INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ลัทธิซูฟี :อัตลักษณ์และความเชื่อ

sufism iran traveling center
ลัทธิซูฟี :อัตลักษณ์และความเชื่อ

โดย ศ.(กิตติมศักดิ์)ดร.ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน
ศูนย์อิสลามศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม

ลัทธิซูฟี(Sufism)ได้มีรูปแบบและวิธีคิดที่ค่อนข้างจะแตกต่างกับสำนักอื่นๆ เพราะว่าพวกเขาเน้นทางด้านญาณหยั่งรู้และการประจักษ์แจ้งแห่งจิต การจิกทางจิตวิญญาณเพื่อบรรลุระดับขั้นของฟานาห์(การสลายตัวตน) ดังนั้นจึงถือว่าเป็นวิธีคิดค่อนข้างจะละเอียดอ่อนมาก เพื่อการค้นพบความจริงแท้ และการนำไปสู่ความหยั่งรู้ที่แท้จริงต่อพระองค์อัลลอฮซ.บ. เป็นวิธีคิดแบบรหัสยะนิยมของอิสลาม
อัลลามะฮฎะบะฎอบาอีย์ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า….”ความน่าสนใจและพลังแห่งการดึงดูดของแนวทางระหัสยะนัย(ฌาณวิทยา) ทำให้คนที่รู้จักในพระเจ้า มีความสนใจต่อโลกแห่งความสูงส่ง และจิตใจของเขาจะบรรจุไว้ซึ่งความรักที่มีต่ออัลลอฮเท่านั้น โดยปล่อยวางจากทุกสิ่ง พวกเขาจะออกห่างจากสิ่งที่เป็นโมฆะธรรม และนำตัวเขาเข้าสู่การภัคดีและการสรรเสริญต่อพระองค์ ดังนั้นแนวทางฌาณวิทยา เป็นวิธีคิดและนำหลักปฏิบัติธรรมสู่การเป็นบ่าวที่แท้จริงต่อพระผู้เป็นเจ้า และทำลายกิเลสธัญหา ความต้องการ และยังได้ยกระดับจิตใจของตนเองให้หลุดพ้นจากโลกแห่งโลกียะ ไม่หลุ่มหลงต่อสิ่งใด ดังนั้นนักรหัสยะนัย(อาริฟ) หมายถึงบุคคลที่เคารพภัคดีต่อพระเจ้า ผ่านความรู้และเพราะความรักต่อพระองค์ ไม่ใช่การปฏิบัติเพื่อรางวัลตอบแทน หรือหวาดกลัวต่อบทลงโทษ เป็นผู้มีความสัมผัสพิเศษที่เข้าถึงรหัสยภาวะ จิตของพวกเขาเกิดความรู้แจ่มแจ้งชัดเจน โดยไม่ต้องอาศัยการอ้างเหตุผล”(ชีอะฮในอิสลาม หน้า๑๒๐)
สำนักคิดชีอะฮถือว่าการเข้าถึงรหัสยะหรือความเป็นอิรฟานนั้นเป็นสิ่งที่ศาสนาสนับสนุน และการรู้แจ้งเห็นจริงแห่งจิตวิญญาณนั้นเป็นวิธีคิดหนึ่งของโลกทัศน์อิสลาม และแนวทางแห่งอิรฟานเป็นแนวทางของศาสนาอิสลามและยังถือว่าเป็นหัวใจของศาสนา เพราะเป็นที่มาของการภัคดีที่แท้จริงและการเข้าถึงพระเจ้าอย่างถูกต้องและมั่นคง เป็นการเข้าถึงแบบภายในของศาสนาเป็นกรอบในของหลักการทางศาสนา โดยผ่านกระบวนการแห่งการขัดเคลาจิตใจจนที่สุด จึงสามารถบรรลุความเป็นนักรหัสยะที่แท้จริง
ในโลกอิสลามผู้ที่นำวิถีทางแห่งอิรฟานมาคือ ท่านศาสดามุฮัมมัด ซึ่งท่านนั้นเป็นนักรหัสยะที่มีระดับขั้นสูงสุดกว่าใครๆ โดยการปฏิบัติของท่านและวิธีนี้ถูกถ่ายทอดต่อสาวกของท่าน ซึ่งผู้ที่รับมรดกแห่งความเป็นนักระหัสยะได้ดีเยี่ยมและสมบูรณ์คือท่านอิมามอะลี บินอะบีตอลิบ ซึ่งในตำราแห่งประวัติศาสตร์ได้จารึกและบันทึกถึงเรื่องนี้ไว้อย่างละเอียดว่า ท่านอะลี บินอะบีตอลิบ ได้อธิบายเกี่ยวกับแก่นแท้ของแนวทางหลักระหัสยะและระดับขั้นของชีวิตด้านในที่ทรงคุณค่า ต่อมาสานุศิษย์ของท่านได้ยึดมั่นในแนวทางนี้มา เช่นท่านซัลมาน ฟัรซี ท่านอบูซัร ฆัฟฟารีย์ ท่านกุเมล บินซิยาด ท่านมัยซัม ตัมมัรและท่านอื่นๆอีกจำนวนมาก ซึ่งนักซูฟีหรือนักรหัสยะนัยยุคหลังไม่ว่าในสำนักซุนนีหรือสำนักชีอะฮได้กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าบรรดานักซูฟีเหล่านั้นเป็นสายโซ่ที่สืบทอดมาจากท่านอิมามอะลี บินอะบีตอลิบ
ท่านอัลลามะฮฎะบะฎอบาอีย์ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า….”บรรดาครูทางจิตวิญญาณของนักรหัสยะ เป็นสายโซ่ที่มีมาอย่างต่อเนื่องสืบทอดมาจากครูคนก่อนของพวกเขา จนสืบไปถึงท่านอิมามอะลี ผลของวิสัยทัศน์และการสถาปณาของพวกเขาที่ได้สืบทอดมาถึงยุคเรา ได้นำเอาความจริงและแนวคิดนั้นและความสูงส่งทางจิตวิญญาณ ที่พบในวจนะของท่านอิมามอะลีและอิมามท่านอื่นๆจากลูกหลานของท่านศาสดา(ศ) ซึ่งเป็นอิมามของสำนักชีอะฮ และนักซูฟีเชื่อว่าความสมบูรณ์ของมนุษย์ ได้รับการกล่าวถึงตามแนวทางชีอะฮ ซึ่งได้มีอยู่อย่างเต็มเปี่ยมในตัวของบรรดาอิมาม และรัศมีแห่งความสมบูรณ์นี้ได้ฉายแสง จับต้องอยู่บนตัวของผู้ที่ได้เจริญรอยตามพวกท่าน(อ)”

ดังนั้นบุคคลที่ได้รับความหยั่งรู้หรืออยู่ในแนวทางของฌาณวิทยา พวกเขาจะมิได้มีเจตตนาอื่นใดนอกจากเพื่อรำลึกต่อพระเจ้า ไม่มีความปรารถนาแอบแฝง และพวกเขาจะมีจิตใจที่สะอาด สายตาของพวกเขาจะมองเห็นโลกแห่งรหัสยะที่แท้จริง และมีความใกล้ชิดต่อพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้หนทางแห่งซูฟีหรือหนทางแห่งอิรฟานเป็นหนทางที่ดีเลศ และเป็นวิธีคิดหนึ่งของศาสนา โดยที่นำทางมนุษย์ผู้ที่อยู่ในแนวทางนี้ไปสู่”การประจักษ์แจ้งในตนเอง”และนำไปสู่การรู้จักพระเจ้าที่แท้จริง ดังวจนะของท่านศาสดา(ศ)ที่ว่า…
“ใครก็ตามรู้จักจิตเขาเอง เขาย่อมรู้จักพระเจ้าของเขา”
ท่านศาสดา(ศ)กล่าวอีกว่า
“ใครก็ตามที่มีความรักพระเจ้าของเขาอย่างเข้าถึง เท่ากับเขาได้รู้จักตัวเองดีที่สุด”
อัลกุรอานและซุนนะฮศาสดาและสาวกทรงธรรมได้สนับสนุนแนวคิดนี้และยังเรียกร้องให้มนุษย์มุ่งสู่การรู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริง ดังที่อัลลอฮได้ตรัสไว้ว่า..
“เจ้าจงรำลึกข้าเถิด เพื่อข้าจะได้รำลึกเจ้า”(บทบะกอเราะฮ/๑๕๒)
“จงรู้เถิดว่าการรำลึกต่ออัลลอฮ จำให้หัวใจสงบนิ่ง”

สำนักซูฟีถือว่าเป็นสำนักคิดหนึ่งที่ยิ่งใหญ่ของอิสลาม มีปรัชญาแห่งแนวทางและมุมมองเกี่ยวกับพระเจ้าหรือหลักชะรีอะฮแตกต่างกับกลุ่มอื่นๆ ปรัชญาของสำนักนี้ไม่ใช้ปัญญาหรือทฤษฎีทางปรัชญา แต่ใช้ความรู้สึก(อัซ-ซูก)หรือสัญชาตญาณการหยั่งรู้หรือการใช้รูปแบบแห่งการจาริกทางด้านจิตวิญญาณเพื่อค้นหาความจริงแท้ สำนักซูฟีมีวิถีและหลักการดำเนินสู่พระผู้เป็นเจ้าออกเป็นหลายระดับ แม้ว่าพวกเขาจะมีเป้าหมายเหมือนกันคือพระเจ้า จนทำให้สำนักซูฟีแตกออกเป็นหลายแขนง มีสำนักย่อยเกิดขึ้นมากมาย
การแสวงหาความใกล้ชิดต่อพระผู้เป็นเจ้า การสร้างความพึงพอใจต่อพระผู้ทรงเมตตา การกระทำตัวให้เป็นที่รักยิ่งของพระผู้สร้าง นั่นคือเป้าหมายของนักรหัสยะและเป็นเป้าหมายสูงสุดของการเป็นมนุษย์ ด้วยเหตุนี้ได้มีกลุ่มต่างๆได้แสดงความจงรักภัคดีต่อพระผู้เป็นเจ้า ด้วยวิธีการต่างๆนาน
การฝึกปฏิบัติจิตให้มีความสะอาดบริสุทธิ์ และขจัดอัตตา กิเลสธัณหา ถือว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดของการมุ่งสู่ความใกล้ชิดต่อเอกองค์อัลลอฮซ.บ.
จากแบบฉบับของศาสดามุฮัมมัด(ศ) และทายาทแห่งอะลุลบัยต์ศาสดาได้นำวิธีคิดและหลักปฏิบัติธรรมทางศาสนา เพื่อความเป็นบ่าวที่ดีของพระองค์อัลลอฮซ.บ. ทำให้สาวกยุคต่อมาได้ยึดมั่นแนวทางและวิธีคิดนั้น จนกระทั้งได้สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ที่ได้เห็นว่ากลุ่มชนนั้นได้ประสบความสำเร็จในการใช้ชีวิตเพื่อพระผู้สร้างได้อย่างแท้จริง
การใช้ชีวิตอย่างสมถะ การค้นหาความจริงของชีวิต คือกระบวนทัศน์แรกเริ่มของการจะเข้าสู่การมีความหยั่งรู้ต่อพระเจ้าได้อย่างล้ำลึก และต่อมาได้พัฒนาวิธีการและหลักปฏิบัติและแนวคิดมาเรื่อยๆจนเป็นที่ยอมรับจนถึงปัจจุบัน

สำนักซูฟีหรือสำนักรหัสยะนิยมอิสลามได้ถือกำเนิดมาเป็นเวลาช้านาน ซึ่งทำให้สำนักนี้คงหลงเหลืออยู่จนถึงปัจจุบัน นั่นก็คือหลังจากที่พระท่านศาสดามุฮัมมัดได้เสียชีวิต บรรดาสาวกของท่านที่ได้นิยมในด้านรหัสยะและอยู่ในแนวทางซูฟี ก็ได้รวมตัวและนำหลักปฏิบัติธรรมแห่นวิถึการการจาริก จนทำให้เกิดการยอมรับของบรรดาสาวกท่านอื่นๆ และได้ถ่ายทอดรุ่นสู่รุ่น จนนำไปสู่การพัฒนาถึงขั้นสูงสุด นั่นก็คือสำนักระหัสยนิยมได้เป็นที่ยอมรับของโลกอิสลาม จนกลายเป้นสำนักทางปรัชญาหนึ่งของอิสลาม ซึ่งบุคคลที่มีบทบาทในสมรภูมินี้คือท่าน มุญิดดีน อิบนุอะรอบี และต่อมาสาขาวิชาตะซัววุฟหรืออิรฟานถูกจัดเป็นสาขาหนึ่งของวิชาการอิสลาม

