แนวทางและนโยบายที่จะทำให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากวงจรชั่วร้ายทางเศรษฐกิจ(2)

แนวทางและนโยบายที่จะทำให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากวงจรชั่วร้ายทางเศรษฐกิจ(2)
การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน(ต่อ)
~ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ
ประเทศไทย จะหลุดพ้นจากวงจรชั่วร้ายทางเศรษฐกิจได้ ต้องมีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ให้มีความสามารถในการแข่งขัน รวมทั้งปรับโครงสร้างทางสังคม การเมือง ปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ ขจัดการทุจริตคอรัปชั่น เลือกผู้บริหารประเทศที่ซื่อสัตย์สุจริตและมีความรู้ความสามารถ และตั้งใจที่จะปรับปรุงโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม การเมือง
ในด้านเศรษฐกิจ ประเทศไทย มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ มีภูมิประเทศ และภูมิอากาศ เหมาะแก่การพัฒนาภาคการเกษตร มีทำเลที่ตั้งอยู่ตอนกลางของแหลมอินโดจีน ใกล้ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของเอเซีย คือ จีน และอินเดีย มีขนาดตลาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เพียงพอที่จะรองรับสินค้า บริการ หลากหลายชนิด มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน มีวัฒนธรรมดีงาม ประชาชนอัธยาศัยดี เป็นมิตรกับชาวต่างชาติ ปัจจัยเหล่านี้ เอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจได้
ในปัจจุบัน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีความเจริญก้าวหน้า การพัฒนาเศรษฐกิจภาคต่างๆ สามารถใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ได้
การสร้างความสามารถการแข่งขันเศรษฐกิจ เป็นภารกิจของรัฐบาล แต่ประชาชนทุกภาคส่วนต้องให้ความร่วมมือ นโยบายด้าน เศรษฐกิจ สังคม การเมืองที่ดี เมื่อปฏิบัติต่อเนื่องได้ระยะหนึ่ง จะปรับปรุงขีดความสามารถในการแข่งขันได้
ปัจจัยที่สร้างความสามารถการแข่งขัน มีหลายอย่าง เช่น เสถียรภาพของเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง มีสิ่งสาธารณูปโภคเพียงพอ มีการพัฒนาเทคโนโลยี ทรัพยากรมนุษย์ และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่มีผู้พัฒนาแล้ว มาพัฒนาเศรษฐกิจ
ในภาคการเกษตร ประเทศไทย มีผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่น เช่น ข้าวหอมมะลิ ทุเรียนและยางพารา แต่นโยบายภาคการเกษตรของรัฐบาลหลายชุดที่ผ่านมา เน้นแต่การพยุงราคา แต่ละเลยการปรับปรุงคุณภาพ การเพิ่มประสิทธิภาพ ในขณะที่ประเทศอาเซียนบางประเทศให้ความสำคัญต่อการพัฒนาภาคการเกษตร อย่างต่อเนื่อง และประสบผลสำเร็จ เช่น เวียตนาม ประสบความสำเร็จในการผลิตข้าวคุณภาพดี และได้ผลผลิตต่อไร่สูงกว่าไทย มาเลเซีย ปลูกทุเรียนได้มากขึ้น อินโดนีเซีย ส่งออกยางพารา และผลิตภัณฑ์ไม้ ได้มาก เป็นต้น
จีนเป็นตัวอย่างของการเพิ่มประสิทธิภาพ และการปรับปรุงคุณภาพผลิตผลการเกษตรโดยใช้เทคโนโลยี ประสบการณ์ของประเทศจีนในเรื่องนี้ น่าจะนำมาปรับใช้กับประเทศไทยได้ (หากสนใจ อ่านบทความ “ประสบการณ์การพัฒนาการเกษตร ของประเทศจีน”ในบล็อกนี้ได้)
ภาคการเกษตร แม้มีสัดส่วนลดลงในผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ แต่ยังเป็นภาคเศรษฐกิจสำคัญ ที่ครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล และมีประชาชนจำนวนมาก ภาคการเกษตรไทยควรมีการพัฒนาอย่างครบวงจร ทั้งด้านการผลิต การจัดจำหน่าย การขนส่ง และควรมีการส่งเสริมกิจกรรมอุตสาหกรรรมและบริการในเขตชนบท เพื่อยกระดับรายได้ของเกษตรกร
การพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรเป็นแนวทางหนึ่งที่ยกระดับรายได้ของเกษตรกร การผลิตสินค้าอุตสาหกรรมจากผลผลิตทางการเกษตร เช่น อุตสาหกรรมอาหาร และผลิตภัณฑ์ จากยางธรรมชาติ มีส่วนช่วยความต้องกาา และช่วยพยุงราคาผลิตผลการเกษตร
ความหลากหลายของวัตถุดิบการเกษตรของไทย ยังช่วยทำให้มีการพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรด้วย วัตถุจากภาคการเกษตร ทั้ง พืช ผลไม้ ปศุสัตว์ ป่าไม้ และประมง ล้วนนำมาผลิตเป็นสินค้าอุตสาหกรรมได้ อุตสาหกรรมการเกษตรบางอย่าง ที่ประเทศไทย แต่กอนนี้ ไม่เคยผลิต ก็อาจผลิตได้ โดยการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ หรือใช้ เทคโนโลยีที่นำเข้ามาจากนักลงทุนต่างประเทศได้
ประเทศไทย เคยมีภาคอุตสาหกรรม ที่เจริญก้าวหน้ากว่าประเทศส่วนใหญ่ในแหลมอิโดจีน แต่ในปัจจุบัน ความสามารถในการแข่งขัน ของอุตสาหกรรมไทย ลดน้อยลงมาก ประสิทธิภาพการผลิตตกต่ำ การผลิตและส่งออกในสินค้าอุตสาหกรรม มีอัตราการขยายตัวที่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนหลายประเทศ แม้รัฐบาลไทยจะให้สิทธิประโยชน์แก่นักลงทุนจากต่างชาติมากมาย แต่การลงทุนจากต่างประเทศมีน้อยกว่าหลายประเทศในอาเซียน เช่น สิงคโปร์ เวียดนาม และอินโดนีเซีย
ภาคอุตสาหกรรมของไทยจำเป็นต้องมีการปรับโครงสร้าง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน แม้อาจไม่สำเร็จได้ในเวลาสั้น แต่ก็จำเป็นต้องทำ
ในการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมให้มีขีดความสามารถในการแข่งขัน ควรมีการพัฒนาเทคโนโลยีและกำลังคน ส่งเสริมการลงทุน ทั้งใน และต่างประเทศ ส่งเสริมการส่งออก อุตสาหกรรมเขตภูมิภาค และพัฒนาอุตสาหกรรมบางประเภทที่ตลาดมีความต้องการ
ภาคบริการไทย มีการเจริญเติบโต และเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอย่างรวดเร็ว สร้างรายได้ การจ้างงานและรายรับเงินตราต่างประเทศไ้ด้มากพอควร
กิจกรรมในภาคบริการ มีทั้งบริการดั้งเดิม และบริการสมัยใหม่ ที่ใช้คนมีความรู้ ความสามารถในการดำเนินงาน แม้มีปริมาณการจ้างงานไม่สูงเท่าการจ้างงานของภาคบริการดั้งเดิมที่ใช้แรงงานที่มีความรู้ และทักษะต่ำ
ปัจจุบัน มีกิจกรรมภาคบริการ ที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ รัฐบาลควรมีนโยบายส่งเสริมให้ธุรกิจ และประชาชนนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ประโยชน์ในการผลิต ซื้อขาย และการสื่อสาร
ประเทศไทย มีภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และประชาชนที่มีอุปนิสัยที่เอื้อต่อการประกอบกิจกรรมด้านบริการ ในเวลาที่ผ่านมา การท่องเที่ยวสร้างรายได้ สร้างงาน และเงินตราต่างประเทศได้มาก แต่เราก็ไม่ควรเน้นเพียงการส่งเสริมการท่องเที่ยว และละเลยบริการด้านอื่น เช่น การค้า การเงืน การศึกษา การรักษาพยาบาล และการบันเทิง ซึ่งก็เป็นกิจกรรมบริการที่มีความสำคัญ
การศึกษาและการรักษาพยาบาล เป็นกิจกรรมบริการที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ การศึกษาที่ดี ช่วยสร้างเยาวชนที่มีความรู้ และจริยธรรม หากมีระบบการศึกษาที่ดี ในอนาคต ประเทศไทยจะมีนักการเมือง ข้าราชการ พ่อค้า และบุคคลในสาขาอาชีพต่างๆ ที่มีคุณภาพดี มีความรู้ความสามารถ ไม่คดโกง หรือทุจริตคอรัปชั่นเหมือนกับสภาพที่เห็นในปัจจุบัน
ในปัจจุบัน วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ควรมีการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาเพื่อตอบสนองความก้าวหน้าทางวิทยาการและเทคโนโลยีโลก
บริการการสาธารณสุข หรือการรักษาพยาบาล เป็นบริการที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของประชาชน การรักษาพยาบาลที่ดี ยังช่วยดึงดูดชาวต่างชาติให้เข้ามารักษาพยาบาลในประเทศไทย ซึ่งสร้างรายได้เงินตราต่างประเทศได้อีกทางหนึ่ง
กล่าวโดยสรุป ในภาคบริการ ยังมีกิจกรรมที่มีความสำคัญกว่าการท่องเที่ยวอีกมาก ที่รัฐบาลควรให้ความสนใจ ประเทศไทย ควรส่งเสริมการท่องเที่ยวต่อไป แต่ก็ควรพัฒนาส่งเสริมบริการอื่นๆที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศด้วย
~ การสร้างขีดความสามารถในภาคเศรษฐกิจต่างๆ
เพื่อให้ภาคเศรษฐกิจษฐกิจต่างๆมีขีดความสามารถในการแข่งขันที่ขึสูงขึ้น ต้องมีการส่งเสริมการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีโลยี และการสร้างนวัตกรรม มีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ส่งเสริมการส่งออก ส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ พัฒนาเศรษฐกิจในเขตภูมิภาค และส่งเสริมกิจกรรมทางเศรษฐกิจอุตสาหกรรมบางประเภทที่ควรให้ความสนใจ ตลอดจนมีการประสานงานกันในการดำเนินนโยบาย
-การส่งเสริมการพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการสร้างนวัตกรรม
วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความสามารถในการแข่งขัน ถ้ามีการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ลร้างนวัตกรรม และรู้จักใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์ ภาคเศรษฐกิจต่างๆ ก็จะปรับปรุงขีดความสามารถในการแข่งขันได้
ในเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา เทคโนโลยีโลก มีการพัฒนารวดเร็วเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใหม่มีจำนวนมาก ในปัจจุบัน สินค้าบริการ มีความหลากหลายมากขึ้น มีคุณภาพสูงขึ้น แต่มีราคาถูกลง กิจกรรมเศรษฐกิจต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปมาก การวิจัย พัฒนา การออกแบบ การผลิต การจัดจำหน่าย ล้วนใช้เทคโนโลยีช่วยทำได้ การติดต่อสื่อสารกับพนักงาน ลูกค้า และบุคคลอื่นทำได้โดยสะดวก การตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานของสินค้า บริการ ก็มีประสิทธิภาพมากขึ้น
การพัฒนาเทคโนโลยี มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจมาก แต่ละประเทศรับประโยชน์จากเทคโนโลยีไม่เท่ากัน โดยทั่วไป เทคโนโลยีใหม่ๆมักเกิดขึ้นในประเทศที่มีความพร้อมในการประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศรายได้สูง ที่คนมีความรู้ ความสามารถ และมีสิ่งสาธารณูปโภคพร้อมมูล อย่างไรก็ตาม ประเทศกำลังพัฒนา ที่ไม่ได้สร้างเทคโนโลยีขึ้นเอง ก็สามารถได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีได้
นโยบายที่ควรมี คือ:
-ตระหนักถึงความสำคัญของเทคโนโลยี รับรู้สภาพการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีของโลก รวบรวมข้อมูล ศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี ที่มีต่อเศรษฐกิจสังคมของประเทศของตน
-ให้ความสนใจแก่เทคโนโลยีสมัยใหม่ และรู้จักใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ให้เป็นประโยชน์
– การนำเทคโนโลยีที่มีการพัฒนามาแล้วมาใช้ในประเทศ ทำได้โดยผ่านช่องทางต่างๆ เข่น ชักชวนบริษัทต่างประเทศมาทำการลงทุน ซื้อสิทธิบัตร(หากจำเป็น) ค้นหาข้อมูลจากสื่อต่างๆ ส่งเสริมการวิจัยพัฒนา ลอกเลียนแบบ และปรับปรุงวิธีหรือลักษณะใช้เทคโนโลยีให้เหมาะกับสภาพของประเทศตน
-ส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนในประเทศ ทั้งหน่วยงานในภาครัฐ องค์กรและสถานประกอบการเอกชน ตลอดจนประชาชนทั่วไป ให้รู้จักนำเครื่องมืออุปกรณ์เทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ประโยชน์
-กำหนดนโยบายและมาตรการในการส่งเสริมการวิจัยพัฒนา การสร้างนวัตกรรม และนำนโยบายสู่การปฏิบัติ
-สร้างสิ่งสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีความจำเป็น ต่อการพัฒนาและการใช้เทคโนโลยี
-ปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบ เพื่อให้หน่วยงานและประชาชนทุกหมู่เหล่า สามารถใช้ผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยีสมัยใหม่ได้โดยสะดวก
-มีสถาบันที่ทำหน้าที่ส่งเสริมการวิจัย พัฒนา และสร้างนวัตกรรม
เทคโนโลยีบางอย่าง ที่ไม่สลับซับซ้อนมาก อาจพัฒนาขึ้นมาเอง โดยสถาบันการศึกษา วิจัย และสถานประกอบการธุรกิจ
-ส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมในหน่วยงาน สถาบัน และสถานประกอบการที่ ประเทศที่ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี ไม่จำเป็นต้องเป็นประเทศพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นมาเอง แต่ต้องส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยี และกำลังคน ทำให้นำเทคโนโลยีที่มีการพัฒนามาแล้ว มาใช้ประโยชน์ได้
สำหรับประเทศไทย การวิจัย พัฒนา อาจไม่สร้างเทคโนโลยีลํ้ายุค แต่จะทำให้สามารถใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่แล้วได้ดีขึ้น สิ่งควรทำ คือ จัดสรรงบประมาณทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี เพื่อลงทุนทำการวิจัยพัฒนา ที่สามารถนำไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ และปรับปรุงเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้วให้เหมาะกับสภาพทรัพยากรและสภาวการณ์ของประเทศ
ควรมีการสร้างสถาบันและหน่วยงานทั้งในภาครัฐ และภาคเอกชน ที่มีหน้าที่ส่งเสริมการวิจัยพัฒนา และสร้างนวัตกรรม สร้างบุคลากรทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี หน่วยงานวิจัย พัฒนา และนวัตกรรม ที่มีอยู่ ควรได้รับการสนับสนุนให้มีบทบาทมากขึ้น
ในประเทศไทน หน่วยงานรัฐบาล ที่มีหน้าที่ในการส่งเสริมการพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ที่มีอยู่แล้ว แห่งหนึ่ง คือ สำนักงานการพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) ซึ่งมีศูนย์วิจัยอยู่ห้าแห่ง คือ ศูนย์พันธุกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิก และคอมพิวเตอร์ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุ ศูนย์เทคโนโลยีนาโน และศูนย์เทคโนโลยีพลังงาน
เดิมสวทช.มีส่วนขับเคลื่อนการวิจัย พัฒนาในหลายสาขา ผ่านกลไกต่างๆทั้งการวิจัยพัฒนาในสำนักงานและให้การปรึกษา สนับสนุนหน่วยงานอื่นทำการวิจัย พัฒนา และสร้างนวัตกรรม แต่ปัจจุบัน บทบาทของสวทช.ดูเหมือนลดน้อยกว่าเดิม การวิจัยในศูนย์ฯต่างๆ ของสวทช.เอง บางทียังต้องพึ่งพาเงินทุนแหล่งอื่น ที่นอกเหนืองบประมาณรัฐบาล
หน่วยงานรัฐอีกแห่งหนึ่งที่ทำวิจัย พัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีคือ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีแห่งประเทศไทย(วว.)ที่มีหน้าที่วิจัยพัฒนา สร้างคุณค่า และมูลค่าเพิ่ม ทำงานร่วมกับหน่วยงาน ทั้งในภาครัฐบาลและประชาชนในภาคเศรษฐกิจต่างๆ แต่เช่นเดียวกับสวทช. บทบาทของวว.ในการส่งเสริมการวิจัย พัฒนา และการสร้างนวัตกรรมดูเหมือนจะลดน้อยลงมา
ในทศวรรษ 1990 รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญของการเพิ่มความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมที่สำคัญในการผลิต ส่งออก และการจ้างงาน จึงได้ก่อตั้งสถาบันอุตสาหกรรมเฉพาะทางหลายแห่ง เช่นสถาบันสิ่งทอ อาหาร ยานยนต์ ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ เหล็กและเหล็กกล้ า หน้าที่ของสถาบันเหล่านี้ คือ ส่งเสริมการวิจัยพัฒนาในอุตสาหกรรมของตน ในด้านต่างๆ เช่นสนับสนุนทางวิชาการ เพื่อพัฒนาเทคโนโลยี เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ปรับปรุงคุณภาพของสินค้า พัฒนาบุคลากร จัดระบบตรวจสอบรับรองมาตรฐานสินค้า ให้บริการการทดลอง ให้คำปรึกษาทางด้านเทคนิค เผยแพร่ข่าวสารข้อมูลการผลิต การตลาด จัดสัมมนาวิชาการ ประเมินสภาพการดำเนินงาน และสะท้อนปัญหาของผู้ประกอบการต่อรัฐบาล โดยมีเงื่อนไขว่า ระยะแรกรัฐบาลจะอุดหนุนเงินงบประมาณในการดำเนินงาน แต่ในระยะยาวสถาบันฯเหล่านี้ต้องเลี้ยงตนเองทางการเงินได้ นโยบายหารายได้เพื่อเลี้ยงตัวเองนี้ทำให้สถาบันเน้นทำกิจกรรมที่สร้างรายได้แก่สถาบันได้ เช่น จัดการสัมมนาโดยเก็บเงินจากผู้เข้าร่วมสัมมนา เก็บค่าบริการในการตรวจสอบคุณภาพสินค้า เป็นต้น ในขณะเดียวกัน ก็ลดทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม ที่ต้องที่มีค่าใช้จ่าย แต่ไม่สามารถหารายได้ เช่น การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ การรวบรวมเผยแพร่ข้อมูล สิ่งเหล่านี้ ถ้าทำได้ผล จะสร้างผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่มีการส่งออก ที่สร้างรายได้ สร้างการจ้างงานได้มาก ในปัจจุบัน สถาบันอุตสาหกรรมเหล่านี้ แม้ยังมีอยู่ แต่บทบาทในการวิจัยพัฒนาและสร้างนวัตกรรม มีจำกัดมาก
จากตัวอย่างการดำเนินงานของสวทช. วว. และสถาบันอุตสาหกรรมเฉพาะทาง ที่กล่าวมาข้างต้น แสดงว่า แม้มีหน่วยงาน หรือสถาบัน ที่มีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมการวิจัย พัฒนา และสร้างนวัตกรรม แต่ถ้ารัฐบาลไม่ให้ความสำคัญ และไม่ได้สนับสนุนอย่างต่อเนื่อง บทบาทของหน่วยงานเหล่านี้ ก็จะลดน้อยลง และขีดความสามารถการแข่งขัน ของภาคเศรษฐกิจต่างๆ ก็ไม่ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น ดังนั้น สิ่งที่ควรทำในการส่งเสริมการพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสร้างนวัตกรรม เพื่อยกระดับการแข่งขันทางหนึ่งคือ ทำให้สถาบันส่งเสริมวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีที่มีอยู่ ทั้งของภาครัฐและภาคเอกชน สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามวัตถุประสงค์ของการก่อตั้ง โดยสนับสนุนประมาณให้เพียงพอต่อการดำเนินงาน
-การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
แรงงานเป็นปัจจัยการผลิตสำคัญในภาคเศรษฐกิจต่างๆ การยกระดับคุณภาพของแรงงานมีความจำเป็น ในปัจจุบัน ข้อได้เปรียบ ของการมีค่าแรงต่ำของไทยลดลงมากเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน ขณะที่ เทคโนโลยี ทั้งการผลิตและการจำหน่ายสินค้าในหลายประเทศ พัฒนาก้าวหน้าขึ้น การพัฒนากำลังคน และการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน จึงมีความจำเป็นมากขึ้น
การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทำได้หลายรูปแบบ คือ:
-การศึกษาในระบบ
-การศึกษานอกระบบ
-การฝึกอบรมเพื่อเพิ่มทักษะแรงงาน
-การสร้างบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในด้านต่างๆ
-การนำเข้าบุคลากรที่มีความรู้ความชำนาญจากต่างประเทศ
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องอื่นๆที่เกี่ยวกับกำลังคน เช่น การตอบสนองต่อสังคมสูงวัย การนำเข้าแรงงานจากต่างประเทศ และการส่งคนงานไทยไปทำงานในต่างประเทศ เป็นต้น
-การศึกษาในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย
ในยุคที่วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว โรงเรียน และมหาวิยาลัย ควรปรับปรุงหลักสูตร ให้มีเนื้อหาที่ทำให้ผู้เรียนมีความรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก
มหาวิทยาลัย และโรงเรียนอาชีวะศึกษา ควรให้การศึกษาวิชาทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการนำเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์ ฝึกอบรมผู้เรียนให้มีทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เรียนรู้ภาษาต่างประเทศ หาความรู้ด้วยตนเอง และรู้จักใช้เครื่องมือสมัยใหม่ในการค้นหาและวิเคราะห์ข้อมูล
-การศึกษานอกระบบ
ควรส่งเสริมการเรียนรู้ และฝึกอบรมประชาชนทุกภาคส่วน ให้รู้จักศึกษาหาความรู้และหาข้อมูลข่าวสารด้วยตนเอง สร้างห้องสมุดในพื้นที่ต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการศึกษาหาความรู้ นอกจากนี้ รัฐควรเพิ่มช่องทางการหาความรู้ของประชาชนให้สะดวกง่าย ไม่จำกัดเวลา และสถานที่ โดยสนับสนุนให้ใช้เครื่องมือสื่อสารสมัยใหม่ หาความรู้ ผ่านแอพลิเคชั่นต่างๆ ที่มีผู้จัดทำมากมาย หลากหลายสาขา
-การฝึกอบรมแรงงาน
การฝึกอบรมแรงงานทำได้ตั้งแต่แรงงานที่กำลังจะเข้าสู่ตลาดแรงงาน คนงานทั่วไป และคนที่ทำงานด้านบริหาร การฝึกอบรม ช่วยเพิ่มทักษะในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเปิดมุมมอง และสร้างทัศนคติที่ดีในการทำงาน
เพื่อจูงใจให้สถานประกอบการฝึกอบรมแรงงาน ในหลายประเทศ มีการจัดตั้งกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน ที่กำหนดให้สถานประกอบการส่งเงินสมทบเข้ากองทุนทุกปี แต่มีสิทธิ์เบิกเงินค่าใช้จ่ายการฝึกอบรมจากกองทุน สถานประกอบการจำนวนมากจึงเลือกที่จะเบิกเงินจากกองทุนฯ มาฝึกอบรมแรงงาน แทนที่จะจ่ายเงินเข้ากองทุน โดยไม่เบิกค่าใช้จ่ายใดๆ กิจการขนาดเล็ก ที่ไม่มีโครงการฝึกอบรมพนักงานด้วยตนเอง ก็สามารถส่งพนักงาน ไปฝึกอบรมในกิจการ ที่มีโครงการฝึกอบรม และเบิกค่าใช้จ่ายการฝึกอบรมนี้ได้เช่นกัน
ในประเทศไทย ก็มีกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน ซึ่งนอกจากใช้ในการพัฒนาฝีมือแรงงานแล้ว ยังใช้ในการทดสอบมาตรฐานแรงงาน และฝึกอบรมคนงานที่เตรียมเข้าทำงาน คนงานที่ถูกเลิกจ้าง ก็มีโอกาสพัฒนาฝีมือ จากกิจการที่มีการอบรมแรงงาน ด้วยค่าใช้จ่าย ที่เบิกจากกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานได้
เนื่องจากไม่มีสถิติที่แสดงความสัมฤทธิผลของการพัฒนาฝีมือแรงงาน จึงไม่เป็นที่แน่ชัดว่า กาาพัฒนาฝีมือแรงงานในประเทศไทย ประสบผลเพียงไร แต่จากการพิจารณาประสิทธิภาพของธุรกิจไทย เมื่อเทียบกับประเทศในอาเซียนบางประเทศแล้ว สรุปได้ว่า การพัฒนาฝีมือแรงงานในประเทศไทย ไม่ประสบผลมากนัก ดังนั้น ถ้าจะทำให้แรงงานไทย มีประสิทธิภาพ ควรให้ความสนใจเรื่องการฝึกอบรมแรงงาน มากขึ้น
– การเข้าสู่สังคมสูงอายุ
การแก้ปัญหากำลังแรงงานลดลง จากการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ในระยะสั้น อาจแก้ไขโดยการใช้เครื่องจักรหรือหุ่นยนต์ และนำเข้าแรงงานจากต่างประเทศได้ แต่ในระยะยาว ควรปรับโครงสร้างการผลิต จากที่ใช้เทคโนโลยีตํ่า และใช้แรงงานมาก ไปสู่การผลิตที่ใช้เครื่องจักร และเทคโนโลยี พร้อมๆกับการปรับปรุงประสิทธิภาพของคนงานที่ยังอยู่ในวัยทำงาน
ปัญหาการเข้าสู่สังคมสูงวัย เกิดขึ้นในหลายประเทศ บางประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี และหลายประเทศในยุโรป เข้าสู่สังคมสูงวัยในอัตราที่เร็วกว่าไทย แต่ละประเทศมีวิธีการแก้ปัญหาการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย แตกต่างกัน เช่น ขยายอายุเกษียณ จาก 60 เป็น 62 หรือ 65 ปี หรือหางานที่ไม่ต้องใช้แรงกายมากให้ผู้สูงอายุทำ ในอเมริกา และบางประเทศในยุโรป อาจารย์มหาวิทยาลัย ไม่มีการเกษียณอายุ สำหรับประเทศไทยอาจารย์มหาวิทยาลัย เมื่อมีอายุครบ 60 ปีแล้ว ยังทำงานได้ถึงอายุ 65 แต่ไม่เป็นผู้บริหาร ข้าราชการตุลาการ ก็ทำงานได้ถึงอายุ 70 ปี แต่ข้าราชการทั่วไป ยังต้องเกษียณเมื่ออายุ 60 ปี นักการเมืองก็มีตำแหน่งได้จนแก่เฒ่า ถ้าได้รับการเลือกตั้ง สถานประกอบการในภาคเอกชนบางแห่ง ก็ไม่มีการกำหนดอายุ ที่ต้องออกจากงาน
ในปัจจุบัน คนที่มีอายุเกิน 60 ปีบางคน ยังมีสุขภาพดี สามารถทำงานได้ ผู้สูงอายุที่มีความเชี่ยวชาญงานบางอย่าง แม้จะเกษียณอายุแล้ว ก็ยังใช้ประสบการณ์ที่สั่งสมมาเป็นเวลานานมาใช้ประโยชน์ได้ ไม่เพียงแต่งานใช้ความคิด งานที่ใช้แรงงานบางอย่าง ก็สามารถทำได้ รัฐบาล จึงควรมีนโยบายให้ผู้สูงอายุทำงานหลังเกษียณ ที่ใช้ความรู้และความสามารถเป็นประโยชน์ งานที่ผู้สูงอายุทำได้มีหลายอย่าง ทั้งการทำงานเต็มเวลา และไม่เต็มเวลา รัฐบาลควรส่งเสริมให้หน่วยงาน และองค์กรทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน รับผู้เกษียณอายุแล้ว ทำงานที่ถนัด เช่น เป็นที่ปรึกษา เป็นผู้ถ่ายทอดวิชาความรู้ และทักษะ ผู้ที่มีความรู้ ความสามารถเฉพาะอย่าง และมีเงินทุน ก็อาจสนับสนุนเขา ให้เป็นผู้ประกอบการ ทำการค้า การลงทุนในเรื่องที่เขามีความถนัด
ในอีกด้านหนึ่ง มีคนงานไทยที่ออกไปทำงานในต่างประเทศเพื่อได้ผลตอบแทนที่สูงกว่า แรงงานที่ทำงานในต่างประเทศ มีส่วนสร้างรายรับเงินตราต่างประเทศ เมื่อเขาเลิกทำงานกลับมาประเทศไทยแล้ว อาจนำความรู้และทักษะที่ได้จากการทำงานต่างประเทศทำงานที่เป็นประโยชน์ และอาจมีส่วนช่วยให้แรงงานในประเทศ มีการทำงาน ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้
~การส่งเสริมการส่งออกสินค้าและบริการ
เศรษฐกิจไทยเป็นเศรษฐกิจเปิดที่การค้าการลงทุนต่างประเทศมีความสำคัญ นโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ มีผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ นโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศมีหลายด้าน เช่น นโยบายการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ การกู้เงินจากต่างประเทศและการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เป็นต้น
ประเทศไทย นอกจากเป็นสมาชิกของประเทศกลุ่มอาเซียน(ASEAN) แล้ว ยังเป็นสมาชิกของกลุ่มเอเปก (APEC: Asia-Pacific Economic Cooperation) และกลุ่มอาเซ็ป (RCEP: Regional Comprehensive Economic Partnership) และมีข้อตกลงการค้าเสรีระดับทวิภาคี กับหลายประเทศ
แม้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว และอัตราการขยายตัวของการส่งออกของไทยจะลดลงมากในสี่ห้าปีที่ผ่านมา นโยบายส่งเสริมการส่งออกยังควรมีอยู่ต่อไป แต่ต้องปรับปรุงให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลก นโยบายการค้าต่างประเทศของไทย ส่วนใหญ่มีความเหมาะสมอยู่แล้ว แต่ในด้านการปฏิบัติ ยังต้องปรับปรุง
ประเทศไทย เป็นสมาชิกของกลุ่มความร่วมมือภูมิภาค เช่น อาเซียน เอเปก และอาเซป การส่งสินค้าและบริการ ไปยังประเทศสมาชิกอื่นในกลุ่มความร่วมมือเหล่านี้ จะได้รับการยกเว้นภาษี หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรเผยแพร่ข่าวสารข้อมูล และแนะนำขั้นตอนการปฏิบัติในการใช้สิทธิ์ยกเว้นภาษีแก่ผู้ส่งออกโดยเฉพาะผู้ส่งออกขนาดย่อมและผู้ส่งออกใหม่ที่ไม่รู้หรือไม่สันทัดในกฎระเบียบและขั้นตอนต่างๆ ในการใช้สิทธิ์ เพื่อยกเว้นภาษีนี้ การส่งออกไปประเทศที่มีข้อตกลงการค้าเสรี ที่ได้รับสิทธิ์ยกเว้นภาษี ก็มีกฎระเบียบ เจ้าหน้าที่รัฐ ควรให้คำแนะนำ และอำนวยความสะดวกในการใช้สิทธิ์การยกเว้นภาษีนี้
การค้าระหว่างประเทศในปัจจุบัน มีกฎเกณฑ์และกฎระเบียบ จำนวนมาก ทั้งกฎเกณฑ์ที่กำหนดโดยองค์การการค้าโลกและประเทศผู้นำเข้า เช่น กฎเกณฑ์ที่เกี่ยวกับคุณภาพ มาตรฐาน ข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม สุขอนามัย และสิทธิมนุษยชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรเผยแพร่ข้อมูลเหล่านี้แก่ผู้ส่งออกอย่างทั่วถึง
ในการส่งออก ข้อมูลข่าวสารการตลาดมีความสำคัญ ประเทศต่างๆ มีธรรมเนียมประเพณีแตกต่างกัน และมีความต้องการสินค้าไม่เหมือนกัน สำนักงานทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในต่างประเทศ ต้องรวบรวมข้อมูลการค้าของประเทศนั้น ทั้งมูลค่าการค้า ประเภทของสินค้า บริการ ที่ส่งออกและนำเข้า สินค้า บริการที่มีความต้องการ รวมทั้งความเคลื่อนไหวของประเทศคู่แข่ง ส่งมาให้กระทรวงพาณิชย์ เพื่อเผยแพร่ให้แก่ผู้ส่งออกในประเทศไทยอย่างทั่วถีงและทันท่วงที การรวบรวมเผยแพร่ข้อมูลเหล่านี้ควรทำเป็นประจำ การมีข้อมูลข่าวสารของประเทศคู่ค้าที่ครบถ้วน และสมบูรณ์นี้ เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินนโยบายการค้าต่างประเทศ
การท่องเที่ยว การส่งคนงานไทยไปทำงานในต่างประเทศ การมีชาวต่างชาติเข้ามาใช้บริการรักษาพยาบาลในประเทศไทย การมีคนไทยออกไปทำธุรกิจร้านอาหารในต่างประเทศ แล้วส่งเงินตราต่างประเทศเข้ามา ในบัญชีดุลการชำระเงินระหว่างประเทศ ถือว่าเป็นรายรับจากบริการการส่งออก การโฆษณาสินค้า และบริการของไทย เผยแพร่สู่ประเทศต่างๆทั่วโลกมีผลต่อการส่งออก ในด้านบริการ การโฆษณาทัศนียภาพ และขนบธรรมเนียมประเพณีที่งดงาม รวมทั้งคุณภาพการรักษาพยาบาลของโรงพยาบาลไทย ก็มีส่วนช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว หน่วยงานในภาครัฐและภาคเอกชน ควรใช้เครื่องมือสื่อสารสมัยใหม่ให้เป็นประโยชน์ ต่อการโฆษณาประชาสัมพันธ์นี้
นโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือ การควบคุมการไหลเข้าออกของเงินทุน และมีอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ มีผลต่อเศรษฐกิจ ทั้งระดับราคาสินค้า การส่งออก การนำเข้าสินค้า ดุลการค้า บริการ การไหลเข้าออกของเงินทุน และการพัฒนาเศรษฐกิจในลักษณะอื่น
กล่าวโดยสรุป การกำหนดและการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เช่น การควบคุมการนำเข้า และส่งเสริมการส่งออกสินค้า และบริการ การกำหนดอัตราภาษีศุลกากร การส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ การใช้ประโยชน์จากการลงทุน การควบคุมการไหลเข้า ออกของเงินทุน และการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ มีผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ นอกจากนั้น ควรพิจารณาถึงสถานการณ์โลก รวบรวมข้อมูลข่าวสาร และการนำเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์
~การส่งเสริมการลงทุนต่างประเทศ
การลงทุนจากต่างประเทศ มีผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ในเวลาที่ผ่านมา สินค้าที่ผลิตและส่งออกหลายอย่างของไทย ผลิตโดยบริษัทที่มีการลงทุนต่างประเทศ
ประโยชน์ที่สำคัญของการลงทุนต่างประเทศประการหนึ่ง คือ ทำให้ ประเทศผู้รับการลงทุนสามารถนำเทคโนโลยีก้าวหน้าที่มีอยู่แล้วมาใช้ประโยชน์ บริษัทต่างชาติที่มาลงทุนจะนำเทคโนโลยีมาด้วย ประเทศที่รับการลงทุน สามารถใช้เทคโนโลยีนี้ผลิตสินค้า บริการ สร้างรายได้ การจ้างงาน ในประเทศ ลดการนำเข้า และสร้างรายได้เงินตราต่างประเทศ จากการส่งออกได้
เทคโนโลยีต่างประเทศ จะมีประโยชน์ต่อประเทศผู้รับการลงทุนมากน้อยเพียงใด ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากนักลงทุนต่างชาติ การปรับปรุงเทคโนโลยีให้เหมาะสมกับสภาพการณ์และการใช้เทคโนโลยีนำเข้านั้นให้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศ หากทำได้ ก็จะได้รับประโยชน์มาก แต่ถ้าไม่สนใจ หรือไม่มีความพร้อมในการรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี ก็ได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีนักลงทุนต่างประเทศได้ไม่มาก
หากประเทศที่ได้รับการลงทุนต้องการมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องพยายามส่งเสริมการวิจัย พัฒนา ฝึกทักษะแรงงาน และมีสิ่งจูงใจที่จะทำให้นักลงทุนต่างชาติถ่ายทอดเทคโนโลยี
นโยบายของรัฐบาล มีส่วนสำคัญต่อประสิทธิภาพของการถ่ายทอดเทคโนโลยี รัฐบาลไทยแต่ละสมัย ล้วนมีนโยบายชักชวนการลงทุนจากต่างประเทศ ในบางสมัย มีการให้สิ่งจูงใจ โดยมีสิทธิประโยชน์แก่การฝึกอบรมคนงาน และการวิจัย พัฒนา แต่รัฐบาลส่วนมาก มักไม่ได้ให้ความสนใจ ที่จะส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีมากนัก
เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศที่เป็นประโยชน์ นโยบาย ที่ควรมี คือ
-ปรับปรุงบรรยากาศการลงทุน
-มีนโยบายส่งเสริมการลงทุนต่างประเทศที่เหมาะสม
-ใช้ประโยชน์จากการลงทุนต่างประเทศ ในการพัฒนาเศรษฐกิจด้านต่างๆ
-ส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยี ฝึกอบรมแรงงาน ใช้การลงทุนต่างประเทศเอื้อประโยชน์ต่อการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม
-กำกับดูแลกิจการที่มีการลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อป้องกันความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานของเขา
ในที่นี้ จะกล่าวเพียงเรื่องบรรยากาศการลงทุนโดยสังเขป
ความมั่นคงและเสถียรภาพ เป็นสิ่งสำคัญในอันดับต้นๆ ที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจ ประเทศที่มีศึกสงคราม มีความขัดแย้งกันมากไม่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง เช่น เศรษฐกิจตกต่ำ เงินเฟ้อสูง อาชญากรรมสูง มีการเปลี่ยนรัฐบาลบ่อย เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล แล้ว นโยบายการลงทุนต่างประเทศ ก็จะเปลี่ยนไป ประเทศเหล่านี้ มักดึงดูดการลงทุนต่างประเทศได้ไม่มาก ผู้ลงทุนต้องการความมั่นคงในการดำเนินธุรกิจ ถ้าการเปลี่ยนแปลงนโยบายนี้ ทำให้ธุรกิจมีความไม่มั่นคง เขาก็จะไม่เข้ามาลงทุน
ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบหลายประการในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ คือ มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ตั้งอยู่จุดกึ่งกลางกลุ่มประเทศอาเซียน มีสิ่งสาธารณูปโภคที่พร้อมมูล มีประสบการณ์การพัฒนาอุตสาหกรรมเป็นเวลายาวนานกว่าประเทศเพื่อนบ้านในอินโดจีน ประชาชนมีทัศนคติที่ดีต่อชาวต่างชาติ รัฐบาลให้ความสนใจส่งเสริมการลงทุนต่างประเทศ แม้เปลี่ยนรัฐบาล นโยบายต้อนรับนักลงทุนต่างประเทศ ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลง จากค.ศ.1960 ที่เริ่มมีการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ จนถึงปัจจุบัน มีการเปลี่ยนรัฐบาลหลายครั้ง แต่นโยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ ยังคงมีอยู่ ในเวลาส่วนใหญ่ เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ของไทย มีความมั่นคง การลงทุนต่างประเทศ จึงไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาหลายปีก่อนการรัฐประหารในปีค.ศ. 2015 สถานการณ์เศรษฐกิจ การเมือง และสังคมไทย เสื่อมถอยลงมาก ความคิดทางการเมืองที่ขัดแย้งกันในหมู่ประชาชน ทำให้บ้านเมืองมีความไม่สงบ จึงไม่มีใคร กล้าเข้ามาลงทุน
หลังรัฐประหาร บ้านเมืองสงบลง รัฐบาลไทยเสนอสิทธิประโยชน์การส่งเสริมการลงทุนแก่นักลงทุนต่างชาติมากขึ้น มีการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลแก่ผู้ลงทุนเป็นระยะเวลายาวนานกว่าประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ แต่ก็ยังไม่สามารถดึงดูดการลงทุนต่างประเทศได้มาก ประเทศเพื่อนบ้านเช่น เวียดนาม และอินโดนีเซีย ซึ่งก็มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ และมีการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ มีพัฒนาเศรษฐกิจ และมีสภาวะทางสังคมและการเมืองที่มั่นคงกว่า จึงสามารถดึงดูดการลงทุนต่างประเทศได้มากกว่าประเทศไทย ทั้งที่ให้สิทธิการยกเว้นภาษีเงินได้น้อยกว่า
กล่าวโดยสรุป บรรยากาศการลงทุนที่ดี เป็นปัจจัยที่ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ได้ดีกว่าการเสนอผลประโยชน์ต่างๆ ให้แก่นักลงทุนต่างประเทศ
-ประเทศไทยจะใช้ประโยชน์จากการลงทุนต่างประเทศได้อย่างไร?
การลงทุนจากต่างประเทศ สามารถช่วยพัฒนาเศรษฐกิจไทยได้มาก ไม่เพียงภาคอุตสาหกรรม การพัฒนาภาคเกษตร และภาคบริการ ก็ใช้ประโยชน์จากการลงทุนต่างประเทศได้
ในภาคอุตสาหกรรม กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายทั้งอุตสาหกรรมเดิม และอุตสาหกรรมใหม่ การลงทุนและเทคโนโลยีจากต่างประเทศ มีส่วนช่วยในการพัฒนาได้ เทคโนโลยีใหม่ ที่มาพร้อมกับการลงทุนจากต่างประเทศ สามารถใช้ประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจได้มาก นโยบายต่างๆ เช่น การพัฒนาพลังงานทดแทน การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การคุ้มครองสภาพแวดล้อม ล้วนใช้เทคโนโลยี ที่เข้ามาพร้อมกับการลงทุนต่างประเทศได้ อย่างไรก็ดี ธุรกิจและประชาชนไทยควรเป็นกำลังหลักในการพัฒนา การลงทุนจากต่างประเทศ เป็นได้เพียงกำลังเสริม นอกจากนั้น ยังต้องมีการควบคุมไม่ให้การลงทุนต่างประเทศเข้ามาสร้างผลเสียแก่เศรษฐกิจและสังคมไทยด้วย
~การส่งเสริมอุตสาหกรรมขนาดย่อม
เรื่องการส่งเสริมอุตสาหกรรมขนาดย่อม มีการเขียนมาบ้างก่อนหน้านี้แล้ว ในที่นี้สรุปเพียงบางหัวข้อในการส่งเสริมอุตสาหกรรมขนาดย่อม ที่ควรสนใจ และนโยบายที่ควรเน้น เช่น การช่วยเหลือธุรกิจ ขนาดย่อมที่ได้รับผลกระทบจากการตกต่ำของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย ในช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมา รวมทั้งการปรับตัวของวิสาหกิจขนาดย่อม ในยุคที่เทคโนโลยี มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
-การช่วยเหลือธุรกิจขนาดย่อมที่มีปัญหา
ในช่วงเวลาที่ผ่านมา วิสาหกิจขนาดย่อมในประเทศไทย ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทย แม้รัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือบ้าง แต่ก็ไม่สามารถช่วยเหลือได้ทั่วถึง หน่วยงานต่างๆที่ส่งเสริมธุรกิจขนาดย่อม ต้องสำราจสภาพและปัญหา และกำหนดมาตรการช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่รับผลกระทบ ในการนี้ หน่วยงานที่มีหน้าที่ส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อมในภาครัฐบาล ทั้งสถาบันส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ธนาคารการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อม บรรษัทประกันสินเชื่อธุรกิจขนาดย่อม และสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม ควรร่วมมือกันช่วยเหลือวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบ หน่วยงานอื่นของรัฐ เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ และสถาบันอุตสาหกรรมเฉพาะทาง ก็ควรมีบทบาทช่วยเหลือแก้ปัญหาของกิจการที่ได้รับผลกระทบ หน่วยงานภาคเอกชน เช่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หอการค้า ธนาคารพาณิชย์ และสมาคมอุตสาหกรรมต่างๆ ก็ควรมีส่วนร่วมด้วย
กิจการขนาดย่อม มีอยู่จำนวนมาก ตั้งอยู่ตามพื้นที่ต่างๆของประเทศ การช่วยเหลือเยียวยากิจการเหล่านี้อย่างทั่วถึง เป็นไปได้ยาก ข้อเสนอแนะ คือการจัดทำนามสงเคราะห์ หรือนามานุกรมที่รวบรวมรายชื่อของหน่วยงานช่วยเหลือกิจการขนาดย่อม แต่ละด้าน พร้อมทั้งช่องทางการติดต่อขอรับความช่วยเหลือ จะทำให้กิจการที่ต้องการความช่วยเหลือเข้าถึงบริการต่างๆ ที่จะช่วยแก้ปัญหา ได้สะดวกยิ่งขึ้น
หน่วยงานต่างๆทั้งในภาครัฐและเอกชน ล้วนมีบทบาทในการส่งเสริมและช่วยเหลืออุตสาหกรรมได้ ไม่เพียงธุรกิจในภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจขนาดย่อมในภาคการเกษตรและภาคบริการ ก็ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิดและเศรษฐกิจตกต่ำ และต้องได้รับความช่วยเหลือหลายด้าน ทั้งการสนับสนุนด้านการเงิน การตลาด การพัฒนาบุคลากร การเพิ่มประสิทธิภาพและการลดต้นทุน ซึ่งจะกล่าวโดยสังเขป ดังนี้:
-การสนับสนุนด้านการเงิน
ในเวลาที่ผ่านมา มีการจัดตั้งหน่วยงานที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือวิสาหกิจขนาดย่อมทางด้านการเงิน เช่น ธนาคารเพื่อการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม สถาบันการเงินเฉพาะกิจต่างๆเช่น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้า ก็มีโครงการช่วยเหลือวิสาหกิจขนาดย่อมในภาคเศรษฐกิจต่างๆ ธนาคารพาณิชย์บางแห่ง ก็มีโครงการที่ทำการให้กู้แก่วิสาหกิจขนาดย่อมโดยเฉพาะ
มาตรการส่งเสริมทางด้านการเงินแก่วิสาหกิจขนาดย่อม แม้ขยายตัวมากในเวลาที่ผ่านมา แต่เมื่อเทียบกับความต้องการทางด้านเงินกู้ของวิสาหกิจขนาดย่อม ยังมีขอบเขตที่จำกัด สิ่งที่เขาต้องการ คือการเข้าถึงเงินกู้ที่มีอัตราดอกเบี้ยเหมาะสม การช่วยเหลือทางด้านการเงิน ที่มีต่อวิสาหกิจขนาดย่อม ต้องมีการขยายขอบเขตมากกว่าที่เป็นอยู่
การที่ธุรกิจจะสามารถปรับตัวได้ในยุคเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
ต้องมีการเพิ่มประสิทธิภาพ ทั้งการผลิต การจำหน่าย และลดต้นทุนโลจิสติกส์ในขั้นตอนต่างๆ การปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ มีส่วนช่วยลดต้นทุนได้ ควรแก้ไขกฎหมาย กฎระเบียบ ที่เป็นอุปสรรคต่อการเนินธุรกิจ หน่วยงานที่มีหน้าที่ส่งเสริมธุรกิจขนาดย่อมต่างๆ ควรมีศูนย์ช่วยเหลือทางกฎหมาย ให้คำปรึกษาแก่ธุรกิจ ที่ไม่สามารถปรับตัวให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลง หน่วยงานในภาครัฐและเอกชน ควรเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร จัดการอบรมผู้ประกอบการ และพนักงานให้เขาเข้าถึงข้อมูล ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงาน ในด้านต่างๆ เช่น การจัดหาวัตถุดิบ เครื่องจักรอุปกรณ์ ปรับปรุงการผลิต การจัดจำหน่าย และการประกอบการในลักษณะอื่น สมัยนี้ เทคโนโลยีบางอย่างสามารถเรียนรู้ได้ไม่ยากนัก การเผยแพร่ข่าวสาร ข้อมูล การฝึกอบรม ก็อาศัยเครื่องมือสื่อสารได้
ในปัจจุบัน ด้วยเทคโนโลยีทันสมัย ธุรกิจขนาดเล็กสามารถแข่งขันกับธุรกิจขนาดใหญ่มากขึ้น ความเสียเปรียบที่เกิดจากขนาดของกิจการในด้านต่างๆลดน้อยลงได้โดยใช้เทคโนโลยี การออกแบบผลิตภัณฑ์ การโฆษณา การจัดจำหน่าย การผลิต การขนส่ง การสื่อสารกับลูกค้าที่อยู่ห่างไกล สามารถทำได้โดยเสียค่าใช้จ่ายไม่มาก การซื้อขายสินค้าออนไลน์ ก็ทำให้ กิจการขนาดเล็ก แข่งขันกับกิจการขนาดใหญ่ได้โดยมีข้อเสียเปรียบด้านต้นทุนน้อย การฝึกอบรมให้วิสาหกิจขนาดย่อม มีความสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี เป็นสิ่งที่ผู้กำหนดนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมควรให้ความสนใจ หน่วยงานต่างๆควรรณรงค์ให้ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดย่อม ในพื้นที่ต่างๆ มีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เป็นประโยชน์ ต่อการดำเนินธุรกิจของตนทั้งด้านการผลิต การจำหน่าย การบริหารจัดการ และการเข้าถึงบริการความช่วยเหลือ รู้วิธีการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีได้ด้วยตนเองจากเครื่องมือสื่อสารสมัยใหม่
การส่งเสริมการรวมกลุ่มธุรกิจเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย เป็นแนวทางหนึ่งในการสร้างความสามารถในการแข่งขัน ธุรกิจอุตสาหกรรม ต้องเกี่ยวข้องกับผู้ผลิตวัตถุดิบ หรือชิ้นส่วน และติต่อกับลูกค้า สถาบันการเงิน และหน่วยงานของรัฐ ธุรกิจในอุตสาหกรรมเดียวกัน แม้ต้องแข่งขันกัน แต่ก็ร่วมมือกันได้ การได้มาซึ่งข่าวสารข้อมูลการตลาด การจัดซื้อวัตถุดิบ การอบรมคนงาน และการปรับปรุงเทคโนโลยีทางด้านต่างๆ สามารถทำร่วมกันได้ การส่งเสริมความร่วมมือ ระหว่างวิสาหกิจขนาดย่อม จึงเป็นแนวทางหนึ่งในการช่วยให้มีการปรับตัว ให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ ในการนี้หน่วยงานรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ในการส่งเสริมธุรกิจขนาดย่อม ควรส่งเสริมให้สถานประกอบการธุรกิจ จัดตั้งเครือข่ายที่มีความร่วมมือด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านการปรับปรุงความสามารถการแข่งขัน เพื่อให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วของเทคโนโลยี
~การกระจายความเจริญสู่เขตภูมิภาค
ตั้งแต่ช่วงแผนพัฒนาฯฉบับที่สามเป็นต้นมา รัฐบาลไทย มีนโยบายกระจายอุตสาหกรรมไปสู่ภูมิภาค เพื่อสร้างรายได้และการจ้างงานในภูมิภาค ลดการกระจุกตัวในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ในช่วงแผนพัฒนาฯฉบับที่ห้า รัฐบาลมีนโยบายพัฒนาเขตชายฝั่งทะเลตะวันออก (Eastern Seaboard) ให้อุตสาหกรรมกระจายสู่จังหวัดในแถบชายฝั่งทะเลตะวันออก และจังหวัดอื่นๆในภาคกลาง ในเวลาต่อมามีแผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษในจังหวัดชายแดน เพื่อส่งเสริมการค้าและการลงทุนในพื้นที่ชายแดน แต่จนถึงปัจจุบัน จังหวัดทาภาคเหนือ ภาคอิสาน และภาคใต้ ส่วนใหญ่ ยังมีอุตสาหกรรมอยู่น้อย
สมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ มีนโยบายการพัฒนาพื้นที่ในเขตภูมิภาค มีแผนพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกรอบใหม่ ที่เน้นอุตสาหกรรมใช้เทคโนโลยีสูง และมีนโยบายพัฒนาจังหวัดชายฝั่งทะเลในภาคใต้ โดยมีโครงการแลนด์บริดจ์ที่เชื่อมต่อฝั่งอ่าวไทย และฝั่งทะเลอันดามัน แต่โครงการแลนบริดจ์ยังไม่ได้เริ่ม ก็มีการเปลี่ยนรัฐบาล และรัฐบาลใหม่มีทีท่าจะยกเลิกโครงการนี้
เพื่อกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค นโยบายการพัฒนาเขตภูมิภาคควรดำเนินต่อไป แต่การดำเนินตามนโยบายนี้ ต้องศึกษาอย่างละเอียดรอบคอบ เนื่องจากการพัฒนาสิ่งสาธารณูปโภค การสร้างเครือข่ายการคมนาคมสื่อสาร ต้องใช้งบประมาณมาก
อย่างไรก็ดี การส่งเสริมผู้ประกอบการในท้องถิ่น การเชื่อมโยงภาคการเกษตร อุตสาหกรรม บริการ และการร่วมมือ ประสานงาน ระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชนอาจทำได้ โดยไม่ต้องใช้งบประมาณมาก แต่รัฐบาลควรมีแผนงานและโครงการรองรับที่ชัดเจน
เหตุหนึ่งที่อุตสาหกรรมไม่ตั้งโรงงานในภูมิภาค คือการขาดแคลนสิ่งสาธารณูปโภค การสร้างสิ่งสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นต่อการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม เช่น ไฟฟ้า น้ำประปา โทรศัพท์ และถนน หนทาง จึงมีความสำคัญ ปัจจุบัน พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ ยกเว้นถิ่นทุรกันดารที่อยู่ห่างไกลความเจริญ มีสิ่งสาธารณูปโภค และสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม อยู่พอควร แต่ในบางพื้นที่ ที่มีวัตถุดิบที่เหมาะแก่การผลิตสินค้าอุตสาหกรรม อาจต้องสร้างสิ่งสาธารณูปโภคเพิ่มเติม
การศึกษาที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่า ความคุ้นเคยกับท้องถิ่นเป็นปัจจัยหนึ่งในการตั้งกิจการอุตสาหกรรม และบริการ การส่งเสริมให้ผู้ประกอบการในจังหวัด ลงทุนในอุตสาหกรรมและบริการ เป็นแนวทางหนึ่งที่จะทำให้เกิดธุรกิจอุตสาหกรรมและบริการในภูมิภาคได้ โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีความเจริญทางเศรษฐกิจ และมีสิ่งสาธารณูปโภค ค่อนข้างพร้อมมูลอยู่แล้ว
ในการส่งเสริมผู้ประกอบการท้องถิ่น หน่วยงานรัฐบาล เช่น สำนักงานพานิชจังหวัด และอุตสาหกรรมจังหวัด ควรศึกษาสภาพและปัญหาการอุตสาหกรรม บริการ และทรัพยากรที่มีอยู่ในพื้นที่ เผยแพร่ข้อมูล การให้บริการต่างๆแก่สถานประกอบการ สถาบันการศึกษาในเขตภูมิภาคทั้งมหาวิทยาลัยและโรงเรียนอาชีวะศึกษา ก็ควรมีบทบาทในการศึกษาวิจัย และร่วมฝึกอบรมคนงานแก่ธุรกิจในภูมิภาค
โดยสรุป หน่วยงานทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน มีส่วนร่วมในการส่งเสริมการสร้างความเจริญทางด้านอื่นในภูมิภาคได้หลายทาง เช่น จัดตั้งศูนย์แสดงสินค้าในภูมิภาค และในจังหวัดต่างๆ ส่งเสริมการซื้อขายสินค้าออนไลน์ ส่งเสริมการเชื่อมโยงระหว่างสถานประกอบการ ตลอดจนกำกับดูแลไม่ให้ทำลายทรัพยากร และสร้างมลภาวะ
~การส่งเสริมอุตสาหกรรมเฉพาะประเภท
นโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรม ส่งเสริมทั้งอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดย่อม และขนาดเล็กมากในอุตสาหกรรมต่างๆ แต่การส่งเสริมอุตสาหกรรมเฉพาะประเภท ก็มีความสำคัญ
การพัฒนาอุตสาหกรรม ควรคำนึงถึงข้อได้เปรียบโดยเปรียบเทียบของประเทศในแต่ละช่วงเวลา รู้จักนำเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์ และปรับปรุงนโยบายให้เหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลก และสภาวะเศรษฐกิจของประเทศในเวลานั้น ธุรกิจที่ไม่มีอยู่เดิม ก็พัฒนาขึ้นมาได้จากการศึกษา การวิจัยพัฒนา และการลงทุนจากต่างประเทศ
ในประเทศไทย ประเภทของอุตสาหกรรมที่ควรให้ความสนใจ คือ
-ก. อุตสาหกรรมที่ประเทศมีความได้เปรียบ โดยเปรียบเทียบ เช่นอุตสาหกรรมอาหาร และผลิตภัณฑ์ยาง ที่เรามีวัตถุดิบที่ผลิตเป็นสินค้าอุตสาหกรรมปริมาณมาก โดยพัฒนาคุณภาพสินค้า และประสิทธิภาพในการผลิตให้สูงขึ้น
-ข. อุตสาหกรรมกลุ่มเป้าหมาย เช่น อุตสาหกรรมเอสเคิร์ฟ(S-curve) ทั้งกลุ่มเก่าและกลุ่มใหม่ที่ใช้ เทคโนโลยีระดับสูง ซึ่งสามารถพัฒนาขึ้นมา โดยใช้ประโยชน์จากการวิจัยพัฒนา และการลงทุนจากต่างประเทศ
-ค. อุตสาหกรรมประหยัดพลังงาน และผลิตภัณฑ์ที่ใช้พลังงานสะอาด เช่น พลังงานทดแทน รถยนต์พลังงานไฟฟ้า ซึ่งการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล่านี้ใช้ประโยชน์จากการลงทุนจากต่างประเทศได้
-ง. ผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่ต้องการของตลาด เช่น สินค้าและบริการสำหรับผู้สูงอายุ อาหาร ของใช้ที่มีความปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ในปัจจุบัน ประเทศจำนวนมากเข้าสู่สังคมสูงวัย และมีความสนใจ เรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เราจึงควรส่งเสริมและพัฒนาสินค้าและบริการที่ตอบสนองความต้องการทางด้านนี้
-จ. อุตสาหกรรมที่อยู่ในเครือข่ายของห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ การมีส่วนร่วมในเครือข่ายการผลิตระหว่างประเทศ มีประโยชน์ต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมและการค้าระหว่างประเทศ ในปัจจุบัน รูปแบบการค้า การผลิตของโลกเปลี่ยนไปมาก สินค้าอุตสาหกรรมแต่ละชนิดมีส่วนประกอบจำนวนมาก ชิ้นส่วนของเครื่องจักร อุปกรณ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งสินค้าอื่นๆหลายชนิดมีการผลิตชิ้นส่วนในหลายประเทศ การเข้าร่วมอยู่ในเครือข่ายการผลิตระหว่าประเทศ มีส่วนสร้างอุตสาหกรรมใหม่ๆได้
ในสามทศวรรษที่ผ่านมา การค้าระหว่างประเทศในสินค้าขั้นกลาง มีสัดส่วนสูงขึ้น เมื่อเทียบกับสินค้าสำเร็จรูป การส่งเสริมอุตสาหกรรม วิธีหนึ่ง คือ เข้าไปมีส่วนร่วมในเครือข่ายการผลิตระหว่างประเทศ การรับการลงทุนจากต่างประเทศ และการออกไปลงทุนในประเทศอื่น ทำให้เรามีส่วนร่วมในเครือข่ายการผลิตนานาชาติได้ง่ายขึ้น ผู้ลงทุน มักจะมองหาแหล่งผลิตสินค้า และชิ้นส่วนอุปกรณ์ ในประเทศที่เหมาะสม ประเทศไทยควรสร้างบรรยากาศการลงทุน มีสถานการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ที่มีเสถียรภาพ มีทรัพยากรธรรมชาติ บุคลากร อุตสาหกรรมและบริการสนับสนุน และมีสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ที่จะดึงดูการลงทุนจากต่างประเทศ ทำให้อยู่ในเครือข่ายการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมนานาชาติได้
~ การผนึกกำลังในการดำเนินนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจ
ภาคเศรษฐกิจต่างๆมีความเชื่อมโยงกัน และสนับสนุนซึ่งกันและกัน ในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ควรมีการประสานงานกัน ในเวลาที่ผ่านมา ปัญหาการพัฒนาเศรษฐกิจ ประการหนึ่ง คือ ไม่มีทิศทางที่ชัดเจน ในบางประเทศ หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจ มีการประสานงานกันอย่างใกล้ชิด นโยบายจึงไม่ขัดแย้งกัน แต่ในประเทศไทย หน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจ มักไม่ได้การประสานงานกัน บ่อยครั้งที่มีการแถลงนโยบายแล้ว แต่ไม่นำสู่การปฏิบัติ ไม่มีมาตรการ และแผนงาน ที่จะรองรับ ขาดความต่อเนื่อง นโยบายเศรษฐกิจ ที่กำหนดโดยรัฐบาลหนึ่ง เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล ก็อาจเลิกล้มไป การขาดความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายจึงเป็นปัญหาหนึ่งของการบริหารนโยบายเศรษฐกิจ
ในสมัยหนึ่ง รัฐบาลไทยมีคณะกรรมการ การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่ง ชาติ(คอช.)ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจเป็นประธาน มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้แทนจากกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาอุตสาหกรรม ทั้งกระทรวงการคลัง แรงงาน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เกษตร พานิช คมนาคม ตัวแทนในภาคเอกชนจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้า และนักวิชาการ ที่มีความรู้ทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเป็นกรรมการ ร่วมำการกำหนดนโยบายและแผนงานการพัฒนาอุตสาหกรรม ที่มีขอบเขตครอบคลุมหลายด้าน แต่ คอช.มีการประชุมไม่กี่ครั้งก็ถูกยุบ เพราะรัฐบาลใหม่ ไม่เห็นความสำคัญ
ในประเทศไทย มีหน่วยงานของรัฐบาลหลายแห่ง ที่มีภารกิจดูแลหรือส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ ที่มีขอบเขตกว้างขวาง เช่น คณะกรรมการและสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่รับผิดชอบเรื่องการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม คณะกรรมการและสำนักงานการส่งเสริมการลงทุน มีหน้าที่ส่งเสริมการลงทุนโดยการให้สิทธิประโยชน์ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม มีหน้าที่กำหนดนโยบายส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมทั่วประเทศ แม้มีรองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจ แต่ไม่มีหน่วยงานที่ดูแลการพัฒนาเศรษฐกิจในภาพรวม การดำเนินนโยบายพัฒนา เศรษฐกิจ จึงไม่ค่อยมีเอกภาพและขาดการประสานงานกัน แม้แต่หน่วยงานในกระทรวงอุตสาหกรรมด้วยกัน ก็ไม่มีการประสานงานกันมากนัก โดยหลักการแล้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ควรเป็นผู้กำหนดนโยบาย ดูแลให้ทุกหน่วยงานในกระทรวงปฏิบัติตามนโยบายที่กำหนดไว้ แต่ในประเทศไทย ผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในแต่ละกระทรวง ไม่ต้องเป็นผู้มีความรู้ความชำนาญในกิจการของกระทรวงนั้น แต่เป็นรัฐมนตรี โดยพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลส่งมา บางครั้ง อาจมีที่ปรึกษาที่เป็นคนที่มีความรู้ในกิจการของกระทรวงนั้น แต่บ่อยครั้ง รัฐมนตรี มักจะตั้งผู้ใกล้ชิดเป็นที่ปรึกษา ข้าราชการระดับต่างๆ เช่น ปลัดกระทรวง อธิบดี และผู้อำนวยการกอง ซึ่งควรเป็นผู้มีความรู้ความชำนาญในภารกิจของกรม หรือกองของตน แต่ก็มีการโยกย้ายสับเปลี่ยนผู้บริหารเหล่านั้น อยู่เนืองๆ โดยเฉพาะเมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาล หรือเปลี่ยนตัวรัฐมนตรี สภาพการขาดการประสานงาน และขาดความต่อเนื่องนี้ มีอยู่หลายกระทรวง
ปัจจุบัน รัฐบาลไทยมีรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ที่ดูแลเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจด้านต่างๆ และอาจมีการประชุมรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจเป็นครั้งคราว ถ้ามีการจัดตั้งคณะกรรมการบริหารเศรษฐกิจแห่งชาติ ที่คล้ายคลึงกับคณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งชาติในสมัยหนึ่ง ที่มีกรรมการที่นอกจากมีรัฐมนตรี และข้าราชการระดับสูงที่เกี่ยวข้องการพัฒนาเศรษฐกิจในระทรวงต่างๆแล้ว ยังมีตัวแทนภาคเอกชน และนักวิชาการ เข้าร่วมประชุมด้วย การดำเนินนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจ ก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี สถานการณ์เศรษฐกิจโลก และความเสื่อมถอยของเศรษฐกิจไทย ผู้กำหนดนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจ จำเป็นต้องเข้าใจแนวโน้มการเปลี่ยนแปลง และมียุทธศาสตร์และนโยบายที่มีความสอดคล้องกับสถานการณ์ การมีคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจที่มีหน่วยงานหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และมีการประชุม มีการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ ที่จะทำให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากวงจรชั่วร้ายจึงเป็นสิ่งจำเป็น
รูปแบบหนึ่ง ที่จะใช้ในการกำหนดนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจ ที่มีความครอบคลุมและนำสู่การปฎิบัติ คือ การประชุมระดมสมองในเรื่องการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม เมื่อปี ค.ศ. 1998 ที่มีการระดมความคิดของผู้เชี่ยวชาญต่างๆ ประชุมติดต่อกันนานหลายเดือน วิเคราะห์จุดเด่น จุดด้อย ปัญหา และข้อจำกัด แล้วกำหนดนโยบาย การแก้ปัญหา พร้อมกับมีแผนงาน มาตรการและโครงการการพัฒนาอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ละเอียด แต่แผนการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม ยังไม่ทันได้ดำเนินการ ก็ถูกยกเลิกไป จากการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล และรัฐบาลใหม่ยกเลิกแผนการดังกล่าว แต่รูปแบบการประชุมระดมความคิดของคณะกรรมการปรับโครงสร้างอุตสหาหกรรมนี้ ที่มีการวิเคราะห์ปัญหา แล้วกำหนดนโยบายแผนงาน และโครงการอย่างละเอียดนี้ อาจนำมาใช้ได้กับการมองหาทางออกเพื่อให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากวงจรชั่วร้ายทางเศรษฐกิจในปัจจุบันได้
อีกตัวอย่างหนึ่ง คือ ในเดือนตุลาคมปี 2015 มีการจัดตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.)ขึ้น มีสมาชิกที่รับคัดเลือกเป็นตัวแทนจากจังหวัดต่างๆ จังหวัดละหนึ่งคน และมีผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาต่างๆ อีก 173 คน รวม 250 คน ได้เสนอนโยบายการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ทำงานเป็นเวลาหนึ่งปี ได้จัดทำข้อเสนอนโยบายการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆจำนวนมาก และรัฐบาลถือว่า สปช .ได้เสร็จสิ้นภาระกิจแล้ว จึงจัดตั้งสภาการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)ขึ้น เพื่อขับเคลื่อนนโยบายการปฏิรูปที่สปช. เสนอไว้ สปท ทำงานอยู่หนึ่งปีเก้าเดือน แต่แทนที่จะขับเคลื่อนนโยบายที่ สปช.เสนอไว้ กลับเสนอแนะนโยบายการปฏิรูปอีกจำนวนมาก แม้ข้อเสนอแนะของสปช.และสปช. มีนโยบายที่น่าสนใจ แต่นโยบายปฏิรูป.ส่วนใหญ่ไม่มีแผนงาน โครงการ และไม่ได้จัดสรรงบประมาณรองรับ จึงไม่ได้นำสู่การปฏิบัติ
ประสบการของการกำหนดแผนการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม และการทำงานของสปช. สปช. แสดงให้เห็นว่า แม้การระดมความคิด และการกำหนดนโยบาย เป็นสิ่งจำเป็น ที่จะทำให้ ประเทศไทยหลุดพ้นจากวงจรชั่วร้ายทางเศรษฐกิจได้ แต่สิ่งสำคัญกว่านั้น คือ เมื่อมีการกำหนดนโยบายแล้ว ต้องนำสู่การปฏิบัติ การมีนโยบายอย่างเดียวไม่เป็นการเพียงพอ แต่ต้องมีแผนงาน โครงการ และมีหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน รับผิดชอบนำนโยบายเหล่านี้สู่การปฏิบัติอย่างจริงจังและต่อเนื่อง จึงจะเห็นผลได้




