INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ประวัติศาสตร์จีน: การต่อสู้ระหว่างฝ่ายฉู่กับฝ่ายฮั่น(楚汉之争)

463676588756897978

ประวัติศาสตร์จีน: การต่อสู้ระหว่างฝ่ายฉู่กับฝ่ายฮั่น(楚汉之争)

รศ.ดร.สมศักดิ์ แต้มบุญเลิศชัย

หลิวปัง(刘邦)และเซี่ยงหวี่(项羽)

ความนำ

    ตั้งแต่ปี 209 ถึงปี 207 ก่อนคริสต์ศักราช  มีกองกำลังลุกฮือต่อต้านราชวงศ์ฉิน(秦)หลายกลุ่ม ที่มีกำลังมากที่สุดคือ กลุ่มที่นำโดยหลิวปัง (刘邦) และเซี่ยงหวี่(項羽)  แต่หลังจากที่ราชวงศ์ฉินถูกโค่นล้มไปแล้ว บ้านบึงยังไม่ได้กลับสู่ความสงบ กองทัพของหลิวปังและเซี่ยงหวี่สู้รบกันต่อไปอีกกว่าสี่ปี สิ้นสุดลงด้วยชัยชนะของฝ่ายหลิวปัง ชัยชนะของหลิวปัง นำไปสู่การสถาปนาราชชะฮั่น ซึ่งมีอายุยาวนานกว่า 400 ปี

    การต่อสู้กันระหว่างฝ่ายหลิวปังและเซี่ยงหวี่หรือการต่อสู้ระหว่างฝ่ายฉู่(楚)กัยฝ่ายฮั่น(汉) 楚汉之争 เป็นเหตุการณ์น่าตื่นเต้นและสนุกสนาน ที่เล่าขานกันในประวัติศาสตร์จีน เซี่ยงหวี่ มีความสามารถการรบและมีกองกำลังมากกว่า แต่สุดท้ายกลับพ่ายแพ้หลิวปัง ที่มีกำลังพลน้อยกว่า

    หลิวปัง(刘邦))เกิดในครอบครัวชาวนา  แม้มีความรู้นัอยและมีความสามารถการรบด้อยกว่าเซี่ยงหวี่ แต่รู้จักหาคนที่มีความรู้ความสามารถมาทำงาน  ชัยชนะของหลิวปัง ส่วนสำคัญมาจากการใช้ขุนพลสามคนที่เก่งกาจสามคน คือ จางเหลียง(张良) ซึ่งเก่งในการวางยุทธวิธีการต่อสู้  เซียวเหอ(萧何) ที่เก่งทางด้านดูแลเรื่องการเงิน และการลำเลียงเสบียง และหานซิ่น(韩信) ที่มีความสามารถในการคุมทัพ

    หลิวปังมีความรู้ไม่มาก เป็นคนที่ไม่มีมารยาท แต่ยอมรับคำตักเตือนของผู้อื่น และมีวิธีชนะใจประชาชน เมื่อกองกำลังของเขาเข้าไปถึงเมืองเสียงหยาง(咸阳)ที่เป็นเมืองหลวงของราชวงศ์ฉิน จื่ออิง(子婴) กษัตริย์ฉินยอมแพ้แล้ว ก็ไม่ได้ฆ่าเขา และประกาศกฎหมายผ่อนปรนเพื่อเอาใจประชาชน ซึ่งตรงข้ามกับกฎหมายของราชวงศ์ฉินที่เข้มงวดและมีบทลงโทษรุนแรง  ส่วนเซี่ยงหวี่ เมื่อบุกเข้าไปในเมืองหลวงแล้ว ก็สั่งเผาเมือง ฆ่ากษัตริย์และข้าราชการไปเป็นจำนวนมาก

หลิวปัง

    หลิวปัง เดิมเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยของฉิน  มีหน้าที่นายด่าน(亭長) ที่อำเภอเพ่ย(沛县)ในช่วงที่มีกลุ่มลุกฮือต่อต้านราชวงศ์ฉิน ประชาชนอำเภอเพ่ย ก็ลุกฮือต่อต้านด้วย  ตอนแรก นายอำเภอเพ่ย เป็นผู้นำฝ่ายกบฏ ต่อมา คิดว่ากำลังของตนมีน้อยมาก จึงเปลี่ยนใจ ไม่ยอมก่อการ  แต่ลูกน้องนายอำเภอสองคน คือ เซียวเหอ(萧何) และเฉาชัน(曹参) รู้ว่า เมื่อเริ่มก่อการแล้ว แม้จะเปลี่ยนใจ ก็จะต้องถูกจับลงโทษอยู่ดี จึงไปชวนหลิวปัง ซึ่งแม้มีตำแหน่งต่ำ แต่เป็นผู้มีชื่อเสียง มาเป็นหัวหน้ากบฎ  ประชาชนอำเภอเพ่ยร่วมกันฆ่านายอำเภอ  แล้วแต่งตั้งหลิวปังเป็นนายอำเภอ โดยมีข้าราชการของอำเภอเพ่ยทุกคนร่วมก่อการ

  ในการทำสงครามสู้รบกับเซี่ยงหวี่ เซียวเหอและเฉาชันสร้างผลงานได้ดีมาก  ต่อมา เมื่อหลิวปังขึ้นเป็นกษัตริย์ เซียวเหอและเฉาชัน ได้รับการแต่งตั้งเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ทั้งสองคน

เซี่ยงหวี่

   เซี่ยงหวี่เกิดในตระกูลนักรบ ก่อนสถาปนาราชวงศ์ฉิน รัฐฉู่(楚国) ซึ่งเป็นรัฐใหญ่ มีขุนพลที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง ชื่อเซี่ยงเอียน(项燕) หลังจากที่เซี่ยงเอียนเสียชิวิตและรัฐฉู่ถูกโค่นล้มแล้ว เซี่ยงเหลีง(项梁) ลูกของเขา เป็นหัวหน้าของกองกำลังกลุ่มหนึ่งที่ลุกฮือต่อต้านราชวงศ์ฉิน

   เมื่อพ่อเซี่ยงหวี่เสียชีวิตแล้ว เซี่ยงเหลียงผู้เป็นอา เป็นผู้ดูแลเขา เซี่ยงหวี่เป็นคนที่มีกำลังวังชามาก เซี่ยงเหลียงสอนเขาเรียนหนังสือ  พออ่านออกเขียนได้บ้างแลัว เซี่ยงหวี่ก็ไม่ตั้งไจเรียนหนังสืออีก สอนหัดฟันดาบก็ไม่สนใจ เชี่ยงเหลียงถามว่า ถ้าไม่เรียนหนังสือ ไม่หัดฟันดาบ  เมื่อโตขึ้นแล้ว จะทำอะไรได้ เซี่ยงหวี่ตอบว่า เรียนหนังสือเมื่ออ่านออกเขียนได้ก็พอแล้ว ฟันดาบ อย่างมากก็ต่อสู้กับไม่กี่คน เขาต้องการเรียนสิ่งที่เอาชนคนจำนวนมากได้  เซี่ยงเหลียงจึงให้เรียนวิชาพิชัยสงคราม  ซึ่งเซี่ยงหวี่สนใจและเรียนรู้ได้เร็วมาก

   เวลานั้น มีกองกำลังที่ลุกฮือขึ้นต่อต้านราชวงศ์ฉินหลายกลุ่ม แต่ส่วนใหญ่ มีกองกำลังน้อย และไม่มีผู้นำที่มีบารมี จึงถูกปราบปรามลงอย่างรวดเร็ว  ฟั่นเจิง(范增)เสนาธิการของเซี่ยงเหลียงแนะนำให้เซี่ยงเหลียงอย่ารีบสถาปนาตนเองเป็นกษัตริย์เหมือนอู๋ก่วง ที่ถูกปราบปรามลงโดยรวดเร็ว จากการรีบสถาปนาตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์  ถ้ากลุ่มเราอยากมีผู้สนับสนุน ควรหาลูกหลานของกษัติย์ฉู่คนหนึ่งมาเป็นผู้นํา เพื่อรวบรวมกำลังจากรัฐฉู่ซึ่งเป็นรัฐใหญ่ ฉู่หฮว๋ายหวาง(楚怀王)กษัตริย์คนสุดท้าย ของรัฐฉู่ ประชาชนรักมาก  เราควรไปหาลูกหลานของเขาคนหนึ่ง แล้ว สถาปนาให้เขาเป็นษัตริย์ ถ้าเช่นนั้น ก็จะมีคนติดตามเรามาก เซี่ยงเหลียงเห็นชอบกับข้อเสนอนี้ ต่อมาพบเด็กเลี้ยงแกะที่เป็นหลานของฉู่ฉว๋ายหวาง จึงสถาปนาให้เป็นกษัตริย์อี้ตี้(义帝) หรือกษัตริย์ที่ทรงคุณธรรม (คำ“อี้”อาจมีความหมายว่า“ของเทียม”หรือสิ่งที่สร้างขึ้นโดยมนุษย์ก็ได้ ดังนั้น คำว่า“อี้ตี้” อาจมีความหมายว่า“พระมหากษัตริย์ในนาม” ที่ไม่มีอำนาจจริงก็ได้)

   เซี่ยงเหลียง ซึ่งมีเซี่ยงหวี่ ที่เก่งในการรบเป็นผู้ช่วย  สามารถรบชนะ และยึดพื้นที่ได้มาก ต่อมาเมื่อเซี่ยงเหลียงเสืยชิวิต เซี่ยงหวี่ ก็ขึ้นมาเป็นหัวหน้ากองกำลัง และได้รับชัยชนะมาตลอด ยึดพื้นที่ได้มาก  กองกำลังกบฎต่างๆ จึงยกย่องให้เซี่ยงหวี่เป็นหัวหน้า  หลิวปังแม้ยังเป็นอิสระอยู่  แต่ก็ยกย่องหลานกษัตริย์ฉู่ อี้ตี้ เป็นผู้นำของกองกำลัง

   อี้ตี้บอกกับเซี่ยงหวี่และหลิวปังว่า ถ้าผู้ใดโค่นล้มราชวงศ์ฉินได้ก่อน ก็จะได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้นำของกำลังพลทุกกลุ่ม คือ ใครบุกยึดเมืองเสียนหยาง เมืองหลวงของราชวงศ์ฉินได้ก่อน ก็จะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอ๋อง(王) หรือผู้ครองรัฐ (แต่ยังไม่ใช่กษัตริย์ หรือฮ่องเต้โดยเขาเองยังเป็นกษัตริย์อยู่)

จุดจบของราชวงศ์ฉิน

    กองกำลังของหลิวปังและเซี่ยงหวี่แยกทางกันบุกเข้าโจมตีเมืองเสียนหยาง ต้องสู้รบกับแคว้นและเมืองต่างๆ ของราชวงศ์ฉินในระหว่างทาง เชื่องหวี แม้มีความกำลังมาก และมีความสามารถการรบ แต่มาถึงเมืองเสียนหยางช้ากว่าหลิวปัง ที่บุกเข้าไปที่เมืองเสียนหยางได้ก่อน จากการมีกลยุทธ์ที่เหนือกว่า เซี่ยงหวี่ เมื่อยึดพื้นที่ได้แล้ว จะยึดทรัพย์สินและสั่งฆ่าข้าราชการ แม้พื้นที่ยอมจำนนไม่ได้ต่อสู้กับเซี่ยงหวี่ ก็ไม่ละเว้น  ส่วนหลิวปัง เมื่อยึดพื้นที่ได้แล้ว ก็ยอมให้ผู้จำนนปกครองสถานที่นั้นต่อไป  ข้าราชการฉินในพื้นที่ต่างๆ ส่วนใหญ่จึงยอมจำนนโดยไม่ต่อสู้ หลิวปัง จึงบุกเข้าไปถึงเมืองเสียนหยางได้เร็วกว่า  ต่อมา กองกำลังของเซี่ยงหวี่มาถึงเมืองเสียนหยาง ก็สั่งเผาเมืองเป็นแรมเดือน สั่งฆ่ากษัตริย์ฉิน และข้ารชการฉินไปจำนวนมาก

กษัตริย์ฉู่ผู้ยิ่งใหญ่และงานเลี้ยงที่หงเหมิน

   หลิวปัง บุกเข้าเมืองเสียนหยางได้ก่อน  ตามคำสั่งอี้ตี้  หลิวปังควรได้รับการแต่งตั้งเป็นอ๋อง(王)  แต่ยังไม่ทันรับการแต่งตั้ง  เซี่ยงหวี่ ก็มาถึงเมืองเสียนหยาง  ฝ่ายหลิวปัง ซึ่งมีกองกำลังน้อยกว่ามาก ต้องยอมให้เซี่ยงหวี่ประกาศตนเอง เป็นซีฉู่ป้าหวาง (西楚霸王) หรือกษัตริย์ฉู่ ผู้ยิ่งใหญ่ และแต่งตั้งผู้นำกองกำลังต่างๆขึ้นมาเป็นอ๋อง(王) (ผู้ครองรัฐซึ่งมีฐานะด้อยกว่ากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่)ครองรัฐต่างๆเหมือนก่อนนราชวงศ์ฉิน โดยให้หลิวปังเป็นผู้ปกครองเขตเปาจง(褒中) ( พื้นที่มลฑลเสฉวน 四川และสี่นซี 陕西ในปัจจุบัน) ที่อยู่ห่างไกล หลิวปังก็ไม่กล้าขัดขืน

   ฟั่นเจิงกล่าวกับเซี่ยงหวี่ว่า หลิวปัง เป็นคู่ต่อสู้ที่น่ากลัว  ควรกำจัดเขาเสียตั้วแต่แรก หลิวปังบุกเข้าเมืองเสียนหยางแล้วไม่เข้าพักทีพระราชวัง และไม่แตะต้องทรัพย์สมบัติใดๆ  ทั้งๆที่ ก่อนหน้านี้ เขาเป็นคนที่เห็นแก่ลาภยศเงินทองและชอบสาวงาม  แสดงว่าเขารู้จักซื้อใจประชาชน

   ฟั่นเจิงแนะนำเซี่ยงหวี่ให้เชิญหลิวปังมางานเลี้ยงฉลองชัยชนะแล้วหาโอกาสฆ่าเขาสีย อาของเซี่ยงหวี่คนหนึ่งชื่อเซี่ยงเป๋าะ(项伯) เป็นเพื่อนจางเหลียงที่เป็นเสนาธิการของหลิวปัง เมื่อทราบว่า เซี่ยงหวี่จะฆ่าหลิวปัง ก็ตกใจมาก จึงมาหาจางเหลียง แล้วเล่าเรื่องนี้ให้จางเหลียง และหลิวปังทราบ

   เมื่อรับบัตรเชิญเซี่ยหวี่ หลิวปังปรึกษากับจางเหลียงว่าควรทำอย่างไรดี จางเหลียงตอบว่า ฝ่ายเรามีกำลังน้อยกว่ามาก  ถ้าจะหนีก็ต้องถูกจับ  ทางที่ดีควรไปงานเลี้ยง แล้วบอกเซี่ยงหวี่ว่า แม้กองกำลังของเราเข้ามาเสียนหยางก่อน แต่ไม่แตะต้องทรัพย์สมบัติใดๆเลย คอยให้เซี่ยงหวี่มาจัดการ  และยอมรับความยิ่งใหญ่ของเซี่ยงหวี่ ซึ่งเป็นคนทะนงตน  เมื่อยกย่องให้เป็นใหญ่แล้ว เขาอาจให้อภัยเราได้

  ในวันรุ่งขึ้น มีงานเลี้ยงที่เมืองหงเหมิน(鸿门宴)ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เล่าขานกันมากในประวัติศาสตร์จีน หลิวปังและจางเหลียงไปงานเลี้ยงโดยมีทหารติดตามไม่กี่คน  ในระหว่างงานเลี้ยง ฟั่นเจิงให้เซี่ยงจวง (项庄) นายทหารของเซี่ยงหวี่รำดาบ แล้วหาโอกาสฆ่าหลิวปัง  เซี่ยงเป๊าะรู้ทัน บอกเซี่ยวหวี่ว่า รำดาบเดี่ยวไม่น่าสนใจ ควรทำการรำคู่ เข้ามารำดาบด้วย และพยายามปกป้องหลิวปัง ไม่ให้เซี่ยงจวงเข้าใกล้

    จางเหลียงเห็นสถานการณ์คับขัน  กระซิบบอกหลิววปังให้ออกไปเข้าห้องน้ำ แล้วหาทางหลบหนี เมื่อหลิวปังเดินออกจากห้อง จางเหลียงเดินตามไปด้วย แล้วสั่งให้นายทหารที่ติดตามมา พาหลิวปังหลบหนีไป

    เมื่อเห็นว่าหลิวปังไปไกลแล้ว จางเหลียงกลับเข้ามาในห้อง บอกว่า หลิวปังดื่มเหล้าไปมาก รู้สึกมึนเมา เกรงจะพูดจาไร้มารยาท ขอตัวกลับไปก่อน แต่ฝากให้ตนถวายเครื่องหยกที่ลํ้าค่าให้เซี่ยงหวี่  ในที่สุด หลิวปังหนีรอดได้  ฟั่นเจิงโกรธมาก แต่ทำอะไรไม่ได้

ซ่อมทางข้ามภูเขาโดยเปิดเผย แต่ลอบผ่านทางเฉินชัง(明修栈道 暗度陈仓)

   ในเวลานั้น ยังมีกษัตริย์อี้ตี้ ซึ่งเป็นกษัตริย์ในนามอยู่  เซี่ยงหวี่จึงบอกไบ้ให้นายทหารที่เป็นลูกน้องคนหนึ่งหาเหตุฆ่าอี้ตี้ ที่เป็นกษัตริย์ในนามทิ้งเสีย แต่ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นอ๋องในที่ต่างๆไม่ยอมรับเซี่ยงหวี่เป็นผู้นำ  บางกลุ่มขึ้นทำการกบฎ เซี่ยงหวี่ต้องยกทัพไปปราบปราม

   หลิวปังได้รับการแต่งตั้งจากเซี่ยงหวี่ เป็นฮั่งหวัง(汉王)  ครองเขตเปาจง(褒中)  ซึ่งที่อยู่ห่างไกลศูนย์กลางประเทศ   ระหว่างเคลื่อนทัพไปเปาจง จางเหลียง เสนาธิการของหลิวปัง บอกให้เหลิวปังเผาสะพานที่เชื่อมทางเดินบนภูเขาทิ้งเสีย เพื่อให้เซี่ยงหวี่ตายใจ เห็นว่าหลิวปังไม่คิดที่จะแย่งชิงแผ่นดินกับเขา ที่แท้ ทางจากเปาจงไปเมืองเสียนหยาง ยังมีทางผ่านที่หุบเขาเฉินชัง(陈倉) ซึ่งเป็นทางแคบที่ผ่านยาก

   ต่อมา เมื่อกองกำลังของหลิวปังเข้มแข็งขึ้น คิดจะยกทัพไปตีเซี่ยงหวี่ หานซิ่น แม่ทัพของหลิวปัง ออกอุบาย ทำท่าซ่อมสะพานไม้ที่เผาทิ้งก่อนหน้านี้อย่างขมักเขม้น ทำให้เซี่ยงหวี่คิดว่า หานซิ่น จะยกทัพมาทางนั้น ซึ่งการเคลื่อนทับมาทางสพาน กว่าจะซ่อมสพานข้ามภูเขาเสร็จ ต้องใช้เวลานาน ฝ่ายเซี่ยวหวี่ จึงยังไม่คิดเตรียมพร้อมรับมือแต่เนิ่นๆ  หานซิ่นแม้ทำท่าลำเลียงพลผ่านทางสพานไม้บนภูเขา  แต่ยกทัพไปทางเฉินชัง เข้าโจมตีฝ่ายเซี่ยงหวี่ โดยที่ฝ่ายตรงข้ามไม่ได้คาดคิดมาก่อน

    กองกำลังทีนำโดยหานซิ่น สามารถบุกทำลายกำลังรอบๆเมืองเสียนหยางของฝ่ายเซี่ยงหวี่ลงได้ในเวลาสั้น แต่เวลานั้น เมืองหลวงของเซี่ยงหวี่ย้ายไปที่เมืองเผิงเฉิง (彭城)(เมืองถงซัน(銅山)มลฑลเจียงซู(江苏)ในปัจุบัน)แล้ว

  การซุ่มโจมตีมาทางหุบเขาเฉินชังของกองทัพหานซิ่นนี้ ต่อมาได้กลายเป็นกลอุบายหนึ่งใน 36 กลอุบาย “อั้นตู้เฉินชัง“(暗渡陈仓)” คือ มีการทำที่เปิดเผยในที่ใดที่หนึ่ง แต่แอบนำกำลังโจมตีอีกที่หนึ่ง ที่ฝ่ายข้าศึกไท่ได้คาดคิด และไม่ได้เตรียมป้องกันไว้

การสู้รบระหว่างฝ่ายฉู่และฝ่ายฮั่น

   กองกำลังของหานซิ่นบุกเข้าถึงพื้นที่รอบๆเมืองเสียนหยางได้รวดเร็ว แต่เซี่ยงหวี่ได้ย้ายเมืองหลวงไปเมืองเผิงเฉิงแล้ว  หานซิ่นจึงต้องยกทัพไปตีเมืองเผิงเฉิง เวลานั้น เซี่ยงหวี่กำลังคุมกองทัพปราบปรามฝ่ายที่ยังไม่ยอมสวามิภักดิ์กับเขาที่อยู่ทางตะวันออกของประเทศอยู่ จึงรีบยกทัพกลับมาสู้รบกับกองกำลังฝ่ายฮั่น(汉) ที่มาบุกโจมตี  ด้วยความสามารถการบัญชาการรบของเซี่ยงหวี่  กองกำลังฝ่ายฮั่น ต้องถูกโจมตีล่าถอยกลับไป

  แม้หลิวปังจะพ่ายแพ้ที่เมืองเผิงเฉิง แต่ก็ยังรักษาที่มั่นในเขตกวนจง关中 รอบเมืองเสียนหยาง และที่อื่นๆอยู่ จึงทำการสู้รบกับฝ่ายเซี่ยงหวี่อยู่เป็นเวลานาน ในช่วงแรก ฝ่ายเซี่ยงหวี่ได้รับชัยชนะ แต่ฝ่ายหลิวปังโดยการนำทัพของหานซิ่น ก็สามารถตอบตอบได้

   ฝ่านหลิวปัง ร่วมมือกับกองกำลังที่ก่อการกบฏต่อเซียงหวี่ ด้วยอุบายของจางเหลียง การจัดหาเสบียงที่นำโดยเซียวเหอ และการคุมกองทัพของหานซิ่น สู้รบกับฝ่ายเซี่ยงหวี่กว่าสี่ปี

  กองกำลังฝ่ายฉู่และฮั่นสู้รบกันเป็นเวลานานจนสองฝ่ายเหนื่อยล้ามาก จึงตกลงทำสัญญาสงบศึก โดยใช้คลองหงโกว(鸿沟) ในเมืองอิ๋งหยาง (滎阳) ในมณฑลเหอหนาน(河南)เป็นเส้นแบ่งเขต มีพื้นที่คนละส่วน ฝั่งตะวันออกของคลองเป็นของฝ่ายฉู่ และฝั่งตะวันตก เป็นของฝ่ายฮั่น ในหมากรุกจีน จึงมีการแบ่งเส้นเขตแดนโดยคลองที่อยูตอนกลางออกเป็นฝ่ายฉู่และฮั่น(楚河汉界)จนถึงปัจจุบัน

 ศึกที่ไกเซี่ยและอวสานของเซี่ยงหวี่

    หลังการทำสัญญาสงบศึก จางเหลียงแนะนำหลิวปังให้ละเมิดสัญญา โดยยกทัพโจมตีฝ่ายเซี่ยงหวี่ และปิดล้อมกองกำลังฝ่ายเซี่ยงหวี่ที่เมืองไกเซี่ย(垓下)ในมลฑลอันฮุย(安微) ระหว่างการปิดล้อม จางเหลียง ใช้จิตวิทยา สั่งให้ทหารคนฉู่ที่อยู่ในกองทัพฝ่ายฮั่นร้องเพลงพื้นเมืองของฉู่ ทำให้ทหารฝ่ายเซี่ยงหวี่ที่เป็นคนฉู่คิดว่า บ้านเกิดถูกยึดไปหมดแล้ว จึงเสียขวัญ และไม่มีกำลังใจต่อสู้อีก ทหารฉู่จำนวนมากปลดอาวุธแล้วเดินทางไป แสดงความจำนนกับฝ่ายหลิวปัง

   เซี่ยงหวี่รู้สึกหมดหวัง จึงอำลาหวีจี(虞姬) สนมคนโปรดที่ติดตามตน เองมาตลอด แล้วนำทหารกลุ่มหนึ่งฝ่าวงล้อมออกไป แม้ด้วยความกล้าหาญของเซี่ยงหวี่ สามารถออกไปสู้กับทหารฝ่ายหลิวปังที่ปิดล้อม และ ฝ่าวงล้อมไปได้ แต่ฝ่ายหลิวปัง ก็ส่งทหารมาไล่ตี จนไปถึงแม่น้ำอูเจียง (烏江)เวลานั้น นายด่านอูเจียงเตรียมเรือเพื่อรอรับให้เซี่ยงหวี่ ลงเรือหนีข้ามแม่นำ้ ทำให้ทหารฝายหลิวปังไม่สามารถตามฆ่าได้ แต่เซี่ยงหวี่บอกว่า แต่เดิม เขารบชนะมาตลอด มีกองกำลังมาก ถึงเวลานี้ เหลืออยู่ไม่กี่คน แม้เขาจะหนีไป แล้วจัดทัพสู้กับฝ่ายหลิวปังอีก  แต่เขาก็ละอายใจ ไม่กล้าบากหน้ากลับไปพบพี่น้องที่บ้านเกิดอีก เมื่อพูดแล้ว เอาดาบเชือดคอตนเอง การต่อสู้ระหว่างฝ่ายฉู่กับฝ่ายฮั่น จึงปิดฉากลงด้วยชัยชนะของฝ่ายฮั่น

ปัจจัยที่ทำให้ฝ่ายฮั่นชนะฝ่ายฉู่

   ก.การใช้คน

   หลิวปังรู้จักใช่คนเก่ง เช่น หานซิ่น จางเหลียง และเซียวเหอ แต่เซี่ยงหวี่ มีความทนงตน คิดว่าตัวเองเก่ง แม้มีฟั่นเจิงที่มีความรู้ความสามรถเป็นเสนาธิการ ก็ไม่สามารถใช้ประโยชน์เขาได้

   ข. วิธีการชนะใจประชาชนที่แตกต่างกัน

    หลิวปัง มีวิธีชนะใจประชาชน ในขณะที่เซี่ยงหวี่ เน้นการใช้กำลัง ทหาร การฆ่าคน และการทำลายล้าง

    ค. การเมืองการปกครองที่แตกต่างกัน

    เซี่ยวหวี่เมื่อมีอำนาจการปกครองแล้ว ใช่วิธีการแต่งตั้งให้ผู้นำกองกำลังต่างๆ กลับไปเป็นผู้ของรัฐ แทนระบบการปกครองของราชวงศ์ฉินที่มีการรวมประเทศเป็นปึกแผ่น และมีการควบคุมโดยส่วนกลาง ต่อมา เมื่อเซี่ยงหวี่ฆ่าอี้ตี้ กษัตริย์ในนาม ทำให้ผู้ครองในพื้นที่ต่างๆ พากันต่อต้านเซี่ยวหวี่ หลิวปังก็กล่าวหาว่าเขาเป็นกบฏกับอี้ตี้ที่เป็นผู้นำของกองกำลังต่างๆ จึงทำให้กองกำลังต่างๆเข้าทำศึกกับเซี่ยงหวี่ร่วมกับหลิงปัง

  ง. เซี่ยวหวี่ แม้สู้รบเก๋ง แต่ไม่มีกลยุทธ์

   หลังจากบุกเข้าไปในเมืองเสียนหยางได้แล้ว เซี่ยงหวี่ สร้างเผาเมือง ทำลายทรัพย์สิน ฆ่ากษัตริย์และข้าราชการ แล้วย้ายเมืองหลวงไปที่เผิงเฉิง ใกล้บ้านเกิดของตนเพื่ออวดกับญาติมิตรและประชาชนในบ้านเกิดของตนเองว่า ตัวเองประสบความสำเร็จแล้ว การย้ายเมืองหลวงนี้ มีคนเตือนว่า เมืองเสียนหยาง มีที่ตั้งที่เหมาะแก่การป้องกันข้าศึก เซี่ยงหวี่ ก็ไม่ฟัง บอกว่า เมื่อประสบความสำเร็จแล้ว เป็นใหญ่แล้วไม่บ้านเกิด ก็เหมือนกับการใส่เสื้อที่สวยงาม ออกมาเดินเวลากลางคืน แม้ใส่เสื้อสวย แต่ไม่มีใครเห็น(富贵不还乡 如锦衣夜行)

   การสู้รบระวังเซี่ยงหวี่กับหลิวปัง แสดงถึงความสำคัญของกลยุทธ์ ความอดทน อดกลั้น และการชนะใจประชาชน คนมีความสามารถการรบมากอาจเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ถ้าเป็นคนไม่สามารถชนะใจประชาชน และ ถือว่าการฆ่าคนได้มากนั้น เป็นการแสดงอำนาจของผู้ที่ได้รับชัยชนะ

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *