นายพลโคลิน พาวเวลล์ กฎที่ประเมินค่าไม่ได้ 13 ข้อ

นายพลโคลิน พาวเวลล์ กฎที่ประเมินค่าไม่ได้ 13 ข้อ
นายพลโคลิน พาวเวลล์เป็นรัฐบุรุษอเมริกัน และเกษียณจากนายพลดาวสี่ดวงภายในกองทัพอเมริกัน เขาได้ถูกมองเป็นผู้นำที่นิยมแพร่หลายและชื่นชอบมากที่สุดคนหนึ่งภายในอเมริกา การรับใช้ประเทศของเขาไม่เป็นสองรองใคร และต่อชาวอเมริกัน-อัฟริกัน ด้วย เขาได้พัฒนาทักษะความเป็นผู้นำของเขาภายในสังเวียนทหาร
สไตล์ความเป็นผู้นำของโคลิน พาวเวลล์ได้ถูกพิจารณาสอดคล้องกับโมเดลความเป็นผู้นำของเฮอร์ซี่ย์ – แบลงชารด์ ด้วยถ้อยคำของนายพล พาวเวลล์ ข้อแก้ปัญหา “หลีกเลี่ยงแบบเดียวใช้ได้กับทุกสถานการณ์” เขามั่นใจว่าความเป็นผู้นำของเขาสอดคล้องกับมาตรฐานของบุคคลของเขา
โคลิน พาวัวลล์ได้กล่าวว่า ให้สถานการณ์นำทางกลยุทธ์ของความเป็นผู้นำ เขาได้แสดงความสำเร็จของแนวคิดนี้ภายในการปฏิบัติการสงครามอ่าวเปอร์เซีย รหัสทางทหารคือ โล่ทะเลทรายและพายุทะเลทราย ภายใต้ความเป็นผู้นำของเขา กองทัพอิรัคได้ถูกขับไล่จากคูเวต เขาเป็นนักออกแบบที่สำคัญของการปรับทิศทางกลยุทธ์ของอเมริกา ความสามารถของเขานำการปฏิบัติการอย่างมีประสิทธิภาพ และสื่อสารวิสัยทัศน์ของเขาต่อประธานาธิบดียอร์จ บุช และชาวอเมริกันภายในการเป็นผู้นำตามสถานการณ์อย่างมีประสิทธิภาพ
โคลิน พาวเวลล์ กล่าวว่า ผมเป็นผู้นำตามสถานการณ์คนหนึ่ง ผมปรับสไตล์ของผม ภายในขอบเขต ต่อจุดเเข็งและจุดอ่อนของผู้ใต้บังคับบัญชาของผม
ดังนั้นผมเข้าใจอะไรที่พวกเขาสามารถ และอะไรที่พวกเขาไม่สามารถ และผมเข้าใจตรงที่ผมต้องชดเชยต่อจุดอ่อนของพวกขา และตรงที่ผมได้ใช้ประโยชน์จากจุดเเข็งของพวกเขา บุคคลแต่ละคนแตกต่างกัน ตราบเท่าที่
พวกเขาทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ผมได้ตระเตรียมอยู่กับความแตกต่างที่มีอยู่ระหว่างมนุษย์ พวกเขาเป็นมนุษย์ พวกเขาไม่ได้ถูกโคลน พวกเขาแตกต่างกัน และผมคิดว่าผู้นำที่ดีที่สุดต้องสามารถวิเคราะห์ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือมนุษย์ และคิดที่จะได้สิ่งดีที่สุดจากบุคคลอย่างไร
คุณลักษณะได้ถูกระบุเป็นลักษณะเฉพาะที่สามารถสังเกตุได้ทั้งภายในงานและภายนอกงาน เรามีการศึกษาหลายอย่างค้นหาว่าคุณลักษณะอะไรสร้างผู้นำที่ดีหรือยิ่งใหญ่ โคลิน พาวเวลล์ มีคุณลักษณะเหล่านี้จำนวนหนึ่ง การเป็นผู้นำทหาร คุณลักษณะบางอย่างจำเป็นต้องมี
โคลิน พาวเวลล์ ได้แสดงความอบอุ่นภายในบทเรียนความเป็นผู้นำของเขา เขากล่าวว่า “วันที่ทหารไม่นำปัญหาของพวกเขาแก่เราเป็นวันที่ได้หยุดการนำ
พวกเขา พวกเขาได้สูญเสียความเชื่อมั่นที่เราสามารถช่วยเหลือพวกเขา หรือสรุปได้ว่าเราไม่สนใจ” สัญญานของความเป็นผู้นำที่ดีคือความไว้วางใจที่บุคคลอื่นมีภายในเรา นำปัญหาของพวกเขามาสู่เรา อย่าไปแก้ปัญหาเหล่านี้
แก่พวกเขา แต่ช่วยพวกเขาค้นหาข้อแก้ปัญหาของพวกเขาเอง
โคลิน พาวเวลล์ มีความกระตือรือร้นกระทบต่อกองทหารของเขาอย่างมาก ถ้าพาวเวลล์ไม่กระตือรือร้นเกี่ยวกับอะไรที่เขากำลังทำ กองทหารจะสังเกตุและความไว้วางใจจะหมดไป การนำชีวิตกองทหารไปสู่ความเสี่ยงภัย ถ้าพวกเขาไม่กระตือริอร้นเข้าสู่การสู้รบ พวกเขาไม่เพียงแต่เสี่ยงภัยชีวิตของพวกเขาเองเท่านั้น แต่ชีวิตของทหารรายรอบพวกเขาด้วย
โคลิน พาวเวลล์ ครั้งหนึ่งได้กล่าวว่า ไม่มีแบบแผนตายตัว อย่าไล่ล่าแฟชั่นการบริหาร สถานการณ์กำหนดวิถีทางอะไรดีที่สุดบรรลุภารกิจของทีม” การเเสดงว่าพาวเวลล์เชื่อว่าเราไม่มีวิถีทางดีที่สุดอย่างเดียวนำทีม แต่เราต้องสามารถสามารถเปลี่ยนแปลงความเป็นผู้นำของเราให้สอดคล้องกับสถานการณ์ สิ่งนี้ได้ชี้ภายในคำแนะนำของความเป็นผู้นำตามสถานการณ์

โคลิน พาวเวลล์ กล่าวว่า ความสำเร็จขึ้นอยู่กับความพยามของทั้งทีม ไม่ใช่เพียงแค่ผู้นำ การยกย่องจูงใจบุคคลภายในวิถีทางที่วัดไม่ได้ อย่าเอาการยกย่องจากงานของทีมของพวกเขา การให้การยกย่องตรงที่สมควรจะได้รับ และให้บุคคลยืนภายในสปอรตไลท์ มันไม่ได้เกี่ยวกับเรา มันเกี่ยวกับพวกเขา
ความไว้วางใจ การยอมรับความล้มเหลว และมองโลกในเเง่ดีเป็นหัวใจความสำเร็จของความเป็นผู้นำ
เราต้องมุ่งความสำคัญของการสร้างความไว้วางใจท่ามกลางทีมของเรา เมื่อเราไว้วางใจบุคคลของเรา พวกเขาไว้วางใจเรา หนึ่งทีม หนึ่งการต่อสู้ เราทุกคนอยู่ด้วยกัน อย่าปิดบังอะไรก็ตามจากผม เราอยู่ด้วยกัน เมื่ออะไรก็ตามผิด บอกผมเกี่ยวกับมัน ผมไม่ดุด่าคุณ เราแก้ปัญหาด้วยกัน โคลิน พาวเวลล์ กล่าวว่า ความล้มเหลวเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่มีใครผ่านชีวิตโดยไม่ล้มเหลวอะไรก็ตาม คำถามคือ เราทำอะไรเกี่ยวกับมัน การพิจารณาความล้มเหลว มันผิดที่ตรงไหน แต่สำคัญที่สุดผมทำผิดอะไร อะไรที่ผมลืมทำ
โคลิน พาวเวลล์ ได้เขียนความทรงจำที่มีคุณค่า : It Worked For Me : In Life and Leadership การรวบรวมบทเรียนที่เรียนรู้และเกร็ดประวัติจากชีวิตของเขาภายในบรองซ์ นิวยอรค ซิตี้ การฝึกอบรมทางทหารและอาชีพของเขา และการทำงานของเขาภายใต้ประธานาธิบดีสี่คน ผมรักสถานที่ของผม ผมพบระเบียบวินัย ผมรักกองทัพอเมริกัน ผมพบโครงสร้าง ผมพบบุคคลที่ชอบผม บุคคลถามผมว่า คุณจะทำอะไร ถ้าคุณไม่เป็นทหาร ผมตอบว่า ผมน่าจะเป็นผู้ขับรถโดยสาร
โคลิน พาวเวลล์ เป็นไอคอนอเมริกัน รัฐมนตรีต่างประเทศก่อน และประธานคณะเสนาธิการร่วมก่อนหน้านี้ นายพลดาวสี่ดวงสูงขึ้นจากการเริ่มต้นอย่างถ่อมตัวเป็นลูกชายของผู้อพยพชาวจาไมก้า ไปสู่จุดสูงสุดของอำนาจเป็นผู้นำทหาร ภายในการทำงาน เขาได้เรียนรู้ว่ามันสำคัญที่จะทำให้ดีที่สุดอยู่เสมอ เพราะว่าบุคคลบางคนกำลังเฝ้ามอง
หนังสือมี 44 บทอ่านง่ายและเรื่องราวสร้างประเด็นที่ดี แก่นของหนังสือเกี่ยวกับบุคคลและความสัมพันธ์ทุกอย่าง
หนังสือได้เริ่มต้นด้วยกฏ 13 ข้อของเขา และทำไมเขายึดมั่นกับมันตลอดหลายปี มันเต็มไปด้วยความฉลาดทางอารมณ์และภูมิปัญญาต่อผู้นำคนใดก็ตาม
โคลิน พาวเวลล์ ได้กล่าวถึงประวัติของกฏ 13 ข้อที่นักข่าวได้ถามเขาเกี่ยวกับเศษกระดาษ เขาได้วางมันไว้ภายใต้กระจกบนโต๊ะ และเขาได้อ่านกฏ 13 ข้อ
เหล่านี้ มันได้ถูกพิมพ์ภายในวารสารพาเรดเมื่อ ค.ศ 1989 และมันได้ถูกพิมพ์ซ้ำภายในหนังสือของเขา
1 มันอาจจะไม่ดีอย่างที่คุณคิด มันจะดูดีขึ้นภายในตอนเช้า
เรามีเส้นแสงเงินภายในทุกเมฆ เราเพียงแต่ค้นหามัน นั่นไม่ได้ง่ายอยู่เสมอ
อะไรอาจจะดูแล้วไม่ดีวันนี้ เเต่ถ้าเราใช้ความพยายามกับมัน พรุ่งนี้จะเป็นวันที่สดใสได้ มันเป็นสภาวะทางจิต เราต้องเชื่อมั่นมัน และเราจะทำมันให้เกิดขึ้น กฏข้อนี้สะท้อนทัศนคติและไม่ใช่การทำนาย ผมพยายามรักษาความเชื่อมั่นและการมองโลกในแง่ดีของผมอยู่้สมอ ไม่ว่าสถานการณ์ยุ่งยากอย่างไร ภายในโรงเรียนทหารราบ ผมได้เรียนรู้ที่จะรับข้อความนี้ไว้ภายใน การกระทำจะดีขึ้น เราสามารถกระทำให้ดีขึ้น ก่อนการประชุมที่ยากลำบาก หรือการแถลงที่วุ่นวาย ผมจะเข้าห้องน้ำ ล้างและเช็ดหน้าของเขา มองที่กระจก และเตือนตัวผมเอง “นายทหารราบสามารถทำอะไรก็ตาม”
2 อย่ารู้สึกโกรธ ข้ามพ้นมันไป
ผู้นำทำงานหนักหลายปี ด้วยความมั่นใจว่าเมื่อเรารู้สึกโกรธ เราข้ามพ้นมันได้อย่างรวดเร็ว และไม่เคยสูญเสียการควบคุมตัวเราเอง เราต้องมีวันอยู่เสมอเมื่อเหตุการณ์ – หรือบุคคล ผลักดันเราไปสู่ขอบ เมื่อเราแพ้อารมณ์ของเรา
อย่าสูญเสียการควบคุมในขณะเดียวกัน อย่าปล่อยให้ความโกรธทำลายเรา ใช้มันที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์ภายในองค์การ เราทุกคนรู้สึกโกรธ มันเป็นอารมณ์ธรรมชาติและสุขภาพ จุดสำคัญคือ เมื่อเราโกรธ รักษาการควบคุมตัวเราเอง และหลุดพ้นมันให้รวดเร็วเท่าที่เป็นไปได้ อย่ายอมให้ความโกรธทำลายเรา การรับรู้และการยอมรับว่าเราโกรธ และใช้ความโกรธภายในวิถีทางที่มีประสิทธิภาพเพื่อประโยชน์ของเราเอง และประโยชน์ของบุคคลอื่น
3 หลีกเลี่ยงการมีอัตตาใกล้ชิดตำแหน่งของเรามาก จนเมื่อตำแหน่งตกลง อัตตาของเราจะไปกับมัน
ตำแหน่งของเราคืออะไรที่เราทำเพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ มันไม่ใช่เราเป็นใคร
บุคคลที่คิดว่าวิถีทางของพวกเขาเป็นวิถีทางเดียวเท่านั้น มักจะเผชิญความผิดหวัง อะไรไม่ได้เป็นไปตามทางของเราอยู่เสมอ นั่นเป็นเพียงแค่ความจริงแห่งชีวิต ถ่อมตัวเพียงพอที่จะยอมรับความจริงนั้น ให้อัตตาอยู่ภายในการควบคุม และรู้ว่าเราสามารถนำจากตรงไหนที่เราอยู่ ผมกระตุ้นบุคคลทุกคนของผมรู้สึกอิสระโต้แย้งกับผม แนวทางของผมจะธรรมดา ไม่เห็นด้วยกับผม
ทำมันด้วยความรู้สึก พยายามชักจูงผมว่าคุณถูกต้อง และผมกำลังไปตามเส้นทางที่ผิด คุณเป็นหนี้สิ่งนี้ต่อผม นั่นคือทำไมคุณอยู่ที่นี่ เเต่อย่าข่มขู่เมื่อผมโต้แย้งกลับ ผมคาดหวังคุณทุกคนดำเนินการการตัดสินใจของผม ราวกับว่ามันเป็นความคิดของคุณ กลับไปกฏข้อสอง ผมยังคงรักคุณ อย่ารู้สึกโกรธ ข้ามพ้นมัน
4 มันสามารถทำได้
อะไรก็ตามสามารถบรรลุความสำเร็จได้ ถ้าเรากำหนดใจของเราที่จะทำมัน
การมีทรัพายกรที่จำเป็น และเวลาทำมันให้สำเร็จ อย่ายอมจำนนต่อผู้สงสัย
ฟังอะไรที่พวกเขาได้พูด และพิจารณามุมมองของพวกเขา
ผู้นำเกี่ยวกับการทำอะไรให้เกิดขึ้น ถ้าวิถีทางหนึ่งใช้การไม่ได้ ค้นหาวิถีทางอื่น พวกเขาถามอยู่เสมอทำไมทำไม่ได้ เมื่อเผชิญกับความเป็นไปไม่ได้
แน่นอน เรามีสิ่งที่ไม่สามารถทำได้อยู่เสมอ แต่แทนที่จะสงสัย เเละล้อมรอบตัวเราเองด้วยข้อสงสัยเหล่านี้ เชื่อว่าเราสามารถทำมัน จนกระทั่งข้อเท็จจริงและข้อมูลสะสมหักล้างมันได้ เพียงแค่อะไรก็ตามสามารถบรรลุความสำเร็จได้
ถ้าเรามีความตั้งใจกับมัน เรามีทรัพยากรที่จำเป็นและเวลาทำมันให้สำเร็จ
สิ่งที่ยิ่งใหญ่ถูกทำด้วยลำดับของสิ่งเล็กน้อยรวมเข้าด้วยกัน
5 ระมัดระวังอะไรที่เราเลือก เราจะได้รับมัน
ทีมของเราจะมีชีวิตอยู่กับการเลือกของเรา ดังนั้นอย่ารีบเร่ง อย่ารีบเร่งไปสู่การตัดสินใจที่ไม่ดี ใช้เวลาพิจารณาทางเลือกของเรา ให้น้ำหนักข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง และสร้างสมมุติฐานอย่างมีเหตุผล เมื่อเราลั่นไกแล้ว เราไม่มีทำซ้ำ ดังนั้นทำให้มันเดินไป เมื่อเรามีเวลาที่ต้องการทำการตัดสินใจ ข้อแนะนำคือไม่ต้องรีบเร่ง พิจารณาทางเลือก และคิดผลตามมาอย่างรอบคอบเมื่อเราต้องมีชีวิตอยู่กับมัน เรียบง่ายและธรรมดา “้เราจะต้องมีชีวิตอยู่กับการเลือกของเรา การเลือกที่ไม่ดีบางอย่างสามารถแก้ไขได้ บางอย่างเราจะติดอยู่” เรามีเวลาที่ผู้นำต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็ว บนพื้นฐานเวลาและสถานการณ์ แต่กระนั้นมันยังคงสำคัญที่จะใช้เวลาทบทวนผลตามมาของการตัดสินใจเหล่านี้ บุคคลต้องอยู่กับการเลือกที่พวกเขาทำ ไม่ว่าการเลือกดีหรือไม่ดี ดังนั้นเราต้องใช้เวลาพิจารณาข้อดีและข้อเสียของการเลือกนั้น
6 อย่าปล่อยให้ข้อเท็จจริงที่อันตรายขวางทางการตัดสินใจที่ดี
เรามีการเชื่อมโยงความเป็นผู้นำที่ดีกับสัญชาติญานที่ดี การเป็นผู้นำที่ต้องฝึกฝนดุลยพินิจและสัญชาติญาน การใช้เวลาสร้างโมเดลความคิดของเรา เรียนรู้ที่จะอ่านสถานการณ์เพื่อตัวเราเองอย่างไร กลายเป็นผู้ตัดสินใจที่บุคคลของเราต้องการให้เราเป็น หลายครั้งเราจะมีข้อมูลแสดงการเลือกที่ถูกต้อง แต่บางเวลาเมื่อเราจะต้องขึ้นอยู่กับสัญชาติญานและดุลยพินิจของเรา ทำการตัดสินใจอย่างถูกต้อง ข้อเท็จจริงไม่ได้เหมาะสมเสมอไป บางครั้งความเป็นผู้นำเกี่ยวกับความกล้าของเรา และอะไรที่เราเชื่อว่าเราต้องทำ ความเป็นผู้นำรู้ว่าความแตกต่างคืออะไร ความเป็นผู้นำที่เหนือกว่ามักจะเป็นเรื่องของ
สัญชาติญานที่ดีเยี่ยม ดุลยพินิจของเราถูกต้องการเลือกการกระทำที่ดีที่สุด ผู้นำที่ยิ่งใหญ่เป็นผู้ทำให้เรียบง่ายที่ยิ่งใหญ่อยู่เสมอ สามารถทำให้การโต้แย้ง
การถกเถียง และความสงสัย เร็วขึ้น นำเสนอข้อแก้ปัญหาที่บุคคลทุกคน
สามารถเข้าใจได้
7 เราไม่สามารถให้บุคคลอื่นทำการตัดสินใจ
อย่ายอมให้ใครก็ตามทำการตัดสินใจของเราเพื่อเรา ในที่สุดเรารับผิดชอบต่อการตัดสินใจของเราเอง ในขณะที่ผู้นำที่ดีรับฟังและพิจารณาทุกมุมมอง ในที่สุดพวกทำการตัดสินใจของพวกเขาเอง ยอมรับการตัดสินใจที่ดีของเรา เรียนรู้จากความผิดพลาดของเรา ถ้าความรับผิดชอบอย่างแท้จริงต่อบางสิ่งบางอย่างเป็นตัวเราเอง เราต้องตัดสินใจตัวเราเอง แต่ไมได้หมายความว่าเราไม่ควรจะให้บุคคลอื่นยุ่งเกี่ยว หรือได้การป้อนกลับของพวกเขา ความคิดที่จะมั่นใจว่าการตัดสินใจของเรา ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานแรงกดดันหรือความต้องการของบุคคลอื่น ถ้าไม่มีพวกเขาแล้ว ผู้นำจะไม่บรรลุความสำเร็จ มันดีอยู่เสมอที่จะเเสวงหาคำแนะนำของบุคคลอื่น แต่เราต้องจำไว้ว่า อย่าทำการตัดสินใจบนพื้นฐานคำแนะนำนั้นอย่างเดียว การตัดสินใจของเราเป็นการตัดสินใจของเรา และเราต้องอยู่กับมัน
8 การตรวจสอบสิ่งเล็กน้อย
ในขณะที่ผู้นำมีชีวิตอยู่กับภาพใหญ่ บุคคลอยู่ภายในโลกของสิ่งเล็กน้อย
เราต้องค้นหาที่จะได้การมองเห็นได้ภายในโลกนั้น ความสำเร็จถูกสร้างบนรายละเอียดเล็กน้อยจำนวนมาก การมีความรู้สึกต่อสิ่งเล็กน้อยเหล่านี้สำคัญ
ความสำเร็จในที่สุดขึ้นอยู่กับสิ่งเล็กน้อย สิ่งเล็กน้อยจำนวนมาก ผู้นำต้องมีความรู้สึกต่อสิ่งเล็กน้อย ความรู้สึกต่ออะไรที่เป็นอยูภายในความลึกขององค์การตรงที่สิ่งเล็กน้อยอาศัยอยู่ วิถีทางอย่างหนึ่งคือ การไปเยี่ยมแนวหน้ามักจะเป็นตรงที่สิ่งเล็กน้อยอาศัยอยู่ดูว่าอะไรกำลังเป็นอยู่ ผู้ตาม กองทหาร
อยู่ภายในโลกของสิ่งเล็กน้อย ผู้นำต้องค้นหารวิถีทาง ทางการและไม่เป็นทางการ เพื่อที่จะได้การมองเห็นภายในโลกนี้น รายละเอียดเล็กน้อยเป็นตรงที่เกมชนะและแพ้ ความสำเร็จในที่สุดเกิดขึ้นจากสิ่งเล็กน้อย ในขณะที่ผู้นำอยู่ภายในโลกภาพใหญ่ พวกเขาไม่ควรจะลืมความสำคัญของรายละเอียด มันมักจะเป็นสิ่งเล็กน้อยหรือสุนัขจิ้้งจอกตัวน้อยเป็นกษัตรย์
9 การร่วมการยกย่อง
บุคคลต้องการการยกย่อง และความรู้สึกของคุณค่ามากเท่ากับที่พวกเขาต้องการอาหารและน้ำ การร่วมการยกย่อง การรับข้อตำหนิ ความสำเร็จขึ้นอยู่กับความพยายามของทั้งทีม การยกย่องจูงใจบุคคลภายในวิถีทางที่วัดไม่ได้
เมื่อการกระทำเป็นไปอย่างดี มั่นใจว่าเราได้ส่งการยกย่องลงไปยังบุคคลที่สมควรได้รับ ทำนองเดียวกันเมื่อบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นไมดี เราต้องรับการตำหนิ การคิดว่าทำไมมันเกิดขึ้น และทำการเเก้ไขมัน ความเป็นผู้นำเกี่ยวกับ
การร่วมการยกย่อง และการรับการตำหนิ เมื่ออะไรเป็นไปอย่างดี กระจายการยกย่องไปทั่ว อย่ากักตุนการยกย่องไว้ แม้ว่าผู้นำขาดไม่ได้ต่อความสำเร็จ
ข้อเท็จจริงคือ ผู้นำไม่ได้บรรลุความสำเร็จนั้นด้วยตัวเขาเอง ความสำเร็จของเขาถูกสร้างจากความสามารถของบุคคลทำงานกับพวกเขาที่จะบรรลุวิสัยทัศน์ ถ้าปราศจากพวกเขาแล้ว ผู้นำไม่สามารถบรรลุความสำเร็จได้ ดังนั้นถ้าเราเป็นผู้นำ ร่วมการยกย่องแก่บุคคลอื่น
10 สงบสติอารมณ์ และความมีน้ำใจ
ความสงบใจและความมีน้ำใจทำให้ผู้ตามมั่นใจ และยึดความเชื่อมั่นของพวกเขา ความมีน้ำใจเชื่อมโยงเรากับมนุษย์คนอื่นภายในข้อผูกพันของความเคารพร่วมกัน บุคคลไม่กี่คนทำการตัดสินใจที่ดีหรือยั่งยืนภายในสถานการณ์ที่วุ่นวาย เราต้องรักษาบริเวณที่ใจสงบไว้ ในขณะที่รักษาความรู้สึกของการเร่งด่วนไว้ เมื่อบุคคลอยู่ภายใต้ความเครียดอย่างเหลือเชื่อ การเป็นผู้นำที่บุคคลต้องการเดินตาม ไม่ใช่ผู้นำที่บุคคลต้องการหลีกเลี่ยง ไม่มีใครทำได้ดีภายในสถานการณ์ที่วุ่นวาย แต่เราต้องมีจิตใจสงบ รับรองว่าเราพิจารณาความเป็นไปได้ทุกอย่าง รักษาระเบียบเมื่อมันพังทลายลง และรักษาบุคคลไม่ให้ตะโกนใส่ระหว่างกัน บนคุณค่าของการใจสงบ เมื่อ เราอยู่ภายในพายุ กัปตันต้องทำให้เรือมั่นคง เฝ้าดูเครื่องมือทุกอย่าง รับฟังหัวหน้าแผนกทุกคน และคัดท้ายเรือ ถ้าผู้นำขวัญเสีย ความเชื่อมั่นของพวกเขาจะหายไป ดังนั้นผู้นำต้องประเมินสถานการณ์ ก้าวไปอย่างรวดเร็ว กล้าตัดสินใจทันที แต่ยังคงใจสงบ และสำคัญที่สุด อย่าให้พวกเขาเห็นเหงื่อของเรา

11 การสร้างวิสัยทัศน์ และเรียกร้อง
บุคคลต้องการรู้ว่าผู้นำนำพวกเขาไปตรงไหน และเพื่อความมุ่งหมายอะไร เพื่อที่จะบรรลุความมุ่งหมาย กำหนดมาตรฐานที่เรียกร้อง และมั่นใจว่ามันได้บรรลุ เมื่อเราเห็นผู้นำล้มเหลว มันเป็นสิ่งหนึ่งจากสองสิ่งอยู่เสมอ พวกเขานำบุคคลภายในการเดินตามล้มลุกคลุกคลานของการไม่มีอะไรเลย หรือพวกเขาไม่ได้กำหนดและบังคับตัวอย่างแก่บุคคลของพวกเขา มาตรฐานต้องถูกบรรลุ การบรรลุมันต้องการความพยายามเพิ่มขึ้นอยู่เสมอ ผู้นำต้องให้วิถีทางไปสู่ที่นั่น จุดมุ่งควรจะอยู่ที่ทำให้ดีขึ้นและดีขึ้นอยู่เสมอ ความมุ่งหมายเป็นจุดหมายปลายทางของวิสัยทัศน์ ผู้นำต้องตรึงความรู้สึกความมุ่งหมายของพวกเขาเอง
ภายในหัวใจและวิญญานของผู้ตามทุกคน เขาได้กล่าวถึงการกำหนดมาตรฐานที่สูง – แต่บรรลุได้ และยึดอยู่กัับมัน ภายในกองทัพ เขาไม่เคยมองหน่วยดี จนกว่าบรรลุมาตรฐานที่สูง
12 อย่าปรึกษาความกลัวของเรา หรือบุคคลมองโลกในแง่ร้าย
ความกลัวสามารถเป็นตัวจูงใจที่มีพลังแต่มันสามารถอัมพาตผู้นำ ณ เวลาเลวร้ายที่สุดด้วย เรียนรู้ที่จะเข้าใจความกลัวของเรา และนำทางมันภายในวิถีทางที่เราควบคุม ไม่ใช่ยอมให้มันควบคุมเรา การคิดอย่างชัดเจนและมีเหตุผล และทำการตัดสินใจที่ไม่ได้เกิดจากอารมณ์ ในขณะที่ความกลัวเป็นอารมณ์ธรรมดา เราต้องตระหนักเมื่อมันเกิดขึ้นกับเรา และคิดว่าจะทำมันอย่างไร เราต้องตระเตรียมกับมัน และควบคุมมัน อย่าให้มันควบคุมเรา เเละต่อบุคคลที่มองโลกมนแง่ร้าย เราควรจะใช้ข้อมูลของพวกเขาเท่านั้น แต่จดจำไว้ว่ามันจำกัดความก้าวหน้า และไม่เคยก้าวอะไรก็ตามไปข้างหน้า อารมณ์จะอัมพาตเรา และหยุดเราภายในลู่วิ่งของเรา เราจะไม่คิดอย่างชัดเจนหรือวิเคราะห์อย่างมีเหตุผลต่อไปอีก เราต้องเตรียมตัวกับมันและควบคุมมัน เราไม่เคยยอมให้มันควบคุมเรา ถ้ามันควบคุม เราไม่สามารถนำ
13 การมองโลกในแง่ดีตลอดไป ตัวคูณกำลังรบ
การมองโลกในแง่ดีเป็นการติดเชื้อ การรักษาทัศนคติที่ดีและความเชื่อมั่นสำคัญต่อเราและบุคคลรายรอบเรา บุคคลเข้มแข็งขึ้นจากการมองโลกในแง่ดีของเรา เชื่อมั่นภายในความมุ่งหมายของเรา เชื่อมั่นภายในตัวเราเอง และเชื่อมั่นภายในบุคคลของเรา และพวกเขาจะเชื่อมั่นภายในเรา การมองโลกในแง่ดีตลอดไป เชื่อมั่นภาอยในความมุ่งหมายของเรา ความเชื่อมั่นความมุ่งมั่นของเราจะแพร่หลาย และความลุ่มหลงและความเชื่อมั่นเป็นตัวคูณกำลังรบ ถ้าเราเชื่อมั่นและตระเตรียมผู้ตามของเรา ผู้ตามจะเชื่อมั่น เรามีบางสิ่งบางอย่างที่จะกล่าวต่อผู้นำที่ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ และปรับตัวอย่างต่อเนื่องที่จำเป็นจนเขาบรรลุความสำเร็จ เขาเป็นพลังที่ต้องเผชิญหน้า และเขาจะกระทบทางบวกต่อบุคคลอื่น จงยังคงมองโลกในแง่ดี และประสิทธิภาพความเป็นผู้นำของเราจะทวีคูณ
เรามีถ้อยคำอ้างอิงที่มีพลังและประเมินค่าไม่ได้จำนวนมากของโคลิน
พาวเวลล์ เป็นบทเรียนความเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่แก่เราทุกคน
*ความเป็นผู้นำเป็นการแก้ปัญหา วันที่ทหารหยุดนำปัญหาของพวกเขาแก่เรา เป็นวันที่เราหยุดการนำพวกเขาแล้ว
*ผู้นำที่ยิ่งใหญ่เป็นผู้ทำให้เรียบง่ายที่ยิ่งใหญ่อยู่เสมอ สามารถข้ามพ้นการโต้แย้ง การถกเถียง และความสงสัย นำเสนอข้อแก้ปัญหาแก่บุคคลทุกคนสามารถเข้าใจ
*ถ้าเราจะบรรลุความเป็นเลิศภายในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เราต้องพัฒนานิสัยภายในสิ่งที่เล็กน้อย
*ความฝันไม่กลายเป็นความจริงผ่านความอัศจรรย์ มันต้องมีเหงื่อ ความมุ่งมั่น และงานหนัก
* การเจาะลึกข้อมูลทุกอย่างที่เราสามารถ แล้วไปกับสัญชาติญานของเรา
*งานทุกอย่างมีเกียรติ ทำให้ดีที่สุดอยู่เสมอ เพราะว่าบุคคลบางคนกำลังเฝ้ามอง
* มันไม่ใช่ตรงไหนที่เราเริ่มต้นภายในชีวิต มันเป็นตรงที่เราจบลง และอะไรที่เราทำระหว่างทาง
* เราไม่มีความลับต่อความสำเร็จ อย่าเสียเวลามองหามัน มันเป็นผลลัพธ์ของการตระเตรียม การทำงานหนัก และการเรียนรู้จากความล้มเหลว
*ความกลัวและความล้มเหลวปรากฏอยู่เสมอ ยอมรับมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และเรียนรู้ที่จะจัดการความเป็นจริงเหล่านี้อย่างไร
*ผมคิดว่าไม่ว่าเรามีความพ่ายเเพ้หรืือไม่ บทบาทของผู้นำคือแสดงทัศนคติของชัยชนะอยู่้่เสมอ
*การแสดงความเมตตามากกว่าดูเหมือนความจำเป็นอยู่เสมอ เพราะว่าบุคคลได้รับมันต้องการมากกว่าที่เราเคยรู้
*ความไว้วางใจเป็นกาวที่ยึดบุคคลเข้าด้วยกัน และเป็นน้ำมันหล่อลื่นที่ทำให้องค์การก้าวไปข้างหน้า
*อย่ารบกวนบุคคลเพื่อความช่วยเหลือ โดยไม่พยายามครั้งแรกที่จะแก้ปัญหาด้วยตัวเราเอง
*ความสำเร็จเป็นผลลัพธ์ของความสมบูรณ์ การทำงานหนัก การเรียนรู้จากความล้มเหลว ความจงรักภักดี และความไม่ลดละ
*วิธีการที่ดีที่สุดของการเอาชนะอุปสรรคคือ วิธีการของทีม
*ผมพยายามรักษาความเชื่อมั่นและการมองโลกในเเง่ดีอยู่เสมอ ไม่ว่าสถานการณ์ยุ่งยากอย่างไร

โคลิน พาวเวลล์ ได้กล่าวว่า คำถามอย่างหนึ่งที่เขาถูกถามอยู่เสมอคือ ความแตกต่างระหว่างการบริหารและความเป็นผู้นำคืออะไร การบริหารคือ การได้ 100% ออกมาจากการออกแบบองค์การ ความเป็นผู้นำคือ การได้ 125 % ออกมาจากการออกแบบองค์การนั้น ผมอยู่ภายในการบริการสาธารณะนานเท่าไร
บุคคลมากขึ้นเท่านั้นถามเกี่ยวกับความเป็นผู้นำตลอดปี ความเป็นผู้นำคืออะไร
มันสรุปได้อย่างเเท้จริงคือ การสร้างสภาวะของความไว้วางใจภายในองค์การ
ผู้นำที่ดีเป็นบุคคลที่ถูกไว้วางใจโดยผู้ตาม ผู้นำนำองค์การผ่านระดับที่ศาสตร์การบริหารกล่าวว่าเป็นไปได้
โคลิน พาวเวลล์ กล่าวว่า ผู้นำที่มีประสืทธิภาพสร้างไม่ใช่กำเนิด พวกเขาเรียนรู้จากการลองผิดลองถูก และจากประสบการณ์ ความเป็นผู้นำเกี่ยวกับบุคคล มันไม่เกี่ยวกับองค์การ มันไม่เกี่ยวกับแผน มันไม่เกี่ยวกับกลยุทธ์ มันเกี่ยวกับบุคคล – จูงใจบุคคลทำงานให้สำเร็จ เราต้องมีศูนย์รวมบุคคล
ความคิดของความเป็นผู้นำและการบริหารได้ถูกพัฒนาเเยกจากกัน และภายใต้สถานการณ์ที่แตกต่างกัน แนวคิดของ “บุคคลที่ยิ่งใหญ่” เป็นต้นกำเนิดของความเป๋นผู้นำ
อับราฮัม เซลเลซนิค อาจารย์คณะบริหารธุรกิจฮาร์วาร์ด เป็นบุคคลเเรกที่เขียนเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างผู้นำและผู้บริหาร บทความของเขา Managers and Leaders : Are They Different ? ท้าทายมุมมองการบริหารสมัยเดิมที่มุ่งโครงสร้างองค์การและกระบวนการ ณ เวลานั้น องค์การพัฒนา
ผู้บริหารด้วยจุดมุ่งที่กระบวนการและการควบคุม อับราฮัม เซลเลซนิค ยืนยันว่าองค์การเหล่านี้พลาดโอกาสที่จะพัฒนาผู้นำด้วยการมุ่งสิ่งเหลานี้ อับราฮัม เซลเลซนิค กล่าวว่าวิถีทางขององค์การโดยทั่วไปขาดองค์ประกอบผู้นำที่สำคัญของเเรงบันดาลใจ วิสัยทัศน์ และความลุ่มหลง จากแนวคิดและการพัฒนาบุคคลของพวกเขา
อับราฮัม เซลเลซนิค ได้อธิบายว่า ผู้บริหารเป็นบุคคลบางคนที่แสวงหาระเบียบวินัย การควบคุม และการแก้ปัญหาอย่างรวดเร็ว ผู้นำคล้ายกับนักศิลปมากขึ้น และอดทนต่อความสับสนและขาดโครงสร้าง บ่อยครั้งที่องค์การไม่ได้สร้างสภาพแวดล้อมตรงที่ผู้นำสามารถเจริญรุ่งเรือง
ตามมุมมองของอับราฮัม เซลเลซนิค ทั้งผู้นำและผู้บริหารมีส่วนช่วยต่อองค์การ ผู้นำมีส่วนช่วยโดยการสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงและวิถีทางใหม่ และกระทำด้วยการได้ความผูกพันของบุคคล ผู้บริหารมีส่วนช่วยโดยการสนับสนุนความมั่นคง และฐานะเดิม การใช้อำนาจหน้าที่ ดำเนินการความรับผิดชอบ และพิจารณางานบรรลุความสำเร็จได้อย่างไร
ภายในหนังสือเล่มใหม่ของเขา Hedgehogs and Foxes คำพูดเปรียบเทียบ
เม่นเเละสุนัขจิ้งจอกหมายถึงอะไรภายในความสัมพันธ์ต่อความซับซ้อนชองความเป็นผู้นำ ชื่อของหนังสือเป็นหนี้ที่ผมต้องให้กับ ไอเซยา เบอร์ลิน นักวิชาการอังกฤษ ไอเซยา เบอร์ลิน ได้ยืมแนวคิดมาจากนักปรัชญากรีกโบราณ อาร์ซีโลคัส ได้เขียนว่า ” เม่นรู้สิ่งที่ยิ่งใหญ่อย่างเดียว ในขณะที่สุนัขจิ้งจอก
รู้หลายสิ่ง”
เม่นเป็นสัตว์ตัวเล็กและพอดีกับฝ่ามือมนุษย์ มันมีร่างกายเต็มไปด้วยหนามที่ให้การป้องกันตัวจากนักล่า แต่อะไรที่น่าประหลาดเกี่ยวกับเม่นคือ กลไกการป้องกันตัวเองของมัน การรู้สึกถึงการคุกคามมันเพียงแต่ม้วนตัวเป็นก้อนกลมทำให้นักล่าสับสน ดังนั้นเม่นอยู่รอดด้วยการเพียงแค่ใช้เลห์เหลี่ยมอย่างเดียว – ขดตัวเป็นก้อนกลม แต่ทำมันได้ดีมาก แต่กระนั้นมันเป็นกลไกป้องกันตัวเองอย่างเดียวที่เม่นมีอยู่เท่านั้น ไม่เหมือนกับสุนัขจิ้งจอก สุนัขจิ้งจอกมีเล่ห์เหลี่ยมการอยู่รอดหลายอย่างหลบหนีจากนักล่า ด้วยเเรงบันดาลใจโดยการสังเกตุนี้ นักปรัญชา ไอเซยา เบอร์ลิน ภายในบทความของเขาชื่อ The Hedgehog and the Fox เขียนว่า สุนัขจิ้งจอกรู้หลายสิ่ง แต่เม่นรู้สิ่งที่ยิ่งใหญ่อย่างเดียว
ภายในบทความของเขา ไอเซยา เบอรลิน ยืนยันว่านักเขียนและนักคิดสามารถถูกแบ่งเป็นสองประเภท เม่น มองโลกผ่านเลนส์ของความคิดที่ระบุไว้อย่างเดียว และสุนัขจิ้งจอก ดึงความหลากหลายที่กว้างของประสบการณ์ และโลกไม่สามารถย่อลงเป็นความคิดเดียว
นักปรัชญากรีกโบราณ อาร์ซีโลคัส ได้เขียนว่า สุนัขจิ้งจอกรู้หลายสิ่ง แต่เม่นรู้สิ่งที่ยิ่งใหญ่อย่างเดียว ตามบทความ 1953 โดยนักปรัชญา ไอเซยา เบอร์ลิน นักคิดและผู้นำสามารถถูกแยกตามประเภทของสัตว์สองอย่างเหล่านี้ บุคคลที่มองรายละเอียดทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาทำคล้ายสุนัขจิ้งจอก และบุคคลที่ยิ่งใหญ่กับการมีวิสัยทัศน์อย่างเดียวคล้ายเม่น
ภายในหนังสือของเขา On Grand Strategy อาจารย์มหาวิทยาลัยเยล จอห์น
้เลวิส แกดดิส ได้กล่าวว่าสุภาษิตสามารถสอนเราอย่างมากเกี่ยวกับการกลายเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ บนพื้นฐานเรารับรู้เป้าหมายภาพใหญ่อย่างไร
บรรทัด 2,600 ปีเกี่ยวกับสุนัขจิ่งจอกและเม่นสอนเราเกี่ยวกับความเป็นผู้นำอย่างไร ตามที่นักปราชญกรีกได้เขียนไว้
สาระสำคัญโดยทั่วไปของสุภาษิตคือ บุคคลบางคนมองรายละเอียดภายในทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาทำคล้ายสุนัขจิ้งจอก ในขณะที่บุคคลอื่นยิ่งใหญ่กับการมีวิสัยทัศน์อย่างเดียวคล้ายเม่น สุภาษิตจุดศูนยกลางสัตว์นี้อยู่ ณ หัวใจของบทเรียนภายใน On Grand Strategy
ด้วยการใช้ร่องรอยจากบทความ 1953 ของไอเซยา เบอร์ลิน จอห์น แกดดิส ได้อธิบายผู้นำที่ยิ่งใหญ่สามารถถูกแยกประเภทเป็นเม่นหรือสุนัขจิ้งจอกอย่างไร ไอเซยา เบอรลิน ได้ไปไกลถึงที่จะกล่าวว่าการแยกนี้เป็นความแตกต่างลึกที่สุดอย่างหนึ่งที่แบ่งนักเขียนและนักคิด และมันอาจจะเป็นมนุษย์โดยทั่วไป การแบ่งเกิดขึ้นจากสัตว์แต่ละอย่างตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมของมันอย่างไร เมื่อสุนัขจิ้งจอกถูกล่า มันค้นหาวิถีทางที่ฉลาดหลายอย่างหลบหนี
นักล่า เมื่อเม่นถูกล่า มันหดตัวม้วนกลมและนอนนิ่ง
ด้วยถ้อยคำของไอเซยา เบอร์ลิน สุนัขจิ้งจอกสัมพันธ์ทุกสิ่งทุกอย่างกับ
วิสัยทัศน์ศูนย์กลางอย่างเดียว….หลักการโดยทั่วไปอย่างเดียว ตรงกันข้ามสุนัขจิ้งจอกเดินตามเป้าหมายหลายอย่าง มักจะไม่่เกี่ยวพันกันและเเม้แต่ขัดเเย้งกัน….ไม่สัมพันธ์กับหลักการศีลธรรม
ถ้าเราเคยล่าสุนัขจิ้งจอก เรารู้ว่ามันชอบที่จะใช้ความฉลาดของมัน
และค้นหาวิถีทางที่สร้างสรรค์หลีกเลี่ยงอันตราย ถ้อยคำคมเหมือนสุนัขจิ้งจอก เป็นความจริง เพราะว่าสุนัขจิ้งจอกสามารถคิดวิถีทางของมันออกจากปัญหา สุนัขจิ้งจอกเป็นนักคิดที่ลึกและซับซ้อน ใช้ความหลากหลายของแหล่งที่มาและประสบการณ์ และพิจารณาหลายเส้นทางไปสู่ความสำเร็จ สุนัจิ้งจอกมีกลยุทธ์ที่แตกต่างกันเพื่อปัญหาที่แตกต่างกัน มันพอใจกับการรบกวน มันสามารถอยู่กับความขัดแย้ง
ในขณะที่เม่น เมื่ออยู่ภายในความยุ่งยาก จะนอนขดตัวเป็นก้อนกลม เม่นมุ่งภาพใหญ่และใจเดียวภายในวิสัยทัศน์ของมัน มันลดปัญหาทุกอย่างให้เป็นหลักการอย่างเดียว วิสัยทัศน์นี้กำหนดมันคิดและรู้สึกอย่างไร มันเข้าใจโลกอย่างไร เม่นมุ่งที่เป้าหมายสุดท้ายและมุมมองระยะยาวเม่นลดความไม่แน่นอนเป็นหลักการอย่างเดียว ในขณะที่สุนัขจิ้งจอกรู้หลายสิ่ง และตระเตรียมปรับตัวเข้ากับมุมมองของโลกที่ซับซ้อน
อับราฮัม เซลเลซนิค ยืนยันว่าผู้นำอาจจะเป็นเม่น มองความเป็นผู้นำเหมือนกับการติดตามที่เด็ดเดี่ยวขับเคลื่อนโดยกฏที่ไม่เปลี่ยนแปลง หรือเป็นสุนัขจิ้งจอกที่ประเมินและประเมินใหม่เป้าหมายและกลยุทธ์ของมัน บนพื้นฐานการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาภายในธุรกิจ อับราฮัม เซลเลซนิค ยืนยันว่าผู้นำที่ยิ่งใหญ่เหมือนกับสุนัขจิ้งจอก ประเมินและประเมินใหม่เป้าหมายและกลยุทธ์ของพวกเขา บนพื้นฐานของปัจจัยที่เปลี่ยนแปลง มากกว่าเม่นที่ผูกพันเกินไปกับอุดมคติที่เกินเอื้อมอย่างเดียว จิตวิเคราะห์ได้ช่วยภายในการค้นพบว่าทำไมผู้นำบางคนไม่สามารถปล่อยวางสายตาสั้น ความคิดมองย้อนหลังภายในความเป็นผู้นำของพวกเขา
จอห์น แกดดิส ยืนยันว่าผู้นำที่ยิ่งใหญ่ต้องเป็นทั้งเม่นและสุนัขจิ้งจอก พอใจกับการรวมกัน ความขัดแย้ง และความแตกต่าง เขาชี้ว่าความเป็นผู้นำของอับราฮัม ลินคอล์น เป็นตัวตนที่ดีที่สุดของสัตว์ทั้งสองตัว เขาสังเกตุว่าลิงคอล์นมุ่งที่การรักษาหลักการของคำประกาศอิสระภาพ แต่ทำมันผ่านทางวิถีทางของสุนัขจิ้งจอก แต่การยกเลิกการเป็นทาส อับราฮัม ลินคอล์น ต้องผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่สิบสามผ่านทางรัฐสภาที่เจ้าอารมณ์ และที่นี่กลอุบายของเขาเป็นสุนัขจิ้งจอก ตามมุมมองของจอห์น แกดดิส เป้าหมายอย่างเดียวของอับราฮัม ลินคอล์นคือการรักษาสหภาพไว้ แต่เขาต้องอาศัยการให้สินบน การเยินยอ และการโกหก ทำสิ่งนี้น เขารู้ว่าอนาคตของอเมริกาขึ้นอยู่กับทั้งภาพใหญ่และรายละเอียดเล็กน้อย
ภายในหนังสือของเขา The Outsiders วิลเลียม ธอร์นไดค์ ได้ใช้การเปรียบเทียบโบราณนี้ อธิบายการลุกขึ้นของวอร์เรน บัฟเฟตต์ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นนักลงทุนที่บรรลุความสำเร็จผิดธรรมดาอยู่แล้ว วิลเลียม ธรอนไดค์ เขียนว่า
ซีอีโอส่วนใหญ่ถูกจำกัดด้วยประสบการณ์ก่อนหน้านี้ต่อโอกาสการลงทุนภายในอุตสาหกรรมของพวกเขาเอง พวกเขาเป็นเม่น ตรงกันข้ามวอร์เรน บัฟเฟตต์ ด้วยความสามารถของประสบการณ์ก่อนหน้านี้ของเขาต่อการประเมินการลงทุนภายในความหลากหลายของอุตสาหกรรม เป็นสุนัขจิ้งจอก เขามีข้อได้เปรียบของการเลือกจากทางเลือกการลงทุนที่กว้างมาก
ด้วยกันกับรองประธานของเบิรคไชน์ ฮาธเวย์ ชาร์ลี มังเกอร์ หุ้นส่วนและเพื่อนของวอร์เรน บัฟเฟตต์ เกือบ 50 ปี มีความฉลาดคล้ายสุนัขจิ้งจอก และเขาบรรลุความสำเร็จภายในการลงทุนอย่างมาก เขาร่ำรวยหลายพันล้านเหรียญ ชาร์ลี มังเกอร์ มีชื่อเสียงเป็นนักอ่านที่ไม่รู้จักพอข้ามหลายสาขาวิชา เขากล่าวว่า พัฒนานิสัย
ของการเรียนรู้โมเดลที่หลากหลายบนรากฐานความเป็นจริงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเราสามารถทำ ด้วยคำพูดอีกอย่างหนึ่ง ณ อายุ 79 ปี ชาร์ลี มังเกอร์พร้อมต่ออะไรก็ตามและเขาต้องการอยู่เสมอที่จะพร้อม เพื่อแม้แต่มากขึ้นด้วยการเรียนรู้โมเดลใหม่ของการคิดให้มากเท่าที่เป็นได้
จิม คอลลินส์ นักวิชาการที่ยิ่งใหญ กล่าวว่าด้วยการใช้คำพูดเปรียบเทียบของไอเซยา เบอร์ลิน บริษัทที่ยิ่งใหญ่เหมือนกับเม่นมากกว่าสุนัขจิ้งจอก ไม่เหมือนสุนัขจิ้งจอกรู้หลายสิ่ง เม่น รู้สิ่งที่ยิ่งใหญ่อย่างเดียว การนำบริษัทไปสู่ความยิ่งใหญ่ต้องการการค้นหาสิ่ง
ที่ยิ่งใหญ่คืออะไร แนวคิดของเม่นไม่ใช่เป้าหมายดีที่สุด กลยุทธ์ดีที่สุด และความมุ่งหมายดีที่สุด และเเผนดีที่สุด มัีนเป็นความเข้าใจอะไรเราสามารถดีที่สุด ความแตกต่างสำคัญอย่างแน่นอน
แนวคิดของเม่นโดยจิม คอลลินส์ แสดงบริษัทสามารถบรรลุความยิ่งใหญ่ภายในธุรกิจอย่างไร มันเป็นแนวคิดที่เรียบง่ายตกผลิก มุ่งความเข้าใจของการตัดกันของวงกลมสามวง มันเกี่ยวกับพลังของความเรียบง่าย การเพิ่มโอกาสของความสำเร็จ ภายในหนังสือ 2001 ของเขา Good to Great จิม คอลลินส์ ได้อธิบายความคล้ายคลึงกันระหว่างบริษัทข้ามชาติและแนวคิดของเม่น บริษัทที่ดีไปสู่ยิ่งใหญ่เป็นเม่นภายในวิถีทางหนึ่งหรืออย่างอื่น จิม คอลลินส์ ยืนยันว่า สาระสำคัญอยู่ภายในหลักการที่มุ่งสิ่งหนึ่ง ณ เวลานั้น นั่นสามารถทำให้บริษัทชนะคู่แข่งขันของพวกเขา และเจริญเติบโตกลายเป็นธุรกิจที่บรรลุความสำเร็จ ตามมุมมองของจิม คอลลินส์ มันต้องใช้ประมาณสี่ปีโดยเฉลี่ยปรับปรุงเเนวคิดของเม่นภายในองค์การ

ครั้งหนึ่งวอร์เรน เบนนิส อาจารย์คณะบริหารธุรกิจ ณ มหาวิทยาลัย
เซ้าธ์เทรินแคลิฟอรเนีย 35 ปี และเป็นผู้เขียนของหนังสือความเป็นผู้นำ 30 เล่ม เขาเสียชีวิตเมื่ออายุ 89 ปี ประธานผู้ก่อตั้งของสถาบันความเป็นผู้นำ ณ คณะบริหารธุรกิจมาร์แชลล์ของยูเอสซี ลอส แอนเจลิส ไทม์ ได้เขียนว่า เบนนิส ได้ถูกรู้จักกันเป็น คณบดีของกูรูความเป็นผู้นำ
หนังสือต้นแบบ 1989 ของเขา On Becoming a Leader ถูกกำหนดให้อ่านแก่
นักธุรกิจใครก็ตาม เขาเป็นพี่เลี้ยงซีอีโอ ฝึกอบรมผู้นำมากมาย สอนที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เอ็มไอที และยูเอสสซี และให้คำแนะนำประธานาธิบดี จอห์น เคนเนดี ลินดอน จอห์นสัน เจอรัล ฟอร์ด และโรเเนลด์ รีแกน วอร์เรน
เบนนิส ได้เรียนรู้บทเรียนความเป็นผู้นำครั้งแรกของเขาบนสนามรบ ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นร้อยโททหารหนุ่มที่สุดคนหนึ่งรับใช้ภายในยุโรป
ตลอดเวลาเขาได้พัฒนาทฤษฎีความเป็นผู้นำที่บันดาลใจไม่มอง “การบังคับบัญชาและการควบคุม” ทำลายความคิดสร้างสรรค์ และชักจูงความลุ่มหลง
ความซื่อสัตย์ และความอยากรู้ การมองเลยพ้นไปจากตัวเลขรายไตรมาสขับเคลื่อนความสำเร็จ
วอร์เรน เบนนิส นักวิชาการอเมริกัน ที่ปรึกษาการบริหาร และนักเขียนที่มีอิทธิพลเกี่ยวกับความเป็นผู้นำ ภายในหนังสือต้นแบบของเขากับเบิรต
นานุส เขาได้ให้คุณลักษณะของผู้นำที่บรรลุความสำเร็จสี่สิบคน หลายคนขาดบารมีอย่างชัดเจน ถ้าปีเตอร ดรัคเกอร์ เป็นบิดาของการบริหาา วอร์เรน เบนนิส เป็นบิดาของความเป็นผู้นำ วอร์เรน เบนนิส กล่าวไว้ครั้งเเรกว่าความเป็นผู้นำไม่ใช่กลุ่มของคุณลักษณะพันธุกรรม แต่เป็นผลลัพธ์ของ
กระบวนการตลอดชีวิตของการค้นพบตัวเอง ครั้งหนึ่งเขาได้เขียนว่า ตำนานความเป็นผู้นำอันตรายที่สุดคือ ผู้นำกำเนิดจากปัจจัยพันธุกรรม นั่นเป็นสิ่งที่ไร้สาระ ทีจริงแล้วตรงกันข้าม ผู้นำถูกสร้างไม่ใช่กำเนิด
บุคคลอื่นไม่เห็นด้วยอย่างสิ้นเชิงกับวอร์เรน เบนนิส และยึดความคิดว่าผู้นำถูกกำเนิด ความคิดที่นิยมแพร่หลายของนักจิตวิทยาหลายคนคือ ความเป็นผู้นำเป็นคุณลักษณะที่สืบทอด และใครที่ไม่สืบทอดพรสวรรค์เหล่านี้ไม่มีโอกาสของการพัฒนามันด้วยตัวพวกเชาเอง
วอร์เรน เบนนิส ได้เขียนที่มีชื่อเสียงภายในหนังสือของเขา On Becoming a Leader ว่าผู้บริหารทำอย่างถูกต้อง ผู้นำทำสิ่งที่ถูกต้อง ทำนองเดียวกับนักวิชาการความเป็นผู้นำคนอื่น วอร์เรน เบนนิส ได้สร้างความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างความเป็นผู้นำและการบริหาร และผู้นำและผู้บริหาร
วอร์เร็น เบนเนส ได้กล่าวถึงความแตกต่างระหว่างผู้บริหารและผู้นำไว้ว่า
ผู้บริหารบริหาร ผู้นำเปลี่ยนแปลง
ผู้บริหารลอกแบบ ผู้นำริเริ่ม
ผู้บริหารรักษา ผู้นำพัฒนา
ผู้บริหารมุ่งระบบ และโครงสร้าง ผู้นำมุ่งคน
ผู้บริหาร มุ่งการควบคุม ผู้นำมุ่งความไว้วางใจ
ผู้บริหารมมองระยะสั้น ผู้นำมองระยะยาว
ผู้บริหารยอมรับฐานะเดิม ผู้นำท้าทายฐานะเดิม
ผู้บริหารถามว่าอย่างไรและเมื่อไร ผู้นำถามว่าอะไร
และทำไม
ผู้บริหารมองที่กำไรเสมอ ผู้นำมองที่ขอบฟ้า
ผู้บริหารเป็นทหารคลาสสิคที่ดี ผู้นำเป็นบุคคลที่
ี่ เป็นตัวเอง
ผู้บริหารทำอะไรอย่างถูกต้อง ผู้นำทำอะไรที่ถูกต้อง

จอห์น คอตเตอร์ อาจารย์คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มีความคิดเห็นบางอย่างเพิ่มขึ้นต่อความเเตกด่างระหว่างความเป็นผู้นำและการบริหาร
มุมมองของเขาสอดคล้องกับวอร์เรน เบนนิส เขาได้กล่าวว่า ผมไม่สามารถบอกได้ว่ากี่ครั้งที่ผมได้ยินบุคคลใช้คำว่า ผู้บริหาร และ ผู้นำ แทนกัน ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างอย่างรวดเร็ว การทำสิ่งที่เคยทำในอดีต หรือการทำให้ดีขึ้น 15% ไม่ป็นสูตรของความสำเร็จได้ต่อไปอีกแล้ว จอห์น คอตเตอร์ ยืนยันว่า การบริหารมุ่งที่การจัดการความซับซ้อน การทำให้องค์การมีความเป็นระเบียบแบบแผนและความสม่ำเสมอ ด้วยการวางแผน การจัดองค์การ และการควบคุมการดำเนินงาน ความเป็นผู้นำมุ่งที่การจัดการการเปลี่ยนแปลง การสร้างวิสัยทัศน์ การถ่ายทอดวิสัยทัศน์ และการบันดาลใจบุคคลภายในองค์การให้บรรลุวิสัยทัศน์ การบริหารและความเป็นผู้นำไม่สามารถทดแทนกันได้ บริษัทต้องการทั้งการบริหารที่เข้มแข็งและความเป็นผู้นำที่เข้มแข็ง
จอห์น คอตเตอร์ เชื่อว่าความเป็นผู้นำที่ดีสร้างการเปลี่ยนแปลงภายในองค์การได้ เราเห็นได้จากการเปลี่ยนแปลงไครสเล่อร์โดยลี ไอเอคอคคา ซีอีโอที่ได้ชุบชีวิตบริษัทให้อยู่รอดได้จนทุกวันนี้ และการบริหารที่ดีควบคุมความซับซ้อน และสร้างเสถียรภาพและประสิทธิภาพภายในองค์การได้ เราเห็นได้จากการบริหารเจ็นเนอรัล อีเล็คทริคที่ดีโดย จอห์น เวลซ์ ซีอีโอที่ยิ่งใหญ่ บริษัทที่เข้มแข็งต้องการทั้งความเป็นผู้นำที่ดีและการบริหารที่ดี
บริษัทที่เริ่มต้นหลายบริษัทมีความเป็นผู้นำที่ดี แต่ได้ล้มเหลวในที่สุด เนื่องจากบริษัทมีการบริหารไม่ดี สตีฟ จ้อป ซีอีโอของแอปเปิ้ล คอมพิวเตอร์ มีความเป็นผู้นำที่ดีด้วยการสร้างวิสัยทัศน์ที่สามารถครอบงำจิตใจ และจินตนาการของบุคคลและลูกค้าของแอปเปิ้ล แต่เมื่อ
แอปเปิ้ลได้เจริญเติบโตและใหญ่ขึ้น บริษัทต้องการการบริหารที่ดี เพื่อการวางแผนและการควบคุมบริษัทมากขึ้น สตีฟ จ้อป ไม่ได้มีการบริหารที่ดีดังกล่าวนี้ เขาได้มุ่งเแต่นวัตกรรมและทคโนโลยีที่พอใจเท่านั้น และไม่เต็มใจมอบหมายความรับผิดชอบแก่ผู้บริหารที่มีทักษะของการบริหารที่ดี เพื่อที่จะกระทำสิ่งเหล่านี้ได้ สตีฟ จ้อป ยังหนุ่มเกินไปและขาดประสบการณ์ที่จะเป็นซีอีโอ แต่คณะกรรมการบริษัทของแอปเปิ้ลต้องการว่าจ้างผู้บริหารที่มีประสบการณ์เข้ามาบริหารงานประจำวันของบริษัท ในที่สุดสตีฟ จ้อป ต้องลาออกไปจากบริษัทที่เขาได้ก่อตั้งขึ้นมา
ภายในการการสำรวจผู้บริหารอเมริกันที่บรรลุความสำเร็จ ผู้บริหารเกือบสองในสามได้ตอบว่าบริษัทของพวกเขามีผู้บริหารหลายคนเข้มแข็งกับการบริหาร แต่่อ่อนแอกับความเป็นผู้นำ บริษัทหลายบริษัท ” บริหารมากเกินไปแต่นำน้อยเกินไป” จอห์น คอตเตอร์ ได้กล่าวว่าบริษัทในขณะนี้มีความเป็นผู้นำไม่เพียงพอ และขาดผู้บริหารที่มีทั้งการบริหารที่ดีและความเป็นผู้นำที่ดี บริษัทต้องการทั้งทักษะด้านแข็งของการบริหาร และทักษะด้านอ่อนของความเป็นผู้นำ
Cr : รศ สมยศ นาวีการ


