บทเรียนจากการทำเหมืองและอุตสาหกรรมแร่ rare earth (แร่หายาก) ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรงในหลายพื้นที่ทั่วโลก

บทเรียนจากการทำเหมืองและอุตสาหกรรมแร่ rare earth (แร่หายาก) ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรงในหลายพื้นที่ทั่วโลก โดยเฉพาะ:
จีน – พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด
1. Bayan Obo ในมองโกเลียใน (Inner Mongolia)
– เหมืองแร่ rare earth ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
– มีทะเลสาบกากของเสียกัมมันตรังสีขนาดใหญ่
– น้ำเสียปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีและโลหะหนัก ไหลลงแม่น้ำเหลือง
– ประชากรในพื้นที่มีปัญหาสุขภาพจากมลพิษ
2. จังหวัดเจียงซี (Jiangxi) ภาคใต้ของจีน
– การทำเหมืองแบบผิดกฎหมายและไร้ระเบียบแพร่หลาย
– ใช้สารเคมีพิษในกระบวนการสกัด ปนเปื้อนลงดินและน้ำใต้ดิน
– ทำลายป่าไม้และระบบนิเวศขนาดใหญ่
3. เมืองไป้โถว (Baotou)
– มีการปล่อยของเสียกัมมันตรังสีและสารเคมีพิษ
– พื้นที่การเกษตรถูกทำลาย น้ำไม่สามารถใช้ได้
ประเทศอื่นๆ
มาเลเซีย – โรงงานแปรรูปของบริษัท Lynas ก่อให้เกิดการประท้วงจากประชาชนเรื่องขยะกัมมันตรังสี
ออสเตรเลีย – เหมือง Mount Weld มีปัญหาการจัดการของเสียกัมมันตรังสี และมีปัญหาในการขยายกำลังผลิต
บราซิล และแอฟริกา – เริ่มมีการทำเหมือง ซึ่งก่อให้ความกังวลเรื่ื่ื่องมาตรฐานสิ่งแวดล้อมต่อชุมชน
ผลกระทบหลัก
– มลพิษทางน้ำจากโลหะหนักและสารกัมมันตรังสี
– ทำลายที่ดินเกษตรกรรม
– ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน (มะเร็ง, โรคทางเดินหายใจ)
– ทำลายระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ
จีนผลิต rare earth ประมาณ 60-70% ของโลก แต่ต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมสูงมาก จึงทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำ
กองบก.inewhorizon.net







