INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

แมคโดนัลด์ : การรวมกันของธุรกิจขนาดย่อม

1977719

แมคโดนัลด์ : การรวมกันของธุรกิจขนาดย่อม

ธุรกิจตรอบครัวจะหมายถึงธุรกิจอะไรก็ตามที่สมาชิกครอบครัวสองคนหรือมากกว่าจะยุ่งเกี่ยว และส่วนใหญ่ของความเป็นเจ้าของและการควบคุมจะอยู่ภายในครอบครัว ธุรกิจครอบครัวอาจจะเป็นรูปแบบเก่าแก่ที่สุดขององค์การธุรกิจ เกษตรกรจะเป็นรูปแบบเริ่มแรกของธุรกิจครอบครัว สิ่งที่เราคิดถึงปัจจุบันนี้เป็นชีวิตส่วนตัวและชีวิตการทำงานจะพัวพันกัน ภายในสภาพแวดล้อมชนบทเจ้าของร้านจะอยู่ภายในอาคารเดียวกันที่เขาทำงานและสมาชิกครอบครัวมักจะช่วยเหลือธุรกิจเมื่อถูกต้องการ นับตั้งแต่ ค.ศ 1980
การศึกษาทางวิชาการของธุรกิจตรอบครัวเป็นประเภทของการค้าที่สำคัญและแตกต่างได้พัฒนาขึ้นมา ปัจจุบันนี้ธุรกิจครอบครัวได้ถูกรับรู้เป็นผู้มีส่วนร่วมที่สำคัญและเปลี่ยนแปลงภายเศรษฐกิจโลก ตามสำนักสำมะโนประชากรของอเมริกา เกือบ 90% ของธุรกิจอเมริกันจะเป็นธุรกิครอบครัว ขนาดตั้งแต่
การเป็นหุ้นส่วนของบุคคลสองคนไปถึงบริษัทฟอร์จูน 500
ธุรกิจครอบครัวสามารถถูกอธิบายเป็นการเกี่ยวพันระหว่างกันของสองระบบที่เชื่อมโยงแต่แยกจากัน – ธุรกิจและครอบครัว – ด้วยพรมแดนที่ไม่แน่นอนและกฏที่แตกต่างกัน
ไมเคิล เกอร์เบอร์ ยืนยันว่าธุรกิจทุกอย่างจะเป็นธุรกิจครอบครัว การละเลยข้อเท็จจริงนี้จะนำไปสู่ความหายนะได้ เพราะว่าไม่ว่าธุรกิจของเราจะถูกมองอย่างสมัยเดิมเป็นธุรกิจครอบครัวหรือไม่ สมาชิกทุกคนของครอบครัวของเราจะถูกกระทบไม่มากหรือน้อยโดยการตัดสินใจและการกระทำของเราภายในธุรกิจทุกวัน และความพยายามที่เราอาจจะป้องกันจากการยุ่งเกี่ยวภายในการดำเนินธุรกิจจะเป็นไปไม่ได้ ตั้งแต่การขบเคี้ยวเงินสด ปัญหาของบุคคล และการร้องเรียนของลูกค้า ถ้าเราเครียดจากการทำงาน เราจะนำความเครียดนั้นกลับบ้าน ถ้าเรามีปัญหาทางการเงินจากการทำงาน มันจะสร้างปัญหาภายในบ้าน เป็นต้น เราและสมาชิกทุกคนของครอบครัวของเรากำลังจ่ายราคาที่สูงมากต่อมัน ข้อเท็จจริงของเรื่องราวคือ ธุรกิจของเราและสมาชิกครอบครัวของเราจะเชื่อมโยงที่เอาออกจากกันไม่ได้ และเราจะเป็นตัวเชื่อมโยงพวกเขาเข้าด้วยกัน
ถ้าเราพยายามจะแยกพวกเขาออกไป ถ้าการแบ่งเป็นส่วนบรรลุความสำเร็จด้วยการแยกพวกเขาออกไปอย่างสิ้นเชิง เราจะสร้างสองสิ่ง – ธุรกิจและครอบครัวที่แยกจากกันที่ไม่สามารถรับใช้ระหว่างกันได้ และสองสิ่งเหล่านี้จะแตกแยกกันในที่สุด สิ่งหนึ่งหรือสองสิ่งได้ล้มเหลว เราจะถูกทิ้งไว้ตรงกลาง
วิถีทางอีกแย่างหนึ่งที่จะจัดการธุรกิจครอบครัวของเราคือ การรวมกันอย่าง
สวยงาม มันเริ่มต้นด้วยการรับรู้ว่า “ธุรกิจทุกอย่างจะเป็นธุรกิจครอบครัว” ธุรกิจของเราจะสัมผัสสมาชิกทุกคนของครอบครัวของเรา แม้ว่าพวกเขาจะไม่เคยย่างก้าวเข้ามาภายในธุรกิจ ธุรกิจทุกอย่างให้หรือเอาจากครอบครัว ถ้าธุรกิจเอามากกว่าให้ ครอบครัวจะเจ็บปวดก่อนอยู่เสมอ
ไมเคิล เกอร์เบอร์ ได้ชี้ให้เห็นว่าแมคโดนัลด์ได้เริ่มต้นเป็นธุรกิจขนาดย่อม ธุรกิจของบุคคลเดียว เมื่อผู้ก่อตั้ง เรย์ ครอค อายุ 52 ปี เขาได้สร้างจากบุคคลเดียว – หรือบางทีสามคนถ้าเราถามถึงสองพี่น้อง แต่มันไม่ได้อยู่บนวิถีทางนั้น เพราะว่ามันได้ถูกออกแบบเป็นธุรกิจที่ขยายขนาด
ไมเคิล เกอร์เบอร์ ได้กล่าวว่า ถ้าธุรกิจของเราขึ้นอยู่กับเรา เราไม่ได้เป็นเจ้าของธุรกิจ – เรามีงานอย่างหนึ่ง และมันจะเป็นงานเลวร้ายที่สุดภายในโลก
เพราะว่าเรากำลังทำงานอย่างบ้าคลั่ง
หนังสือเล่มเก่าที่ตกตะลึงอีกครั้ง เริ่มแรกได้พิมพ์เป็น The E-Myth นานกว่าสามสิบปี ไมเคิล เกอร์เบอร์ได้ปรับปรุงหนังสือเล่มนี้เมื่อ ค.ศ 1995 เป็น The E-Myth Revisited ขายได้มากกว่าล้านเล่ม
อี-มิธ หรือความเชื่อที่ผิดทางการเป็นผู้ประกอบการ จะเป็นสมมุติฐานที่บกพร่องที่บุคคลที่เชี่ยวชาญทักษะทางเทคนิคบางอย่างจะบรรลุความสำเร็จภายในการดำเนินธุรกิจที่ทำงานทางเทคนิคนั้น
ถ้อยคำอี-มิธ ได้ถูกสร้างโดยไมเคิล เกอร์เบอร์ ในฐานะของผู้ประกอบการคนหนึ่ง ไมเคิล เกอร์เบอร์ ได้รับรู้ว่าเราจะมีแบบแผนต่อธุรกิจที่ล้มเหลวและที่สำคัญมากขึ้น – ต่อความสำเร็จของธุรกิจ
วิสัยทัศน์ของเขาได้กลายเป็นที่จะสร้างการปฏิรูปแบบพร้อมใช้ภายในธุรกิจขนาดย่อม
อี-มิธ คือความเชื่อที่บุคคลส่วนใหญ่เข้ามาสู่ธุรกิจ เพราะว่าพวกเขาคือผู้ประกอบการ แต่โดยข้อเท็จจริง เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่คือผู้ชำนาญเฉพาะด้าน พวกเขาเป็นช่างไฟฟ้า ผู้ขนมปัง นักซอฟท์แวร์ เป็นต้น
ไมเคิล เกอร์เบอร์ ได้อธิบายว่าภายในเจ้าของธุรกิจขนาดย่อมทุกคน เราจะมีบุคลิกภาพ : บทบาท ที่ขัดแย้งกันสามอย่าง : ผู้ประกอบการ ผู้บริหาร และผู้ชำนาญเฉพาะด้าน และถ้าเราไม่รักษามันให้สมดุลและอยู่ภายใต้การควบคุมแล้ว เราจะเผชิญกับความยุ่งยาก
เมื่อเราเริ่มต้นธุรกิจ ปัญหาจะอยู่ความสมดุลของบุคลิกภาพสามอย่าง ไมเคิล เกอร์เบอร์ ได้กล่าวว่า เจ้าของธุรกิจขนาดย่อมโดยทั่วไปจะเป็นผู้ประกอบการ 10% เท่านั้น ผู้บริหาร 20% และผู้ชำนาญเฉพาะด้าน 70%
ธุรกิจจำนวนมากจะถูกขับเคลื่อนโดยบุคลิกภาพผู้ชำนาญเฉพาะด้าน บนพื้นฐานของความเข้าใจการทำงานเทคนิคอย่างไรจะเพียงพอต่อการบริหารธุรกิจที่ทำงานเทคนิค
ในขณะที่ธุรกิจต้องการบุคคลิกภาพทุกอย่าง เจ้าของธุรกิจยากที่จะสมดุลบุคลิกภาพสามอย่าง โดยทั่วไปบุคลิกภาพอะไรเข้มแข็งที่สุดตามธรรมชาติจะครอบงำ ในขณะที่บุคลิกภาพสองอย่างจะไม่ค่อยแสดงภายในธุรกิจ เมื่อเจ้าของธุรกิจยอมให้บุคลิกภาพอย่างหนึ่งครอบงำแล้ว ธุรกิจะต่อสู้ดิ้นรนถ้าไม่ล้มเหลวทั้งหมด ผู้ชำนาญเฉพาะด้านจะยุ่งเกินไปและท่วมท้นทำให้คุณภาพลดลง ผู้ชำนาญเฉพาะด้านจะเป็นผู้กระทำ และบุคลิกภาพนี้มักจะครอบงำ เพราะว่าผู้กระทำจะทำงานให้สำเร็จและนำเงินเข้ามา ไมเคิล เกอร์เบอร์เชื่อว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชำนาญเฉพาะด้าน ตรงกันข้ามผู้ประกอบการจะเป็นนักฝันและมองอนาคตเป็นโอกาสที่ไมจบสิ้น ผู้ชำนาญเฉพาะด้านทำงานก้มหัวลงไม่มองอนาคต ในขณะที่ผู้ประกอบการจะชูวิสัยทัศน์ ผู้บริหารจะเป็นตัวเชื่อมระหว่างสองบุคลิกภาพ การสร้างและการรักษาธุรกิจที่บรรลุความสำเร็จต้องการการมีส่วนช่วยของบทบาทสามอย่าง
ตามแนวคิดของไมเคิล เกอร์เบอร์ ต้นแบบแฟรนไชส์ จะเป็นองค์ประกอบที่สำคัญภายในความสมดุลของบุคลิกภาพสามอย่าง มันจะให้พาหนะเริ่มแรกแก่ผู้ประกอบการนำวิสัยทัศน์ของโลกไปสู่โลกกายภาพ ต้นแบบแฟรนไชส์จะทำให้ผู้บริหารสร้างระเบียบด้วยการสร้างระบบเริ่มแรกที่นำทางธุรกิจ และม้นจะให้แนวทางและแพลตฟอร์มแก่ผู้ชำนาญเฉพาะด้าน เพื่อการดำเนินงานเทคนิคที่จำเป็นต่อการดำเนินการระบบ ในที่สุดต้นแบบแฟรนไชส์จะทำให้เจ้าของธุรกิจตอบสนองความต้องการของแต่ละบุคคลิกภาพสามอย่างได้
ผู้บริหารจะสร้างแผนที่ดีที่สุด แต่ไม่ได้ดำเนินการมัน และพวกเขาไม่ได้มุ่งการเจริญเติบโต ผู้ประกอบการจะมีความคิดที่ยิ่งใหญ่ และไม่ได้ทำอะไรเลย ไมเคิล เกอร์เบอร์ ได้เสนอแนะว่าเราจะต้องสมดุลบุคลิกภาพสามอย่างของเรา

171472 171473

เมื่อพูดถึงธุรกิจแบบครอบครัว เรามักจะมองว่าเป็นธุรกิจขนาดย่อม ธุรกิจแบบครอบครัวอาจจะเป็นหรือไม่เป็นธุรกิจผู้ประกอบการ ที่จริงแล้วธุรกิจแบบครอบครัวอาจจะมีขนาดย่อมหรือขนาดใหญ่ได้ ธุรกิจแบบครอบครัวเป็นเจ้าของและบริหารโดยโดยบุคคลส่วนใหญ่ที่เกี่ยวพันกันทางสายเลือดและหรือการสมรส ธุรกิจแบบครอบครัวมักจะต้องเผชิญกับปัญหาของการสืบทอด การสืบทอดความเป็นผู้นำจากรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่ง คำถามคือ ทรัพย์สินจะแบ่งกันอย่างไร และใครคือผู้สืบทอดคนต่อไป ธุรกิจแบบครอบครัวประมาณ 30% เท่านั้นจะอยู่รอดถึงสองช่วงอายุคน และเพียง 15% เท่านั้นจะอยู่รอดถึงสามช่วงอายุคน ช่วงอายุคนแรกจะสร้างธุรกิจ ช่วงอายุคนที่สองจะสืบทอดมรดก และ ช่วงอายุคนที่สามจะทำลาย
ระบบธุรกิจที่เรียบง่ายจะประกอบด้วยส่วนประกอบที่สำคัญสองส่วน : ความเป็นเจ้าของ และธุรกิจ ส่วนประกอบอย่างที่สามได้ถูกเพิ่มในกรณีของธุรกิจแบบครอบครัว ผลกระทบโดยตรงของครอบครัวจะชัดเจนภายในระบบธุรกิจแบบครอบครัว และเพิ่มความซับซ้อนมากขึ้น โมเดลสมัยเดิมมักจะมุ่งที่การสร้างความมั่งคั่งของครอบครัว ตามมาด้วยทัศนคติที่ความมั่งคั่งจะเป็นเครื่องวัดความสำเร็จ เมื่อธุรกิจครอบครัวได้มุ่งมั่นการสร้างความมั่งคั่ง ผลกระทบทางลบสามารถเกิดขึ้นได้ บ่อยครั้งผละกระทบเหล่านี้จะสังเกตุเห็นภายหลังจากการเรียกร้องได้้เกิดขึ้น เช่น ประเด็นของสิทธิภายในครอบครัว ความล้มเหลวภายในการสื่อสารและความสัมพันธ์ หรือเลวร้ายจนระบบได้พังทลายลง
เรารู้หรือไม่ว่า 30% ของธุรกิจครอบครัวเท่านั้นจะอยู่รอดจนถึงรุ่นที่สอง ไม่ถึง 15% จะอยู่รอดจนถึงรุ่นที่สาม 3% เท่านั้นจะอยู่รอดจนถึงรุ่นที่สี่ ช่วงอายุของชีวิตเฉลี่ยของธุรกิจครอบครัวคือ 24 ปี
เมื่อสี่สิบปีที่แล้วจอห์น เดวิส เดวิดและรีนาโต แทเจอรี่ กำลังมองหากรอบข่ายที่จะแยกประเภทปัญหา ผลประโยชน์ และความกังวลที่ได้ยินจากนักศึกษาระดับผู้บริหารที่นำบริษัทครอบครัว เมื่อ ค.ศ 1978 จะเป็นนักศึกษาปริญญาเอกปีแรกและรินาโต แทเจอรี่ จะเป็นนักวิชาการทางพฤติกรรมองค์การ จอห์น เดวิสจะมีความสนใจอย่างมากต่อจิตวิทยาครอบครัวและองค์การธุรกิจ รินาโต แทเจอรี่ ได้เชิญ จอห์น เดวิสเข้าร่วมทีมวิจัยของเขา เพื่อที่พวกเขาทั้งสองคนจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับบริษัทครอบครัว พวกเขาได้ทำการสัมภาษณ์กับเจ้าของ – ผู้บริหารบริษัทครอบครัวจำนวนมาก
เราเกีอบจะไม่มีอะไรเลยภายในสิ่งตีพิมพ์ที่จะนำทางการสำรวจของพวกเขา ข้อเขียนเกี่ยวกับธุรกิจครอบครับจะมีน้อยมาก และโมเดลทางแนวคิดของระบบธุรกิจครอบครัวจะเป็นกรอบข่ายวงกลมสองวงเท่านั้น การแสดงให้เห็นครอบครัวและธุรกิจเป็นวงกลมสองวงทับซ้อนกัน
โมเดลวงกลมสองวงจะรับรู้อิทธิพลของครอบครัวและธุรกิจระหว่างกัน
วงกลมสองวงไม่เพียงพอที่จะเข้าใจการเกี่ยวพันกันและความตึงเครียดที่พวกเขาได้มองเห็นภายในระบบธุรกิจครอบครัวที่ศึกษาอยู่ ตั้งแต่ธุรกิจการค้าปลีกที่เป็นเจ้าของและบริหารโดยผู้ก่อตั้งสามีและภรรยาไปจนถึงอาณาจักรการผลิตรุ่นที่เป็นเจ้าของโดยหลานและผู้บริหารที่ไม่เป็นสมาขิกครอบครัวหลายคน
ดัวนั้นพวกเขาได้ทำการค้นคว้ากรอบข่ายที่ดีกว่า ณ วันหนึ่งภายใน ค.ศ 1978 จอห์น เดวิสได้ทบทวนกรณีศึกษา และ รินาโต แทเจอรี่ ได้ดึงปากกาออกมาและเขียนวงกลมสองวงที่จะแสดงครอบครัวและธุรกิจ จอห์น เดวิส ได้กล่าวว่า นั่นจะเป็นหนึ่งของระบบเท่านั้น แต่ภายในระบบนี้พวกเขากำลังต่อสู้ที่จะได้หุ้นภายในบริษัท
บุคคลบางคนของสมาชิกครอบครัวจะเป็นเจ้าของและบุคคลบางคนไม่ได้เป็น และวงกลมสองวงจะอธิบายไม่ได้
รินาโต แทเจอรี่คิดอยู่ชั่วขณะหนึ่ง เขาได้กล่าวว่า นี่จะใช้ได้หรือไม่ เขาได้วาดวงกลมที่สามทับซ้อนกับทั้งสองวงกลมแรก และเรียกวงกลมนี้ว่า ความเป็นเจ้าของ จอห์น เดวิส ได้กล่าวว่า นั่นใช่แล้ว บางคนของบุคคลเหล่านี้จะเป็นเจ้าของ บางคนของพวกเขาจะเป็นสมาชิกครอบครัว บางคนจะเป็นทั้งสองอย่าง และบางคนจะเป็นผู้บริหารภายในบริษัทด้วย
การเพิ่มวงกลมที่สาม ความเป็นเจ้าของ ได้เพิ่มความสนใจมากขึ้นแก่ปัญหาอื่นที่ไม่ได้ถูกรับรู้อย่างชัดเจนจากวงกลมสองวงแรก การสืบทอดจะเป็นการส่งมอบความเป็นผู้นำและความเป็นเจ้าของ สถานการณ์ที่ยุ่งยากบางอย่างอาจจะยุติด้วยการซื้อของเจ้าของ การใช้เงินทุนของธุรกิจครอบครัว บางครั้งจะต้องนำเจ้าของภายนอกเข้ามา การเชื่อมโยงวงกลมครอบครัว ธุรกิจ และความเป็นเจ้าของได้แสดงระบบธุรกิจครอบครัวอย่างชัดเจน
เมื่อ ค.ศ 1970 จอนห์ เดวิส และรีนาโต แทเจอรี่ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้สร้างโมเดลวงกลมสามวงของธุรกิจแบบครอบครัวขึ้นมา เพื่อที่จะแสดงความสัมพันธ์ระหว่างส่วนประกอบสามส่วนของระบบธุรกิจครอบครัว
จอห์น เดวิส จะเป็นผู้บุกเบิกที่ถูกยอมรับทั่วโลกของธุรกิจแบบครอบครัว ความมั่งคั่งของครอบครัว และสำนักงานครอบครัว นับตั้งแต่ ค.ศ 1970 เขาจะเป็นนักวิจัย นักเขียน และนักพูดแนวหน้า
จอห์น เดวิส ได้กล่าวว่า มันได้ถูกออกแบบที่จะช่วยนักวิจัย นักวิชาการ ผู้บริหาร และครอบครัว คิดได้ชัดเนมากขึ้นเกี่ยวกับจุดแข็งและความท้าทายของระบบเหล่านี้ จุดแข็งและความท้าทายเหล่านี้จะมีอยู่เมื่อวงกลมได้ทับซ้อนกัน กรอบข่ายนี้จะใช้ถ้อยคำที่เรียบง่ายอธิบายกลุ่มที่ขึ้นอยู่ระหว่างกันและทับซ้อนกันสามกลุมที่ประกอบขึ้นเป็นระบบธุรกิจครอบครัว : ครอบครัว ธุรกิจ และความเป็นเจ้าของ เนื่องจากผลลัพธ์ของการทับซ้อนนี้ เราจะมีกลุ่มผลประโยชน์เจ็ดกลุ่มเกิดขึ้น แต่ละกลุ่มด้วยมุมมองที่ชอบธรรม เป้าหมาย และการเปลี่ยนแปลงของพวกเขาเอง
จอห์น เดวิส ได้ให้คำนิยามของบริษัทครอบครัวว่า บริษัทครอบครัวจะมีความเป็นเจ้าของที่ถูกควบคุมโดยครอบครัวหนึ่ง และสมาชิกครอบครัวสองคนหรือมากกว่าจะมีอิทธิพลอย่างสำคัญต่อทิศทางและนโยบายของธุรกิจ ผ่านทางตำแหน่งบริหาร สิทธิความเป็นเจ้าของ หรือบทบาทของครอบครัว คำนิยามนี้ไม่สามารถได้มาโดยไม่มีมุมมองของวงกลม
บุคคลภายในระบบธุรกิจครอบครัวจะครอบครองกลุ่มหนึ่งของเจ็ดกลุ่มที่ถูกสร้างเป็นวงกลมทับซ้อนกันสามวงเหล่านี้ เจ้าของ – หุ้นส่วนหรือผู้ถือห้น – และ
เจ้าของเท่านั้นจะนั่งอยู่ภายในวงกลมข้างบน สมาชิกครอบครัวจะครอบครองวงกลมข้างซ้าย และลูกจ้างของบริษัทครอบครัวจะครอบครองวงกลมทางขวา
ถ้าเรามีบทบาทอย่างเดียวของบทบาทเหล่านี้ เราจะอยู่เพียงภายในหนึ่งวงกลม แต่กระนั้นถ้าเรามีบทบาทสองอย่าง เราจะอยู่ภายในกลุ่มที่ทับซ้อนกัน การนั่งอยู่ภายในวงกลมสองวงเวลาเดียวกัน ถ้าเราเป็นสมาชกครอบครัวคนหนึ่งทำงานอยู่ภายในธุรกิจ แตไม่มีส่วนได้เสียความเป็นเจ้าของ เราจะอยู่ภายในกลุ่มล่างตรงกลาง ถ้าเราเป็นสมาชิกของครอบครัวคนหนึ่งทำงานภายในธุรกิจ และเป็นเจ้าของคนหนึ่ง เราจะนั่งอยู่ภายในศูนย์กลางของวงกลมสามวงที่ทับซ้อนกัน
จอห์น เดวิส ได้อธิบายว่า โมเดลจะระบุบุคคลที่สำคัญอยู่ตรงไหนภายในระบบ และคิดถีงเกี่ยวกับบทบาทที่แตกต่างกันที่สมาชิครอบครัวมี : การเป็นเจ้าของครอบครัว หรือการเป็นลูกจ้างครอบครัว พื้นที่ที่ทับซ้อนกันเหล่านี้ภายในโมเดลจะชี้การทับซ้อนของบทบาทและความสับสนทางบทบาทที่อาจจะเกิดขึ้น
แต่ละกลุ่มผลประโยชนเจ็ดกลุ่มจะมีมุมมอง เป้าหมาย ความเป็นห่วง และการเปลี่ยนแปลงของพวกเขาเอง โมเดลได้เตือนเราว่ามุมมองของแต่ละกล่มจะชอบธรรม และสมควรจะถูกเคารพ ไม่มีมุมมองของใครจะชอบธรรมมากกว่ากัน แต่มุมมองที่แตกต่างกันจะต้องถูกผสมผสาน เพื่อจะกำหนดทิศทางในอนาคตแก่ระบบธุรกิจครอบครัว ความสำเร็จระยะยาวของระบบธุรกิจครอบครัวจะขึ้นอยู่กับการทำหน้าที่และการสนับสนุนร่วมกันของแต่ละกลุ่มเหล่านี้
การเพิ่มวงกลมที่สี่ ทำนองเดียวกับการออกแบบรถยนต์สามล้อ หรือการเพิ่ม บางครั้ง แต่การออกแบบคลาสสิคจะคงอยู่ เพราะว่ามันเพียงแต่ไม่สามารถปรับปรุงได้ – ความมุ่งหมายที่กำหนดให้ นักปฏิบัติธุรกิจครอบครัวหลายคนได้พยายามจะปรับปรุงโมเดลสามวงกลม พวกเขาได้เพิ่มวงกลมมากขึ้น และเขียนโมเดลใหม่เป็นวงรีที่ทับซ้อนกัน จอห์น เดวิส ได้กล่าวว่า โมเดลเหล่านี้จะบรรลุความมุ่งหมายของพวกเขา แต่มันมักจะซับซ้อนและไม่มีประสิทธิภาพเท่ากับสิ่งที่โมเดลวงกลมสามวงได้ทำอยู่
เราควรจะพิจารณาวงกลมที่สี่ภายในการกำกับดูแลครอบครัวและการสืบทอด
ข้อเขียนจำนวนมากจะมุ่งเกี่ยวกับสามวงกลม ครอบครัว ธุรกิจ และความเป็นเจ้าของ เมื่อกำหนดโครงสร้างการกำกับดูแลครอบครัว แต่กระนั้นโมเดลสามวงกลมของระบบธุรกิจแบบครัวคของจอห์น เดวิดที่แพร่หลายอยู่จะไมสมบูณ์ทุกอย่าง มันได้ละเลยมิติของการบริหารวิถีชีวิตและความมั่งคั่ง โมเดลของพวกเขาอาจจะถูกต้องโดยทางธุรกิจอย่างแท้จริง แต่จากมุมมองของครอบครัวแล้ว มันจะขาดวงกลมที่สี่
วงกลมที่สี่คือ สำนักงานครอบครัว สิ่งที่จะบริหารวิถีชืวิตและความมั่งคั่งอย่างมืออาชีพ คำอธิบายที่ง่ายคือ โครงสร้างที่เป็นทางการสร้างโดยครอบครัวที่จะบริหารความมั่งคั่งและทุกสิ่งทุกอย่างของครอบครัวที่ไปกับมัน
โดยเฉพาะภายในสถานการณ์ที่ธุรกิจครอบครัวเจริญเติบโตเต็มที่ เช่น รุ่นที่สองหรือสูงขึ้น มันน่าจะเป็นความมั่งคั่งมากขึ้นที่จะถูกบริหารภายนอกธุรกิจครอบครัวแกน ภายในบางกรณี สิ่งนี้จะถูกบริหารโดยสำนักงานครอบครัว
ธุรกิจครอบครัวมีอัตราความล้มเหลวสูง สมาคมธุรกิจขนาดย่อมของอเมริกาได้รายงานว่าธุรกิจใหม่ประมาณ 60% ถึง 80% ล้มเหลวภายในห้าปีแรกของการดำเนินงาน เจ้าของอาจจะเสียชีวิตหรือเกษียณ การขายธุรกิจแก่บุคคลบางคน หรือธุรกิจไม่ทำกำไร ข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งคือ การเริ่มต้นของธุรกิจครอบครัวจำนวนมากล้มเหลว เนื่องจากเจ้าของขาดการควบคุมทางการเงินที่ดี การบริหารที้ผิดพลาด การขาดความเชี่ยวชาญ และการขาดความผูกพัน
การสำรวจชี้ให้เห็นว่าผู้หญิงเป็นเจ้าของมากกว่าเก้าล้านธุรกิจภายในอเมริกา สัดส่วนประมาณ 38% ของธุรกิจทุกอย่าง ผู้หญิงมักจะเผชิญกับเพดานแก้วภายในบริษัท ประตูความก้าวหน้าของบริษัทได้ถูกปิดลง เนื่องจากความลำเอียงทางเพศต่่อผู้หญิง ดังนั้นพวกเธอได้ลาออก และกลายเป็นผู้ประกอบการ การเป็นผู้ประกอบการได้ให้โอกาสแก่ผู้หญิงต่อสู้ด้วยตัวเธอเอง
เรามักจะมีความเชื่อว่าผู้ประกอบการเป็นโดยกำเนิดจากพันธุกรรม การวิจัยยืนยันว่าไม่เป็นความจริง บุคคลทุกคนมีศักยภาพเป็นผู้ประกอบการได้ แต่ผู้ประกอบการมีคุณลักษณะทางบุคลิกภาพบางอย่างร่วมกันอยู่ อายุที่กระตือรือร้นมากที่สุดของผู้ประกอบกานอยู่ระหว่าง 25 ถึง 34 ปี ผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องร่ำรวย เช่น ฮิวเลตต์-แพคการ์ด บริษัทอีเล็คโทรนิคระดับโลก ได้เริ่มต้นขึ้นมาภายในโรงเก็บรถยนต์ ของนักศึกษามหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดสองคน พวกเขามีเงินทุนไม่กี่ร้อยเหรียญ และคำสั่งซื้ออุปกรณ์เสียงจากบริษัทวอลท์ ดีสนี่ย์เท่านั้น ผู้ประกอบการมองว่าเงินไม่ใช่เป็นเหตุผลพื้นฐานของการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ ผู้ประกอบการบางคนเตือนว่า การมุ่งเงินอาจจะไขว้เขวได้ เท็ด เทิรนเนอร์ ผู้ก่อตั้งซีเอ็นเอ็น ได้กล่าวว่า ถ้าเราคิดว่าเงินเป็นเงื่อนไขที่สำคัญแล้ว เราอาจจะกลัวเกินไปกับการสูญเงินที่จะได้เงิน เด็บบี้ ฟิลด์ ผู้ก่อตั้งมิสซิส ฟิลด์ คุกกี้ กล่าวว่า ถ้าเราจะแสวงหาเงิน เราจะไม่ได้เงิน ผู้ประกอบการหลายคนได้หลีกเลี่ยงการกล่าวขวัญและไม่ดึงดูดความสนใจจากประชาชน ที่จริงแล้วผู้ประกอบการบางคนอาจจะชอบความโด่งดัง เราจะรู้จักชื่อของผู้ประกอบการที่โด่งดังไม่กี่คน เช่น บิลล์ เกตต์ ของไมโครซอฟท์ ไมเคิล เดลล์ ของเดลล์ คอมพิวเตอร์ หรือสตีฟ จ้อป ของแอปเปิ้ล คอมพิวเตอร์เท่านั้น

171474 171475

อี-มิธ จะเป็นความเชื่อที่ผิดของผู้ประกอบการ อี-มิธจะอธิบายสภาวะ 99.9% ของบุคคลทุกคนที่เข้ามาภายในธุรกิจเพื่อตัวพวกเขาเอง แทนที่จะเป็นผู้ประกอบการ พวกเขาได้ทำสิ่งที่เรียกว่าผู้ชำนาญเฉพาะด้านเจ็บปวดจากการยึดโอกาสของการเป็นผู้ประกอบการ โดยสรุปพวกเขาได้สร้างงานเพื่อตัวพวกเขาเอง พวกเขาจ้างตัวเองไม่ใช่เป็นเจ้าของธุรกิจ พวกเขามีงานทำ ตลอดทุกกรณีเราจะระบุเป็นบริษัทของบุคคลหนึ่งคน ความเป็นจริงของบริษัทเล็กส่วนใหญ่ เมื่อเราได้บริษัทของบุคคลหนึ่งคน เราหมายความว่าบริษัทจะไม่ทำงาน ถ้าเจ้าของไม่ได้อยู่ที่นี่ บริษัทขึ้นอยู่กับเจ้าของเพื่อการดำรงขีวิต หนังสือ The E-Myth Revisited ของไมเคิล เกอร์เบอร์ ได้ถูกอนุญาติแปลเป็น 26 ภาษา และพิมพ์เป็นครั้งที่สิบ ยอดขายมากกว่าสามล้านเล่ม และเป็นหนังสือธุรกิจขายดีที่สุดเล่มหนึ่ง เราจะมีความกระหายของเจ้าของธุรกิจและผู้นำต่อมุมมองของไมเคิล เกอร์เบอร์ ที่จะสร้างและบริหารธุรกิจให้บรรลุความสำเร็จอย่างไร เมื่อ ค.ศ 1986 จากการร้องขอของสำนักพิมพ์ฮาร์เปอร์ บิสซิเนส บุ้ค ไมเคิล
เกอรเบอร์ ได้เขียน The E-Myth เมื่อ ค.ศ 1994 ภายหลังจากการพิมพ์สองเล่มอื่นไปแล้ว เขาได้เขียน The E-Myth Revisited นับแต่นั้นมาหนังสือได้กลายเป็นคลาสสิคที่แตกต่างจากหนังสือธุรกิจส่วนใหญ่
ไมเคิล เกอร์เบอร์ จะเป็นเสาของการพัฒนาและการให้ปรึกษาธุรกิจย้อนหลังไปไกลถึง ค.ศ 1970 และการหยั่งรู้ของเขาต่อระบบ สตาร์ทอัพ และการขยายขนาดธุรกิจให้เป็นวิสาหกิจ จะเป็นจุดสำคัญของหนังสือ
ตามมุมมองของไมเคิล เกอร์เบอร์ เราจะมีบุคลกภาพที่แตกต่างกันสามอย่าง
ภายในเรา : ผู้ประกอบการ ผู้บริหาร และผู้ชำนาญเฉพาะด้าน
ธุรกิจหลายอย่างได้ถูกเริ่มต้นด้วยความคิดอย่างหนึ่งภายในใจ ผมสามารถทำสิ่งนี้ได้ดีกว่าพวกเขา ไม่มีอะไรที่ไม่ถูกต้องโดยธรรมชาติต่อความคิดนี้
แต่บ่อยครั้งเหลือเกินมันจะนำไปสู่ต่อธุรกิจใหม่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับบุคคลที่ได้สร้างม้น พวกเขาจมอยู่ภายในงานและทำงาน เพราะว่าพวกเขารู้ว่าจะมันให้ดีกว่าได้อย่างไร โดยไม่คิดถึงเกี่ยวกับภาพใหญ่ ผู้ชำนาญเฉพาะด้านกำลังเดินหน้าเต็มที่ ในขณะที่ผู้บริหารและผู้บริหารยากที่จะมีโอกาสหายใจ
“ถ้าธุรกิจของเราขึ้นอยู่กับเรา เราไม่ได้เป็นเจ้าของธุรกิจ – เราจะมีงานอย่างหนึ่ง และมันจะเป็นงานที่เลวร้ายทีสุดภายในโลก เพราะว่าเรากำลังทำอย่างบ้าคลั่ง”
เมื่อเริ่มต้นด้วยธุรกิจขนาดย่อม เราน่าจะมีบุคคลไม่เพียงที่จะมอบหมายการดำเนินธุรกิจประจำวัน แต่เราไม่ควรจะมุ่งหมายทำสิ่งนั้นอยู่เสมอ การดำเนินธุรกิจหมายความว่าเราไม่ได้ในธุรกิจ เรากำลังทำงานบนธุรกิจ
ไม่เพียงแต่จะสร้างเนื้อหาของงาน การทำตุ๊กตาหรือทำขนมพาย เรากำลังกำหนดโครงสร้างที่สามารถถูกใช้ได้ไม่ว่าใครก็ตามกำลังอย๋ ณ ขั้นตอนอะไรก็ตามของธุรกิจ เราจะไม่เพียงแต่กำจัดนายเก่าของเรา เรากำลังกลายเป็นาย
ด้วยการสร้างแก่บุคคลอื่น เราไม่ได้สร้างธุรกิจที่จะมีงาน งานของเราคือการสร้างธุรกิจ
วิถีทางเดียวที่จะสร้างธุรกิจที่บรรลุความสำเร็จคือ เราจะต้องมีโครงสร้างธุรกิจที่สามารถทำซ้ำและไว้วางใจได้ วิถีทางที่จะทำสิ่งนั้นได้คือ การสร้างระบบเพื่อทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำ ไมเคิล เกอรเบอร์ ได้อ้างถึงแมคโดนัลด์ที่เรียกตัวเอง “ธุรกิจขนาดย่อมที่บรรลุความสำเร็จมากที่สุดภายในโลก” ผลิตภัณฑ์ที่แมคโดนัลด์ขายไม่ใช่แฮมเบอร์เกอร์และเฟรนฟรายส์ แต่จะป็นวิถีทางเฉพาะที่พวกเขาได้พัฒนาเพื่อการดำเนินงานร้านอาหาร เนื่องจากแมคโดนัลด์มีระบบที่ได้พิสูจน์สร้างผลลัพธ์อย่างถูกต้องที่ทำนายได้ ร้านแมคโดนัลด์สามารถถูกดำเนินงานได้โดยเด็กวัยรุ่นที่ไม่มีประสบการณ์การทำงาน
ในที่สุดไม่ว่าเราต้องการขายธุรกิจของเราหรือไม่ การให้แฟรนไชส์ธุกิจ หรือเพียงแต่รักษาการขยายตัว เราไม่ควรจะมองผลิตภัณฑ์ของเราเป็นการส่งออกที่มีคุณค่าที่สุด ธุรกิจของเราคือผลิตภัณฑ์ของเรา แมคโดนัลด์ไม่ได้บรรลุความสำเร็จเนื่องจากพวกเขาขายแฮมเบอร์เกอร์ มันเป็นเพราะว่าธุรกิจได้ถูกสร้างทำเป็นโมเดลบนราคาถูก ความสะดวก และคุณภาพดีสม่ำเสมอ พวกเขาได้พิสูจน์สิ่งนี้ตลอดทุกด้านของธุรกิจของพวกเขาตั้งแต่การกำหนดราคา เวลารอคอย ไปจนถึงทำเลที่ตั้งที่พวกเขาเลือก ลูกค้าซื้อผลิตภัณฑ์ของเรา แต่พวกเขาขายธุรกิจของเรา
ภายในหนังสือเล่มใหม่สุดของไมเคิล เกอร์เบอร์ แนวคิดที่มีประโยชน์มากที่สุดคือ บริษัทควรจะถูกสร้างตั้งแต่การเริ่มต้นที่จะขาย ความสามารถขยายขนาดจะเป็นเป้าหมาย และเราไม่มีวิถึทางที่จะรักษารายได้ให้ยั่งยืนได้ เมื่อเราเตรียมพร้อมจะไม่ทำงานทุกวัน ไม่ว่าเราจะวางแผนการขายบริษัทหรือไม่ เราจะต้องสร้างมันด้วยความคิดนี้ภายในใจ : เราต้องทำให้บริษัทยั่งยืนด้วยตัวเอง
บริษัทที่ยั่งยืนด้วยตัวเองเท่านั้นจะถูกซื้อ จุดสำคัญที่สำคัญอย่างหนึ่ง
คือ แนวคิดของการให้แฟรนไชส์และความสม่ำเสมอ เราจะดูที่แมคโดนัลด์ บริษัทจะมีอัตราการเข้าออกจากงานสูง และบุุคคลส่วนใหญ่ของบริษัทจะมีอายุโรงเรียนมัธยม แต่แมคโดนัลด์บริการลูกค้าหลายล้านคนได้อย่างไร ความลับของแมคโดนัลด์คืออะไร บิคแมคคือ บิคแมค ไม่ว่าเราจะกินบิคแมคภายในซานฟรานซิสโกหรือดูไบ รสชาติของบิคแมคจะเหมือนกัน ความอัศจรรย์คือ ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนภายในโลก เราจะไม่ผิดหวังกับการเลือกแมคโดนัลด์
ร้านอาหารของพวกเขาทั่วโลกจะมีการบริการ การฝึกอบรม และความสำเร็จเหมือนกัน ร้านอาหารแต่ละแห่งจะมีการดำเนินงานอิสระจากกัน เรย์ ครอค ไม่ได้มุ่งที่ทักษะการพลิกแฮมเบอร์เกอร์ของเขาเมื่อสร้างแมคโดนัลด์
เรากำลังอยู่ภายในท่ามกลางของการปฏิรูปที่จะเปลี่ยนแปลงธุรกิจตลอดไป มันจะถูกเรียกว่าการปฏิรูปแบบพร้อมสรรพ เนื่องจากธุรกิจมากขึ้นทุกทีกำลังสร้าง ดังนั้นมันสามารถใช้หลักการให้กุญแจธุรกิจของพวกเขาแก่ใครก็ตาม และบุคคลนั้นสามารถจะดำเนินธุรกิจได้บรรลุความสำเร็จ ธุรกิจภายในการปฏิรูปแบบพร้อมสรรพจะสร้างโมเดลที่ใช้การได้อย่างสมบูรณ์ การจัดหาผลิตภัณฑ์ที่คาดหมายได้แก่ลูกค้าด้วยการซื้อทุกครั้ง และสามารถทำซ้ำโดยไม่มีการปรากฏอยู่ของเจ้าของ ด้วยคำพูดอีกอย่างหนึ่ง มันจะเป็นการให้แฟรนไชส์
เพื่อการทำให้ธุกิจของเราเป็นธุรกิจแบบพร้อมสรรพ เราจะมีแฟรนไชส์รูปแบบธุรกิจ โมเดลที่เราจะให้แก่ผู้รับแฟรนไชส์ บุคคลที่จะดำเนินแฟรนไชส์ของเรา แฟรนไชส์จะประกอบด้วยกระบวนการ องค์การ และระบบของธุรกิจของเรา อัตราความสำเร็จของแฟรนไช์จะน่าประหลาดใจ ในขณะที่ 80% ของธุรกิจขนาดย่อมล้มเหลวภายในห้าปีแรก 75% ของธุรกิจแฟรนไชส์บรรลุความสำเร็จ การปฏิรูปแบบพร้อมสรรพบรรลุความสำเร็จมาก เพราะว่ามันจะมุ่งที่การสร้างธุรกิจที่ใครก็ตามต้องการจะซื้อได้

1977713 1977718 1977720

ตัวอย่างเช่น ถ้าบุคคลบางคนต้องการซื้อธุรกิจของเรา คำถามแรกของพวกเขาน่าจะเป็น มันจะบรรลุความสำเร็จหรือไม่ ถ้าระบบธุรกิจของเราได้ถูกออกแบบที่จะใช้ด้วยวิถีทางที่มีประสิทธิภาพและเรียบง่ายที่สุด ใครก็ตามสามารถดำเนินธุรกิจได้ ดังนั้นมันจะมีความดึงดูดที่จะซื้อ ภายในการปฏิรูปแบบพร้อมสรรพ เราไม่ได้เพียงแต่ขายผลิตภัณฑ์ เราสร้างลูกค้า เรากำลังจะขายธุรกิจทั้งหมด รวมทั้งกระบวนการและระบบของมันแก่ผู้รับแฟรนไชส์
เรย์ ครอค ได้เริ่มต้นการปฏิรูปแบบพร้อมสรรพเมื่อ ค.ศ 1952 เมื่อเขาได้กลายเป็นลุ่มหลงกับการสร้างร้านแฮมเบอร์เกอร์ที่สามารถทำแฮมเบอร์เกอร์ที่ทำซ้ำได้อย่างแน่นอนแก่ลูกค้า เมื่อเรย์ ครอค ได้ซื้อแฟรนไชส์ครั้งแรกของเขาจากสองพี่น้องแมคโดนัลด์ เขาไม่ได้มีความมุ่งหมายของการอยู่ภายในธุรกิจแฮมเบอร์เกอร์ เขารู้ว่าเขาอยู่ภายในธุรกิจการให้แฟรนไชส์ แฮมเบอร์เกอร์จะเป็นเพียงแต่วิถีทางไปสู่เป้าหมาย ทุกย่างก้าวเรย์ ครอค ได้ใช้ความพยายามที่จะสร้างโมเดลที่ดีกว่า เพื่อที่เขาสามารถขายแฟรนไชสได้มากขึ้น การนำไปสู่ความสำเร็จอย่างมากมายเหนือกว่าที่สองพี่น้องแมคโดนัลด์มุ่งที่แฮมเบอร์
เกอร์ที่เคยบรรลุความสำเร็จ เรย์ ครอค ได้ทำให้แฮมเบอร์เกอร์กลายเป็นสัญลักษณ์ความโดดเด่นทางวัฒนธรรมอเมริกัน
การมีระบบที่ถูกต้องจะสำคัญต่อความสำเร็จ ไมเคล เกอร์เบอร์ ได้กล่าวถึง
ความสำเร็จของเเฟรนไชส์ของแมคโดนัลด์ มันน่าประหลาดใจที่รสชาติแฮมเบอร์เกอร์ของแมคโดนัลดเหมือนกันทุกที่ภายในโลก เราสามารถเดินเข้าไปภายในร้านอาหารของแมคโดนัลด์ภายในอเมริกา ฮังการรี หรือเวียตนาม และคาดหวังที่จะเพลินใจกับรสชาติที่คุ้นเคย เมื่อเราได้เคี้ยวแฮมเบอร์เกอร์ของเรา
มันไม่ใช่ความบังเอิญที่แมคโดนัลด์สามารถบรรลุระดับที่น่าประหลาดใจของความสม่ำเสมอและความไว้วางใจได้นี้ แมคโดนัลด์จะมีระบบเพื่อการทำแผ่นแฮมเบอร์เกอร์ เพื่อการใส่ซ้อสมะเขือเทศกับแฮมเบอร์เกอร์ เพื่อการฝึกอบรมบุคคลของพวกเขา แม้แม้แต่การทักทายลูกค้า มันจะเป็นระบบที่พยายามและทดสอบทำให้แมโดนัลด์สามารถบริการลูกค้าห้าสิบแปดล้านคนต่อวัน
บุคคลที่สร้างร้านอาหารแฟรนไชส์ใหญ่ที่สดภายในโลกไม่ได้ชื่อแมคโดนัลด์
เรย์ ครอค ปฏิรูปร้านแฮมเบอร์เกอร์รายเล็กให้เป็นยักษ์ใหญ่ฟาสท์ฟูดของโลก ืได้กลายเป็นชื่อของครอบครัวแล้วต่อแฟนของบิคแมคจำนวนมาก
The Founder – ภาพยนตร์ชีวประวัติของแมคโดนัลด์ ได้เล่าเรื่องราวเบื้องหลังต้นกำเนิดของแมคโดนัลด์ และเรย์ ครอค ได้เขียนใหม่ประวัติอย่างไรที่เรียกตัวเขาเองผู้ก่อตั้งบริษัท ภายใน The Founder ไมเคิล คีตัน นักแสดง จะแสดงเป็นเรย์ ครอค พนักงานขายที่เดินทางต่อสู้ดิ้นรนขายเครื่องผสมนม กลายเป็นนักวางแผนเบื้องหลังการขยายตัวของร้านอาหารแมคโดนัลด์เมื่อ ค.ศ 1954 ภายหลังจากได้พบร้านแฮมเบอร์เกอร์ที่สร้างสรรค์ของสองพี่น้องแมคโดนัลด์
เมื่อ ค.ศ 1940 พี่น้องแมคโดนัลด์ต้นกำเนิด ริชาร์ด และมอริซ – รู้จักกันเป็นดิคและแมค ได้เปิดร้านแฮมเบอร์เกอร์ไดรว์ อิน : ร้านอาหารที่ลูกค้าขับรถยนต์เข้ามาสั่งอาหาร และกินอาหารภายในรถยนต์ ใกล้พาซาดินา แคลิฟอร์เนีย แต่กระนั้นเมื่อ ค.ศ 1948 พวกเขาได้รับรู้ว่าร้านอาหารของพวกเขาจะทำกำไรมากขึ้น ถ้าพวกเขาได้เพิ่มประสิทธิภาพโดยการปรับปรุงรายการอาหารให้น้อยลง และการเตรียมอาหารล่วงหน้าช่วงเวลาเร่งด่วน การเปลี่ยนแปลงที่สร้างสรรค์อย่างหนึ่งคือ การใช้ตะเกียงร้อนกำลังสูงที่จะรักษาเฟรนฟรายส์ให้อุ่น เทคนิคอย่างหนึ่งที่ดิคได้บอกแก่ไทม์ แมกกาซีน ว่าพวกเขาจะเป็นรายแรกภายในอุตสาหกรรมที่ใช้ แมคโดนัลด์ต้นกำเนิดจะมุ่งที่แฮมเบอร์เกอร์ เฟรน
ฟรายส์ และมิวค์เชค การขายมันราคาครึ่งหนึ่งของร้านอาหารคู่แข่งขัน พวกเขาได้เปลี่ยนแปลงวิถีทางที่ร้านแฮมเบอร์เกอร์ดำเนินงานอยู่ แทนที่จะขึ้นอยู่กับพนักงานบริการ สองพี่น้องแมคโดนัลด์ ได้ติดตั้งเคาน์เตอร์บริการตัวเอง แทนที่จะทำอาหารตามคำสั่งซี้อ พวกเขาได้ตระเตรียมแฮมเบอร์เกอร์ของพวกเขาล่วงหน้า และการรักษาอาหารให้อุ่นภายใต้ตะเกียงร้อนกำลังสูง การแนะนำ “Speedee Service System” ของพวกเขาเมื่อ ค.ศ 1948 ได้สร้างหลักการของร้านอาหารฟาสต์ฟูดสมัยใหม่ ผู้อ่านอาจจะรับรู้สิ่งเหล่านี้เป็นการออกแบบพื้นฐานของร้านอาหารฟาสต์ฟูดสมัยใหม่ แต่ ณ เวลานั้นมันได้สร้างข้อได้เปรียบอย่างมากของแมคโดนัลด์ต่อคู่แข่งขันสมัยเดิม
ตรงกันข้ามกับเรื่องราวของ The Founder ที่แสดงว่าเรย์ ครอค ได้ให้ความคิดแฟรนไชส์แก่สองพี่น้อง ดิคและแมค ได้ให้แฟรนไชส์ร้านอาหารหกแห่งก่อนที่พวกเขาจะพบเรย์ ครอค เรย์ ครอค ที่ได้จัดหาเครื่องผสมนมที่ใช้ภายในร้านอาหารของพวกเขา ได้ประหลาดใจเมื่อพวกเขาได้สั่งซื้อเครื่องผสมนมแปดเครื่องแก่ร้านอาหารแห่งเดียว ดังนั้นเขาได้เดินทางไปแคลิฟอร์เนียที่จะค้นหาว่าธุรกิจอะไรที่ใช้เครื่องผสมนมมากเหลือเกิน เมื่อผมได้มาถึงที่นี่ ผมได้มองเห็นบุคคลจำนวนมากเข้าแถวรอคอยมากกว่าที่ผมเคยเห็นมาที่ร้านอาหารไดรว์ อิน ที่ไหนก็ตาม เรย์ ครอค ได้พบกับสองพี่น้อง พวกเขาได้นำเรย์ ครอค ชมห้องครัว และเรย์ ครอค ได้สังเกตุเห็นจริยธรรมการทำงานที่เข้มแข็งของบุคคล ดิคได้อธิบายอาหารคุณภาพสูง และการบริการที่รวดเร็วมาก จะเป็นกระดูกสันหลังของร้านอาหารของพวกเขา เรย์ ครอคได้นำสองพี่น้องไปทานอาหารเย็น เขาได้ชักจูงสองพี่น้องคิดใหญ่ที่จะแพร่กระจายธุรกิจของพวกเขาไปทั่วประเทศ การนำเรย์ ครอคไปสู่การกลายเป็นผู้แทนแฟรนไชส์ของพวกเขา สองพี่น้องแมคโดนัลด์จะยอมให้เรย์ ครอค บริหารแฟรนไชส์บนเงื่อนไขที่เขาตกลงจะทำสัญญากำหนดว่าการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างจะต้องได้รับการเห็นชอบจากสองพี่น้อง
เริ่มแรกเรย์ ครอค ได้เริ่มต้นสร้างร้านอาหารแมคโดนัลด์ภายในเดส เพลนส์
ความสนใจที่จะได้อาคารกระเบื้องสีแดงและสีขาวด้วยเส้นโค้งสีทองออกแบบโดยสถาปนิค สแตนลีย์ เมสตัน เมื่อ ค.ศ 1953 ยอดขายวันแรกจะเป็น 366.12 เหรียญ เมื่อ ค.ศ 1956 เรย์ ครอค และแฮร์รี่ย์ ซอนเน็นบอร์น ได้พัฒนาโมเดลการเงินที่แมคโดนัลด์จะเป็นเจ้าของที่ดินที่ผู้รับแฟรนไชส์สร้างร้านอาหารของพวกเขา โมเดลนี้ได้ต่อเนื่องจนถึงวันนี้ และมักจะถูกมองเป็นการตัดสินใจทางการเงินสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่บริษัทได้เคยกระทำ เมื่อ ค.ศ 1959 เรย์ ครอค ได้เสนอชื่อ แฮร์รี่ย์ ซอนเน็นบอร์น เป็นซีอีโอคนแรกของแมคโด
นัลด์
เมื่อ ค.ศ 1961 เรย์ ครอค ได้ซื้อสิทธิจากสองพี่น้องแมคโดนัลด์ 2.7 ล้านเหรียญ – เทียบเท่าประมาณ 22.3 ล้านเหรียญเมื่อ ค.ศ 2019 สองพี่น้องได้รักษาร้านอาหารต้นกำเนิดของพวกเขาไว้ และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “บิกเอ็ม”
และเรย์ ครอค ได้เปิดมหาวิทยาลัยแฮมเบอร์เกอร์ภายในใต้ถุนของร้านอาหารแมคโดนัลด์ เอลค์ โกรฟ วิลเลจ เมื่อ ค.ศ 1962 แมคโดนัลด์ ได้เปิดตัวโลโก้ที่รับรู้กันมากที่สุดสองอย่าง เส้นโค้งสีทองและโรนัลด์ แมคโดนัลด์
เรย์ ครอค ได้พยายามดึงดูดนักลงทุนเปิดร้านอาหารแฟรนไชส์
วิสัยทัศน์ของเขาคือ การสร้างร้านอาหารแมคโดนัลด์ 1,000 แห่งภายในอเมริกา

Cr : รศ สมยศ นาวีการ

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *