INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ซีอีโอยอดเยี่ยม 7 คนของโลก ซีอีโอคนที่สาม ลูว์ เกิรทเน่อร์ (ตอนจบ)

เพื่อที่จะต่อสู้กับเอที แอนด์ ที ไออีเบ็มได้ซื้อโรล์ม มูลค่า 1.25 พันล้านเหรียญ การซื้อบริษัทครั้งแรกภายในประวัติของไอบีเอ็มนับตั้งแต่ ค.ศ 1963 โรล์มจะผลิตแผงชุมสายโทรศัพท์เรียกว่า พีบีเอ็กซ์ แนวหน้าของอเมริกา โรล์มจะเป็นบริษัทแบบผู้ประกอบการและค่อนข้างเล็ก อยู่ที่ ซานตาคลาร่า แคลิฟอร์เนีย โรล์ม จะมีวัฒนธรรมแบบไม่เป็นทางการและผิดประเพณีแตกต่างจากไอบีเอ็มมาก บริษัทจะมุ่งวัฒนธรมการบุกเบิกของบุคคล ความเชื่อว่าบุคคลที่มีความสุขและสติจะทำงานได้ดีกว่า เป้าหมายคือการทำให้โรล์มเป็นสถานที่การทำงานที่ยิ่งใหญ่ โรล์มจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกทางการกีฬาและการพักผ่อนทุกอย่างแก่บุคคล ณ ศูนยสุขภาพสำนักงานใหญ 1.5 ล้านเหรียญ
จนเป็นที่อิจฉาแก่บุุคลภายในบริษัทอื่น เช่น สระว่ายน้ำ สนามเทนนิส ห้องซาวน่า ลูวิ่งกลางแจ้ง ลำธารเลี้ยงปลาญี่ปุน ยิมออกกำลังกาย และห้องอาหารบริษัทขนาดใหญ่ ลานจอดรถยนต์จะเต็มไปด้วยรถจาร์กัวและโตโยต้า โรล์มจะมีช่วงเวลาหยุดพักผ่อนแก่บุคคลทุกคน 12 สัปดาห์ทุกหกหรือเจ็ดปี บุคคล ณ ที่นี่ รู้ว่าพวกเขาจะได้รางวัลจากการบรรลุความสำเร็จ – โบนัส การเลื่อนตำแหน่ง สิทธิการซื้อขายหุ้น บริษัทมีนโยบายให้บุคคลแต่ละคน ณ ทุกระดับพบผู้บริหารสูงสุดด้วย บุคคลของโรล์มจะมีอายุเฉลี่ยหนุ่มกว่าไอบีเอ็ม 10 ถึง 15 ปี โรล์มไม่เคยปลดบุคคลออกจากงาน แต่ไม่เหมือนกับไอบีเอ็ม โรล์มไม่ได้ใช้การจ้างงานตลอดชีพ เราจะไล่บุคคลออกถ้าพวกเขาไม่ทำงาน
วิลเลียม อูชี ผู้เขียนหนังสือขายดีที่สุดเล่มหนึ่ง Theory Z ได้กล่าวถึงวัฒนธรรมของไอบีเอ็มว่า ไอบีเอ็มจะมีการบริหารแบบพ่อลูก ไอบีเอ็มไม่เคยปลดบุคคลออกจากงาน
วัฒนธรรมของโรล์มจะไม่เหมือนกับไอบีเอ็ม โรล์มจะรักษาบรรยากาศที่ผ่อนคลายไว้ บุคคลจะใส่ยีนส์หรือกางเกงขาสั้นมาทำงานได้ บริษัทไม่มีนาฬิกาตอกเวลา บุคคลทุกคนจะมีตารางเวลาการทำงานที่ยืดหยุ่นได้ เลขานุการอาจจะมาทำงานเก้าโมงเช้า วิศวกรอาจจะใช้เวลาอาหารเที่ยงสองชั่วโมงเล่นเทนนิส โรล์มไม่ได้ห้ามเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์ การสื่อสารทุกระดับภายในโรล์มจะไม่เป็นทางการ และโรล์มไม่สนใจต่อคำบรรยายลักษณะงาน
แม้ว่าไอบีเอ็มและโรล์มจะมีวัฒนธรรมองค์การแตกต่างกัน ไอบีเอ็มต้องการใช้ข้อได้เปรียบทางการแข่งขันของโรล์มภายในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ดังนั้นไอบีเอ็มจะใช้การบริหารที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับโรล์ม แต่ไอบีเอ็มได้เปลี่ยนแปลงแผนการแบ่งกำไรของโรล์มโดยบุคคลที่อยู่ลำดับสูงสุด 12 % เท่านั้นจะได้รับการแบ่งกำไร ก่อนหน้านี้บุคคลทุกคนของ โรล์มจะมีส่วนร่วมภายในแผนการแบ่งกำไรภายหลังจากการทำงานหกเดือนเท่านั้น
ไอบีเอ็มได้รวมแผนกขายของโรล์มและไอบีเอ็มเข้าด้วยกัน พนักงานขายของไอบีเอ็มจะต้องไปกับพนักงานขายของโรล์มภายในการขายทุกครั้ง พวกเขากลัวว่าไอบีเอ็มจะยุบแผนกขายของโรล์ม ไอบีเอ็มได้กำหนดทิศทางและข้อแนะนำแก่วิศวกรของโรล์ม ด้วยการส่งวิศวกรของไอบีเอ็มมาที่โรล์ม วัฒนธรรมที่แตกต่างกันทำให้ทีมงานของไอบีเอ็มและโรล์มทำงานด้วยกันยาก ทีมงานไอบีเอ็มจะใส่เสื้อเชิรตสีขาว สูทสีดำ และผูกเนคไทร์ แต่ทีมงานของโรล์มจะใส่ยีนส์สีน้ำเงิน บุคคลจากไอบีเอ็มที่ใส่เสื้อเชิรตสีขาวจะปรากฏตัวที่โรล์มมากขึ้นทีละน้อย ไอบีเอ็มได้พยายามรักษาผลิตภัณฑ์และเอกลักษณ์ของโรล์มไว้ สัญลักษณ์ของโรล์มจะยังคงเด่นอยู่ และการรักษาความรู้สึกทางเอกลักษณ์ของบุคคล ณ โรล์มไว้ โรล์มมักจะถูกอ้างว่าเป็นโรล์ม ไม่ใช่หน่วยธุรกิจของไอบีเอ็ม โรล์มยังคงเป็นโรล์มอยู และไอบีเอ็มยังคงเป็นไอบีเอ็มอยู่
โรล์มจะว่าจ้างและเลื่อนตำแหน่งผู้หญิงเป็นผู้บริหารทีไม่เคยได้ยินกันเลยภายในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในขณะนั้น
ไอบีเอ็มซื้อโรล์มเนื่องจากบริษัทต้องการเทคโนโลยีของโรล์ม และการยึดครองผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคมแนวหน้า เพื่อการแข่งขันกับเอที แอนด์ ที นักวิเคราะห์ได้กล่าวว่าบริษัทคอมพิวเตอร์ยักษใหญ่ ได้ก้าวไปอย่างรวดเร็วที่จะใช้ความรู้ทางการถ่ายทอดข้อมูลของโรล์ม แต่อุปสรรคที่สำคัญของการรวมกันทางธุรกิจคือ บริษัทสองบริษัทจะมีวัฒธรรมที่ขัดแย้งกัน โรล์มจะมีวัฒนธรรมแบบตามสลาย แต่ไอบีเอ์มจะมีวัฒนธรรมแบบระบบราชการ
การซื้อโรล์มของไอบีเอ็มได้สร้างความตื่นตระหนกแก่บุคคลของโรล์มอย่างแท้จริง บุคคลเก่าแก่คนหนึ่งของโรล์มน้ำตาไหล แต่การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมไปยังเสื้อเชิรตสีขาว สูทสีดำ และการบังคับด้วยระเบียบของไอบีเอ็ม ไม่ได้เกิดขึ้น
โรล์มจะดำเนินงานเป็นบริษัทลูกที่เป็นอิสระของไอบีเอ็ม การรักษาชื่อและผู้บริหารอาวุโสของพวกเขาไว้
โรล์ม ฐานจะอยู่ที่ใจกลางของซิลิคอน แวลลี่ย์ ภายในซานตาคลาร่า แคลิ
ฟอร์เนีย จะเป็นความคิดของวิศกรไฟฟ้าหนุ่มสี่คนจากมหาวิทยาลัยสแตน
ฟอร์ด สามคนจบปริญาเอก ชี่อจะมาจากอักษรตัวแรกของชื่อตัวสุดท้ายของพวกเขา ยีน ริชารดสัน เคนเนธ ออสแมน วอลเตอร์ โลเวนสเติรน และโรเบิรต แมกซ์ฟิลด์ เค็นเนธ ออสแมน อายุ 44 เป็นซีอีโอ ของโรล์ม

ในที่สุดไอบีเอ็มได้ขายโรล์มแกซีเมนส์ บริษัทเยอรมันตะวันตก บริษัทได้ตกลงสร้างบริษัทการตลาดเจ้าของร่วมกันขายผลิคภัณฑ์การสื่อสารแก่เครือข่ายเอกชนภายในอเมริกา เมื่อสีปีที่แล้วไอบีเอ็มได้ซื้อโรล์ม บริษัทซิลิคอน แวลลี่ย์ที่สร้างสรรค์ ผู้เชี่ยวชาญหลายคนได้กล่าวว่า ขั้นตอนไดัถูกกำหนดเพื่อการเผชิญหน้าไฮเทคโนโลยีระดับโลกระหว่างไอบีเอ็ม ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ราย
ใหญ่ที่สุดของโลก และอเมริกัน เทเลโฟน แอน เทเลกราฟ ยักษ์ใหญ่โทรคมนาคม นำหน้าเวลาไปแล้ว
เค็นเนธ ออสแมน ผู้ก่อตั้งโรล์ม ได้กล่าวว่า ไอบีเอ็มลมเหลวที่จะรวมโรล์มเข้าไว้กับกลยุทธของบริษัท เพื่อการรวมบริษัทให้บรลุความสำเร็จเป็นธุรกิจที่ยิ่งใหญได้ ไอบีเอ็มจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย แต่ไอบีเอ็มไมได้เปลี่ยนแปลงเลย แตไอบีเอ็มต้องการเปลี่ยนแปลงโรล์ม เค็นเนธ ออสแมน เชื่อว่าพีบีเอกซ์ของโรล์มจะกลายเป็นศูนย์กลางที่เรียกว่าสำนักงานแห่งอนาคต แต่ไอบีเอ็มได้พลาดที่จะไขว่คว้าวิสัยทัศน์
ณ เวลานั้น เรามองว่าสองอุตสาหกรรมจะรวมกันได้อย่างลงตัวในอนาคต เมี่อ
บริษัทคอมพิวเตอร์เข้าไปสูตลาดโทรคมนาคม นักวิเคราะห์กล่าวว่า ไอบีเอ็มยอมรับว่าการรวมกันของคอมพิวเตอร์และโทรคมนาคมยังคงห่างไกลในอนาคต การรวมเสียงและข้อมูลไม่ได้เกิดขึ้น นั่นเป็นสิ่งที่ยาก เค็นเนธ ออสแมน กล่าว ว่า มันต้องการผู้นำ วิสียทัศน์ขอวเราคือไอบีเอ็ม ควรจะเป็นผู้นำ
การมีส่วนร่วมกัยโรล์มได้สร้างประสบการณ์ที่ผิดหวังแก่ไอบีเอ็ม แม้ว่าโรล์มจะได้ส่วนแบ่งตลาดมากขึ้น แตโรล์มจะมีต้นทุนสูงมาก ขาดทุนมากกว่า 100 ล้านเหรียญต่่อปีจากสองปีทีแล้ว นับตั้งแต่การผ่อนคลายข้อบังคับของอุตสาหกรรมโทรศัพท์ ตลาดพีบีเอ็กซ์ต้องยืนหยัดต่อสงครามลดราคา บริษัทได้พยายามสร้างส่วนแบ่งตลาดในขณะที่ขาดทุน เค็นเนธ ออสแมน กล่าวว่า ต้นทุนเฉลี่ยของสายโทรศัพสำนักงานได้ลดลงเป็น 500 เหรียญ จาก 1,000 เหรียญ เนื่องจากการแข่งขัน

ทำไมบริษัทสูญเสียข้อได้เปรียบทางการแข่งขันและล้มเหลว คำถามจะตรงประเด็นนับตั้งแต่บริษัทที่บรรลุความสำเร็จมากที่สุดของศตวรรษที่ยี่สิบ ได้มองเห็นฐานะการแข่งขันของพวกเขาเสื่อมถอยลง ณ เวลาหนึ่ง ไอบีเอ็ม เจ็นเนอรัล มอเตอร์ อเมริกัน เอ็กซ์เพรส และคอมแพค คอมพิวเตอร์
จะเป็นตัวอย่างของบริษัทที่มีการบริหารดีเด่น ณ เวลาหนึ่ง ได้ผ่านไปสู่ช่วงเวลาที่พวกเขาได้เผชิญกับการตกต่าลง เราจะพิจารณาเหตุผลที่เกี่ยวพันสามข้อของการตกต่ำลงของบริษัทเหล่านี้คือ 1 ความผูกพันทางกลยุทธ์ก่อนหน้านี้ 2 ความเฉื่อยชาขององค์การ และ 3 เดอะ อิคารัส พาราดอกซ์
ความผูกพันทางกลยุทธ์ก่อนหน้านี้ ปันกาจ เขมาวัต นักวิชาการ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้กล่าวว่า ความผูกพันทางกลยุทธ์ก่อนหน้านี้ของบริษัทไม่เพียงแต่จะจำกัดความสามารถที่จะลอกเลียนแบบคู่แข่งขันเท่านั้น แต่อาจจะทำให้เกิดข้อเสียเปรียบทางการแข่งขันด้วย ปันกาจ เขมรวัต เป็นนักวิชาการทางการบริหารธุรกิจหนุ่มที่สุดของคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ภายหลังจากจบการศึกษาปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เขาได้ไปทำงานเป็นที่ปรึกษา ณ แมคคินซี่ย์ แอนด์ คอมพานี ลอนดอน อังกฤษ ปันกาจ เขมาวัต เขียนหนังสือไว้หลายเล่ม เช่น Committment : The Dynamic of Strategy , Game Business Play และ Strategy and Business Landscape
และบทความและกรณีศึกษาจำนวนมาก
ความผูกพันทางกลยุทธ์จะมีผลกระทบระยะยาวและยากที่จะพลิกกลับได้ ความผูกพันทางกลยุทธ์สามารถกระทบต่อกลยุทธ์ทางเลือกของคู่แข่งขัน
การประเมินความผูกพันทางกลยุทธ์จะเกี่ยวพันกับการประเมินการแข่งขันทางตลาด เพื่อการบรรลุผลลัพธ์ที่ต้องการ ความผูกพันทางกลยุทธ์ควรจะมองเห็นได้ เข้าใจได้ และเชื่อถือได้ เพื่อการเชื่อถือได้ ความผูกพันทางกลยุทธ์ควรจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพื่อการสร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน บริษัทจะต้องผูกพันตัวเองต่อการพัฒนาความสามารถที่
เหนือกว่าคู่แข่งขัน แต่ความผูกพันเช่นนั้นจะมีต้นทุนสูงและยากต่อการพลิกกลับ บริษัทควรจะตัดสินใจอย่างไรว่าพวกเขาควรจะผูกพันตัวเองกับกลยุทธ์อะไร และการแข่งขันและความไม่แน่อนจะใ้ห้เหตุผลการตัดสินใจอย่างไร ภายใต้การประเมินใหม่บริษัทที่สร้างและรักษาข้อได้เปรียบทางการแข่งขันไว้ให้ยั่งยืน ปันกาจ เขมาวัต ได้รวมการวิจัยทางเศรษฐศาสตร์และสาขาวิชาอื่นเป็น
กรอบข่าย เพื่อการเปรียบเทียบความผูกพันต่อกลยุทธ์ทางเลือกที่แตกต่างกัน
ไอบีเอ็มได้มีการลงทุนอย่างสำคัญภายในธุรกิจเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ ดังนั้นเมื่อตลาดได้เปลี่ยนแปลงไป พวกเขาไดัผูกติดอยู่กับทรัพยากรที่เชี่ยวชาญภายในธุรกิจเมนเฟรม คอมพิวเตอร์ บริษัทมีโรงงานที่มุ่งการผลิตเมนเฟรม คอมพิวเตอร์ และทีมงานขายที่เชี่ยวชาญเมนเฟรม คอมพิวเตอร์ ความผูกพันทางกลยุทธ์ก่อนหน้านี้ของไอบีเอ็มได้คุมขังพวกเขาไว้ภายในธุรกิจเมนเฟรม คอมพิวเตอร์ ที่กำลังตกต่ำลง
ปันกาจ เขมาวัต ยืนยันว่าภายในหนังสือของเขาชื่อ
Redefining Global Strategy ว่าโลกไม่ได้แบนเหมือนที่โทมัส ฟรีดแมน ได้กล่าวถึง โทมัส ฟรีดแมน ผู้เขียนหนังสือ The World is Flat : A Brief History
of the Twenty – First Century
จะมีความเห็นว่าเหตุการณ์บางอย่างตั้งแต่การพังทลายของกำแพงเบอร์ลิน ไปจนถึงการปราฏขึ้นของอินเตอร์เน็ต ได้ทำให้ภูมิทัศน์ทางการแข่งขันทั่วโลกแบนลงด้วยการกลายเป็นโลกาภิวัตน์เพิ่มขึ้น และลดพลังของประเทศลงอย่างมาก แต่ปันกาจ เขมาวัต กล่าวว่าโลกไม่ได้แบนลง โลกาภิวัตน์ จะเกิดขึ้นเพียงบางส่วน เขาได้เรียกว่า กึ่งโลกาภิวัตน์
การค้าข้ามพรมแคน การลงทุนโดยตรงต่างประทศ การอพยพเข้าเมือง
อิเตอร์เน็ต ทราฟฟิค การร่วมลงทุน ยังคงอยู่ภายในพรมแดนของประเทศ โลกสามารถถูกอธิบายได้ดีที่สุดว่า กึ่งโลกาภิวัฒน์
ตามมุมมองของปันกาจ เขมาวัต แล้ว ความเป็นจริงที่สำคัญที่แต่งแต้มภูมทัศน์ของธุรกิจสามารถรวมกลุมเป็นสี่ขอบเขตพื้นฐาน วัฒนธรรม การบริหาร
ภูมิศาสตร์ และเศรษฐกิจ การกล่าวถึงโลกาภิวัตน์มักจะมองข้ามปัจจัยเหล่านี้ บริษัทที่ต้องการมุ่งไปข้างหน้าควรจะพิจารณาวิถีทางสามอย่างของการจัดการระยะห่างคือ การปรับตัว การเอาชนะ และการหาประโยชน์ กลยุทธ์โลกของปันกาจ เขมาวัติ จะมุ่งที่ความแตกต่างข้ามประเทศ แนวคิดคือการช่วยให้ธุรกิจข้ามพรมแดนมีกำไร การมองโลกที่เป็นอย่างแท้จริง ไม่ใช่การมองโลกด้วยอุดมคติ
ปันกาจ เขมาวัต ได้ใช้ดัชนีวัดการเกี่ยวพันระหว่างกันข้ามพรมแดน เป็นยาถอนพิษต่อผลกระทบของภาพหลอนของสภาวะที่เขาเรียกว่า Globaloney หมายความถึงการรับรู้ที่พูดเกินจริงว่าโลกแบน ใครถูกต้อง โลกแบนอย่างไร
แม้ว่าหนังสือ The World is Flat ของโทมัส ฟรีดแมน อาจจะขาดข้อมูลและการวิเคราะห์ที่ชักจูง แต่หนังสือของเขาส่วนใหญ่จะเป๊นการสังเกตุส่วนบุคคลและเรื่องราว เขาได้รวมกลุ่มเป็นการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างสิบอย่างที่เขาเรียกว่าตัวทำให้แบน เช่น การจ้างงานภายนอก การจ้างต่างประทศ และลูกโซ่อุปทาน เขาได้เขียนเกี่ยวกับแนวโน้มที่สำคัญสองอย่าง การใช้กระบวนการทางธุรกิจที่ร่วมมือร่วมใจมากข้น และการเพิ่มขึ้นของลูกค้าชาวจีนและชาวอินเดีย 3 พันล้านคนภายในตลาดโลก
ได้ทำให้โลกแบนลงสองหรือสามทษวรรณที่ผ่านมา และได้เปลี่ยนแปลงกฏของการแข่งขันไปตลอดกาล
ปันกาจ เจมาวัต ได้สนับสนุนมุมมองที่ขัดแย้งกันของเขาว่า โลกที่จริงแล้ว 10 ถึง 25% เท่านั้นเป็นโลกาภิวัตน์ด้วยสถิติที่น่าประหลาดใจ ภายในบทความของวารสารฟอริน โพลิซี 2007 Why the World isn’t Flat ปันกาจ เขมาวัต ได้ดูที่ตัววัดของโลกาภิวัตน์ เพื่อที่จะดูว่าตัวเลขได้สนับสนุนข้อโต้แย้งว่าเรากำลังเป็นโลกาภิวัตน์มากขึ้นหรือไม่
ตัวอย่างเชน ภายในการวิเคราะห์ข้อมูลการลงทุนโดยตรงต่างประเทศ จำนวนเงินทุนของประเทศหนึ่งที่ลงทุนภายในประทศอื่น เขายืนยันว่าการลงทุนโดยตรงต่างประเทศจะประมาน 10% เท่านั้น หมายความว่าการลงทุนส่วนใหญ่ที่แท้จริงจะเป็นท้องที่ไม่ใช่โลก ยิ่งกว่านั้นการค้นพบไมได้จำกัดอยูที่การลงทุนโดยตรงต่างประเทศ เราจะมีการค้นพบภายในภาคอื่นด้วย รายได้จากโทรศัพท์ การใหสิทธิบัตร และการลงทุนหลักทรัพย์ แม้แต่อัตราส่วนการค้าต่อจีดีพี เครื่องชี้ที่สำคัญตัวหนึ่งของการเพิ่มขึ้นโลกาภิวัตน์ จะประมาณ 20% ดังนั้นประเทศไม่ได้ทำการค้าระหว่างกันราวกับว่าไม่มีพรมแดน และเมี่อเรามองการสื่อสารและโลกาภิวัตน์ มันเป็นความจริงที่อินเตอร์น็ตได้ทำลายสิ่งกีดขวาง แต่ที่สำคัญเราต้องมองว่าการใช้เทคโนโลยีนี้ส่วนใหญ่สื่อสารภายในประเทศ
ปันกาจ เขมาวัต คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยนาวาร์รา บาเซโลานา สเปน ได้เสนอแนะกรอบข่ายระยะห่าง ซีเอจีอี เพื่อการระบุความแตกต่างหรือระยะห่างทางวัฒนธรรม การบริหาร ภูมิศาสตร์ และเศรษฐกิจ ระหว่างประเทศที่บริษัทควรจะพิจารณาภายในการกำหนดกลยุทธ์ระหว่างประเทศ กรอบข่ายนี้
อาจจะถูกใช้ เพื่อที่จะเข้าใจแบบแผนของการค้า การไหลเวียนของเงินลงทุน ข้อมูล และบุคคล ด้วย ถ้าสองประเทศยิ่งมีความแตกต่างภายในมิติเหล่านี้มากเท่าไร ความเสี่ยงภัยของตลาดประเทศเป้าหมายยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น ตรงกันข้าม ความคล้ายคลึงกันของมิติเหล่านี้จะเสนอแนะโอกาสที่ยิ่งใหญ่แก่บริษัท
ภายใต้การประยุกต้ใช้กรอบข่ายนี้ การระบุทำเลที่ตั้งที่มีต้นทุนวัตถุดิบต่ำ การเข้าสู่ลูกค้าหรือตลาด หรือเกณฑ์การตัดสินใจที่สำคัญอื่น เราอาจจะตัดสินใจว่าเราสนใจตลาดที่ลูกค้ามีอำนาจซื้อเข้มแข็ง ดังนั้นเราจะใช้รายได้ต่อหัวเป็นเกณฑ์เรียงลำดับอย่างแรกของเรา
ปันกาจ เขมาวัต ไ้ด้กล่าวถึงตัวอย่างของอุตสาหกรรมฟาสท์ฟูดส์ เขาได้แสดงให้เห็นว่าบนพื้นฐานของรายได้ต่อหัว ประเทศเหมืนเช่นเยอรมันและญี่ป่น จะเป็นตลาดที่ดึงดูดมากที่สุด เพื่อการขยายตัวของบริษัทฟาสท์ฟูดอเมริกัน แต่เมื่อเขาได้ปรับการวิเคราะห้ระยะห่างด้วยการใช้กรอบข่ายนี้ เขาชี้ให้เห็นว่าเม็กซิโกจะอยู่ลำดับที่สองของตลาดที่ดึงดูดมากที่สุด เพื่อการขยายตัวระหว่างประเทศ นำหน้าไปไกลจากเยอรมันและญี่ปุน
ปันกาจ เขมาวัต นักวิชาการกลยุทธ์โลก ผู้เขียน หนังสือที่ถูกต้อนรับอย่างดี World 3.0 Global Prosperity เขาได้กล่าวว่า โลกจะห่างไกลจากแบน และข้อเท็จจริงโลกยังคงถูกระบุส่วนใหญโดยพรมแดนของประเทศ โลก 3.0 ได้กระตุ้นให้บริษัทมองโลกาภิวัตน์ที่แตกต่างออกไป เขาได้อธิบายว่ารัฐบาล ธุรกิจ แลประชาชนได้ติดอยู่กับการชักเย่อระหว่างการมองโลกที่ขัดแย้งกันสองมุมมองมานานแล้ว
ดังนั้น ปันกาจ เขมาวัต ได้เรียกชื่อระยะเวลาขณะนี้ว่า เราอยู่ภายในโลก 2.0 หรือกึ่งโลกาภิวัติน์ เขาได้แยกโลกเป็นโลกที่แตกต่างกันสี่อย่าง ภายในโลก 0.0 ระยะเวลาก่อนประวัติศาสตร์ ชีวิตจะยากลำบาก โหดร้าย และสั้น เพราะว่ามันเป็นโลกที่ไม่มีข้อบังคับหรือรัฐบาล ระยะต่อไป โลก 1.0 โลกที่มองภายในประเทศเพื่อทุกสิ่งทุกอย่าง และไม่สนใจการเชื่อมต่อข้ามพรมแดน
แล้วมาถึงโลกของพ่อค้า เมื่อการส่งสินค้า เงินทุน และบุคคข้ามพรมแดนได้เริ่มต้น โลก 2.0 จะไม่สนใจพรมแดนของประเทศ การรวมการข้ามพรมแดน
แต่การเรียกโลกของเราว่าโลกาภิวัตน์หรือแบนจะไม่เหมาะสม
การศึกษาสูงขึ้นจะเป็นการวิ่งเร็วขึ้นเหมือนกับยูเชี่ยน โบลท์ของปันกาจ เขมาวัติ เขาเข้าเรียนเป็นนักศึกษาปริญญาตรีมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเมื่ออายุ 16 ปี จบปริญญาโทเมื่ออายุ 19 ปี และจบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเมื่ออายุ 22 ปี และต่อมาเขาได้กลายเป็นอาจารยหนุ่มที่สุดภายในประวัติศาสตร์ของคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เขาจะมีชื่อเสียงจากจากการวิจัยที่พิสูจน์แนวคิดของโลกแบนว่าผิด เขาได้บอกเราว่าโลกจะเป็นโลกภิวัตน์น้อยกว่าที่เราคิดมาก
อันตรายของมุมมองโลกแบนของโทมัส ฟรีดแมนสามารถทำใหผู้บริหารแปลความหมายแนวโน้มที่ผิดจากการสังเกตุภายในธุรกิจของพวกเขา และสร้างข้อผิดพลาดทางกลยุทธ์ที่รุนแรง แทนที่จะใช้กลยุทธ์การปรับเข้ากับท้องที่ ผู้บริหารของบริษัทข้ามชาติมักจะรอมันเกิดขึ้นภายในตลาดที่ปรากฏขึ้นเหมือนเช่นจีนและอินเดีย พวกเขาไดียึดถือความเชื่อที่ผิดต่อสภาวะของอุปสงค์และอุปทานในไม่ช้าจะแบนลงและบรรจบกับตลาดที่พัฒนาแล้ว พวกเขาอาจจะเชื่อว่าสภาพแวดล้อมการค้าปลีกของจีนจะรวมเข้าด้วยกันค่อนข้างจะรวดเร็ว ด้วยเหตุนี้พวกเขาจะไม่ลงทุนภายในช่องทางการจัดจำหน่ายท้องที่ ที่เหมาะสมต่อสภาวะทางตลาดของปัจุบันมากกว่า ภายในความเป็นจริงแล้วการรวมกัน เช่นนั้นไม่น่าจะเกิดขึ้นภายในระยะเวลาของการวางแผนอย่างมีเหตุผล และผลกระทบต่อความเชื่อว่าเป็นจริงสามารถทำให้เราพลาดโอกาสของกำไรได้ และสามารถทำให้บริษัทข้ามชาติไม่อาจจะตรวจสอบความก้าวหน้าของ
คู่แข่งขันจากตลาดที่ปรากฏขึ้นเหล่านี้ได้จนกระทั่งสายเกินไปแล้ว
เราจะมีหลักฐานข้อบกพร่องที่รุนแรง พวกเขาควรจะใช้วิธีการวิเคราะห์มากขึ้น เพื่อการประเมินที่แท้จริงโลกแบนแค่ไหน เราต้องการข้อเท็จจริงที่ลึก บนพื้นฐานของความเข้าใจตัวที่ทำให้แบนภายในธุรกิจแต่ละอย่าง และการพิจารณาอย่างรอบคอบว่าเราควรจะละเลย ปรับตัว หรือจะกำหนดแรงขับเคลื่อนเหล่านี้
ปันกาจ เขมาวัต ได้ทอดสะพานข้ามเหวระหว่างการรับรู้และความเป็นจริงด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลและการวิจัยความลึกและความกว้างที่แท้จริงของโลกา
ภิวัติน์ วิสัยทัศน์ของเขา ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อโลกที่แท้จริงของการเชื่อมโยงทั่วโลก ได้ช่วยให้เราพัฒนาความเข้าใจอย่างละเอียด ศักยภาพที่
แท้จริงของโลกาภิวัตน์ และตามมาด้วยการเจริญเติบโตและความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ

ธีโอดอร์ เลวิทท์ นักวิชาการ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด บางครั้งได้ถูกยกย่องกับการสร้างถ้อยคำว่าโลกาภิวัตน์ ภายในบทความ 1983 ” Globalisation of Markets” แม้ว่าถ้อยคำได้เคยถูกใช้มาก่อนหน้านี้ แต่นิวยอร์ค ไทม์ ได้กล่าวว่าโลกาภิวัตน์ได้ถูกใช้เป็นความหมายอย่างอื่น ธีโอดอร์ เลวิทท์ ได้ทำให้ถ้อยคำนี้นิยมแพร่หลายด้วยการอ้างถึงการกระจายตัวของบริษัทไปทั่วโลก เขาได้กล่าวว่า ความแตกต่างของรสนิยมระหว่างประเทศไม่มีอีกแล้ว ณ เวลานั้น โลกแบน โลกไม่ได้กลมอีกเแล้ว
การเปิดโกาสให้บริษัทเหมือนเช่น โคคา-โคล่า แและแมคโดนัลด์ ขายผลิตภัณฑ์ที่เหมือนกันไปทั่วโลกได้ แต่กระนั้นมุมมองนี้ ไม่ได้ถูกยอมรับโดยทั่วไป ฟิลิปส์ คอตเลอร์
นักวิชาการตลาดที่มีชื่อเสัยงไม่เห็นด้วยกับมุมมองนี้เหมือนเช่นนักวิชาการจากยุคต่อมา ยืนยันว่าความแตกต่างระหว่างประเทศจะยังคงสำคัญอยู่ บริษัทที่ละเลยจะเผชิญกับอันตรายได้

ถ้อยคำว่าโลกแบนได้กลายเป็นที่นิยมแพร่หลายจากหนังสือชื่อ The World is Flat ของโทมัส ฟรีดแมน นักหนังสือพิมพ์และนักเขียนบทความของนิวยอรค ไทม์ ได้รางวัลพูลิตเซอร์สามครั้ง
หนังสิอที่ขาบดีที่สุดเล่มหนึ่งของโลก การวิเคราะห์โลกา
ภิวัตน์ของต้นศตวรรษที่ 21 ชื่อหนังสิอจะเป็นคำเปรียบเปรยการมองโลกว่าเป็นสนามการแข่งขันทางการค้าที่เป็นระนาบ คู่แข่งขันทุกรายมีโอกาสเท่าเทียมกัน
แนวคิดโลกแบนเกิดขึ้นจากการเดินทางไปที่บังกาลอร์ ซิลิคอน แวลลี่ย์แห่งอินเดีย ของโทมัส ฟรีดแมน เขาได้รับรู้ว่าการกลายเป็นระดับโลกได้เปลี่ยนแปลงแนวคิดเศรษฐกิจแกน ตามความคิดเห็นของเขาโลกถูกทำให้แบนลง เป็นผลิตผลจาก การหลอมรวมของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล เส้นใยแก้วนำแสง และเวิรคโฟร์ซอฟท์แวร์ เขาได้กำหนดช่วงเวลาของโลกาภิวัตน์ 3.0 เพื่อที่จะสร้างความแตกต่างจากก่อนหน้านี้ โลกาภิวัตน์ 1.0 อยู่ระหว่างที่ประเทศและรัฐบาลเป็นผู้แสดงนำ และโลกาภิวัตน์ 2.0 อยู่ระหส่างที่บริษัทข้ามชาตินำการขับเคลื่อนของการรวมกันทั่วโลก
โทมัส ฟรีดแมน ได้ไปเยี่ยมเยียนบริษัทหลายบริษัท
ที่ทำธุรกรรมไปทั่วโลก ณ บังกาลอร์ เขาได้พบกับซีอีโอ เพิ่อที่จะได้มุมมองว่าโลกได้เปลี่ยนแปลงอย่างไร สิ่งที่เขาได้เรียนรู้จากพวกเขาทั้งเหตุผลและความตื่นเต้น ณ เวลาหนึ่งของข้อสรุป ซีอีโอของ อินโฟซีส บริษัทเทคโนโลยีแนวหน้าของอินเดียได้กล่าวถ้อยคำที่ก้องอยู่ภายในหูของผม เขากล่าวว่า
” ทอม สนามการแข่งขันอยู่ระดับเดียวกันแล้ว เขาหมายความว่าประเทศเหมือนเช่นอินเดียขณะนี้สามารถแข่งขันได้อย่างเท่าเทียมกันสำหรับงานที่ใช้ความรู้ได้ทั่วโลกที่ไม่เคยมีมาก่อน ผมได้ครุ่นคิดอยู่กับถ้อยคำนี้ สนามการแข่งขันได้แบนลงแล้ว สิ่งที่เขาได้กล่าวถึง ผมคิดว่าเป็นสนามการแข่งขันที่ แบนลง แบนลง แบนลง ใช่แล้ว เขากำลังบอกผมว่าโลกแบน
โลกของเทคโนโลยีแนวหน้าและการกลายเป็นระดับโลกไม่ได้ขึ้นอยู่กับบริษัทข้ามชาติหริอประเทศอุตสาหกรรม ปัจจุบันได้ขึ้นอยู่กับบุคคลที่ขับเคลื่อนนวัตกรรม ไม่เพียงแต่จากโลกตะวันตกเท่านั้น แต่จากประเทศทั่วโลกกด้วย
โทมัส ฟรีดแมน เชื่อว่าโลกแบนด้วยเหตุผลที่ว่าสนามการแข่งขันระหว่างอุตสาหกรรมของประเทศได้เสมอภาคกัน และบริษัทแต่ละบริษัททั้งใหญ่และเล็ก กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของลูกโซ่อุปทานที่กว้าง ซับซ้อน และทั่วโลก ขยายออกไปข้ามมหาสมุทร และแข่งขันก้าวข้ามทั่วทั้งทวีป เขาได้เสนอแนะว่าเหตุการณ์ที่จุดชนวนปรากฏการณ์นี้คือ การพังทลายของระบบคอมมิวนิสต์ การเกิดขึ้นฟองสบู่ดอทคอม : การลงทุนมากเกินไปกับการสื่อสารเส้นใยแก้วนำแสง และการว่าจัางงานภายนอกของวิศวกร
โทมัส ฟรีดแมน ได้กล่าวว่า ผมอยู่บังกาลอร์ เมื่อ 500 กว่าปีแล้ว คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ได้แล่นเรือไปทางตะวันตก การค้นหาเส้นทางที่สั้นลงไปอินเดีย ด้วยการใช้เทคโนโลยีการเดินเริอขั้นพื้นฐาน ณ เวลานั้น และเดินทางกลับมาอย่างปลอดภัยที่พิสูจน์ได้ว่าโลกกลม แต่วิศวกรฉลาดที่
สุดคนหนึ่งของอินเดียกำลังบอกผมว่าโลกแบน เหมิอนกับจอที่เขาสามารถจัดการประชุมลูกโซ่อุปทานจากทั่วโลกของเขาได้
โทมัส ฟรีดแมนได้ใช้คำเปรียบเทียบโลกแบน อธิบายระยะต่อไปของการกลายเป็นระดับโลก ถ้อยคำนี้เกิดขึ้นกับเขาภายหลังจากที่เข่าได้ยินผู้บริหารซอฟท์แวร์ ชาวอินเดีย กล่าวว่าสนามการแข่งขันทางเศรษฐกิจโลกถูกทำให้แบนลงอย่างไร เนื่องจากเหตุผลหลายอย่าง สิ่งที่
นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “อุปสรรคของการเข้ามา” ได้ถูกทำลายลง ปัจจุบันบุคคลหรื่อบริษัทที่ไหนก็ตามสามารถร่วมมิอหรือแข่งขันกันได้ทั่วโลก
โลกแบนลงเมื่อเทคโนโลยีและความร่วมมือทางเศรษฐกิจได้โห้โอกาสแก่บุคคลมากขึ้น ภายในหนังสือเล่มก่อนหน้านี้ โทมัส ฟรีดแมน ได้กล่าวถึงการกลายเป็นระดับโลกได้เพิ่มระดับมากขึ้น การขับเคลื่อนจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว และการพังทลายลงของอุปสรรคทางการเมืองเหมิอนเช่นกำแพงเบอร์ลิน ข้อยืนยันเหล่านี้ได้ถูกปรับให้เป็นปัจจุบันภายในหนังสือ The World is Flat

ความเฉื่อยชาขององค์การจะเกิดขึ้นจากพลังภายในและภายนอกที่ทำให้บริษัทไม่สามารถเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ของพวกเขาได้ จุดบอดทางการรับรู้จะเป็นพลังภายในอย่างหนึ่งที่ทำให้บริษัทไม่เข้าใจการคุกคามจากเทคโนโลยีใหม่หรือคู่แข่งขันรายใหม่ได้ แดนนี่ มิลเล่อร์
ได้กล่าวถึงผู้บริหารของบริษัทที่บรรลุความสำเร็จว่ามักจะมีจุดบอดทางการรับรู้ เมื่อเทคโนโลยีใหม่และคู่แข่งขันรายใหม่ปรากฏขึ้นมา ตามมุมองของแดนนี่ มิลเลอร์ แล้ว
ผู้บริหารของบริษัทเหล่านี้ได้กลายเป็นตาพร่าจากความสำเร็จเริ่มแรกของพวกเขา และทำให้พวกเขามีความเชื่อมั่นตนเองสูงเกินไปและมองไม่เห็นอันตรายจากการพัฒนาอย่างอื่นที่ปรากฏขึ้นต่อพวกเขา แดนนี่ มิลเล่อร์ จะเรียกว่าจุดบอดทางการรับรู้ พฤตกรรมนี้มักจะนำไปสู่ การตกต่ำของพวกเขา เหมือนกับเรื่องราวของ อิคารัส พาราดอกซ์ ของเขา
อิคารัส เป็นเทพเจ้าแห่งกรีซ เขาสามารถใช้ปีกขี้ผึ้งบินหนีออกจากคุกได้สำเร็จ สิ่งเดียวกันที่ทำให้อิคารัสบรรลุความสำเร็จ – ปีกขี้ผึ้ง ได้นำเขาไปสู่การเสียชีวิต เนื่องจากความเชื่อมั่นที่สูงจนเกินไป เขาได้บินสูงขึ้นไป จนมองไม่ห็นอันตรายจากการบินใกล้ดวงอาทิตย์ ทำให้ปีกขึ้ผิ้งละลาย และตกทะเลตายในที่สุด
ข้อเท็จจริงที่เรารู้กันดีว่าไอบีเอ็มได้สูญเสียข้อได้เปรียบทางการแข่งขันไป เนื่องจาก อีคารัส พาราดอกซ์ได้สร้างความเฉื่อยชาทางองค์การแก่ไอบีเอ็ม จนทำให้ไอบีเอ็มต้องเผชิญกับวิกฤติ โชคดีที่ไอบีเอ็มสามารถฟื้นฟูบริษัทได้สำเร็จ จอห์น เอเกอร์ ซีอีโอ ได้ลาออกไป ภายหลังจากความล้มเหลวที่เขาไม่สามารถจะฟื้นฟูให้ไอบีเอ็มทำกำไรได้ ไอบีเอ็มได้ว่าจ้างลูว์ เกิรทเนอร์ บุคคลภายนอก เข้ามาเป็นซีอีโอ และสามารถชุบชีวิตบริษัทให้อยู่รอดได้อีกครั้งหนึึ่ง เขาได้เขย่าวัฒนธรรมเมนเฟรม คอมพิวเตอร์ การมุ่งที่ประสิทธิภาพและนวัตกรรม การกระทำทุกอย่างของลูว์ เกิรทเนอร์ จะมุ่งที่การปรับปรุงความพอใจของลูกค้าและการบริการ ไอบีเอ็มได้สร้างโมเดลทางธุรกิจใหม่ ที่ไม่ได้อยู่บนรากฐานของเมนเฟรม คอมพิวเตอร์

เดอะ อิคารัส พาราดอกซ์ แดนนี่ย์ มิลเล่อร์ นักเศรษศาสตร์ชาวคานาดา มหา
วิทยาลัยแมคกริลล์ ได้เขียนหนังสิอเล่มหนึ่งชื่อ Icarus Paradox เมื่อ ค.ศ 1990 หนังสือเล่มนี้จะสอดคล้องกับคำกล่าวของแอนดี้ โกรฟ ที่ว่า ความสำเร็จจะแพร่พันธุ์ความหลงพึงพอใจ ความหลงพึงพอใจจะแพร่พันธ่์ความล้มเหลว ผู้กระวนกระวายเท่านั้นที่อยู่รอด อิคารัส พาราดอกซ์ เป็นหนังสือเกี่ยวกับบริษัทที่บรรลุความสำเร็จได้กลายเป็นบริษัทที่ตกต่ำอย่างไร อิคารัส พาราดอกซ์ ได้ประยุกต์ใช้กับบริษัทที่บรรลุความสำเร็จ ความสำเร็จทำให้บริษัทหยิ่งยะโส และในไม่ช้าบริษัทได้สูญเสียกับการมองเห็นความเป็นจริง และได้นำไปสู่การตกต่ำ
ชื่อของหนังสือเล่มนี้ได้มาจากเรื่องราวอิคารัส ตำนานของกรีก เรื่องราวของชาวกรีซได้เล่าว่าเดดาลัส นักประดิษฐ์ที่ยิ่งใหญ่แห่งเกาะครีต ภายใต้การปกครองของกษัตริย์
ไมโนส เดดาลัส มีลูกชายคนหนึ่งชื่ออิคารัส ครั้งหนึ่งกษัตริย์ไมโนสไม่พอใจเดดาลัส และได้เนรเทศเดดาลัสและลูกชายไปที่เกาะกลางทะเลแห่งหนึ่ง เดดาลัสได้บอกกับลูกชายว่าวันหนึ่งเราต้องหนีให้ได้
แต่ละวันพวกเขาได้เฝ้ามองจากหน้าต่างเห็นท้องทะเลสีครามและฝูงนกนางนวลบินอย่างอิสระ วันหนึ่งอิคารัสได้ฆ่านกนางนวลตัวหนึ่งและนำมาให้พ่อดู เดดารัส ได้เกิดความคิดทันที ด้วยการใช้ขนนกนางนวลเป็นปีกติดด้วยขี้ผิ้ง และกระพือปีกจนบินได้จริง เพื่อที่จะบีนหนีไปจากเกาะ แต่เขาได้เตือนอิคารัสว่า อย่าบินสูงใกล้ดวงอาทิตย์จนเกินไป เพราะว่าแสงอาทิตย์จะละลายขี้ผึ้งทำให้ตกทะเลได้
เริ่มแรกอิคารัสบินด้วยความระมัดระวัง แต่ความเชื่อมั่นได้เกิดขึ้นทีละน้อย และเริ่มต้นสนุกสนานกับการบินได้ของเขา เขาได้บินสูงขึ้นและสูงขึ้น พ่อของเขาได้ร้องตะโกนว่า “อย่าบินสูงเกินไป” แต่อิคารัสไม่ได้ยิน
และความคึกคะนองของอิคารัส อยากจะรู้ว่าบินได้สูงแค่ไหน เขาได้บินสูงขึ้นไปจนใกล้ดวงอาทิตย์ ขี้ผึ้งละลายทำให้อิคารัสตกทะเลอีเจียนตายในที่สุด
นี่คือทำไมเราได้เรียกว่า อิคารัส พาราดอกซ์ สิ่งเดียวกันที่ทำให้อิคารัสบรรลุความสำเร็จบินได้และหนีจากคุก และสิ่งเดียวกันที่ทำให้เขาตกทะเลตาย เนื่องจากความเชื่อมั่นมากเกินไป อิคารัสได้กลายเป็นมองไม่เห็นอันตรายจากการบินใกล้ดวงอาทิตย์มากเกินไป
นี่คือสิ่งที่เรามักจะมองเห็นบริษัทที่บรรลุความสำร็จได้กระทำอย่างเดียวกัน บริษัทได้บรรลุความสำเร็จจากการ
กระทำสิ่งหนึ่งโดยเฉพาะ แต่ได้ทำให้บริษัทมีความเชื่อมั่นมากเกินไป และมองไม่เห็นอันตรายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ และได้นำบริษัทไปสู่การตกต่ำในที่สุด
คำว่า พาราดอกซ์ หมายถึงสิ่งที่มีความขัดแย้งภายในตัวเอง การคิดค้นปีกได้ช่วยให้อิคารัสบินหนีจากคุกได้ แต่ในที่สุดได้นำไปสู่การตกทะเลตาย เนื่องจากความเชื่อมั่นที่สูงเกินไปของอิคารัส เขากลายเป็นมองไม่เห็นอันตรายจากการบินใกล้ดวงอาทิตย์จนเกินไป คำพูดประชดคือปีกทำให้
อิคารัสบินได้ ดังนั้นความขัดแย้งภายในตัวเองคือ ทรัพย์สินยิ่งใหญ่ที่สุดของเขา ได้นำเขาไปสู่การเสียชีวิตของเขาด้วย
แดนนี่ มิลเลอร์ ได้วิจัยบริษัทมากกว่า 200 บริษัท ได้ค้นพบว่าความสำเร็จจะดึงดูดบริษัทไปสู่ความล้มเหลว ด้วยการยุยงความเชื่อมั่นเกินไป ความหลงพึงพอใจ ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน การกล่าวเกินจริง และการดื้อรั้น การบรรลุความสำเร็จของบริษัทได้เพราะพันธ์ุเมล็ดของการตกต่ำในอนาคตของบริษัท สาระสำคัญคือความสำเร็จสร้างความเชื่อมั่นต่อทางเลือกของการกระทำในขณะนี้ และความเชื่อมั่นจะอคติต่อการตัดสินใจในอนาคต
เมล็ดพันธุ์ของการตกต่ำจะหว่านภายในความสำเร็จของกลยุทธ์ที่ผ่านมา บริษัทที่บรรลุความสำเร็จจะมองไม่เห็นอันตรายจากการพัฒนาทางธุรกิจ และได้นำบริษัทไปสู่การตกต่ำในที่สุด การบรรลุความสำเร็จของโนเกียทำให้มองไม่เห็นอันตรายจากสมาร์ทโฟน และอิคารัส พาราดอกซ์ได้นำโนเกียไปสู่ความล้มเหลวในทีสุด โนเกียประเมินจุดแข็งและชัยชนะของบริษัทสูงเกินไป และประเมินคู่แข่งขันของพวกเขา เช่น แอปเปิ้ล และซัมซุง ต่ำเกินไป
ภายในอุตสาหกรรมหลายอย่าง บริษัทที่บรรลุความสำเร็จมักจะเผชิญกับปัญหาของการรักษาความสำเร็จไว้อย่างต่อเนื่อง วารสารของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพบว่าเมื่อ ค.ศ 1966 บริษัท 100 ลำดับของวารสารฟอร์จูน 66 บริษัทไม่มีอยู่ต่อไปอีกแล้ว เมื่อ ค.ศ 2006 15 บริษัทยังคงอยู่ แต่ไม่ได้อยู่ภายใน 100 ลำดับ และ 19 บริษัทยังคงอยู่ภายในลำดับ
แดนนี่ มิลเลอร์ ได้ระบุบริษัทที่เจริญเติบโตและตกต่ำไว่้สี่ต้นแบบคือ
ช่างฝีมือ ช่างฝีมือเป็นบริิษัทที่หลงใหลกับคุณภาพ คุณภาพเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญและความภูมิใจอย่างหนึ่งของบริษัท แต่ต่อมาบริษัทได้กลายเป็นหลงใหลกับรายละเอียดทางวิศวกรรมหลือเกิน จนกลายเป็นช่างแก้โน่นแก้นี่ สูญเสียการมองเห็นความเป็นจริงของตลาด การสร้างผลิตภัณฑ์ที่เป็นวิศวกรรมและราคาสูงจนเกินไป
ตัวอย่างคือ เท็กซัส อินสตรูเม้นท์ และดิจิตอล อีควิปเม้นท์ บรรลุความสำเร็จเริ่มแรกจากความเป็นเลิศทางวิศวกรรม ต่อมาบริษัทได้มุ่งรายละเอียดทางเทคนิคและความสมบูรณ์ทางวิศวกรรมมากเกินไป จนวิศวกรของเท็กซัส อินสตรูเม้นท์ ได้พูดว่า ผลิตภัณฑ์ของเราเป็นวิศวกรรมมากเกินไป แต่เหมาะสมกับตลาดน้อยเกินไป
นักสร้าง นักสร้างเป็นบริษัทที่มุ่งการเจริญเติบโต บริษัทได้สร้างการเจริญเติบโตด้วยการกระจายธุรกิจอย่างมาก ต่อมาพวกเขาเขาได้หลงใหลกับการกระจายธุรกิจ จนถึงกับการกระจายธุรกิจเลยพ้นไปจากจุดที่ไม่ทำกำไร นักสร้างได้กลายเป็นนักล่าอาณานิคมที่มีหนี้สินสูง การมีธุรกิจที่ไม่เกี่ยวพันกันหลายอย่างเกินไป และการละทิ้งธุรกิจแกนของบริษัท
ตัวอย่างคือชาทชิ แอนด์ ชาทชิ บริษัทได้เกินเลยตัวเองไปเมื่อ ค.ศ 1980 ด้วยการจ่ายเงินซื้อเท็ดเบท เอเจนซี่ มากเกินไป เพียงแต่ เอส แอนด์ เอส ต้องการกลายเป็นบริษัทโฆษณาใหญ่ที่สุดของโลกเท่านั้น
นักบุกเบิก นักบุกเบิกเป็นบริษัททีสร้างธุรกิจด้วยการพัฒนานวัตกรรมทางผลิตภัณฑ์ ิเพื่อความเป็นผู้นำทางผลิตภัณฑ์ใหม่ พวกเขาจะหลงใหลกับนวัตกรรมที่หลักแหลมเริ่มแรก จนกลายเป็นการค้นหานวัตกรรมที่หลักแหลมเพิ่มขึ้นอยู่ต่อไป และจบลงด้วยการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ไร้ประโยชน์มีคุณค่าน้อยต่อลูกค้า นักบุกเบิกได้กลายเป็นนักฝันไป
ตัวอย่างคือ คอมพิวเตอร์แอปเปิ้ล ลิซ่า ราคา 10,000 เหรียญจะสูงลิ่วเกินไปต่อผู้ใช้ภายในบ้าน ไม่คล่องตัวเกินไปต่อผู้ใช้ทางวิชาชีพ และไม่เหมาะสมต่อตลาดทางธุรกิจ
พนักงานขาย พนักงานขายเป็นบริษัทที่เชื่อมั่นกับความสามารถทางการตลาด พวกเขาเป็นนักการตลาดที่ได้สร้างชื่อตราสินค้าและช่องทางการจัดจำหน่ายได้สำเร็จ จนกลายเป็นความเชื่แมั่นว่าจะขายอะไรก็ได้ บริษัทได้ละเลยคุณภาพของผลิตภัณฑ์ไป และได้เริ่มต้นขายผลิตภัณฑ์คุณภาพต่ำ และลอกเลียนแบบที่ลูกค้าไม่ได้ให้คุณค่า พนักงายข่ายได้กลายเป็นคนเร่ร่อนไป
ตัวอย่างคือ ไอบีเอ็ม ไครสเล่อร์ และพรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิ้ล เมื่อกลาง ค.ศ 1980 บริษัทเชื่อม้่นความสามารถทางการตลาดมากเกินไป การตกต่ำของพนักงานขายจะค่อนข้างช้า เนื่องจากพวกเขามีพลัง อนุรักษ์นิยม และมีชื่อเสียง
อิคารัส พาราดอกซ์ จะสอดคล้องกับจุดผกผันทางกลยุทธ์ของแอนดี้ โกรฟ แอนดี้ โกรฟ ได้สร้างถ้อยคำนี้ขึ้นมา และได้อธิบายจุดผกผันทางกลยุทธ์ว่าเป็นช่วงเวลาที่บริษัทจะต้องสนองต่แการเปลี่ยนแปลงที่ยุ่งเหยิง หรือไม่บริษัทจะต้องเผชิญกัยการตกต่ำลง จุดผกผันทางกลยุทธ์อาจจะเกิดขึันจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี การเกิดขึ้นของนวัตกรรมแบบลบล้าง เช่น คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล และสมาร์ทโฟน

Cr : รศ สมยศ นาวีการ

Facebook Comments