INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

อิสลามกับปัญหากับเรื่องชาตินิยม

cover nationalism1

อิสลามกับปัญหากับเรื่องชาตินิยม

 

แปล/เรียบเรียงโดย  ดร.ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน

ศูนย์อิสลามศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม

หนึ่งของปัญหาและอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นปัญหาสำคัญของมนุษยชาติในยุคปัจจุบัน ที่ยากจะแก้ได้ คือปัญหาในเรื่องความเป็นชาตินิยมและความไหลหลงต่อชาติพันธุ์ของตน จนเป็นเหตุและสาเหตุที่ได้สร้างปัญหาและก่อเกิดปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เลวร้ายอย่างมากมายและนำไปสู่การจำกัดขอบเขตหรือกำหนดความเป็นตัวตนต่อกันและกัน

ในช่วงสองถึงสามทศวรรษที่ผ่านมา  ได้มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านภูมิศาสตร์ นั่นคือโลกนี้ได้ถูกแบ่งออกเป็นประเทศต่าง ๆมากมาย  มีชื่อเรียกและตำแหน่งที่ตั้ง และถ้าหากว่าชนชาติของประเทศนั้น ๆ ยังคงอยู่หรือไม่ได้สูญพันธุ์ไปหรือความเป็นชาติพันธุ์นั้นมิได้ถูกทำลายลง ก็อาจจะถูกแบ่งประเทศนั้นออกเป็นสองเชื้อชาติบ้างหรือมากกว่านั้นก็เป็นไปได้ และกำหนดให้แต่ละประเทศมีอัตลักษณ์เฉพาะของพวกเขา ไม่ว่าจะการเรียกชื่อประเทศ หรือการกำหนดสัญชาติแก่พวกเขาที่แตกต่างกับที่เคยเป็นมาก่อน

ได้กำหนดกรอบความคิดเฉพาะ  ศาสนาและนิกายทางศาสนา  ภูมิศาสตร์ จนเกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างเดิมไป  และนำไปสู่การกำเนิดใหม่ของประเทศหรือมีอัตลักษณ์ใหม่ของชนรุ่นหลัง

คำถามคือว่า ชนชาติที่เกิดมาใหม่หรือคนรุ่นใหม่ของประเทศที่ถูกหนดมาใหม่ มีรากเหง้าเป็นกลุ่มชนเดียวกับในชนรุ่นอดีตหรือไม่?  หรือว่าได้ถูกแบ่งแยกและจำแนกออกไปจากเผ่าพันธุ์เดิมอย่างสิ้นเชิง?  หรือว่าพวกเขาถูกเปลี่ยนระบอบไปเสียแล้ว?ถึงแม้ว่าบางครั้ง ภาษาหรือวัฒนธรรมเดิม ๆ ยังคงหลงเหลืออยู่ให้เห็นก็ตาม  และมีคำถามว่า พวกเขานั้นเป็นชาติพันธุ์เดิมที่เคยมีมาหรือไม่?  และโลกวันนี้กำลังหมุนเข้าไปในระบอบนี้ เพื่อสร้างอัตลักษณ์ใหม่ทางความเป็นเชื้อชาติ หรือผลประโยชน์ทางวัฒนธรรมและชาติพันธุ์ต่าง ๆ  และลัทธิชาตินิยมหรือลัทธิพันธุกรรมนิยมได้แพร่หลายและเข้ามามีบทบาทอย่างมากทีเดียวจนกล่าวเป็นลัทธิทางความเชื่อไปเสียแล้ว  แม้กระทั้งได้ส่งผลกระทบทางด้านกระบวนทัศน์ทางสังคมและทางการเมืองที่จะสร้างให้เห็นถึงความต่างและสีของความเป็นชาตินิยมเข้มข้นมากยิ่งขึ้น  และถ้าได้มีการขับเคลื่อนในด้านนี้ จนสร้างเป็นขบวนการ  แน่นอนเลยว่า จะต้องมีการลุกขึ้นต่อสู้เพื่อปกป้องความเป็นชาตินิยมของตน และให้ลัทธิชาตินิยมนั้นมีสีเข้มมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

 

คำว่าชาตินิยมหรือ ลัทธิชาตินิยม  ด้วยปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน ได้ก่อตัวและเกิดขึ้นมาตั้งแต่ศตวรรษที่สิบเก้า (ค.ศ.) ในประเทศเยอรมนี  ซึ่งได้ถูกนำมาพูดและกล่าวกันเนื่องจากความวิตกและกลัวการเกิดปฏิวัติอุตสาหกรรมในฝรั่งเศส ที่เกิดขึ้นในยุโรป

การปฏิวัติในฝรั่งเศส  เป็นปฏิกิริยาและการกบฎในการเผชิญกับแนวคิดที่ยังยึดติดอยู่กับความเก่าแก่และอนุรักษ์ซึ่งไม่ได้สร้างคุณค่าให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชนแต่อย่างใด จากเวลานั้นเป็นต้นมา ก็มีการพูด มีผลงานของนักเขียน  และนักปรัชญา  เกี่ยวกับ “ชนชาติ”  และประชาชน เสรีภาพและความเสมอภาค

เสรีภาพและเสมอภาค ที่เป็นตัววางระบบเรื่องสิทธิมนุษยชน ที่ถูกยกขึ้นมาว่าเป็นของขวัญอันล้ำค่าสำหรับมนุษยชาติ  ที่ไร้พรมแดนและชนชาติ และด้วยคำขวัญนั้น ทำให้แสงแห่งการปฏิวัติของฝรั่งเศสได้แผ่กระจายออกไปทั่วฝรั่งเศสกระทั่งขยายไปทั่วยุโรป  และที่ส่งผลกระทบมากกว่าประเทศใด ๆ ในยุโรปคือประเทศเยอรมัน  ที่นักปรัชญาการเมือง นักคิด  นักเขียนทั้งหลายต่างหลงใหลแนวคิดเรื่องสิทธิและเสรีภาพโดยได้ทุ่มเทในการโฆษณา  การเผยแพร่  ใช้สื่อทุกประเภท  ศาสตราจารย์ ฟิกเต้เป็นนักปรัชญาเยอรมัน ได้ส่งเสริมและสนับสนุนแนวคิดนั้นมากที่สุดคนหนึ่ง

ไม่นานนักชาวเยอรมันก็รู้ว่า เสรีภาพที่ถูกนำอ้างเรื่องสิทธิมนุษยชนในเยอรมันนั้นเป็นเรื่องเฉพาะของชาวฝรั่งเศส และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับชาวเยอรมัน   ศาสตราจารย์ฟิกเต้  เป็นบุคคลแรกที่ตะโกนเรียกร้องให้ต่อสู้กับความลำเอียงและความไม่เสมอภาค  เขาได้จัดประชุมทางวิชาการเรื่องปรัชญาสิทธิมนุษยชนในกรุงเบอร์ลิน ถึงสิบสี่ครั้ง  เพื่อต่อต้านความอภิสิทธิ์และแสดงปฏิกิริยาต่อความเป็นชนฝรั่งเศส เสรีภาพและความเสมอภาค  จึงได้นำวาทกรรมหนึ่งเป็นปรากฏการณ์ในครั้งนั้นคือ”ความเป็นชาติเยอรมัน” เพื่อสร้างความเป็นชาตินิยมที่เป็นหลักหนึ่งเดียวที่เป็นจริง ไม่สามารถแยกออกไปได้    โดยเฉพาะในโครงสร้างหลัก คือ ชาติพันธุ์  ภูมิศาสตร์  ภาษา  วัฒนธรรมและประเพณี  เป็นการบ่งบอกถึงความเป็นอัตลักษณ์และตัวตนของพวกเขา  และนำมาซึ่ง อิสรภาพ เสรีภาพ  และจากผลของการคิดในเชิงสังเคราะห์ของชาวเยอรมัน (โดยนักปรัชญา) วันนั้น ส่งผลให้ ลัทธิชาตินิยมเยอรมนี ได้เกิดขึ้น และต่อมาได้ทำให้ลัทธิชาตินิยมนั้นถือกำเนิดและฟักไข่ไปทั่วทุกมุมโลกเลยทีเดียว

ลัทธิชาตินิยม หรือพวกคลั่งในชาติพันธุ์ ถือว่าเป็นแนวคิดที่ถูกวางไว้โดยชาติตะวันตก  กล่าวคือ ประชาชนที่อยู่ในภูมิศาสตร์ที่มีภูมิลักษณ์เฉพาะ  มีชาติพันธุ์  มีประวัติศาสตร์เดิม  มีภาษาเฉพาะ มีวัฒนธรรมและประเพณีที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ให้กลายเป็นหน่วยเดียวกันที่มิสามารถจะแยกออกจากกันได้จนกระทั้งนำมาสู่ของการยึดประโยชน์เป็นหนึ่งเดียว และถือว่าชาติพันธุ์ของพวกเขา เป็นหนึ่งเดียว ส่วนคนอื่นเป็นคนนอก และเป็นต่างชาติ หรืออาจจะเชื่อว่าเป็นศัตรู

ในศตวรรษที่๑๙ มีปฏิกิริยาและแนวโน้มอยู่ 3 เรื่องต่อสโลแกนการปฏิวัติในฝรั่งเศส คือ

๑.         ปฏิกิริยาของลัทธิชาตินิยม

๒.        ปฏิกิริยาของกลุ่มอนุรักษ์นิยม

๓.        ปฏิกิริยาของสังคมนิยม

ปฏิกิริยาของสองประการแรก  นักปรัชญาการเมือง ได้หลงทางและหลงประเด็น หรืออาจจะมีแรงต้านต่อการปฏิวัติ  ส่วนแนวโน้มที่สาม นั้นได้เรียกว่า เป็นพวกเรียกร้องความยุติธรรม (J.J. Chevallier :Les gra gnders )

ลัทธิชาตินิยม หลังจาก ฟิกเต้ ยังมีนักคิด อย่างเช่น จอรัล โมรอส Charles Maurras และฟาสส์  มีความคิดที่เหมือนกัน อีกทั้งยังได้วางระบบแนวคิดของลัทธิชาตินิยมในประเทศต่าง ๆ ทั้งโลกของยุโรปเลยทีเดียว โมรอสเชื่อว่า “ความเป็นหนึ่งของชาติ ไม่สามารถจะแยกออกจากกันได้” ถึงขนาดที่ว่า ชาติคือตัวบุคคลที่แท้จริงที่ปกครองเหนือปัจเจกบุคคลในชาติ และจากกรอบแนวคิดด้านความเป็นชาตินี้ ทำให้เกิดรัฐบาลแบบโททัลลิเตอร์ เช่น เกิดลัทธินาซีในเยอรมัน  ฟาสซิสต์ในอิตาลี

และจากศตวรรษที่สิบเก้า จนกระทั่งครึ่งแรกของศตวรรษที่ยี่สิบ เป็นยุคของการปรากฏลัทธิชาตินิยมและเป็นระยะเวลาที่มีความก้าวหน้าและพัฒนาการไปทั่วทั้งยุโรป  ถึงแม้ว่ากลุ่มนิยมลัทธิสังคมนิยมและอนุรักษ์นิยมจะมีบทบาททางด้านสังคมและการเมืองต่อกลุ่มปัญญาชนก็ตาม แต่สีของลัทธิชาตินิยมมีความเข้มและโด่งดังมากในรัฐบาลต่าง ๆ ทั่วยุโรป ทำแนวคิดอื่น ๆ ไม่ว่า เสรีนิยม Liberalismอนุรักษ์นิยม Conservatism  หรือสังคมนิยมมาร์กซ์อยู่ภายใต้แสงของลัทธิชาตินิยม  ลัทธิชาตินิยมของชาวยุโรปนี้เองที่มีความสุดโต่งจนเป็นคตินิยมเชื้อชาติ racism แสดงเป็นผลสะท้อนให้เห็นเป็นปรากฏการณ์ในยุคเวลานั้น  จนกระทั้งเป็นผลให้เกิดสงครามโลกถึงสองครั้ง และยิ่งไปกว่านั้นลัทธิชาตินิยมของชาวยุโรปนี้เอง ที่แอบอ้างสโลแกนเสรีภาพและความเท่าเทียมกันในความเป็นมนุษย์ในการล่าอณานิคมประเทศอื่น ๆ ที่ด้อยพัฒนา ทั้งจากโลกตะวันออกและกลุ่มประเทศแอฟริกา หรือในลาตินอเมริกา  และในศตวรรษที่๑๙ และครึ่งแรกของศตวรรษที่ ๒๐ เป็นยุคที่ชาวยุโรปรวมตัวกันล่าอาณานิคมยังประเทศเอเชีย และแอฟริกา  เป็นยุคเดียวกันที่แนวคิดลัทธิชาตินิยมเป็นที่แพร่หลาย

บรรดานักเขียนและนักค้นคว้าวิจัย นักวิชาการโลกตะวันตก ได้สนับสนุนงานเขียนของพวกเขาบนพื้นฐานความเชื่อนั้น (ในเรื่องชาตินิยม) จึงได้เรียกการลุกขึ้นต่อสู้หรือขบวนการต่าง ๆ แบบรักชาติว่าเป็นกลุ่มนิยมลัทธิชาตินิยม  ส่วนบรรดาปัญญาชน นักเขียน และ

นักวิชาการฝั่งตะวันออก และแอฟริกา ก็ได้รับอิทธิพลจากความคิดของตะวันตก และเรียนรู้วัฒนธรรมตะวันตก (และนิยมตะวันตก) ได้เรียกร้องให้ประชาชนของพวกเขาหรือการเคลื่อนไหวของประชาชนที่เกี่ยวกับชาติหรือเผ่าพันธุ์ว่าเป็นเรื่องที่ยอมรับและเห็นด้วย  โดยได้นำเอาบรรทัดฐานต่าง ๆ ที่ชาวตะวันตกใช้ในการแยกชนชาติของเขามาใช้สำหรับชนชาติของตน

เรากำลังค้นคว้าเหตุปัจจัยพื้นฐานที่เป็นจุดร่วมกัน   และโครงสร้างของความรู้สึกร่วม ความต้องการ และความปรารถนาร่วมกัน ในความเท่าเทียม ความเสมอภาค และผลประโยชน์ต่อความเป็นมนุษยชาติ หรือองค์กรต่าง ๆ ของมนุษยชาติ  เราเริ่มเข้าถึงของความเป็นมนุษย์ และเห็นว่าความรู้สึกร่วมและความเจ็บปวดได้ก่อตัวขึ้นมาตั้งแต่สมัยก่อนหน้านั้นแล้ว จนกระทั่งได้เรียกร้องและลุกขึ้นมาป่าวประกาศในเรื่อง สิทธิและเสรีภาพ ความยุติธรรมและความสำรวมตน ความมีศีลธรรม  จากเรื่องหลักนี้และจากโครงสร้างสำคัญนี้ ทำให้ชีวิตและตัวตนของความเป็นมนุษย์มีคุณค่าและมีการขับเคลื่อน อีกทั้งให้ชีวิตที่มีค่ายิ่งนัก  ด้วยกรอบแนวคิดเรื่องความยุติธรรมและความเสมอภาค นั้นทำให้สังคมและประชาชนมีการพัฒนาและก้าวหน้า จนเกิดพลังขับเคลื่อนและวิวัฒนาการทั้งในทางสังคมและทางปัจเจก  เป็นตัวสร้างวัฒนธรรมและประเพณี  ทั้งหมดนั้นอยู่ในความหมายของ ความมีเสรีภาพ ปัจจุบันเราเราเห็นชนชาติต่าง ๆ  ในภูมิภาคต่าง ๆที่กว้างขวางออกไป มีภาษา ประเพณี เชื้อชาติที่หลากหลาย มีวิถีการเมืองและรัฐบาลของตนที่แยกเป็นเอกเทศออกจากกัน ซึ่งก็มีกลุ่มประเทศอิสลามในโลกใบนี้อยู่ด้วยเช่นกัน

มาตฐานการชี้วัดต่าง ๆ ของยุคคลาสสิคและชาติตะวันตก ได้แยกชนชาติต่าง ๆ นี้ออกจากกัน และให้พวกเขาถือกันว่าเป็นคนแปลกหน้าและชนชาติอื่น ประเทศอื่นเป็นคนต่างชาติ แต่ละประเทศต้องแยกออกจากกันต้องมีความรู้สึกว่าแปลกหน้าและเป็นต่างชาติกัน ซึ่งการแยกออกจากกันนี้ก็มีผลตามมาซึ่งพวกเราก็เห็นกันอยู่

แต่นอกจากความแตกต่างที่เป็นความแตกต่างของภายนอก เราก็เห็นถึงโครงสร้างความเป็นหนึ่งของกลุ่มประเทศต่าง ๆ         นี้ เราเห็นจุดร่วมเดียวกันอย่างชัดเจนในท่ามกลางประชาชนที่หลากหลายนี้ ซึ่งนั่นก็คือ  อิสลาม  และสำหรับอิสลามแล้วก็เป็นอีกโลกนี้ที่เปี่ยมไปด้วยวัฒนธรรม ประเพณีที่เฉพาะของตน เราจะเห็นได้ว่าชนชาติต่าง ๆ นี้ที่ยึดมั่นในอิสลามว่ามีบรรทัดฐานแห่งจิตวิญญาณร่วมกัน และความเป็นเอกภาพในหมู่ชนชาติของพวกเขาอย่างไร กล่าวคืออิสลามอยู่ในฐานะโลกทัศน์และแนวทางนั้นได้สอนอะไรให้แก่พวกเขา และประการที่สอง กลุ่มประเทศต่าง ๆ นี้ที่ยึดมั่นในอิสลามมีความรู้สึกร่วมที่เป็นเอกภาพกันอย่างไร  ดังโองการที่ว่า

สิ่งที่พวกท่านเคารพบูชาอื่นจากพระองค์ มิใช่อื่นใดนอกจากเป็นเพียงนามที่พวกท่านและพรรพบุรุษของพวกท่านตั้งชื่อเรียกกันขึ้นมา  อัลลอฮ์มิได้ทรงประทานหลักฐานเรื่องนั้น (ให้เคารพบูชา) ลงมาแต่ประการใด  ไม่มีการตัดสินใด นอกจากต้องเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ์  พระองค์ทรงบัญชาว่าพวกท่านอย่าได้เคารพภักดี(สิ่งอื่นใด) นอกจากพระองค์(เท่านั้น)  นั่นคือศาสนาที่เที่ยงธรรม  แต่ทว่ามนุษย์ส่วนมากไม่รู้” (บทซูเราะฮ์ ยูซุฟ โองการที่๔๐)

มนุษยชาติเอ๋ย มีอุทาหรณ์หนึ่งถูกยกมากล่าวถึง ฉะนั้นพวกเจ้าจงรับฟัง แท้จริงบรรดาผู้ซึ่งวิงวอนขอต่อสิ่งอื่น นอกเหนือจากอัลลอฮ์นั้น (ทั้ง ๆ ที่) พวกมันมิสามารถสร้างแมลงวันสักหนึ่งตัวได้ ถึงจะรวมตัวเพื่อการนั้นก็ตาม  หากแมลงวันตัวนั้นยื้อแย่งสิ่งใดไปจากพวกมัน พวกมันก็ไม่อาจดึงกลับมาได้เลย  ทั้งผู้ (วิงวอน) ขอและผู้ถูกวิงวอนขอนั้นอ่อนแอพอกัน”(บทซูเราะฮ์ ฮัจญ์  โองการที่ ๗๓)

 

โอ้มนุษยชาติเอ๋ย แท้จริงเราได้สร้างพวกเจ้ามาจากชายหนึ่งและหญิงหนึ่ง และได้กำหนดให้พวกเจ้ามีเผ่าพันธุ์และชาติตระกูลต่าง ๆ  เพื่อให้พวกเจ้ามีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน  แท้จริงผู้มีเกียรติที่สุด ณ อัลลลอฮ์ คือ ผู้ที่มีความยำเกรงมากที่สุด”(บทซูเราะฮ์ หุญุรอต  โองการที่ ๑๘)

 

ถ้าใครได้ศึกษาถึงประวัติศาสตร์ของขบวนการเรียกร้องสู่อิสรภาพ ก็จะพบว่ารากฐานของการเรียกร้องนั้นคือการปลดปล่อยกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ และชาติทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นแบบปัจเจกบุคคลหรือเป็นสังคม  ถึงแม้ว่าจะมีเพียงเล็กน้อยของความหมายของความเป็นจริงนั้นจากการเป็นทาสและยึดติดอยู่กับพวกชนชั้นปกครองมุ่งสู่ขั้นหรือตำแหน่งของความเสรีชนและการมีเสรีภาพอย่างสมบูรณ์  และพวกเขาเหล่านั้นจะกล่าวกับประชาชนและชนชาติของตนว่า ถ้าประชาชาติหรือชนชาติต่าง ๆ ต้องการปกครองแล้ว ก็จะมีผู้ปกครองหรือชนชั้นปกครองที่ครอบงำพวกเขาอยู่  และถ้าพวกเขาต้องการหรือปรารถนา ชนชั้นผู้ปกครองก็จะมากำหนดชะตาชีวิตของประชาชนอยู่วันยังค่ำ  ดังนั้นการจะปลดแอกมนุษย์ ที่ด้านหนึ่งวางอยู่บนความศรัทธาต่อความจริงและความถูกกดขี่ อีกด้านหนึ่งวางอยู่บนความเป็นโมฆะของชนชั้นปกครอง จะมีแนวทางใดที่ให้ความกระจ่างและมั่นคงมากไปกว่าศาสนาอิสลามที่ได้สอนแก่ศาสนิกของตนถึงเสรีภาพอีกกระนั้นหรือ ?

หลักเอกานุภาพและอิสลาม คือ การปลดแอกและเสรีภาพ คือ การทำลายกฎเกณฑ์และพันธนาการต่าง ๆ โดยการกลับคืนสู่หนทางแห่งความสมบูรณ์และส่งยังองค์สมบูรณ์เจ้า

อิสลามสอนผู้ที่ยึดมั่นในศาสนาว่า แท้จริงแล้วความแตกต่างหรือความต่างทางด้านสีผิว ชาติพันธุ์  ภาษา และวัฒนธรรมในชนชาติทั้งหลายบนโลกใบนี้นั้น  ไม่ได้เป็นการบอกว่า มนุษย์ต้องแตกแยกหรือจะต้องแยกกันอยู่  แต่ไม่ได้เป็นความต่างในเรื่องหลักแต่ประการใด  ในความเป็นจริง มนุษย์นั้นกำลังจาริกและเดินไปสู่ความสมบูรณ์แบบและก้าวไปสู้ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์และจะประเสริฐมากกว่า  ดังนั้นความต่างที่พบเจอในมนุษย์ ไม่ว่า ภาษา วัฒนธรรม สีผิว ประเพณี คือความต่างที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติและเป็นเรื่องปกติ แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายและความต่างตามธรรมชาติ คือความงดงาม  และความต่างนี้ ไม่ได้เป็นบ่อเกิดที่จะต้องเป็นศัตรูต่อกันและกัน  แต่ทว่ายังต้องเรียนรู้และทำความรู้จักต่อกันและกัน เพื่อความสมบูรณ์ทั้งทางกายภาพและทางจิตภาพ

ดังนั้นหนทางของท่านที่มีจุดร่วมเดียวกันในศาสนา ไม่ว่าจะชาติพันธุ์ใด  ภาษาใด  คือต้องรักษาศาสนาแห่งพระผู้เป็นเจ้าไว้อย่างเต็มกำลังและอย่าให้ต้องเกิดความแตกแยกกันหรือการร้าวฉานระหว่างนิกาย   แล้วได้มาพบกับแก่นแห่งเอกานุภาพของอิสลามและความเป็นเอกภาพ ผลไม้แห่งความเป็นเอกภาพและความสมานฉันท์นี้ เป็นดั่งโลกที่งดงามและเปี่ยมด้วยอาหารแห่งความรู้ มีความประเสริฐและจริยธรรมที่ได้มอบเป็นของขวัญไว้ให้แก่มนุษยชาติ

ถ้าหากพวกเจ้าเรียกร้องและอ้างว่าเป็นมิตรกับความดีทั้งผองและประกาศเป็นศัตรูกับความชั่วร้ายและการกดขี่ ท่านก็จะประชาชาติที่ดีเลิศของมวลมนุษยชาติเลยทีเดียว ของขวัญและผลผลิตของชีวิตทางวัตถุและสังคมของพวกท่านคือการต่อต้านการละเมิดและกดขี่ทุกรูปแบบ

พระองค์อัลลอฮ์ตรัสว่า…

ครั้นเมื่อเพื่อพระองค์ทรงให้พวกเขารอดมาแล้วพวกเขาก็ทำความเสียหายในแผ่นดิน โดยปราศจากความเป็นธรรม โอ้มนุษย์เอ๋ย แท้จริงการทำความเสียหายของพวกเจ้านั้น มันเป็นอันตรายต่อตัวของพวกเจ้าเอง เป็นความเพลิดเพลินของชีวิตในโลกนี้เท่านั้น แล้วในที่สุดพวกเจ้าก็จะกลับไปหาเรา แล้วเราจะแจ้งข่าวให้พวกเจ้าทราบถึงสิ่งที่พวกเจ้าได้กระทำไว้” (ยูนุส/๒๓)

อีกด้านหนึ่งชีวิตทางโลกนี้ก็นำมาซึ่งการมีชีวิตชีวาและการพัฒนา

แท้จริง อุปมาชีวิตในโลกนี้ ดั่งน้ำฝนที่เราได้หลั่งมันลงมาจากฟากฟ้า พืชของแผ่นดินได้คละเคล้ากับน้ำนั้น บางส่วนของมนุษย์และปศุสัตว์ใช้กินเป็นอาหาร จนกระทั่งเมื่อแผ่นดินได้เริ่มปรากฏความงดงามของมัน และถูกประดับด้วยพืชผลอย่างสวยงาม เจ้าของของมันก็คิดว่าแท้จริงพวกเขามีอำนาจเหนือมัน คำบัญชาของเราได้มายังมันในเวลากลางคืนหรือเวลากลางวัน แล้วเราได้ทำให้มันถูกเก็บเกี่ยว เสมือนกับว่าไม่มีการหว่านมาแต่วันวาน เช่นนั้นแหละ เราได้จำแนกโองการต่าง ๆ แก่หมู่ชนผู้ใคร่ครวญ” (ยูนุส /๒๔)

โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย ข้าจะชี้แนะแนวทางแก่พวกเจ้าไหมเล่า ถึงการค้าที่จะช่วยพวกเจ้าให้พ้นจากการลงโทษอันเจ็บปวด

 “นั้นคือพวกเจ้าต้องศรัทธาต่ออัลลอฮ์และศาสนทูตของพระองค์ และต่อสู้ดิ้นรนในทางอัลลอฮ์ ด้วยทรัพย์สินของพวกเจ้าและชีวิตของพวกเจ้า นั่นเป็นการดียิ่งสำหรับพวกเจ้าหากพวกเจ้ารู้” (ซ๊อฟ/๑๐-๑๑)

และบรรดาผู้ที่ได้ศรัทธาที่หลัง และได้อพยพ และต่อสู้ร่วมกับพวกเจ้านั้น ชนเหล่านี้แหละเป็นส่วนหึ่งของพวกเจ้าและบรรดาญาตินั้น บางส่วนของพวกเขาเป็นผู้สมควรต่ออีกบางส่วน ในคัมภีร์ของอัลลอฮ์ แท้จริงอัลลอฮ์นั้นทรงรอบรู้ในทุกสิ่งทุกอย่าง” (อันฟาล /๗๕)

ข้าพระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ โปรดให้พระองค์ทั้งสองเป็นผู้นอบน้อมต่อพระองค์ และโปรดให้มีขึ้นจากลูกหลานของพวกพระองค์ ซึ่งประชาชนที่นอบน้อมต่อพระองค์ และโปรดแสดงแก่ข้าพระองค์ ซึ่งพิธีการทำฮัจญ์ของพวกข้าพระองค์ และโปรดอภัยโทษแก่พวกข้าพระองค์ด้วย แท้จริงพระองค์ทรงเป็นผู้อภัยโทษ ทรงเอ็นดูเมตตา” (บะเกาะเราะฮ์ /๑๒๘)

โอ้มนุษย์เอ๋ย แท้จริงเจ้าต้องพากเพียรไปสู่พระเจ้าของเจ้าอย่างทรหดอดทนแล้วเจ้าจึงจะพบพระองค์” (อินชิก๊อก/๖)

ในยุคศตวรรษที่หนึ่งของฮิจเราะฮ์  รากฐานและการเรียกร้องสู่หลักเอกภาพของพระเจ้า   และศาสนาอิสลามได้สร้างความกระจ่างชัดในเรื่องนี้ และเผยแพร่ต่อประชาชนอย่างเข้าใจและเข้าถึง ทั้งหมดของประชาชนที่มีอารยธรรมในยุคที่ผ่านมา พวกเขาได้ยอมรับหลักการและนำสอนนั้นด้วยหลักสามัญสำนึก  จนกระทั้งเกิดเป็นประชาชาติเดียวกัน  เป็นประชาชาติแห่งอิสลาม หรือต่อมาได้กลายเป็นนานาชาติแห่งอิสลาม  ต่างได้มีความเป็นหนึ่งเดียว

แต่ทว่าไม่นานนักความเป็นเอกภาพนั้น กลายเป็นความแตกแยก  เพราะว่าไม่ได้เข้าใจและเข้าถึงสารัตถะที่แท้ของอิสลาม จนเกิดการขัดแย้งและมีความชิงชังระหว่างเผ่าพันธุ์หรือระหว่างชาติพันธุ์ หรือระหว่างนิกาย  และจากความเป็นนานาชาติในประชาคมอิสลาม แปรเปลี่ยนเป็นสังคมแบบจักรพรรดิ์ในอิสลาม คอลีฟะฮ์ คือจักรพรรดิ์  ซึ่งขัดแย้งโครงสร้างเดิมของอิสลามอย่างสิ้นเชิงทีเดียว  จนทำให้มุสลิมมีความอ่อนแอ และได้เปลี่ยนเป็นความหลงผิดและหลงทาง จนกระทั้งมาถึงจุดที่ว่า มุสลิมเป็นประชาชาติที่หลับใหล ตายซาก อ่อนแอ

ในช่วงที่อิสลามได้หลับใหลอยู่ ชาวคริสต์ ตะวันตกกำลังตื่น  พวกเขาได้ใช้ประโยชน์จากวิทยาการของอิสลามและอารยธรรมอิสลาม  จนกระทั้งตะวันตกได้สร้างอารยธรรมของพวกเขาขึ้น  เป็นอารยธรรมและวัฒนธรรมที่เริ่มจากการเรียนรู้อารยธรรมจากอิสลามหรือประเพณีของอิสลาม  และได้ก่อตัวด้วยการเข้าไปครอบครองทรัพยากรของโลก  มีความร่ำรวย แม้จะเกิดการละเมิดและการปกครองอย่างอยุติธรรมขึ้นก็ตาม  จนกระทั้งมุสลิมอยู่ในฐานะผู้ถูกล่าและตะวันตกเป็นผู้ล่า และด้วยกับความหลับใหลของมุสลิมทำให้พวกเขาเข้าไปยึดครองทุกส่วนของประเทศมุสลิม จนกระทั้งมุสลิมกลายเป็นทาสพวกเขาโดยไม่รู้ตัว

การวิกฤตนี้และการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นมาเกือบร้อยปีแล้วในโลกมุสลิม ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมและสังคมและการเมืองโลกไปเสียแล้ว   จนกระทั้งจะมีบุคคลหรือคณะบุคคลที่ต้องตื่นขึ้นมาเป็นนักปฏิรูปและนักฟื้นฟู  และอีกด้านหนึ่งจะต้องมีวิสัยทัศน์ใหม่ต่อด้านเตาฮีดหลักเอกภาพของพระเจ้าและต่อคำสอนของอิสลามและการเผยแพร่ทั้งหลาย โดยที่ให้สืบค้นหาความจริงใหม่ของโลกวันนี้  และอีกด้านหนึ่งก็ได้ทำการวิจัยและสังเคราะห์ออกมาถึงสาเหตุหรือเหตุปัจจัยที่ทำให้มุสลิมมีความแตกแยกและมีสภาพที่ตกต่ำ

อารยธรรมตะวันตกได้จู่โจมอิสลามทั้งทางอ้อมและทางตรง และได้ประจักษ์ถึงความเสียเปรียบของมุสลิมต่อโลกตะวันตก กล่าวคือตะวันตกเป็นผู้ล่า และมุสลิมกลายเป็นผู้ถูกล่า ตะวันตกเป็นนักล่าอาณานิคม  และด้วยกับโครงสร้างแบบสังคมนิยม หรือลัทธิมาร์คซิสม์เข้ามามีบทบาท และอีกด้านหนึ่งของพวกเขาด้วยการรวมกันเป็นหนึ่งเดียวกับลัทธิไซออนิสม์  จนได้สร้างรัฐน้อยใหญ่ขึ้นแก่โลกอิสลาม   และวันนี้ตะวันตกกำลังสังเคราะห์หาหนทางในการกำจัดอิสลามและเป็นปรปักษ์กับอิสลามโดยที่พวกเขารวมตัวกันเป็นหนึ่ง

กระบวนทัศน์และความรู้สึกถึงความเจ็บปวดวันนี้  เราจะต้องเดินไปสู่ความก้าวหน้าและการพัฒนา และการเป็นประชาชาติอิสลามจะต้องเกิดใหม่อีกครั้งและทำลายความเป็นชาตินิยมออกไป หรือการยึดมั่นถือมั่นในความเป็นนิกายจนลืมความเป็นพี่น้องร่วมศาสนา และจงป็นประชาขาติทีเรียกร้องสู้หลักเอกภาพของพระเจ้าและความเป็นหนึ่งเดียวของอุมมะฮ์(ประชาชาติอิสลาม)  ต้องเป็นประชาชาติที่ปฏิเสธความเป็นชาตินิยม หรือความเป็นเผ่าพันธุ์นิยม  แต่มุ่งทยานสู่ความมีเสรีภาพ และปลดพันธนาการแห่งความชั่วร้ายและความอยุติธรรมและการกดขี่นั้นออกไป  แต่เข้าสู่ความใกล้ชิตต่อพระเจ้าและอยู่ภายใต้ร่มเงาเดียวกันและอยู่บนโครงสร้างอ้นเข้มแข็งนั้นตลอดไป ดังพระดำรัสแห่งพระผู้เป็นเจ้าได้ประกาศก้องไว้ว่า…

“และสูเจ้าจงยึดสายเชือกแห่งอัลลอฮ์ โดยพร้อมเพียงกัน และจงอย่าแตกแยกกัน”

 

 

     

  หมายเหตุ :แปล/เรียบเรียงจากหนังสือ  คุณูปการอิสลามกับอิหร่าน  โดย อายาตุลลอฮ์ ชะฮีด มุรตะฎอ มุเฎาะฮารี

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *