โลกปี ๒๕๖๙ หวังอะไรได้ไม่มาก

สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
โลกปี ๒๕๖๙ หวังอะไรได้ไม่มาก
ผมจะเขียนให้อ่านง่ายๆ ในวาระขึ้นปีใหม่ ๒๕๖๙ ว่า :-
สภาวะโลกโดยทั่วไป น่าจะเป็นอย่างไร ด้วยการเข้าถึงแบบง่ายๆ เพียงคร่าวๆ ในแง่ ๑. เศรษฐกิจ ๒.การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศและ ๓. การเมืองโลก ที่จะต้องเจอะเจอตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
๑.ในแง่เศรษฐกิจ สงครามอันต่อเนื่องยาวนานที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้าหลายปีและในปีที่ผ่านมา ตามจุดต่างๆ ของโลก ยังไม่มีท่าทีจะคลี่คลายไปในทางที่ดีนักสักเท่าไร สมทบกับภาวะการแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศที่สุดขั้วที่ไม่เอื้อต่อการผลิตทางการเกษตรพลอยส่งผลให้เศรษฐกิจโลก เติบโตได้ไม่ดีเท่าที่ควร
ภาวะสงครามและสภาพแปรปรวนทางภูมิอากาศ ทำให้เศรษฐกิจโลกโดยรวมเติบโตช้าลงจาก ๓.๒ เปอร์เซ็นต์ในปีที่แล้ว คาดว่าจะเติบโตแค่ที่ ๒.๙ เปอร์เซ็นต์ในปีนี้ (๒๕๖๙)
ทั้งนี้ จากการประเมินขององค์กรความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) นับเป็นความเติบโตที่เปราะบางมากครับ
แต่ละชาติในโลก จะเอาตัวรอดอย่างไรนั้น คือประเด็นที่ต้องปวดหัว โดยเฉพาะชาติที่ด้อยและกำลังพัฒนาและชาติต่างๆ ที่เกิดสงครามยืดเยื้อ รวมทั้งไทยเรา
๒ ในแง่การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลกนั้น ยิ่งนานวันสภาวะโลกก็ยิ่งย่ำแย่ลงเข้าขั้นที่เรียกว่า”สุดขั้ว”เพราะไม่มีชาติมหาอำนาจใดเต็มใจร่วมมือแก้ไขหรือป้องกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ชาติอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซพิษขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศมากๆ เช่นสหรัฐ ไม่ยอมร่วมมือด้วย นับแต่”โดนัลด์ ทรัมป์”ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อปีที่แล้ว
การประชุมสหประชาชาติล่าสุดว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ ๓๐ ในบราซิล(๑๐-๒๑ พย.๖๘)ตามข้อตกลงปารีส โดยมีเป้าหมายหลักคือการจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน ๒ องศาเซลเซียสและมุ่งมั่นให้ไม่เกิน ๑.๕ เซลเซียสเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม ผ่านความร่วมมือจากทุกประเทศในการลดก๊าซเรือนกระจก ก็ไม่มีความก้าวหน้าอย่างมีนัยยะสำคัญแต่อย่างไร
หวั่นเกรงมากว่า ระหว่างปีนี้ถึงปี ๒๕๗๑ ก็ยังจะแก้ไขอะไรได้ไม่มาก จนน่าจะเกิดการแปรเปลี่ยนสภาวะภูมิอากาศอย่างรุนแรงชนิดสุดขั้ว ขึ้นมาซ้ำๆ อีก ในปีหนึ่งปีใด ที่จะส่งผลให้เกิดคลื่นความร้อน ความแห้งแล้ง อุทกภัยและเร่งการเพิ่มสูงขึ้นของระดับน้ำทะเล ที่เกิดขึ้นแล้วอย่างต่อเนื่อง จากการละลายอย่างรวดเร็วของธารน้ำแข็งและน้ำแข็งขั้วโลก เป็นที่ประจักษ์
๓ ในแง่การเมืองโลก (ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องรวมเอาภาวะสงครามเข้าไว้ด้วย)ช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ถูกกำหนดโดยชาติอภิมหาอำนาจอย่างเช่น โดยตัวแทนฝ่ายทุนนิยมคือสหรัฐและตัวแทนสังคมนิยมคอมมิวนิสต์คือจีน โดยสองฝ่ายแย่งชิงกันในแง่ความเหนือกว่าในด้านภูมิรัฐศาสตร์โลกและหลังสุดผ่านความได้เปรียบทางเศรษฐกิจโดยสหรัฐใช้อัตราภาษีนำเข้าเป็นเครื่องมือ ในขณะที่จีนใช้นโยบาย”หนึ่งแถบหนึ่งถนน”ซึ่งก็คือนโยบายเส้นทางสายไหมยุคใหม่เป็นเครื่องมือ จนเกือบจะทุกชาติในโลกถูกดึงเข้าไปอยู่ในแวดวงการต่อสู้แย่งชิง ร่วมทั้งการมุ่งแสวงหาเพื่อครอบครอง”แร่หายาก”ซึ่งมีความสำคัญยิ่งเพื่อสกัดแยกออกมาใช้ประโยชน์ในเทคโนโลยีสมัยใหม่
ภาวะสงครามในโลกตามที่ต่างๆ ไม่ว่าที่ไหน อันเกิดจากความขัดแย้งด้านดินแดนระหว่างชาติ หรือการแย่งชิงอำนาจกันเองภายใน ก่อให้เกิดวิกฤติทางมนุษยธรรมที่น่ากลัวไปทั่วโลก โดยเฉพาะในอาฟริกาหรือแม้แต่อเมริกาใต้
ชาวโลกหลายสิบล้านคน ยังตกอยู่ในสภาพที่อดอยากปากไหม้ พลัดที่นาคาที่อยู่ ตกอยู่ในเหตุการณ์อันรุนแรง ที่ไม่รู้จะหนีไปไหน ไม่ว่าจะในอาฟริกาเช่น บูร์กีนาฟาโซ ในประเทศมาลี ในสาธารณัฐประชาธิปไตยคองโก ในเฮติ ในเมียนมา ในเซาธ์ซูดานและในฉนวนกาซา ซึ่งเป็นเพียงส่วนเดียวจากอีกนับสิบๆ ประเทศ ที่ยังตกอยู่กับสภาพเช่นนี้ใน
ขณะที่ในไทยและในกัมพูชาแม้จะยังไม่เลวร้ายถึงขนาดนั้น แต่ก็อย่าได้ประมาทไป ว่าจะไม่เกิดขึ้นในอนาคต
ปัญหาความขัดแย้งที่คาราคาซังในฉนวนกาซา จากความพยายามเข้ายึดแผ่นดินของอิสราเอลโดยไม่มีรัฐปาเลสไตน์ ก็ยังไม่ลงตัว
ความขัดแย้งภายในซูดานที่เกิดมาอย่างน้อยสามปี ยังไม่สิ้นสุด เช่นเดียวกับสงครามยูเครนที่ลากยาวมานาน
ประเมินแล้ว โลกโดยรวมจากนี้ ดูไปแล้วคงจะไม่ราบรื่นอะไรมากนักต่อการกลับคืนสู่ความมีสันติ แม้ทุกคนต่างหวังอย่างยิ่งว่าจะน่าจะเป็นโลกที่ดีกว่า
หรือหากจะพูดถึงความมั่งคั่ง ที่น่าจะมีต่อมนุษย์ชาติอย่างเท่าเทียมและทั่วถึงนั้น ยังคงเป็นความฝันอันไกลโพ้น
ในขณะที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตแล้วว่าต่อไปนี้ ผู้นำโลกทุกระดับจะไม่คิดอะไรมากหรือเลิกยึดหลักการด้านคุณธรรมแล้ว
แต่จะตัดสินใจทำอะไร เพียงเพื่อผลประโยชน์เป็นใหญ่เท่านั้น คือเพื่อประโยชน์ตนและพวกพ้อง จะเจียดให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณชน ก็แค่เพียงเล็กน้อย
ก็ได้แต่หวั่นๆ ว่า แล้วระดับปัจเจกชนทั่วๆ ไป ต่อไปนี้จะลดตัวลงจากการยึดมั่นถือมั่นในศาสนาและคุณธรรม หันมายึดผลประโยชน์เป็นหลักมากกว่า ในการดำเนินชีวิตเช่นกัน
หรือไม่
ผมก็ได้แต่เขียนเรื่องนี้ ด้วยความห่อเหี่ยว แม้จะตั้งความหวังไว้ลึกๆ ว่า”คนรุ่นใหม่”จะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ที่ดีกว่าและมีมาตรฐานทางคุณธรรมที่สูงกว่าคนรุ่นผมครับ
สวัสดีปีใหม่อีกครั้งครับ







