INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

แนวทางและนโยบายที่จะทำให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากวงจรชั่วร้ายทางเศรษฐกิจ (3) : สร้างขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ(ต่อ) และการอนุรักษ์ระบบนิเวศและสภาพแวดล้อม

แนวทางและนโยบายที่จะทำให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากวงจรชั่วร้ายทางเศรษฐกิจ (3) : สร้างขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ(ต่อ) และการอนุรักษ์ระบบนิเวศและสภาพแวดล้อม

การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน(ต่อ)

กล่าวโดยสรุป การที่ประเทศไทยจะอยู่รอดในโลกปัจจุบัน ซึ่ง สถานการณ์โลก และเทคโนโลยีีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รวมทั้ง หลุดพ้นจากวงจรชั่วร้ายทางเศรษฐกิจ ที่ต้องเผชิญอยู่ในปัจจุบัน จำเป็นต้องปรับปรุงขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเศรษฐกิจต่างๆ ซึ่งมีนโยบาย คือ การพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี  ส่งเสริมการวิจัยพัฒนาและนวัตกรรม รู้จักใช้ความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบของประเทศ ใช้เทคโนโลยีเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ พัฒนากำลังคน หากมีความจำเป็น  อาจสร้างสถาบันขึ้นมาใหม่ แต่ต้องสนับสนุนหน่วยงานการวิจัยพัฒนาและนวัตกรรมที่มีอยู่แล้ว มีการประสานงานและผนึกกำลังกำลังในการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง

การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ในการพัฒนาประเทศ นอกจากต้องทำให้เศรษฐกิจมีการขยายตัวและมีเสถียรภาพแล้ว ยังต้องอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อประชาชน

การพัฒนาภาคการเกษร อุตสาหกรรม และบริการ มีผลทำให้เศรษฐกิจเจริญเติบโตได้ แต่ถ้าไม่มีการควบคุมที่เหมาะสม อาจทำลายทรัพยากรและทำให้สภาพแวดล้อม การแผ้วถางป่าเพื่อให้มีพื้นที่ทำการเกษตร อาจทำให้ต้องสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ และทำลายระบบนิเวศ จนเกิดภัยธรรมชาติ บ่อยขึ้น การพัฒนาอุตสาหกรรมอาจเกิดขึ้นควบคู่กับการเพิ่มขึ้นของมลพิษ อุตสาหกรรมบางอย่าง เช่น เครื่องไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ เซรามิกส์ พลาสติก ปูนซีเมนต์ ปิโตรเคมี เคมีภัณฑ์ โลหะ อุปกรณ์ขนส่ง แม้สามารถสร้างรายได้ และการจ้างงาน แต่ถ้าไม่ควบคุม ก็อาจก่อเกิดมลพิษได้มาก

เดิมประเทศไทยมีทรัพยากรน้ำและดิน ที่อุดมสมบูณย์ แต่การพัฒนา เศรษฐกิจ และชุมชนเมืองต้องใช้น้ำมาก จึงมีการขุดเจาะน้ำบาดาล ทิ้งขยะและน้ำเสียลงแม่น้ำลำคลอง ทำให้มีมลพิษ กรุงเทพและปริมณฑล มีมลภาวะระดับสูง ส่วนหนึ่งเกิดจากการกระจุกตัวของอุตสาหกรรมในพื้นที่บริเวณนี้

การพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศไทย ในเวลาที่ผ่านมา เน้นการเติบโตและประหยัดต้นทุน ไม่ใส่ใจการกำจัดขยะ และทิ้งน้ำเสีย การไม่ลงโทษผู้ประกอบการที่ก่อมลภาวะ ทำให้ปัญหามลพิษ ทวีความรุนแรงมากขึ้น

ก่อนหน้านี้ ผู้บริหารเศรษฐกิจในประเทศต่างๆ มักคิดว่า การพัฒนาเศรษฐกิจต้องมาก่อน การแก้ปัญหามลภาวะทำได้ภายหลัง แต่เมื่อการพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรมขยายตัวจนทำให้สภาพแวดล้อมเสียหายมากแล้ว การแก้ไขจะทำได้ยาก และมีต้นทุนสูง

ความคิดที่ว่า ในการพัฒนาเศรษฐกิจ จะต้องทำลายสิ่งแวดล้อมบ้าง ไม่น่าจะเป็นความคิดที่ถูกต้อง เราได้เห็นบางประเทศที่มีการเจริญทางเศรษฐกิจ เช่น เยอรมัน สิงคโปร์ และประเทศกลุ่มสแกนดิเนเวีย ที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่รักษาสภาพแวดล้อมได้ดี จากการมีมาตรการสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด

ในกว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศทั่วโลกให้ความสนใจกับปัญหาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น รัฐบาลและประชาชนไทย ก็สนใจเรื่องกำจัดมลพิษมากขึ้น ในปลายทศวรรษ 1980 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มีนโยบายการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและคุ้มครองสิ่งแวดล้อม แม้เป็นเพียงแนวทางเพียงกว้างๆ เท่านั้น

ในแผนพัฒนาฯฉบับที่เจ็ด (ค.ศ. 1992-1996) มีแผนการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจนขึ้น ในปีค.ศ.1992 มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม รัฐธรรมนูญปี ค.ศ.1997 ก็มีมาตราที่ส่งเสริมประชาชน ให้มีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และบำรุงรักษาสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจน

ก่อนหน้านี้ ในประเทศไทยการปฏิบัติตามกฎหมายข้อบังคับ ที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ต้องประสบกับปัญหาอุปสรรคหลายประการ เนื่องจากไม่มีหน่วยงานที่ดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ แต่ใน ค.ศ.2002 มีการตั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมขึ้นทำหน้าที่อนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม และควบคุมมลภาวะ ปัจจุบัน โครงการก่อสร้าง และการผลิตขนาดใหญ่ จะต้องผ่านเกณฑ์การประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก่อน จึงได้รับการอนุมัติให้ดำเนินการได้ ความสนใจในปัญหาสิ่งแวดล้อมนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลที่เกิดจากการรณรงค์รักษาสิ่งแวดล้อมในประชาคมโลก และการเชื่อมโยงปัญหาสิ่งแวดล้อมกับการค้าระหว่างประเทศ

นอกจากหน่วยงานภาครัฐแล้ว องค์กรที่ไม่ใช่รัฐบาลที่มีส่วนส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ก็มีอยู่จำนวนมาก ความร่วมมือระหว่างองค์กรเอกชนและรัฐบาล ก็มีมากขึ้น

ในปัจจุบัน ประเทศไทย มีข้อผูกตามพันธกรณีด้านสิ่งแวดล้อมหลายฉบับ และมีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยได้ตั้งเป้าหมายว่า จะเป็นกลางทางคาร์บอนในปี ค.ศ. 2050 และมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ในปีค.ศ. 2065 มีนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนและการผลิตรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า ทั้งยังมีมีกฎหมายความหลากหลายทางชีวภาพ แม้ในทางปฏิบัติ ยังขาดรายละเอียดที่ชัด้จน

นโยบายการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและป้องกันมลพิษที่เกิดจากการพัฒนาเศรษฐกิจ มีทั้งการส่งเสริม การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร การตรวจสอบ การมีกฎระเบียบลงโทษ พฤติกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษ การเก็บภาษีอากร ส่งเสรมกิจกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ และการร่วมมือกับนานาชาติ ในการอนุรักษ์ทรัพยากร และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม

-การรณรงค์และประชาสัมพันธ์

หน่วยงานรัฐบาล ที่รับผิดชอบเรื่องอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ควรมีการประชาสัมพันธ์ ให้สถานประกอบการในภาคเศรษฐกิจต่างๆ และประชาชนทั่วไป ตระหนักถึงความสำคัญของการมีสภาพแวดล้อมที่ดี และรู้จักเลือกซื้อสินค้าที่สะอาด ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในปัจุบันบัน สถานประกอบการธุรกิจจำนวนมาก มีการทำโครงการที่รับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility ) ในหลายประเทศก็นโยบายสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environment, Social, Governance: ESG) รัฐบาลไทย ควรมส่งเสริมกิจกรรมเหล่านี้ และมีมาตรการจูงใจ ในลักษณะต่างๆ เช่น ลด หรือยกเว้นภาษี ให้ธุรกิจที่ทำกิจกรรมเหล่านี้ ประกาศเกียรติคุณแก่ธุรกิจ ที่มีความดีรับผิดชอบต่อสังคม

– ข่าวสารข้อมูล

ความรู้ในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และรักษาสิ่งแวดล้อม เช่น วิธีการบริโภคที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตังอย่างของนโยบายในประเทศที่ประสบความสำเร็จ ในการอนุรักษ์ทรัพยากร และสิ่งแวดล้อม แม้มีการเผยแพร่อยู่ในสื่อต่างๆอยู่แล้ว แต่หน่วยงานรัฐ ที่ดูแลในเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ควรเผยแพร่ข้อมูลด้านนี้ให้ทั่วถึงด้วย

-กฎระเบียบและการลงโทษ

กฎระเบียบที่กำหนดบทลงโทษแก่ผู้ทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีความสำคัญต่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เช่น การกำหนดให้ผลิตสินค้าที่ไม่เป็นอันตราย และไม่สร้างมลพิษ กำหนดให้โรงงานอุตสาหกรรม ติดตั้งอุปกรณ์บำบัดนํ้าเสียก่อนที่จะปล่อยออกมาจากโรงงาน รวมทั้งมีบทลงโทษการทิ้งน้ำเสียและของเสียอื่น ที่เป็นพิษเป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อม มีข้อกำหนด เรื่องความสะอาด และปลอดภัยของสภาพการทำงาน และมีการผลิต ที่ไม่มีรังสี ไม่มีเคมีภัณฑ์ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ไม่มีฝุ่นละอองหรือเสียงดังเกินมาตรฐาน และใช้วัตถุที่จะก่อให้เกิดอันตรายต่อคนงาน และมีการเก็บรักษาสินค้า วัตถุดิบ และวัสดุอื่นในสภาพที่ไม่ก่อเกิดอันตราย หน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่กำกับดูแล ควรมีเกณฑ์การตรวจสอบ มีบทลงโทษผู้ฝ่าฝืนที่ชัดเจน โดยทำการตรวจสอบ อย่างสม่ำเสมอ และทั่วถึง

– การเก็บภาษีอากร

บางประเทศมีการเก็บภาษีคาร์บอน (carbon tax) คือภาษีที่เก็บจากการผลิต หรือการจำหน่ายสินค้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล (น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน) หลายประเทศ มีการเก็บภาษีสิ่งแวดล้อม (environmental tax) เพื่อให้ธุรกิจและประชาชน เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เพื่อลดมลภาวะ ในประเทศไทย กระทรวงการคลัง มีการปรับภาษีสรรพสามิต ที่เก็บจากรถยนต์ รถจักรยานยนต์ โดยพิจารณาจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อจูงใจให้เกิดการบริโภคยานยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

-พลังงานทดแทน

พลังงานทดแทน คือ พลังงานที่ใช้ทดแทนพลังงานจากน้ำมันเชื้อเพลิงหลัก ซึ่งมีผลในการก่อมลพิษ พลังงานทดแทนที่สำคัญ ได้แก่ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำ พลังงานลม พลังงานความร้อนจากใต้พิภพ และพลังงานชีวมวล ในประเทศไทยมีการใช้พลังงานน้ำ ในการผลิตกระแสไฟฟ้ามาแล้วหลายสิบปี ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่หนึ่ง (1961-1966) มีการสร้างเขื่อนอเนกประสงค์ เพื่อใช้ประโยชน์ด้านชลประทานและกำเนิดไฟฟ้า ในเวลาต่อมา เมื่อเศรษฐกิจ เจริญเติบโต จึงต้องใช้พลังงานจากน้ำมัน ถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ มากขึ้น ในแต่ละปี ต้องนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศปริมาณมาก

กว่าสามทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศต่างๆ มีการใช้พลังงานแสงอาทิตย์มากขึ้น ประเทศไทย มีที่ตั้งอยู่ใกล้กับเส้นศูนย์สูตร ได้รับแสงอาทิตย์ตลอดทั้งปี จึงอาจใช้พลังงานแสงอาทิตย์ได้มาก ก่อนหน้านี้ คนไทยยังไม่รู้จักใช้แสงอาทิตย์สร้างพลังงานไฟฟ้า ต่อมา เมื่อมีโซล่าเซลล์ จึงมีการติดตั้งแผงโซล่าเซลตามบ้าน สำนักงาน และโรงงาน บัดนี้ ประเทศไทยยังไม่มีโรงไฟฟ้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ การผลิตไฟฟ้าส่วนใหญ่ยังคงใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นแหล่งพลังงาน พลังงานลม ก็มีการใช้บ้าง แต่ยังไม่มาก เทียบกับบางประเทศ เช่นประเทศจีน และประเทศที่พัฒนาแล้ว

พลังงานชีวมวล เป็นการนำอินทรีย์วัตถุจากซากพืชและมูลสัตว์ ผลิตเป็นพลังงาน ซึ่งน่าจะเหมาะกับไทยที่เป็นประเทศเกษตรกรรม ที่มีวัสดุเหลือใช้จากการเกษตรจำนวนมาก ประเทศไทย แม้มีการใช้พลังงานด้านนี้บ้าง แต่ยังมีน้อย และส่วนใหญ่มีขนาดเล็ก การใช้พลังงานชีวมวล อาจยังชมีข้อติดขัดทางด้านเทคโนโลยีอยู่บ้าง พลังงานความร้อนจากใต้พิภพ ก็มีการใช้น้อยมาก

การใช้พลังงานไฟฟ้าจากขยะก็ยังมีน้อย แต่ละวันในประเทศไทย มีการทิ้งขยะปริมาณมาก แต่ยังไม่มีการใช้พลังงานจากขยะอย่างเป็นล่ำเป็นสันเหมือนกับบางประเทศ

ในบางประเทศ มีการใช้พลังงานนิวเคลียร์ผลิตไฟฟ้า แต่การสร้างโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ต้องลงทุนมาก และอาจมีอันตรายที่เกิดจากการรั่วไหลของพลังงานนิวเคลียร์ ประเทศไทย จึงยังไม่มีความพร้อมที่จะใช้พลังงานนิวเคลียร์

จากที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่าในการพัฒนาพลังงานทดแทน เทคโนโลยีมีความสำคัญ หากประเทศไทยจะใช้พลังงานทดแทนให้มากกว่าเป็นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน มีความจำเป็น ต้องเร่งพัฒนาเทคโนโลยี นำผู้เชี่ยวชาญเข้ามาจากต่างประเทศ และร่วมมือกับประเทศที่มีเทคโนโลโนโลยี

-รีไซเคิล(recycle)

การรีไซเคิล คือการนำของเสียหรือวัสดุที่ใช้แล้ว มาปรับปรุงหรือผ่านกระบวนการแปรรูป เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ หรือผลิตเป็นสินค้าใหม่ ในประเทศไทย มีมาตรการบางอย่างที่ส่งเสริมรีไซเคิล เช่น ส่งเสริมให้มีการทิ้งขยะโดยแยกเป็นสิ่งนำมาแปรรูป หรือนำมาใช้ใหม่ได้ และมีการรณรงค์ในเรื่องการใช้ซ้ำ คือ นำเอาของที่ไม่ใช้แล้วมาใช้ประโยชน์อีกครั้งหนึ่งหรือดัดแปลงเป็นสิ่งที่ใช้ประโยชน์ได้ โดยไม่มีการแปรรูป ประเทศไทย ได้ประสบผลสำเร็จในระดับหนึ่งในเรื่องรีไซเกิ้ลบ้าง แต่การนำของเก่ามาใช้ ดูเหมือนว่ายังมีอยู่น้อย ตัวอย่างที่เห็นได้ ในหมู่ประชาชน โรงงาน และร้านค้า คือ การนำเอากระดาษและกระดาษแข็งที่ไม่ได้ใช้แล้ว มาใช้ประโยชน์ในด้านอื่น และนำถุงผ้าหรือถุงพลาสติกมาใช้ไหม่ การเก็บเงินจากการใช้ถุงพลาสติกตามสรรพสินค้า และร้านค้าทั่วไป ก็ช่วยลดใช้ถุงพลาสติกได้มาก

-การส่งเสริมอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

รัฐบาลไทยในสมัยหนึ่ง มีนโยบายการส่งเสริมเศรษฐกิจ บีซีจี (BCG:Bio-Circular-Green Economy) คือ เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศนษฐกิจสีเขียวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติในปี 2011 การส่งเสริมเศรษฐกิจชีวภาพ คือ การนำทรัพยากรชีวภาพ มาผลิตสินค้า ประเทศไทย มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ มีความหลากหลายทางชีวภาพ การใช้เทคโนโลยีทันสมัย และการสร้างนวัตกรรม ทางด้านต่างๆโดยเฉพาะวิทยาศาสตร์ชีวภาพ จะทำให้ผลิตสินค้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นที่นิยมของผู้บริโภคในประเทศต่างๆได้ ตัวอย่างคือ อุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูปที่มีคุณภาพ สะอาด ปลอดภัย ซึ่งเรามีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ การคัดเลือกและการจัดเก็บวัตถุดิบ เครื่องจักรอุปกรณ์ อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะส่งเสริมการหมุนเวียนสินค้า เครื่องจักร อุปกรณ์ และวัสดุต่างๆได้

การส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียวในภาคอุตสาหกรรม คือ มีการผลิตและกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งนอกจากอาหารแล้ว ยังรวมถึงสินค้าอื่นๆอีก เช่น ผลิตภัณฑ์ยางพารา ไม้ สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม และหัตถกรรมพื้นเมืองด้วย และยังรวมถึงการผลิตสินค้าที่ก่อนหน้านี้เคยก่อมลพิษมาปรับเปลี่ยนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นด้วย

-การส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ

การการลงทุนต่างประเทศ ในกิจกรรมที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นวิธีหนึ่ง ที่จะส่งเสริมกิจกรรม ที่มีประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมได้ สินค้าที่ผลิตโดยกิจการการลงทุนจากต่างประเทศบางอย่าง เช่น รถยนต์พลังงานไฟฟ้าและสินค้าแปรรูปพลังงานชีวภาพซึ่งผู้ผลิตไทยย้งทำไม่ได้ อาจส่งเสริมให้บริษัทต่างชาติ มาลงทุนทำการผลิตได้ ประเทศไทย แม้มีทรัพยากรธรรมชาติ ที่อุดมสมบูรณ์ แต่การใช้ทรัพยากรบางอย่าง ยังมีข้อจำกัด เพราะขาดแคลนเทคโนโลยีที่จำเป็น ในการนี้ เทคโนโลยี ที่นำเข้าโดยบริษัทต่างชาติ จะนำมาใช้ประโยชน์ได้ ในการส่งเสริมเศรษฐกิจบีซีจี การลงทุนจากต่างประเทศ มีประโยชน์ ไม่เฉพาะการลงทุน ในภาคอุตสาหกรรม แต่ยังรวมถึงการลงทุนในภาคบริการ เช่น การแพทย์ การท่องเที่ยว การจัดประชุม การสื่อสาร การค้นหาข้อมูล และการซื้อขายสินค้าออนไลน์ด้วย

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องเทคโนโลยี ไม่ควรพึ่งพาต่างประเทศมากเกินไป แต่ควรส่งเสริมให้สถาบันวิจัย โรงเรียน มหาวิทยาลัย และสถานประกอบการในภาคเอกชน ตลอดจนประชาชนทั่วไป ให้รู้จักการค้นหาข้อมูล มีการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรม เพื่อทำกิจกรรมที่มีประโยชน์ต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม การส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ แม้เป็นสิ่งควรทำ แต่ก็ไม่ควรคิดว่าผู้ลงทุนจากต่างประเทศ จะช่วยแก้ปัญหาทุกอย่าง จนให้สิทธิประโยชน์มากมายแก่เขามาก โดยไม่ปรับปรุงบรรยากาศการลงทุนในประเทศ และละเลยการพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศ สิ่งที่รัฐบาลไทยควรทำ คือ แม้ควรส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ แต่ควรพัฒนาเทคโนโลยี กำลังคน ในประเทศให้มีความพร้อมรับการถ่ายทอด และต่อยอดเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงสิ่งแวดล้อมที่นำเข้า

-การร่วมมือกับนานาชาติในการรักษาสิ่งแวดล้อม

ในปัจุบัน ประเทศต่างๆในโลก มีความตื่นตัวในเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีการประชุม การทำข้อตกลง และการกำหนดกฎระเบียบต่างๆ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจำนวนมาก การปฏิบัติตามกฎระเบียบทางด้านสิ่งแวดล้อมนานาชาติ จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย ทำให้สามารถส่งสินค้าออกได้มากขึ้น และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมที่มีคุณต่อสิ่งแวดล้อมมากขี้น ทั้งยังทำให้นานาชาติเห็นว่า ไทยเป็นประเทศ ที่น่าอยู่ น่าเที่ยว น่าคบหา นอกจากนั้น การศึกษานโยบายและมาตรการของประเทศที่ประสบความสำเร็จในการกำหนดนโยบายมาตรการ จะมีประโยชน์ต่อผู้กำหนดนโยบายสิ่งแวดล้อมของไทยและนำนโยบาย และมาตรการ ที่ใช้แล้วประสบผลสำเร็จนี้ มาปรับใช้ให้เหมาะกับสภาพการณ์ได้

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *