คำสอนอันทรงคุณค่าแห่งสำนักซูฟีหรือสำนักรหัสยะนัยในอิสลาม

– คำสอนอันทรงคุณค่าแห่งสำนักซูฟีหรือสำนักรหัสยะนัยในอิสลาม-
โดย ดร.ประเสริฐ สุขศาสน์กวืน
ศูนย์อิสลามศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม
แนวทางซูฟีมีอัตลักษณ์ที่ค่อนข้างจะเน้นในการปฏิบัติธรรม และฝึกจิตให้สงบมั่น พวกเขาจะหาวิธีการของการดับจิตแห่งชั่วร้ายให้หมดสิ้นไปและมุ่งสู่ขั้นประจักษ์แจ้งในพระเจ้า(อิรฟาน) โดยบรรลุขั้นถึงที่จะปฏิเสธตัวตนและสลายตัวตนให้หมดไป เหลือเพียงพระผู้เป็นเจ้าทรงอันเป็นที่รัก ถือได้ว่าเป็นความน่าทึ่งและน่าสนใจต่อหลักปฏิบัติของสำนักซูฟี(Sufism) อย่างมากทีเดียวในโลกปัจจุบัน
สำนักซูฟีได้กลายมามีบทบาทต่อสังคมในปัจจุบันเป็นอย่างมาก ทำให้นักวิชาการหันเข้ามาศึกษาและค้นคว้าเพื่อต้องการจะรู้ว่าพวกเขาคิดอย่างไร เพราะไม่ใช่แค่เพียงศาสนาอิสลามเท่านั้นที่ให้ความสำคัญในเรื่องของจิตและการพัฒนาจิต แต่ยังมีศาสนาอื่น ๆ และสำนักคิดอื่น ๆ ได้มีความนิยมอีกด้วย เพราะว่าแท้จริงแล้วแนวทางซูฟีนั้นเป็นแนวทางแห่งการนำพาไปสู่ความจริงสูงสุด การได้พบเจอกับพระผู้เป็นเจ้า ดังนั้นมรดกอันทรงคุณค่าของสำนักซูฟีได้ถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์และยังถือว่านักซูฟีหลายท่านที่ได้ทำหน้าที่ฟื้นฟูสังคมและนำความสงบสุขมาสู่ประชาชนและสังคมอย่างน่าภาคภูมิ
มรดกหนึ่งซึ่งเป็นคุณลักษณะที่พิเศษของสำนักซูฟีคือการต่อสู้กับตัวเอง กล่าวคือสำนักซูฟีมีปรัชญาคำสอนหนึ่งว่า “การเอาชนะผู้อื่นนั้นไม่ใช่สุดยอดของมนุษย์แต่การเอาชนะตัวเองต่างหากที่ถือว่าเป็นสุดยอดของมนุษย์” จากคำสอนของการต่อสู้กับตัวเองเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญและยิ่งใหญ่ของนักซูฟีทั้งหลาย นั่นก็คือนักซูฟีทั้งหลายได้พยายามสอนประชาชนและสังคมว่า แท้จริงแล้วในตัวของมนุษย์นั้นมีจิตหนึ่งซึ่งเรียกว่าอารมณ์ใฝ่ต่ำอยู่ ซึ่งเหมือนกับพลังแม่เหล็กที่จะคอยดูดสิ่งที่ไม่ดีทั้งหลายเข้าตัวมนุษย์ ดังนั้นทำอย่างไรที่จะทำให้พลังแห่งอารมณ์ใฝ่ต่ำนั้นไร้ประสิทธิภาพ ไม่สามารถจะดูดสิ่งที่เลวและสิ่งชั่วหรือมีจิตที่ชั่วเข้าสู่ตัวเราได้ ดังนั้นนั่นคือจุดเริ่มต้นของการรู้จักตัวเอง และรู้จักตัวเอง และรู้จักตัวตนและรู้จักว่าใครคือผู้ที่ต้องแสวงหา และสิ่งใดต้องละวางและสิ่งใดต้องออกห่าง จากการเริ่มต้นที่ถูกต้องนั้นทำให้สำนักซูฟีมุ่งสู่ความสำเร็จได้อย่างดีเยี่ยม นั่นก็คือการบรรลุถึงขั้นอาริฟหรืออิรฟานนั่นเอง และในตรงนี้เราจะนำคำสอนอันทรงคุณค่าของสำนักซูฟีมากล่าวเพื่อจะชี้ให้เห็นถึงคุณค่าจากคำสอนของพวกเขาซึ่งเป็นพื้นฐานหลักดังนี้
- การต่อสู้กับจิตตัวเอง
จากคำสอนของสำนักซูฟีต่อเรื่องหรือภาษาอาหรับเรียกว่า “นัฟซ์” ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่สำหรับมนุษย์อันดับแรกที่จะต้องศึกษาและเรียนรู้ นั่นก็คือพวกซูฟีได้ยึดคำสอนจากพระคัมภีร์อัลกุรอานและคำสอนจากท่านศาสนามุฮัมมัด (ศ) ซึ่งมุ่งสอนมนุษย์ให้รู้จักตัวเองและจิตใฝ่ต่ำของตัวเองเสียก่อน ถึงจะสามารถเอาชนะต่อสิ่งต่าง ๆ ได้ ได้มีอัลกุรอานและฮะดีษจากท่านศาสดา (ศ) ได้กล่าวถึงความสำคัญของการต่อสู้กับจิตใฝ่ต่ำดังนี้
- แน่นอนยิ่งที่ได้ชำระจิตใจของเขาให้สะอาดจะเป็นผู้ที่ได้รับชัยชนะฮ
- โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงรักษาดวงจิตของพวกเขา (ให้สะอาด) เถิด
จากฮะดีษท่านศาสดา (ศ) โดยมีรีวายะฮคำรายงานไว้ว่า แท้จริงท่านศาสดามุฮัมมัดได้ส่งบรรดา
สาวกท่านออกเดินทางสู่สมรภูมิรบ และเมื่อกองทัพได้เดินทางกลับ ท่านศาสดากล่าวว่า “ขอแสดงความยินดีต่อพวกท่านที่ได้เดินทางต่อสู้กับสงครามเล็ก แต่พวกท่านยังเหลืออีกสงครามหนึ่งที่ใหญ่” ได้มีชายคนหนึ่งกล่าวถามท่านศาสดา “สงครามใหญ่คืออะไร” ท่านศาสดากล่าวว่า “การทำสงครามกับอารมณ์ใฝ่ต่ำ” (อ้างจากสี่สิบฮะดีษของอิมานโคมัยนีหน้า 4)
อัลฮะดีษ
“ใครก็ตามรู้จักจิตของเขา แน่นอนเขาย่อมรู้จักพระผู้อภิบาลของเขา”
จากตัวบทอัลกรุอานและอัลฮะดิษ ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการรู้จักของตัวเอง และที่สำคัญคือจิตใฝ่ต่ำที่มันเปรียบเสมือนพลังแม่เหล็กที่จะคอยดูดสิ่งที่เลวเข้าสู่ดวงวิญญาณของมนุษย์ และสิ่งที่นักซูฟีเน้นหนักจากคำสอนของพวกเขาคือการควบคุมจิตใฝ่ต่ำให้ได้ โดยการควบคุมจากส่วนต่าง ๆ ที่สำคัญคือ
- หู ซึ่งมิให้รับฟังในสิ่งที่ไม่มีและสิ่งที่เลวร้าย
- ตา บังคับไม่ให้ดูในสิ่งที่ต้องห้าม
- ปาก บังคับไม่ให้พูดในสิ่งที่เป็นบาป
- ท้อง บังคับไม่ให้บรรจุสิ่งที่ต้องห้าม
- อวัยวะเพศ บังคับไม่ให้ทำสิ่งที่ต้องห้าม ผิดประเวณี
- มือ บังคับไม่ให้ทำสิ่งที่ต้องห้าม
- เท้า บังคับไม่ให้เดินไปในสถานที่ต้องห้าม
ซึ่งทั้งเจ็ดนั้นอยู่ภายใต้การบังคับของจิต กล่าวคือถ้าจิตที่ดีสามารถควบคุมและเอาชนะจิตที่ไม่ดีได้
อวัยวะทั้งเจ็ดก็จะดำเนินไปในทิศทางที่ดีงามและสร้างพลังแห่งความศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้ามากยิ่งขึ้น แต่กลับถ้าจิตแห่งใฝ่ต่ำได้ควบคุมอวัยวะทั้งเจ็ด ดังนั้นพลังแห่งมารร้ายก็จะมีบทบาทต่อตัวมนุษย์โดยจะนำมาซึ่งการฝ่าฝืนต่อพระผู้สร้างนั่นเอง
นักซูฟีทั้งในอดีตและปัจจุบันได้ให้ความสำคัญต่อเรื่องการขัดเกราจิตใจเป็นอย่างมาก ซึ่งถือว่าเป็นบันไดขั้นแรกที่จะนำไปสู้การบรรลุขั้นอาริฟหรืออิรฟานได้นั่นเอง
- การเตาบะฮ การขอลุแก่โทษ
การเตาบะฮหรือการรู้สำนึกผิดต่อพระผู้เป็นเจ้า ถือว่าเป็นคำสอนอันทรงคุณค่าที่สำนักซูฟีได้เน้นหนักและถือว่าเป็นคำสอนที่ได้รับมาจากพระคัมภีร์อัลกรุอานและวจนะของท่านศาสดา (ศ) การขอลุแก่โทษต่อพระผู้เป็นเจ้าคือหนทางที่จะทำให้มนุษย์คือสู่ความเป็นธรรมชาติดั้งเดิม (ฟิตเราะฮ) แห่งการเป็นบ่าวที่แท้จริง หลังจากทีได้คิดเดาเอาว่า สิ่งอื่นที่ได้แสวงหาคือเป้าหมาย ทั้ง ๆ ที่เป้าหมายสูงสุดคือพระเจ้า ดังนั้นการเตาบะฮจึงถือว่าเป็นเงื่อนไขสำคัญของการกลับเนื้อกลับตา และที่มาของการเป็นผู้ภัคดีต่อพระเจ้าอย่างแท้จริง นักซูฟีไม่ว่าระดับสูงหรือระดับเริ่มต้น ต่างก็ตระหนักต่อการเตาบะฮอยู่เป็นประจำ โดยยึดมั่นคำสอนจากพระองค์อัลลอฮและท่านศาสดา
อัลกรุอานกับการเตาบะฮ
“และโอ้บรรดาผู้ศรัทธา สู่เจ้าทั้งหลายของลุแก่โทษต่อพระอัลลอฮเถิด หวังว่าพวกเจ้าจะได้รับชัยชนะ” (อันนูร /31)
“แท้จริงพระองค์อัลลอฮทรงรักผู้ที่ได้ของอลุแก่โทษ (กลับตัวกลับใจ) และทรงภักดีต่อผู้ที่ชำระตนเองให้สะอาด” (บะกอเราะฮ/222)
นักซูฟีได้ถือว่า การเตาบะฮคือกุญแจแห่งการกลับสู่บ้านเกิดดั้งเดิม นั่นหมายความว่า ฟิตเราะฮดั้งเดิมของมนุษย์เป็นผู้ที่รู้คุณและเป็นผู้ที่ภักดี และยอมรับความเป็นบ่าวของตน ซึ่งหน้าที่คือการเชื่อฟังไม่ฝ่าฝืนต่อคำสั่งของพระผู้เป็นเจ้า ดังนั้นเมื่อมนุษย์ได้ทำการเตาบะฮ เท่ากับเขาได้กลับสู่บ้านเกิดอีกครั้ง
“ผู้ที่ได้เตาบะฮจากความผิดที่ได้ฝ่าฝืน เหมือนกับว่าเขาไม่ได้กระทำบาปมาเลย”
และยังมีคำรายงานไว้อย่างเป็นเอกฉันท์ว่า กิจวัตรหนึ่งของท่านศาสดาคือการเตาบะฮทุกวันบางคำรายงานกล่าวไว้ว่า ท่านศาสดาได้กล่าวเตาบะฮวันละ 70 ครั้ง หรือบางคำรายงานกล่าวว่า วันละ 100 ครั้ง
- การออกห่างจากสิ่งอื่นนอกเหนือจากพระองค์อัลลอฮ (วะรอห์)
คำว่า “วะรอห์” คือการออกห่างสิ่งที่สงสัยว่าเป็นสิ่งที่ต้องห้าม และนักซูฟีได้คำนึงและระมัดระวังเป็นอย่างมากต่อสิ่งที่นำมาสู่ความเสียหายต่อหลักศาสนบัญญัติและความเสียหายต่อจิตวิญญาณ ดังที่เจ้าของหนังสือ “มิซบาอุลอุนส์” กล่าวว่า “วะรอห์คือการออกห่างจากทุกสิ่งที่เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อหลักทางศาสนบัญญัติหรือความเสียหายต่อจิตวิญญาณ” (อ้างจากหนังสือมะบานีอีรฟานว่าตะซัววุฟหน้า 23)
จากคำสอนอันทรงคุณค่าของสำนักซูฟีนี้ ชี้ให้เห็นว่า แท้จริงเป็นคำสอนที่นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงตัวของมนุษย์ และทำให้จิตของมนุษย์มีความสะอาดบริสุทธิ์นั่นคือเป้าหมายจุดท้ายของนักซูฟีทั้งหลายที่จะสู่ขั้นอาริฟ และสลายตัวตนเหลือเพียงพระเจ้าเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้นักซูฟีระดบแนวหน้าได้คำสั่งสอนเกี่ยวกับเรื่องวะรอห์มากล่าวและอรรถาธิบายไว้อย่างน่าทึ่งทีเดียว ดังที่ท่านกล่าวว่า…
“วะรอห์นั้นแบ่งออกได้สามลักษณะคือ หนึ่งวะรอฟ์ของลิ้น คือ ไม่พูดในสิ่งที่ไร้สาระ สองวะรอห์จากการกระทำนั่นคือ ออกห่างจากสิ่งที่สงสัยทั้งหลายและสิ่งที่เป็นฮะร่าม สามวะรอห์ของหัวใจ คือละทิ้งทุกอย่างที่เป็นเหตุให้ห่างไกลจากพระเจ้า นั่นก็คือหัวใจมิให้คิดต่อสิ่งที่ชั่วทั้งหลาย” (อ้างจากหนังสือมะบานีอีรฟานว่าตะซัววุฟหน้า 23)
- การอยู่อย่างสมถะ
การอยู่อย่างเรียบง่ายและอยู่อย่างสมถะว่าเป็นคุณลักษณะทางภายนอกของนักซูฟีทั้งหลาย ซึ่งเป็นรูปแบบและลักษณะที่เห็นได้ชัด นั่นก็คือเกือบจะกล่าวว่าเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของสำนักซูฟี ซึ่งคำสอนนี้ได้ถูกถ่ายทอดมาเป็นมรดกของพวกเขา โดยที่แสดงถึงการอยู่อย่าเรียบง่าย ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่ว่าการแต่งตัวหรือการเงิน การนอน
นักซูฟีทั้งหมดทั้งในอดีตและปัจจุบันได้ถ่ายทอดกันมาว่า ถ้าจะเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จแห่งการเป็นนักซูฟีและถึงระดับขั้นอาริฟ นั้นต้องผ่านบ้านแห่งการอยู่อย่างสมถะเสียก่อน ดังนั้นคำสอนนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ทรงคุณค่าของนักซูฟี ซึ่งพวกเขาเองก็ได้รับคำสอนมาจากอัลกรุอานและวจนะของท่านศาสดา และแบบฉบับของบรรดาศาสดานั่นเอง
เจ้าของหนังสือ “มิสบาฮุลฮิดายะฮ” ได้กล่าวถึงเรื่อง “ซุฮด์ว่า แท้จริงความสมถะในความหมายของสำนักซูฟีคือการสลัดทิ้งการมีเยื่อใยของสิ่งต่าง ๆ ในโลกนี้ โดยไม่ยึดติดต่อสิ่งเหล่านี้ (มิสบะฮุลฮิดายะฮหน้า 273)
ท่านคอญะฮอับดุลลอฮ อันศอรี กล่าวว่า “ซุฮด์คือการละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างโดยไม่มีเยื่อใยต่อสิ่งนั้น”
การอยู่อย่างสมถะตามมุมของซูฟี ถือว่าเป็นคำสอนที่ยิ่งใหญ่และสำคัญทีเดียว นั่นก็คือพวกเขาต้องการจะบอกว่าสิ่งที่ให้มนุษย์มีความผูกพันและมีเบื่อใยพระองค์อัลลอฮเท่านั้น ส่วนสิ่งอื่นไม่ว่าทรัพย์สิน เงินทอง ลูกเมีย ฯลฯ ไม่ใช่เป้าหมายที่แท้จริง
คุณค่าของคำสอนจากสำนักซูฟี ที่ได้กล่าวข้างต้นเป็นเพียงเนื้อหาพอสังเขป ซึ่งยังมีรายละเอียดอีกมากมาย ที่ท่านผู้อ่านต้องศึกษาเพื่อจะได้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้เลวร้ายดังที่ใคร ๆ คิด หรือดังข้อกล่าวหาว่าพวกเขาเป็นพวกนอกรีตบ้าง หรือเป็นผู้บิดเบือนทางคำสอนบ้าง และอื่นๆ แท้จริงแล้วคำสอนหรือมรดกอันทรงคุณค่าของสำนักซูฟีนั้น ล้วนแต่ได้รับมาจากคัมภีร์อัลกุรอานและพระวจนะแห่งท่านศาสดา ซึ่งคำสอนเหล่านั้นเป็นสิ่งที่อิสลามได้สนับสนุน ดังนั้นการกล่าวหาว่าหลักความเชื่อหรือแนวทางของสำนักซูฟีได้รับอิทธิพลมาจากพวกนอกศาสนา หรือจากลัทธินอกอิสลาม ค่อนข้างจะฟังไม่ขึ้น