เราจะขอหยิบยกบางประเด็นที่เป็นหลักความเชื่อเชิงปรัชญาของลัทธิซูฟีมากล่าว ดังนี้
๑.สำนักซูฟีกับความเชื่อเรื่อง”วะฮดะตุลวุยูด”(พระผู้สร้างกับสิ่งที่ถูกสร้างเป็นสิ่งเดียวกัน)
แท้จริงแล้วถ้าเราได้ไปดูตำราของสำนักระหัสยนิยมอิสลามจะพบว่าในตำราพวกเขานั้นได้นำเรื่อง”วะอดะตุลวุยูด”กล่าวไว้อย่างชัดเจน ซึ่งถือได้ว่าเป็นหลักคำสอนสำคัญขอ้หนึ่งของสำนักระหัสยนิยม เช่นในหนังสือ”ฟุตุฮาตุลมักกียะฮ”ของท่านอิบนุอะรอบี หรือในบทกวีทางระหัสยของท่าเมาลานายะลาลุดดีน รุมี และถ้าสืบค้นไปยุคก่อนหน้าท่านอิบนุอะรอบี จะพบว่าแท้จริงเรื่อง”วะดะตุลวูด” ได้พัฒนามาจากหลักความเชื่อเรื่อง”ฮุลู้ล” คือการทำให้ตัวตนอยู่กับพระองค์อัลลอฮ ซึ่งผู้ที่ได้นำเรื่องนี้มากล่าวคือท่าน ฮัลลาจ เขาได้อธิบายถึงทฤษฎีนี้ไว้ว่า”บุคคลที่ได้ขัดเกลาจิตใจของเขาด้วยความภัคดีมั่นต่อพระผู้เป็นเจ้า และอดทนต่อแรงปรารถนาในโลกนี้ เขาจะได้รับการยกฐานันดรศักดิ์แห่งซูฟีให้เป็นผู้ใกล้ชิดต่อพระเจ้า ต่อมาก็จะเข้าสู้ภาวะแห่งความบริสุทธิ์จากความเป็นมนุษย์ หลังจากนั้นวิญญาณแห่งพระผู้เป็นเจ้า จะลงมาสถิตอยู่ในตัวของเขา…..”(อ้างจากหนังสือ ปรัชญาของซูฟีฆอซ่าลี หน้า๒๐-๒๑ ของท่านสามารถ มีสุวรรณ)
และจากคำพูดของฮัลลาจ ในเรื่องฮูลู้ลนี้ ทำให้นักซูฟียุคหลัง เช่นท่านอิบนุอะรอบี ได้นำมาวิเคราะห์จนเรียกชื่อใหม่ว่า”วะดะตุลวุยูด”นั่นเอง แน่นอนที่สุดคำกล่าวของฮัลลาจในเรื่องนี้สร้างความโกรธเคืองต่อนักนิติศาสตร์ในยุคของเขาอย่างมาก และถือว่าเขานั้นเป็นผู้นอกรีต แต่ถ้าเราได้พิจรณาและทำความเข้าใจในทฤษฎี”วะดะตุลวุยูด”ของอิบนุอะรอบี เราจะพบว่าสิ่งที่ฮัลลาจกล่าวไม่ได้เป็นสิ่งที่ไกลเกินความเป็นจริงเลย เพียงแต่สิ่งที่เขาพูดออกมานั้นทำให้นักนิติศาสตร์ไม่เข้าใจ เพราะว่ามันเป็นภาษาของนักรหัสยะ จนทำให้เขาต้องถูกตัดสินประหารชีวิต เนื่องจากเขากล่าวว่า”อะนัลฮัก”ฉันคือพระเจ้า” และต่อมาหลักการในเรื่องนี้เป็นที่ถูกยอมรับในโลกของซูฟี.
ท่านอิมามฆอซาลีกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “นักระหัสยนิยมหรือผู้ที่รู้แจ้ง(อาริฟ) ได้เริ่มจาริกทางจิตวิญญาณของเขา จากการละทิ้งที่เป็นของปลอมของชีวิต สู่ความจริงแท้ และได้พัฒนาจิตพวกเขาสู่ขั้นสูงสุดแห่งความใกล้ชิดต่อพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งไม่เห็นสิ่งใดอีกแล้วนอกจากพระองค์ และทุกสิ่งทุกอย่างนั้นย่อมสลาย ยกเว้นพระองค์อัลลอฮ และทุกอย่างสลายนั้นไม่ใช่แค่ช่วงหรือกรือแค่เวลาหนึ่งเท่านั้น แต่ทุกอย่างนั้นไม่มีแก่นแท้ที่แท้จริง ดังที่พระองค์ยืนยันไว้ว่า
“ทุกๆสิ่งนั้นย่อมสูญสลาย ยกเว้นพระพักตร์พระองค์อัลลอฮ”(บทอัลกอซอซ/๘๘)
คำว่าวะฮดะตุลวุยูด เป็นหลักความเชื่อที่สำคัญ และถือว่าเป็นความเข้าใจต่อสารัตถะแห่งพระเจ้าได้อย่างล้ำลึกทีเดียว และจากการนำสนอเรื่องนี้ในสาธารณชนทำให้นักนิติศาสตร์อิสลามเห็นว่าการกล่าวเช่นนี้หรือการเชื่ออย่างนี้คือการตั้งภาคีต่อพระองค์ ซึ่งจะเห็นได้ในหน้าประวัติศาสตร์ว่านักนิติศาสตร์จำนวนไม่นอ้ยที่ลุกขึ้นมาต่อต้านและประณามสำนักระหัสยนิยม เช่นอิบตุตัยยมียะฮ ซึ่งได้แสดงตนเองอย่างไม่เกรางอกเกรงใจใครๆกล่าวประณามท่านอิบนุอะรอบี และยังมีนัการศาสนาอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่เข้าต่อความหมายที่แท้จริงของเนื้อหาในเรื่องนี้

๒.อัลฟะนาห์ ฟิลลาฮ ว่า บะกอ บิลลาฮ(สภาวะการไปถึงตำแหน่งแห่งการสลายตัวตน และคงไว้ตัวตนในพระผู้เป็นเจ้า)
แท้จริงแล้วเนื้อหาในเรื่องนื้ถือว่าเป็นสำคัญอีกข้อหนึ่งของคำสอนในสำนักระหัสยนิยมอิสลาม นั่นก็คือพวกเขาได้บอกจุดหมายปลายทางของการดำเนินชีวิตมนุษย์ และได้บอกถึงวิธิการแห่งการจาริกทางด้านจิตวิญญาณ ด้วยกับคำสอนนี้ทำให้นักอาริฟหรือผู้ที่หลงใหลในความเป็นอาริฟได้มีความหวังที่จะให้ไปถึงจุดหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นจุดที่มีความสำคัญของความเป็นมนุษย์ทีเดียว ทฤษฎี”ฟานาห์และบากอ”คือเป้าหมายสูงสุดของซูฟีชนและถือว่าเป็นขั้นสุดท้ายที่ได้ตรากตรำและฝึกผน ซึ่งผู้ใดได้บรรลุขั้นนี้ เขาจะเป็นนักระหัสยที่แท้จริงและมีมะรีฟะฮ คือความรู้แจ้งที่ไม่ต้องพึ่งพาสื่อใดๆ ซึ่งเกิดจากญาณวิสัยและความประจักษ์.
ก่อนที่เราจะนำเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องนี้มากล่าวนั้น ให้เราไปดูความหมายของคำว่าฟานาห์ในมุมมองของนักรหัสยะว่าพวกเขาได้กล่าวไว้อย่างไร
ในหนังสือ”มิซบาฮุลฮิดายะฮ”ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า”ฟานาห์คือการจาริกยังพระองค์อัลลอฮที่เป็นขั้นสุดท้ายแห่งการจาริกทางด้านจิตวิญญาณ”
บางท่านได้นิยามว่า”ฟานาห์คือ การสลายตัวตน” หรือได้กล่าวต่อไปอีกว่า”เป็นการสลายตัวตนของมนุษย์ในดุนยาและอาคิเราะฮ” กล่าวคือการไปถึงตำแหน่งหรือขั้นๆหนึ่งซึ่งมนุษย์ที่ได้จาริกทางด้านจิตวิญญาณนั้น เขาได้สลัดและสลายความเป็นตัวตนของเขาออกไป นั่นก็คือการกลับไปสู่ความหมายของคำว่า”วะฮดะตุลวุยูด”นั่นเอง
ส่วนบะกอ ฟิลลาฮ คือ ตำแหน่งหรือระดับที่จะเกิดขึ้นหลังจากฟานาห์ โดยมีความหมายว่า แท้จริงเมื่อเราได้เชื่อและสลายตัวตนและไม่ใช่แค่สลายตัวตนเองเท่านั้น เป็นการสลายทุกอย่าง หลังจากนั้นพร้อมกับคงอยู่ของพระองค์อัลลอฮ
ท่าอะบูนัศร์ ซัรรอจ ได้อธิบายถึงเรื่องฟานาห์ว่า…
“ได้มีการนำเสนอข้อมูลและเนื้อหาในเรื้องฟานาห์อย่างผิดๆ ซึ่งได้อ้างว่าพวกเขาได้ยินนักรหัสยะมุสลิมได้กล่าวเช่นนั้น กล่าวเช่นนี้ หรือกล่าวว่าฟานาห์คือการสลายของมนุษย์ คือการทำทำลายความเป็นมนุษย์ให้หมดไป จนทำให้บางกลุ่มจาก(นักซูฟี)ได้ละทิ้งจาการกินและการดื่ม เป็นการคิดที่ผิดพลาด เพราะว่ามนุษย์คือมนุษย์ไม่สามารถจะสลายไปได้ของตัวตนและสรีระ(ยกเว้นให้ตาย) แต่สิ่งที่จะสลายคือคุณลักษณะต่างๆที่อยู่ในมนุษย์ และไปสู่ความเป็นคุณลักษณะแห่งพระเจ้า แต่กลุ่มซูฟีพวกนั้นโง่เขลาไม่สามารถแยกแยะได้ระหว่างสรีระมนุษย์กับคุณลักษณะมนุษย์ มนุษย์ไม่สามารถจะสลายความเป็นมนุษย์ของตนได้ เหมือนกับสีดำ ไม่สามารถจะสลายตัวของความดำมันได้ แต่มนุษย์สลายคุณลักษณะของตนเอง แล้วไปสู่รัศมีแห่งความจริงแท้ของพระเจ้า โดยที่ทุกกริยาบท และการกระทำนั้นเป็นการกระทำแห่งพระผู้สร้าง(นั่นคือฟานาห์ที่แท้จริง)”(อัลลุมะฮ หน้า๕๔๓)
ท่านฮัจวีรีย์ได้กล่าวเน้นในเรื่องนี้ไว้ด้วยเช่นกันว่า แท้จริงการฟานาห์ ไม่ใช่การให้สลายตัวตนแห่งสรีระของมนุษย์ แต่หมายถึงการสลายคุณลักษณะของมนุษย์เพื่อมุ่งสู่พระคุณลักษณะแห่งความสมบูรณ์แบบแห่งพระผุ้เป็นเจ้า(เป็นการหลอมสลายตัวตนแห่งมนษย์สู่ความเป็นพระคุณลักษณะแห่งพระเจ้า)”(กัชฟุชมะยูบ หน้า ๓๑๕)
ท่านอิมามฆอซาลีได้ถึงเรื่องนี้ว่า
“เมื่อมนุษย์แห่งรหัสยะได้จาริกทางด้านวิญญาณ เขาไม่ได้นึกถึงตัวตนของเขาเลย(เหมือนกับว่าจิตของเขานั้นได้ถอดคุณลักษณะต่างๆที่เขามีอยู่ออกไป) แต่ได้มกมุ่นอยู่กับการลำลึกพระผู้สร้างแต่เพียงผู้เดียว ในสภาวะและสภาพเช่นนั้นเรียกว่า”ฟานาห์” ซึ่งอารีฟผู้จาริกทางด้านจิตวิญญาณอยู่นั้นไม่ได้รับรู้ว่าตนเองมีอยู่เลย และไม่รู้สึกว่าตัวตนของตนมีอยู่ นั่นคือการเดินทางแห่งจิตวิญญาณไปสู่พระผู้เป็นเจ้าได้เริ่มขึ้น และเมื่อถึงขั้นสมบูรณ์ ผู้ที่ได้จาริกนั้นเขาได้สลายตัวตนเขาไปเสียแล้ว ….”(อัลอัรบะอีน ฟี อุซูลิดดีน หน้า๕๒-๕๓)

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *