ปัจจัยที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจจีน หลังการเปลี่ยนแปลงนโยบายในปลายทศวรรษ 1970

ปัจจัยที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจจีน หลังการเปลี่ยนแปลงนโยบายในปลายทศวรรษ 1970
เหมาเจ๋อตงเสียชีวิตในเดือนกันยายน ค.ศ. 1976 ในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน แก๊งค์สี่คนก็ถูกโค่น ในช่วงเวลาสองปีนับจากปลายปี 1976 ถึง 1978 เป็นช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนผ่าน จากระบบเศรษฐกิจที่มีการวางแผนโดยส่วนกลาง มาสู่ระบบเศรษฐกิจตลาด ผู้นำรัฐบาลจีนในสมัยนั้น มีการถกเถียงกันในแนวความคิดด้านนโยบายการบริหารประเทศโดยเฉพาะนโยบายเศรษฐกิจ แม้ในระหว่างนั้น เศรษฐกิจจีนเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่การปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการ ถือกันว่า เริ่มตั้งแต่ปลายปี 1978 หลังจากการประชุมใหญ่ของคณะกรรมการกลางเต็มคณะของพรรคคอมมิวนิสต์ ครั้งที่สาม ในสมัยสมัชชาที่ 11 ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ที่นโยบายการปฏิรูปฯได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการ
ตั้งแต่ปีค.ศ. 1980 เป็นต้นมา ประเทศจีนซึ่งเดิมมีฐานะทางเศรษฐกิจยากจนล้าหลังได้เจริญเติบโตขึ้นมาก มีอัตราการขยายตัวสูงอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายทศวรรษ จนขึ้นเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจชั้นนำของโลก จากสถิติที่รวบรวมโดยประเทศจีนและองค์การระหว่างประเทศ ขนาดของเศรษฐกิจจีน ที่วัดโดยผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติแซงหน้าอิตาลีในปีค.ศ. 2000 ฝรั่งเศสในปี 2005 อังกฤษมี 2006 เยอรมันปี 2008 และญี่ปุ่นในปี 2010 แม้เศรษฐกิจจีนได้ชะลอตัวลงมากแล้วในทศวรรษที่ผ่านมา แต่คาดกันว่าอีกภายใน 10 ปีข้างหน้า จะแซงหน้าสหรัฐอเมริกา ขึ้นมาเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลก (แต่ถ้าวัดโดยอำนาจซื้อ รายได้ประชาชาติ ที่สะท้อนอำนาจซื้อของเงิน ประเทศจีนมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกตั้งแต่ปี ค.ศ. 2015 เป็นต้นมาแล้ว )
ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนจีน ดีขึ้นมากหลังการปฏิรูป ในปีค.ศ. 1978 รายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปีของจีนมีเพียง 156 เหรียญอเมริกัน น้อยกว่าประเทศในทวีปแอฟริกาหลายประเทศ ในปี 2023 จีนมีรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปีประมาณ 12500 เหรียญ ในปัจจุบัน จีนเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง คาดว่าภายในไม่กี่ปีข้างหน้า จีนจะก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง ขึ้นมาเป็นประเทศที่มีรายได้ระดับสูงได้

จะเห็นได้ว่า เศรษฐกิจจีนมีการเจริญเติบโตขึ้นมาก หลังการเปลี่ยนแปลงนโยบายสู่การปฏิรูป ปัจจัยที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาเศรษฐกิจจีนหลังการปฏิรูปมีหลายประการ สรุปได้ดังนี้คือ
ก. การเปลี่ยนแปลงแนวคิดในการพัฒนาประเทศ
ข. นโยบายเศรษฐกิจที่ใช้กลไกตลาดเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อน
ค. การเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิตที่เสรีมากขึ้น
ง. การขยายตัวของการค้าต่างประเทศ
จ. การลงทุนที่เพิ่มสูงขึ้นมาก
ฉ. การพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและกำลังคน
ช. การขยายตัวของตลาดในประเทศ
ซ. การปรับเปลี่ยนนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน
รายละเอียดในแต่ละหัวข้อ เป็นดังนี้
ก. การเปลี่ยนแปลงแนวความคิดในการพัฒนาประเทศ
ก่อนการปฏิรูป การบริหารประเทศจีน ใช้แนวคิดการต่อสู้ทางชนชั้นเป็นหลัก(以阶级斗争为纲) แต่หลังจากมีนโยบายการปฏิรูปทางเศรษฐกิจ ได้เปลี่ยนแนวคิดเป็น“การพัฒนาเศรษฐกิจเป็นแกนกลาง”(以经济建设为中心) แต่ในช่วงแรก ในสมัยที่ฮั่วกั๋วฟง(华国锋)เป็นผู้นำสูงสุดในรัฐบาล รัฐบาลจีนยังยึดถือแนวคิด“ สองบรรดา”(两个凡是) คือ บรรดานโยบายที่กำหนดโดยประธานเหมา เราจะสนับสนุนอย่างแข็งขัน บรรดาความคิดของเหมา เราจะนำไปใช้ปฏิบัติอย่างจริงจัง ต่อมา เกิดแนวคิด “สัจจะพิสูจน์ได้โดยการปฏิบัติ (ที่ได้ผลดี)เท่านั้น(实践是检验真理的标准)คือนโยบายต้องได้รับการตรวจสอบจาการปฎิบัติ(ว่าถูกหรือผิด ดีหรือไม่ดี) แนวคิดที่ขัดแย้งกันทั้งสองนี้ มีการถกเถียงกันในวงกว้างนานแรมปี ในที่สุด แนวคิดแสวงสัจจะจากการปฎิบัติ ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากการประชุมของกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ และใช้เป็นแนวทางชี้นำการกำหนดนโยบายการปฏิรูปประเทศในเวลาต่อมา
แม้กระนั้นก็ตาม ในช่วงหลายปีแรกของการปฏิรูป ยังมีข้าราชการบางส่วนที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะการเปิดประเทศค้าขายและลงทุนกับต่างประเทศ ข้าราชการและประชาชนได้รับการปลูกฝังความคิดว่า สังคมนิยมเป็นระบบเศรษฐกิจที่ดี ส่วนทุนนิยมระบบตลาดนั้นเป็นเศรษฐกิจที่มีการขูดรีดโดยกลุ่มนายทุน และมีความเหลื่อมลํ้าทางรายได้ระหว่างประชาชนมาก แต่ด้วยความมุ่งมั่นของผู้นำการปฏิรูป และการสนับสนุนของประชาชนที่เห็นด้วยกับนโยบายของรัฐ นโยบายต่างๆ จึงดำเนินต่อไปได้

คำพูดของเติ้งเสี่ยวผิง(邓小平)ผู้นำคนสำคัญในการปฏิรูปที่กล่าวขวัญกันมากคือ“ ไม่ว่าแมวขาวแมวดำ จับหนูได้ก็เป็นแมวที่ดี”(不管黑猫白猫,能抓老鼠就是好猫) และ“ข้ามแม่น้ำโดยการคลำก้อนหินใต้นํ้า(เพื่อดูว่ามีความลึกเพียงใด)(摸着石头过河) คำพูดนี้เล็งผลการปฏิบัติ โดยไม่ยึดมั่นในทฤษฎีอย่างตายตัว ถือว่าเป็นแนวคิดสำคัญในการกำหนดนโยบายปฏิรูปและการเปิดประเทศทางเศรษฐกิจ ในช่วงต้นของการเปลี่ยนแปลงนโยบาย เติ้งและผู้นำจีนบางคนได้ออกไปเยี่ยมเยียนประเทศต่างๆ เช่น ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และไทย ได้เห็นประโยชน์ของการค้าการลงทุนต่างประเทศต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้ นอกจากนั้น รัฐบาลจีนได้ส่งคณะผู้แทนออกไปดูงานในประเทศตะวันตกหลายประเทศ ทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกา พบว่า ประเทศจีนเมื่อเทียบกับประเทศตะวันตกแล้วล้าหลังกว่ามาก การถ่ายทอดทางทีวีของการเยือนต่างประเทศ ทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งตระหนักว่า ความคิดที่รับการปลูกฝังมานานว่า ระบบทุนนิยมมีเศรษฐกิจที่ไม่ดี คนงานถูกกดขี่ขูดรีดนั้นไม่เป็นความจริง โรงงานในประเทศทุนนิยมต่างๆ มีความทันสมัย มีเทคโนโลยีสูงกว่าจีนมาก และคนงานก็มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ต่อมา รัฐบาลจีนมีการจัดประชุมรับฟังรายงานความคิดเห็นที่ได้จากการดูงานเพื่อปรับปรุงนโยบายการปฏิรูป
ในปีค.ศ. 1989 เกิดการชุมนุมเรียกร้องเสรีภาพ ประชาธิปไตย ของนักศึกษาประชาชน ประณามการทุจริตคอรัปชั่นของข้าราชการ และแสดงความไม่พอใจที่ข้าวของแพง อันเนื่องมาจากภาวะเงินเฟ้อ ในที่สุดการประท้วงรุนแรงขึ้น จนนำไปสู่การปราบปรามอย่างรุนแรง มีผู้เสียชีวิตหลายคน เหตุการณ์ครั้งนี้ เรียกกันว่าเหตุการณ์เทียนอันเหมิน(天安门事件) หลังจากนั้น จีนก็ประสบกับปัญหาเศรษฐกิจ ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง จากการคว่ำบาตรของประเทศตะวันตก
ในปีค.ศ. 1991 มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในสหภาพโซเวียต และประเทศสังคมนิยมในยุโรปตะวันออก เหตุการณ์นี้สร้างผลกระทบต่อแนวคิดของผู้นำรัฐบาลและประชาชนจีน คนบางส่วน เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจเป็นต้นเหตุทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง จีนควรหันกลับไปใช้ระบบการวางแผนจากส่วนกลางที่สอดคล้องกับระบบการปกครองสังคมนิยม มากกว่าการใช้ระบบเศรษฐกิจตลาด ซึ่งเป็นแนวทางของประเทศในระบบทุนนิยม
การเยือนเศรษฐกิจพิเศษเซินเจิ้น(深圳经济特区)และมณฑลทางใต้ของเติ้งเสี่ยวผิง ในต้นปี 1992 เป็นเหตุการณ์ที่ตอบโต้การต่อต้านความคิดการปฏิรูปอย่างชัดเจน ในระหว่างการเดินทาง เติ้งได้เห็นความเจริญของเขตเศรษฐกิจพิเศษ และเห็นความเป็นอยู่ของประชาชนที่ดีขึ้นมากหลังการปฏิรูป จึงยืนยันอย่างหนักแน่นว่า การปฏิรูปเป็นแนวทางที่ถูกต้องแล้ว ก่อนหน้านี้หนึ่งปี เติ้งไปเยือนมหานครเซียงไฮ้ และแสดงความเห็นว่า แต่ก่อนเซี่ยงไฮ้เคยเป็นศูนย์กลางทางการค้าและการเงิน แต่วันนี้กลับเป็นเมืองล้าหลัง ทั้งๆที่ทำเลที่ตั้งเหมือนเดิม มีคนขยันขันแข็งและสติปัญญาดีเหมือนเดิม ดังนั้น เชี่ยงไฮ้ควรพัฒนาเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ เช่นเดียวกับที่มีการพัฒนามณฑลทางใต้ของประเทศเพื่อสร้างความเจริญทางเศรษฐกิจ
การเยือนเซี่ยงไฮ้ในปี 1991 และเยือนมณฑลทางใต้ของเติ้งเสี่ยวผิงในต้นปี 1992 มีผลสำคัญต่อการปฏิรูปในเวลาต่อมา แม้ขณะนั้นเขาไม่มีตำแหน่งใดๆในรัฐบาล แต่เป็นผู้มีบารมีที่มีคนเคารพนับถือมาก ตลอดเวลาการเดินทาง เติ้งได้กล่าวคำปราศรัย เผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ หลังจากการเดินทางไปทางใต้ของเขาไม่นาน รัฐบาลจีนมีการปรับปรุงนโยบายเศรษฐกิจสู่ทิศทางการปฏิรูปที่ชัดเจนขึ้น โดยกล่าวอ้างความคิดของเติ้งเสี่ยวผิงที่กล่าวว่า ประเทศที่ใช้ระบบเศรษฐกิจทุนนิยม ก็มีการวางแผน และในประเทศสังคมนิยม ก็มีการใช้เศรษฐกิจระบบตลาด การปฏิรูปเศรษฐกิจของจีนนั้น เป็น“ ระบบเศรษฐกิจสังคมนิยมระบบตลาดที่มีลักษณะแบบจีน”(中国式社会市场经济) ซึ่งเหมาะสมกับสภาพของประเทศจีน
ข. นโยบายเศรษฐกิจระบบตลาด
การเปลี่ยนแปลงนโยบายการวางแผนโดยส่วนกลางมาเป็นระบบตลาด มีผลทำให้ผลผลิตในภาคเศรษฐกิจต่างๆ เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การปฏิรูปในภาคการเกษตร ทำให้เกษตรกรทำงานหนักขึ้น การเปลี่ยนแปลงนโยบายในภาคอุตสาหกรรมและบริการ ที่ทำให้เกิดกิจการภาคเอกชนจำนวนมาก ก็เป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เมื่อเกษตรกรขายผลิตผลในตลาดเสรี ได้ มีรายได้มากขึ้น จึงทำงานหนักขึ้นและพยายามปรับปรุงประสิทธิภาพในการทำงาน เมื่อรัฐบาลอนุญาตให้เอกชนประกอบธุรกิจสาขาต่างๆ ก็มีธุรกิจเพิ่มขึ้นจำนวนมาก การแข่งขันทำให้ทุกภาคส่วนต้องปรับปรุงประสิทธิภาพ และปรับปรุงคุณภาพของผลิตผลของตน นโยบายสู่ระบบตลาด จึงเป็นแรงผลักดันสำคัญต่อการขยายตัวในภาคเศรษฐกิจต่างๆ
ค. การเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิตที่เสรีมากขึ้น
ก่อนการปฏิรูป แม้ในภาคการเกษตรจะมีการว่างงานแฝงอยู่มาก แต่เกษตรกรก็ไม่สามารถเคลื่อนย้ายออกจากภาคการเกษตรได้ ในทศวรรษแรกของการปฏิรูป แรงงานภาคการเกษตรในชนบทที่อพยพเข้าเมืองไม่ได้ ต่างก็หันมาประกอบกิจการนอกภาคการเกษตร ทำให้เกิดกิจการอุตสาหกรรมและบริการในชนบทเป็นจำนวนมาก ต่อมา เมื่อระบบสำมะโนครัวคลายความเข้มงวดลง แรงงานชนบทจำนวนมากย้ายถิ่นออกไปทำงานในเมือง ทำให้กิจกรรมภาคอุตสาหกรรมและบริการในเมืองเจริญเติบโตมากขึ้น
ก่อนการปฏิรูป ค่าจ้างแรงงานในทุกพื้นที่ของประเทศมีความเท่าเทียมกัน และด้วยข้อจำกัดของระบบสำมะโนครัว เขตเศรษฐกิจที่ต้องการจ้างแรงงานไม่สามารถจ้างแรงงานที่อยู่ในภูมิภาคอื่นได้ แรงงานที่ไม่มีงานทำต้องอยู่บ้านเกิด ย้ายไปทำงานที่อื่นไม่ได้ ปัจจัยการผลิตอื่น เช่นทุนและทรัพยากรธรรมชาติก็มีลักษณะคล้ายคลึงกัน การลงทุน และการจัดสรรทรัพยากรในภูมิภาคต่างๆ ถูกกำหนดโดยรัฐบาล เขตพื้นที่ ที่มีวัตถุดิบบางอย่างอุดมสมบูรณ์ ก็ไม่สามารถขายวัตถุดิบเหล่านี้ให้เขตที่ขาดวแคลนได้ ธัญญาหารและวัตถุดิบ ตลอดจนสินค้าทุกประเภทในทั่วทุกพื้นที่ของประเทศมีราคาเท่ากันหมด โดยไม่คำนึงถึงปริมาณผลผลิตและความต้องการในแต่ละพื้นที่ ราคาของปัจจัยการผลิตรวมทั้งค่าจ้างแรงงานก็ถูกกดไว้ในระดับต่ำ การใช้ปัจจัยการผลิตจึงไม่มีประสิทธิภาพ คนทำงานการเกษตรขาดแรงจูงใจในการทำงาน นโยบายที่เน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมหนักของรัฐบาล ก็มีส่วนทำให้การจัดสรรทรัพยากรและการผลิตเป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ
หลังการปฏิรูป สภาพการเคลื่อนย้ายวัตถุดิบ แรงงาน และสินค้า สอดคล้องกับกลไกตลาดมากขึ้น ส่งผลให้แต่ละภูมิภาคสามารถผลิตสินค้าและบริการได้เหมาะกับความได้เปรียบของท้องถิ่นตนมากขึ้น การเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิตที่เสรีมากขึ้น จึงเอื้อต่อการปรับปรุงประสิทธิภาพในภูมิภาคต่างๆ
ง. การขยายตัวในการค้าต่างประเทศ
ผลการเปิดประเทศทางเศรษฐกิจ ทำให้จีนสามารถส่งสินค้าไปขายทั่วโลก ด้วยค่าจ้างแรงงานที่ต่ำ จีนจึงสามารถส่งสินค้าที่ใช้แรงงานมากไปขายในตลาดต่างๆทั่วโลก และนำเข้าสินค้าและปัจจัยการผลิตที่ขาดแคลนได้ ส่งผลให้มีการผลิตสินค้าบริการหลากหลายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น การเปิดเสรีทางการค้า ทำให้จีนใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบของตนได้มากขึ้น การส่งออกขยายตัวในอัตราสูง ส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
ในปี ค.ศ.2001 จีนสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก(世界贸易组织) เศรษฐกิจจีนสามารถเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกมากขึ้น การเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก แสดงว่า ประเทศจีนยอมรับกฎระเบียบและกติกาการค้าการลงทุนนานาชาติ นักธุรกิจประเทศต่างๆ จึงยินดีทำการค้าและลงทุนกับจีนมากขึ้น ปริมาณการค้าการลงทุนระหว่างประเทศของจีนเพิ่มขึ้นมาก จนกลายเป็นประเทศที่มูลค่าการส่งออกสูงที่สุดในโลก มีการเกินดุลการค้าอย่างต่อเนื่อง และสะสมทุนทุนสำรองเงินตราต่างประเทศได้เป็นปริมาณมาก
ในที่นี้ จะกล่าวถึงนโยบายของรัฐบาลจีนบางอย่าง หลังจากการปฏิรูปและเปิดประเทศทางเศรษฐกิจ โดยสังเขป โดยบอกเพียงชื่อนโยบายและอธิบายสั้นๆเท่านั้น รายละเอียดเพิ่มเติม อ่านได้จากบทความที่เขียนในบล็อกนี่ก่อนหน้านี้เรื่อง“ ความเจริญและความเสื่อมของเศรษฐกิจจีน: จากอดีตถึงปัจจุบัน” ตอนที่ 11-20
ในการสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก จีนต้องลดภาษีศุลกากรและข้อจำกัดทางการค้าการลงทุนลงมาก การเจรจาเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกของจีนใช้เวลาประมาณ 15 ปี ระหว่างนั้น มีผู้ไม่เห็นด้วยจำนวนมาก เกรงว่าการลดภาษีและข้อจำกัดในการค้าการลงทุน จะมีผลเสียต่อเศรษฐกิจจีน ทำให้อุตสาหกรรมในประเทศต้องได้รับผลกระทบ จนต้องปิดกิจการและเกิดการว่างงานจำนวนมาก บางคนถึงกับกล่าวหา จูหรงจี(朱镕基) ผู้นำการเจรจาว่าเป็นคนขายชาติ ที่จะทำให้ประเทศชาติเกิดความเสียหายมาก แต่ผลปรากฏว่า จีนได้รับประโยชน์จากการเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลกมาก แม้ในระยะสั้น เศรษฐกิจอุตสาหกรรมจีนบางอย่าง อาจได้รับผลกระทบบ้าง แต่การแข่งขันที่สูงขึ้น จากการนำสินค้าเข้าและการลงทุนจากต่างประเทศ ทำให้ธุรกิจในประเทศต้องพยายามปรับตัว เพิ่มประสิทธิภาพของตนเพื่อความอยู่รอด ส่วนธุรกิจที่ไม่มีประสิทธิภาพและไม่สามารถปรับตัวได้ ก็ต้องปิดตัวไป เข้าทำนอง“ อาศัยการเปิดประเทศกระตุ้นการปฏิรูป“(以开放逼改革)
จ. การลงทุนเพิ่มขึ้นในอัตราสูง
เมื่อเศรษฐกิจเติบโต ประชาชนมีความต้องการสินค้าและบริการมากขึ้น ประกอบกับนโยบายรัฐบาล ที่อนุญาตให้เอกชนทำการลงทุนผลิตสินค้าบริการ การลงทุนก็มีมากขึ้น นอกจากการลงทุนในประเทศ ที่เพิ่มขึ้นในอัตราสูงแล้ว การลงทุนจากต่างประเทศที่หลั่งไหลเข้ามามาก ก็กระตุ้นความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจีนได้มากด้วย
จากการเปิดให้ธุรกิจต่างประเทศเข้ามาลงทุน จีนสามารถได้ประโยชน์จากการเป็นประเทศที่ตามหลัง (后来者优势)การรับการลงทุนต่างประเทศ ทำให้จีนใช้ประโยชน์จากเทคโนโลโลยีที่มีการพัฒนาแล้วในต่างประเทศได้ โดยไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการวิจัยพัฒนาเพื่อให้ได้เทคโนโลยีเหล่านั้น การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ต้องใช้เงินทุนและทรัพยากรมาก ทั้งต้องเสี่ยงกับความล้มเหลวอีก นักลงทุนต่างประเทศเมื่อเข้ามาลงทุน ก็ต้องนำเทคโนโลยีเข้ามา ซึ่งเขาก็ยินดีที่จะมาลงทุนในจีน ที่มีตลาดกว้างใหญ่เติบโตเร็ว และมีปัจจัยการผลิตที่เอืัอต่อการลงทุนหลายอย่าง การที่จีนสามารถผลิตสินค้าหลากหลายชนิด และส่งไปขายทั่วทุกมุมโลกนั้น ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นได้จากการลงทุนต่างประเทศ การส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศมีประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจจีนหลายประการ: ช่วยลดช่องว่างระหว่างการออมและการลงทุน ได้มาซึ่งเงินทุนและเงินตราต่างประเทศ และใช้เทคโนยีที่จีนไม่สามารถพัฒนาขึ้นเองได้ ทำให้มีการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ธุรกิจและคนงานจีน ก็ได้ประโยชน์จากการถ่ายทอด เทคโนยีของนักลงทุนต่างชาติด้วย
ตั้งแต่ปีค.ศ. 2000 เป็นต้นมา วิสาหกิจจีนเริ่มออกไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น จนในปัจจุบัน จีน กลายเป็นประเทศผู้ลงทุนรายใหญ่ของโลก จากการเกินดุลการค้าและการหลั่งไหลเข้ามาของเงินทุนอย่างต่อเนื่อง จีนได้สะสมทุนสำรองระหว่างประเทศเป็นปริมาณมาก รัฐบาลจีนจึงมีนโยบาย“เดินออกไปข้างนอก”(走出去) สนับสนุนวิสาหกิจจีนออกไปลงทุนในต่างประเทศ เพื่อแสวงหาตลาด วัตถุดิบและเทคโนโลยี นอกจากการลงทุนโดยตรงแล้ว ยังมีการลงทุนต่างประเทศในรูปแบบอื่น เช่น ซื้อพันธบัตร และสินทรัพย์อื่นๆในต่างประเทศ และผลักดันให้เงินหยวนของจีนมีการซื้อขายแลกเปลี่ยนในตลาดโลก
ฉ. การพัฒนาเทคโนโลยีและกำลังคน
รัฐบาลจีนสมัยต่างๆหลังการปฏิรูป ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีมาก มีนโยบายส่งเสริมการวิจัยพัฒนาและการสร้างนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ด้านการพัฒนากำลังคน ก็มีนโยบายที่ชัดเจน หลังการปฏิวัติวัฒนธรรม รัฐบาลจีนได้รื้อฟื้นระบบสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย โดยไม่มีการจำกัดอายุและความคิดทางการเมืองของผู้สมัคร ทุกคนมีสิทธิ์สมัครสอบ โดยไม่ต้องได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชา ผู้ที่ยังเรียนไม่จบชั้นมัธยมปลาย ก็สมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ การสอบคัดเลือกเป็นไปอย่างเคร่งครัดและยุติธรรม เนื่องจากมีผู้สมัครเข้ามหาวิทยาลัยจำนวนมาก แต่ผู้สอบได้มีจำนวนน้อย ผู้ผ่านการสอบคัดเลือก จึงเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถสูง ระบบเข้ารับราชการ ก็มีการปรับปรุงให้ดีขึ้น ข้าราชการจีนในยุคปฎิรูป จึงเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ โดยไม่ต้องมีเส้นสายใดๆ ในช่วงแรกของการปฏิรูป รัฐบาลจีนได้เชิญนักวิชาการและนักวิทยาศาสตร์ ที่ถูกปลดออก ถูกลงโทษ ในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรม กลับเข้ามาทำงาน เมื่อบุคคลเหล่านี้เกษียณอายุหรือเสียชีวิตลงแล้ว ก็มีคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถขึ้นมาแทนที่ได้
การปรับปรุงคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ มีส่วนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจจีนมีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานหลายทศวรรษ ประเทศจีนมีประชากรมาก ในกว่าสี่ทศวรษที่ผ่านมา ระบบการศึกษาจีนได้ผลิตนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรจำนวนมาก นอกจากการศึกษาในประเทศ ยังมีคนจำนวนมากถูกส่งไปศึกษาต่อในต่างประเทศ และกลับเข้ามาทำงานในจีน นักวิชาการและนักวิทยาศาสตร์ที่พำนักอยู่ต่างประเทศ ก็ทยอยกลับมา เมื่อเห็นว่าเศรษฐกิจจีนมีการเจริญเติบโตมากขึ้น
ตั้งแต่ปีค.ศ. 2008 เป็นต้นมา รัฐบาลจีนมีโครงการดึงดูดผู้เชี่ยวชาญ และผู้มีความรู้ความสามารถสูงจากต่างประเทศ มาทำงานในประเทศจีน มีชื่อโครงการว่า“ โครงการเชิญผู้มีความรู้ความสามารถสูงจากต่างประเทศมาทำงานในประเทศจีน”(国家海外高层次人才引进计划) หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า “โครงการ 1000 คน”(千人计划)โดยเสนอสิทธิประโยชน์แก่นักวิชาการและนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำ ที่ทำงานอยู่ในต่างประเทศให้เข้ามาทำงานในประเทศจีน ซึ่งอาจเข้ามาเป็นระยะสั้นในเวลาไม่กี่เดือน หรือมาอยู่ในประเทศจีนอย่างถาวรก็ได้ ให้ค่าตอบแทนสูง อำนวยความสะดวกในเรื่องที่พักอาศัยทั้งของตนเองและของครอบครัว โครงการนี้ได้ดึงดูดผู้มีความรู้ความสามารถสูง ทั้งชาวจีนโพ้นทะเลและชาวต่างชาติที่ทำงานอยู่ในต่างประเทศ เข้ามาทำงานในประเทศจีนจำนวนมาก ส่วนใหญ่เข้ามาไม่กี่เดือน เช่น นักวิชาการที่สอนหนังสืออยู่ในต่างประเทศ จะเข้ามาจีนในช่วงปิดภาคการศึกษา แต่ก็มีบางคนที่กลับมาอยู่ในประเทศจีนอย่างถาวร โครงการพันคนนี้มีประโยชน์ต่อการพัฒนาเทคโนโลยีของจีนในทศวรรษที่ผ่านมา โดยสามารถดึงดูดนักวิชาการนักวิทยาศาสตร์ระดับสูงมาช่วยงานในประเทศจีนได้จำนวนมาก
ช. การขยายตัวของตลาดภายในประเทศ
ผลการปฏิรูปเศรษฐกิจ ทำให้ประชาชนจีนมีรายได้สูงขึ้น และมีความต้องการสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น จีนมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ มีผู้บริโภคจำนวนมาก การขยายตัวอย่างรวดเร็วของตลาดในประเทศ จึงเป็นแรงผลักดันสำคัญที่เอื้ออำนวยต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายทศวรรษ
ซ. การเปลี่ยนแปลงนโยบายเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป
สถานการณ์เศรษฐกิจของโลกและของประเทศต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป นโยบายเศรษฐกิจก็ต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อตอบรับกับสถานการณ์ใหม่ ในช่วงแรกของการปฏิรูปทางเศรษฐกิจ ประเทศจีนมีการผลิตและส่งสินค้าที่ใช้แรงงานเข้มข้นออกสู่ตลาดโลก สินค้าจีนที่ส่งออกไปต่างประเทศ แม้มีราคาถูก แต่ก็มีคุณภาพต่ำ ต่อมาเมื่อค่าจ้างแรงงานในจีนสูงขึ้น ประเทศจีนมีการพัฒนาเทคโนโลยีในระดับสูงขึ้น รัฐบาลจีนจึงหันไปส่งเสริมสินค้าที่ใช้ทุนและเทคโนโลยีมากขึ้น สินค้าออกของจีนมีความหลากหลาย และมีการปรับปรุงคุณภาพดีขึ้น ในเวลากว่าทศวรรษที่ผ่านมา โครงสร้างเศรษฐกิจจีนมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก นโยบายที่กำหนดขึ้นเพื่อตอบสนองการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์มีอยู่จำนวนมาก ทั้งในเรื่องการเปิดเสรีทางการค้าการลงทุน การสร้างเครือข่ายคมนาคม สิ่งสาธารณูปโภค การพัฒนาภูมิภาค พัฒนาเมือง และการใช้เทคโนโลยีใหม่ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจภาคต่างๆของประเทศ นโยบายที่น่าสนใจคือ การพัฒนาสิ่งสาธารณูปโภคและการพัฒนาภูมิภาค(区域发展)การพัฒนาเทคโนโลยีและกำลังคน (科技发展) การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจด้านอุปทาน(供给测结构改革) การพัฒนาชนบทและการขจัดความยากจนอย่างตรงจุด(精准扶贫) นโยบายเหล่านี้ ได้กล่าวถึงแล้วในบทความชุด“ ความเจริญและความเสื่อมของเศรษฐกิจจีน: จากอดีตถึงปัจจุบัน” ผู้สนใจอาจเข้าไปอ่านบทความชุดนี้ ตอนที่ 11-20 ไต้
ลักษณะเด่นบางอย่างของการปฏิรูปเศรษฐกิจจีน
บทเรียนที่ได้จากประสบการณ์การปฏิรูปเศรษฐกิจจีน ได้มีการสรุปไว้ในบทความ“ ความเจริญและความเสื่อมของเศรษฐกิจจีน: จากอดีตถึงปัจจุบัน”ตอนที่ 19 และ 20 แล้ว ในที่นี้ สรุปถึงลักษณะเด่นบางประการของการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในยุคปฏิรูปของจีน ตามหัวข้อดังนี้คือ
ก. จากการริเริ่มของประชาชนสู่การกำหนดนโยบาย
ข. จากการปฏิรูปในภาคการเกษตร นำไปสู่การในรูปในภาคเศรษฐกิจอื่น
ค. จากการทดลองในบางพื้นที่ ขยายไปสู่ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ
ง. การปฏิรูปและการเปิดประเทศทางเศรษฐกิจทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่เปลี่ยนแปลงในทันทีทันใด
ก. จากการริเริ่มของประชาชนสู่การกำหนดนโยบาย
นักวิชาการตะวันตกบางคนกล่าวว่า การปฏิรูปเศรษฐกิจของจีน ทำไปโดยไม่มีพิมพ์เขียว(蓝图)ในบางครั้งมีการลองถูกลองผิด นโยบายบางอย่างเกิดขึ้นจากการริเริ่มของประชาชน เมื่อรัฐบาลเห็นว่าเกิดผลสำเร็จแล้ว จึงกำหนดเป็นนโยบายขึ้นอย่างเป็นทางการ
. จุดหักเหของการปฏิรูปภาคการเกษตรของจีน คือ การใช้ระบบความรับผิดชอบในครัวเรือน(家庭联产承包责任制)เกษตรกรเมื่อได้ส่งมอบผลผลิตให้รัฐบาลตามสัญญาแล้ว สามารถนำผลผลิตส่วนหนึ่งไปจำหน่ายในตลาดเสรี หลักการของระบบการรับผิดชอบในครัวเรือนนี้ คือ มีข้อตกลงระหว่างรัฐกับประชาชน ครัวเรือนหนึ่งๆ ได้รับการจัดสรรที่ดินทำกินผืนหนึ่ง ในแต่ละฤดูการผลิต ครัวเรือนชาวนาต้องส่งมอบผลผลิตส่วนหนึ่งให้แก่รัฐบาลตามสัญญาข้อตกลง ส่วนที่เหลือตกเป็นของครอบครัวชาวนา ผลผลิตนอกจากใช้ในการบริโภคแล้ว ที่เหลือสามารถนำไปขายได้
การเปลี่ยนแปลงสู่การใช้ระบบรับผิดชอบครัวเรือนนี้ ในช่วงแรกเกิดจากความริเริ่มของชาวนาเอง ในปีค.ศ. 1978 ชาวนากลุ่มหนึ่งในหมู่บ้านแห่งหนึ่งของมณฑลอานฮุย(安徽) ซึ่งผิดหวังกับการไร้ประสิทธิภาพของระบบคอมมูน ได้ร่วมการทำสัญญา ตกลงกันว่าจะแบ่งที่ดินทำกิน และแบ่งผลผลิตที่ได้ตามสัดส่วนเป็นรายครัวเรือนหลังจากหักส่วนที่ต้องส่งมอบให้รัฐบาลแล้ว ผลปรากฏว่า ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นเกินคาด ในที่สุด การรับผิดชอบครัวเรือนนี้มีการนำมาใช้ในทุกพื้นที่อื่นๆ ได้รับการยอมรับจากรัฐบาล และถูกนำไปใช้และเผยแพร่ในพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ ตั้งแต่ปี 1984 ระบบคอมมูนจึงถูกยกเลิกไปโดยปริยาย
การปฏิรูปในภาคอุตสาหกรรมและบริการ แม้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐ แต่ความคิดริเริ่มของประชาชนก็มีความสำคัญไม่น้อย กิจการในเขตชนบทที่เรียกกันว่า“กิจการหมู่บ้านและชุมชน”(乡镇企业)ในช่วงแรก เกิดจากความร่วมมือของประชาชนในชนบทและรัฐบาลท้องถิ่น หลังจากมีการปฏิรูปในภาคการเกษตร แต่ยังมีระบบสำมะโนครัวที่เข้มงวด ชาวชนบทไม่สามารถอพยพเข้าเมืองได้ แรงงานเกษตรส่วนเกิน จึงหันไปประกอบกิจการหัตถกรรมและบริการในเขตชนบท ทำให้เกิดกิจการหมู่บ้านและชุมชนจำนวนมาก การขยายตัวอย่างรวดเร็วของกิจการชนบทนี้ มีส่วนต่อการเติบโตของเศรษฐกิจจีนไม่น้อย ต่อมา เมื่อมีการผ่อนคลายความเข้มงวดในระบบสำมะโนครัว ชาวชนบทจำนวนมากจึงอพยพเข้ามาทำงานในเมืองที่มีรายได้สูงกว่า
หลังจากการสิ้นสุดของยุคปฏิวัติวัฒนธรรม ผู้ที่ถูกส่งไปในเขตภูเขาและชนบท(上山下乡)เพื่อศึกษาชีวิตของชาวชนบทและชาวเขากลับเข้าเมืองจำนวนมาก เยาวชนที่กลับเข้าเมืองนับล้านคนทั่วประเทศ ได้สร้างแรงกดดันในการจ้างงานมาก ผู้ที่กลับมาแล้ว ต้องดิ้นรนทำมาหาเลี้ยงชีพ แต่หางานทำไม่ได้ในช่วงปลายทศวรรษ 1970 จึงเกิดปรากฏการณ์ที่น่าสนใจในเขตเมืองต่างๆทั่วประเทศจีน คือ มีคนตั้งร้านหรือแผงขายสินค้าและประกอบกิจการบริการต่างๆ เช่น ซ่อมรถจักรยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ขายน้ำชา บริการขนส่งสินค้า ฯลฯ จำนวนมาก ธุรกิจส่วนตัว“(个体经营)เหล่านี้ แม้บางส่วนต้องเลิกกิจการในเวลาต่อมา แต่ก็มีจำนวนมาก สามารถอยู่รอดและเจริญเติบโตได้ ในระยะแรก แม้รัฐบาลจีนจะอนุญาตให้มีกิจการส่วนบุคคลได้ แต่ก็มีข้อจำกัดห้ามไม่ให้จ้างคนงานเกินเจ็ดคน เพราะตามตำราลัทธิคอมมิวนิสต์ กิจการที่มีการจ้างงานเกินเจ็ดคน ถือว่าเป็นกิจการของนายทุน ธุรกิจเอกชนจึงมีขนาดเกินแปดคน(ทั้งเจ้าของและคนงาน)ไม่ได้ ต่อมา รัฐบาลจีนได่ค่อยๆผ่อนปรนกฎระเบียบทางด้านขนาดธุรกิจ ทำให้เอกชนมีขนาดใหญ่ขึ้น และในที่สุด ก็ยกเลิกข้อจำกัดด้านการลงทุนและการจ้างงาน จนในปัจจุบัน มีธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีการจ้างคนงานเป็นร้อย เป็นพัน เป็นหมื่น จำนวนมาก
ข. จากการปฏิรูปในภาคการเกษตรนำไปสู่การปฎิรูปในภาคเศรษฐกิจอื่น
อาจกล่าวได้ว่า การปฏิรูปของประเทศจีนเกิดจากภาคชนบทก่อน แล้วจึงแพร่กระจายไปสู่เขตเมือง ประชาชนในเขตชนบทเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ความสำเร็จจากการปฏิรูปการเกษตร มีผลนำไปสู่รายได้ การออม การลงทุน และการบริโภคที่สูงขึ้น ทำการผลิตและขายสินค้าบริการที่มีความหลากหลายมากขึ้น การผลิตในภาคการเกษตรได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นโดยการใช้ปุ๋ยเคมีและเครื่องจักร การจำหน่ายและการขนส่งสินค้าการเกษตร และนำไปสู่การพัฒนาการขนส่งคมนาคม เกิดตลาดสินค้าและกิจกรรมต่อเนื่องทางเศรษฐกิจอื่นๆอีกมาก ประชาชนชาวชนบทนอกจากเป็นผู้บริโภคและเป็นผู้ใช้ปัจจัยการผลิตแล้ว ยังเป็นกำลังสำคัญของการพัฒนากิจกรรมอุตสาหกรรมและบริการ การเปลี่ยนแปลงในภาคการเกษตร จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปในประเทศจีน
ค. จากการทดลองในพื้นที่จำกัดขยายไปสู่พื้นที่อื่นๆของประเทศ
การเปิดประเทศทางเศรษฐกิจของจีน เริ่มจากการเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษสี่แห่งในมณฑลกวางตุ้ง(广东)และฝูเจี้ยน(福建)ตามด้วยการเปิดเมืองต่างๆในเขตชายฝั่งทะเลตะวันออก แล้วจึงขยายไปสู่พื้นที่ชั้นในของประเทศ มณฑลต่างๆในเขตชายฝั่งทะเลตะวันออกของจีนมีภูมิศาสตร์เหมาะสม และมีสิ่งสาธารณูปโภคที่พรั่งพร้อมกว่าภูมิภาคอื่นของประเทศ เมื่อรัฐบาลเห็นความสำเร็จของการเปิดประเทศทางเศรษฐกิจ และปรารถนาที่จะกระจายความเจริญสู่ภูมิภาคอื่น จึงมียุทธศาสตร์การพัฒนาภูมิภาค โดยมีโครงการสร้างสิ่งสาธารณูปโภคและเครือข่ายการคมนาคมขนส่งขนานใหญ่ ต่อมาเมื่อกิจการที่ตั้งในชายฝั่งทะเลตะวันออกประสบกับปัญหาค่าจ้างแรงงานสูงขึ้น อุตสาหกรรมต่างๆจึงเคลื่อนย้าย หรือขยายไปสู่มลฑลชั้นในของประเทศมากขึ้น
การตั้งเขตทดลองการค้าเสรี(自由贸易试验区)ภายในประเทศ ก็ทำในลักษณะเดียวกัน โดยมีขึ้นในเมืองเซี่ยงไฮ้(上海)ก่อน แล้วจึงขยายไปเมืองอื่นๆของประเทศ
ง. การปฏิรูปและการเปิดประเทศทางเศรษฐกิจของจีน ทำในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป ไม่เปลี่ยนแปลง ในทันทีทันใด
จากการขยายตัวอย่างรวดเร็วในสามทศวรรษแรกหลังการปฏิรูป หากไม่พิจารณาในรายละเอียด คนมักคิดว่า การเปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจสู่ระบบตลาดของจีนนั้น ดำเนินการอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง แต่แท้ที่จริงแล้ว การเปลี่ยนแปลงนโยบายในจีน ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทันทีทันใด มีผู้กล่าวว่า บทเรียนอย่างหนึ่งของการปฏิรูปเศรษฐกิจจีน คือ เป็นกระบวนการที่ค่อยเป็นค่อยไป ข้อแตกต่างสำคัญประการหนึ่งของการปฏิรูปเศรษฐกิจจีน กับการปฏิรูปในสหภาพโซเวียต และประเทศสังคมนิยมยุโรปตะวันออก คือ การเปลี่ยนแปลงนโยบาย ในสหภาพโซเวียตและในประเทศสังคมนิยมยุโรปตะวันออก ใช้แนวคิดการเปลี่ยนแปลงระบบตลาดฉับพลันที่เรียกกันว่า “การรักษาด้วยวิธีช็อก“ (震荡治疗)คือใช้วิธีกระตุ้นอย่างรุนแรง นักเศรษฐศาสตร์ที่เสนอยุทธศาสตร์การกระตุ้นอย่างรุนแรงนี้ เห็นว่าเศรษฐกิจของประเทศสังคมนิยมประสบกับปัญหามากมาย คล้ายคนไข้ที่ใกล้ตาย การรักษาพยาบาลจึงจำเป็นต้องใช้วิธีการกระตุ้นอย่างแรงและรวดเร็ว เปลี่ยนจากเศรษฐกิจการวางแผนส่วนกลางสู่ระบบตลาดโดนสมบูรณ์โดยเร็ว ในทำนองเจ็บปวดระยะสั้นดีกว่าเจ็บป่วยเรื้อรังเป็นเวลานาน เช่น ต้องมีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจให้เอกชนเป็นเจ้าของ ลดการใช้จ่ายของรัฐบาล และมีการเปิดเสรีการค้าอย่างรวดเร็ว ฯลฯ เพื่อไม่ให้กลไกตลาดมีการบิดเบือน
โดยเปรียบเทียบแล้ว การปฏิรูปเศรษฐกิจของจีน มีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป และใช้เวลานานกว่า เช่น แทนที่จะปล่อยให้กลไกตลาดทำงานอย่างเต็มที่ โดยการยกเลิกการควบคุมราคาโดยรัฐบาลทั้งหมดในทันทีทันใด รัฐบาลจีนไม่ยอมยกเลิกระบบการจัดซื้อและจัดจำหน่ายโดยสิ้นเชิงในทันที แต่เลือกที่จะค่อยๆ ปรับราคาโดยใช้ระบบราคาคู่ขนาน (价格双轨制) โดยมีการรับซื้อผลิตภัณฑ์โดยรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานรัฐบาลในราคาควบคุม ส่วนสินค้าที่ขายในตลาดเสรี มีราคาที่แพงกว่า การกำหนดราคาที่แตกต่างกันนี้ เปิดโอกาสให้มีการทุจริตจากการซื้อสินค้าราคาถูกมาขายแพง แต่รัฐบาลจีนเห็นว่า รัฐวิสาหกิจยังมีความจำเป็น และระบบราคาคู่ขนานก็ช่วยควบคุมราคาสินค้าได้ในระดับหนึ่ง ในเวลานั้น นักเศรษฐศาสตร์ตะวันตกหลายคนวิพากษ์วิจารณ์การปฏิรูปแบบครึ่งๆกลางๆนี้ ปรามาสว่า นโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจของจีน จะไม่มีวันประสบผลสำเร็จได้
อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านพ้นไป เรากลับพบว่า การปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศสังคมนิยมในยุโรป ส่วนใหญ่ต้องประสบปัญหาเงินเฟ้อที่รุนแรง ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนจำนวนมาก แม้ในที่สุดเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้จะเข้าสู่ภาวะปกติได้ แต่ต้องใช้เวลานานพอควร ผลการปฏิรูปทั้งทางด้านการขยายตัวทางเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ก็ไม่โดดเด่นเช่นประเทศจีน
ในกรณีของจีน แม้ต้องประสบกับปัญหาบางประการในช่วงทศวรรษแรกของการปฏิรูป เช่น มีราคาสินค้าสูงขึ้น และมีชาวชนบทหลั่งไหลเข้าเมืองจำนวนมาก แต่โดยเปรียบเทียบแล้ว การปฏิรูปของจีน ดูเหมือนมีความราบรื่นกว่า แม้การปฏิรูปสู่ระบบตลาดของจีนมีลักษณะที่ไม่เบ็ดเสร็จ แต่หลีกเลี่ยงปัญหาการขาดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจรุนแรงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายโดยฉับพลันได้
การชุมนุมประท้วงของนักศึกษาและประชาชนก่อนเกิดเหตุการณ์เทียนอันเหมิน(天安门事件)ในวันที่สี่ เดือนมิถุนายน ค.ศ. 1989 ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากเงินเฟ้อที่รุนแรงมากขึ้น(ในระดับกว่าร้อยละ 20 ต่อปีในปี 1986-89) จากที่รัฐบาลจีนในสมัยนั้นไปเชื่อคำแนะนำของนักเศรษฐศาสตร์ชาวตะวันตกบางคน ที่เห็นว่า การปฏิรูปสู่ระบบตลาดที่สมบูรณ์ มีความจำเป็นต้องฝ่าด่านสินค้าราคาแพง (闯物价关)โดยการปรับค่าจ้างแรงงานและราคาสินค้าให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น

ประสบการณ์การปฏิรูปทางเศรษฐกิจ จนทำให้ประเทศจีนเปลี่ยนสถานะจากประเทศที่ยากจนมาเป็น มหาอำนาจทางเศรษฐกิจชั้นนำของโลก เป็นสิ่งที่ควรแก่การศึกษา ประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ที่ต้องการจะทำให้เศรษฐกิจของตนมีความเจริญรุ่งเรือง อาจนำเอานโยบายของจีนมาปรับใช้กับประเทศของตนได้ บทเรียนที่ได้รับจากประสบการณ์การปฏิรูปของจีน มีการสรุปไว้แล้ว ในตอนที่ 19-20 ของบทความชุด“ ความเจริญและความเสื่อมของเศรษฐกิจจีน: จากอดีตถึงปัจจุบัน“แล้ว จะไม่กล่าวซ้ำอีก แต่จะชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงแนวคิดและนโยบายในการพัฒนาเศรษฐกิจ และนำนโยบายนี้สู่การปฏิบัติ โดยปรับให้มีความเหมาะสมกับสภาพการณ์ของประเทศและของโลกในแต่ละช่วงเวลา เป็นวิธีการที่ผู้บริหารประเทศควรพิจารณา คำถามมีอยู่ว่า ทำไมจีนทำได้ แต่ประเทศอื่นๆส่วนใหญ่ทำไม่ได้ คำตอบคือ ในประเทศอื่น ผู้บริหารเศรษฐกิจของประเทศส่วนใหญ่ได้แต่คุยโม้คุยโต ว่าจะทำโน่นทำนี่ มีนโยบายที่สวยหรู แต่เป็นนโยบายที่ไม่สอดคล้องกับเหตุผลและความจริง ในบางครั้ง นโยบายบางอย่าง มีเพียงคำพูดหรือตัวหนังสือ แต่ไม่ได้นำสู่การปฏิบัติ ทั้งยังไม่มีความซื่อสัตย์ในในการดำเนินนโยบายประเทศที่มีผู้บริหารเช่นนี้ ย่อมประสบผลสำเร็จในการทำให้ประเทศชาติมีความเจริญรุ่งเรืองได้ยาก
ปัญหาเศรษฐกิจจีนในปัจจุบัน
ในทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงมาก เป็นเรื่องธรรมดาที่เมื่อประเทศหนึ่ง มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอัตราสูงอย่างต่อเนื่องติดต่อกันเป็นระยะเวลาหนึ่ง จนขนาดเศรษฐกิจใหญ่ขึ้นมามาก การจะขยายตัวในอัตราสูงดังแต่ก่อน ย่อมทำได้ยากขึ้น ในทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงมามาก เช่นเดียวกับ ประเทศอื่นๆในโลก เศรษฐกิจจีนก็ได้รับผลกระทบ จากการระบาดของโรคโควิด สงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน และในตะวันออกกลาง แต่จีนได้รับผลกระทบเพิ่มเติมจากการกีดกันทางการค้าและการกีดกันทางด้านเทคโนโลยี เช่น การที่สหรัฐอเมริกาและประเทศพันธมิตร ห้ามส่งอุปกรณ์กึ่งตัวนำ ซึ่งเป็นชิ้นส่วนจำเป็นที่ต้องใช้ในการผลิตเครื่องไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้จีนประสบกับอุปสรรคในการพัฒนาอุตสาหกรรมไฮเทค แม้มาตรการกีดกันเหล่านี้ ทำให้จีนต้องพยายามพัฒนาอุปกรณ์เหล่านี้ใช้เอง เพื่อพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น แต่ในีะระสั้น ก็ต้องประสบกับอุปสรรคในการพัฒนาอุตสาหกรรมเติบโตที่สูง
ในปัจจุบัน เศรษฐกิจจีนต้องประสบกับปัญหาหลายประการ การขยายตัวของการส่งออกลดลงมาก ตลาดภายในประเทศก็อ่อนตัวลง จากการส่งออกที่ชะลอตัว และความซบเซาของตลาดภายในประเทศเศรษฐกิจจีนซึ่งเคยขยายตัวในอัตราสูงได้สี่ทศวรรษ หลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายสู่การปฏิรูป จึงอ่อนตัวลงมาก เศรษฐกิจจีนต้องประสบกับปัญหาการว่างานมากขึ้น ในแต่ละปี ผู้ที่สำเร็จการศึกษาจำนวนมากหางานทำไม่ได้ แม้รัฐบาลจีนได้ลดอัตราดอกเบี้ยลงหลายรอบ เพื่อกระตุ้นการลงทุนและการบริโภคภายในประเทศ แต่ก็ไม่ทำให้เศรษฐกิจกระเตื้องขึ้น
ในทศวรรษที่ผ่านมา ภาคอสังหาริมทรัพย์เติบโตรวดเร็วมากจากการเก็งกำไรราคาบ้าน แต่ในสองปีที่ผ่านมา ภาคอสังหาริมทรัพย์ประสบกับปัญหาผลิตล้นเกินความต้องการ บริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งต้องประสบกับปัญหาทางการเงิน มีหนี้สินจำนวนมาก ปัญหาภาคอสังหาริมทรัพย์ ได้ลุกลามไปสู่ภาคเศรษฐกิจอื่น แม้รัฐบาลจะใช้มาตรการหลายอย่างในแก้ปัญหา แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มาก
ปัจจุบัน สีจิ้นผิง(习近平)เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในรัฐบาลจีน เป็นทั้งประธานาธิบดี เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ และประธานกรรมาธิการทหาร เขาได้ฝ่าฝืนประเพณีของรัฐบาลจีน ที่ต้องลงจากตำแหน่ง หลังจากเป็นประธานาธิบดีได้ครบสองสมัย(10ปี) และยังไม่มีทีท่าที่จะลงจากตำแหน่งหลังครบเทอมในสมัยนี้ มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมา สี มีการรวบอำนาจมากขึ้น ควบคุมการแสดงความคิดเห็นมากขึ้น และรับฟังข้อเสนอแนะต่างๆที่มีต่อรัฐบาลน้อยลง ผู้มีตำแหน่งสูงในกรรมการกลางพรรค หรือคณะกรรมการกลางถาวร(中央政治局常委) ซึ่งถือว่าเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการกำหนดนโยบายของประเทศ ส่วนใหญ่ก็เป็นผู้ใกล้ชิดของสีจิ้นผิง ทีมเศรษฐกิจในรัฐบาลชุดปัจจุบัน ก็ดูเหมือนว่ามีคุณสมบัติที่ด้อยกว่าทีมเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรีหลี่เค่อเฉียง(李克强) แม้ประเทศจีนประสบความสำเร็จ และมีความเข้มแข็งในการดำเนินนโยบายหลายด้าน จนมีพื้นฐานเศรษฐกิจดีพอควร และมีภาคอุตสาหกรรมที่ทันสมัย แต่จีนจะสามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ต้องเผชิญอยู่ในปัจจุบันได้สำเร็จหรือไม่อย่างไร ยังต้องรอดูกันต่อไป







