของหลักธรรมและศาสนาทั้งหลายเหล่านั้น  ให้อยู่เคียงคู่ศาสนาอิสลามในรัฐอิสลามตลอดไป 
________________________________________________
*  อาจารย์ประจำภาควิชามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์  คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์  มหาวิทยาลัยมหิดล
________________________________________________
[1] ท่านอุมัร บุตร ค็อฏฏอบ รฎิฯ เป็นคอลีฟะฮ์ หรือผู้สืบทอดที่เที่ยงธรรมของท่าน นบี มูฮัมมัด ศ็อลฯ ในลำดับที่ 2 ถัดจากท่าน อบูบักร รฎิฯ ที่เป็นคอลีฟะฮ์ ผู้เที่ยงธรรมในลำดับที่ 1

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *