INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ประวัติศาสตร์มนุษยชาติ (27)

IMG 3597 1

ประวัติศาสตร์มนุษยชาติ (27)

ผู้เขียน อ.อดุลย์ มานะจิตต์

บทที่ 7

การลุกขึ้นต่อสู้เพื่อบำราบ ปราบปรามแผนการร้ายของหมู่มาร

อาจมีผู้สงสัยว่า ก็ในเมื่อผู้คนของประชาชาติต่างๆ ของโลกล้วนสร้าง สรรค์ความเจริญให้กับโลกไปทั่วทุกภูมิภาคตามยุคสมัยที่ผ่านมา ซึ่งก็ยัง มีโบราณสถานหลงเหลือไว้ให้เห็นอีกมากมายหลายแห่ง ทั้งในทวีปเอเชีย แอฟริกา ยุโรป และอเมริกาทั้งเหนือและใต้ ซึ่งมีโบราณสถานหลายแห่ง ยังไม่อาจกำหนดเวลาของการก่อสร้างที่แน่นอนได้ นอกจากเป็นเพียงการ ตั้งทฤษฎีกันไว้เท่านั้น แล้วทำไมไม่กล่าวถึงความสำคัญของผู้คนเหล่านั้น บ้าง

เพื่อเป็นการขจัดข้อสงสัยดังกล่าว ซึ่งจริงๆ แล้วมีการกล่าวถึงราย ละเอียดไว้ในบทที่ 2 และ 3 ดังว่า ประชาชาติใหญ่ๆ ของโลกประดามี ล้วนแต่แตกแขนงออกไปจากบุตรทั้งสามคนของศาสดานุย์ทั้งสิ้น เงื่อนไข สำคัญที่สุดของการดำรงเผ่าพันธุ์ของมนุษยชาติเอาไว้ได้นั้น จึงขึ้นอยู่กับ ผู้สืบแทนตำแหน่งของบรรดาศาสดาของพระเจ้า ในกรณีของศาสดานุฮ์

อัลลอฮ์ได้ทรงแต่งตั้งให้ท่านซัม (เซเมติก) เป็นผู้ดำรงตำแหน่งนี้ ดังนั้นน้อง ชายทั้งสองคนของท่านคือท่านฮัม (เฮเมติก) และท่านยาเฟร (มองโกลอยด์) จึงต้องเป็นผู้ปฏิบัติตามคำชี้นำของท่านตลอดอายุขัยของท่านทั้งสาม และ ปฏิบัติตามการชี้นำของผู้สืบแทนตำแหน่งของท่านซัมต่อๆ กันไป ดังได้ กล่าวถึงรายละเอียดไว้แล้วในบทที่ 3

ดังนั้นบรรดาศาสดาและบรรดาผู้สืบทอดฯ จึงต้องอยู่ในระบบของ ศาสนาที่มีผู้นำประจำยุคของเขาหรือที่เราเรียกว่า วิลายะฮ์ ซึ่งในยุคสมัย เดียวกันนั้นอาจมีศาสดาหลายท่านอยู่ร่วมกันก็ได้ เช่นในยุคสมัยของ ศาสดาอิบรอฮีมก็มีศาสดาลูต ศาสดาอิสมาอีลและศาสดาอิสฮากอยู่ร่วม สมัยเดียวกัน โดยมีศาสดาอิบรอฮีมทำหน้าที่เป็นสาสนทูตของบรรดา ศาสดาทั้งหมด หากมีมนุษย์คนใดตั้งตัวขึ้นมาท้าทายอำนาจของท่าน เขา ผู้นั้นก็จะถูกบำราบปราบปรามให้พ่ายแพ้ เช่นกษัตริย์นัมรูดเป็นต้น ซึ่งวิธี การปฏิบัติเช่นนี้เรียกว่าเป็น ซุนนะตุลลอฮ์ หรือแบบฉบับของอัลลอฮ์ที่ไม่ มีวันเปลี่ยนแปลง

ในฐานะที่ศาสดาอิบรอฮีมได้รับสมญานามว่าเป็นศาสดานุย์ท่านที่ สอง ดังนั้นบรรดาศาสดาของพระเจ้าที่แท้จริงทุกท่านจะต้องสามารถสืบเชื้อ สายของตนกลับไปยังศาสดาอิบรอฮีมได้ หาไม่แล้วเขาก็จะเป็นเพียงนัก พรต นักบวช นักปรัชญา นักการศาสนาที่ทำหน้าที่สั่งสอนผู้คนอยู่ตามเมือง ต่างๆ เท่านั้น ซึ่งล้วนแล้วแต่ไม่มีอำนาจในการออกกฎหมายหรือตัดสินชี้ ขาดปัญหาต่างๆ ของมนุษยชาติในแต่ประการใดๆ ได้

สรุปก็คือ บรรดาประชาชาติประดามีบนพื้นพิภพในทุกยุคทุกสมัยหากการปกครองในทางอาณาจักร จักรวรรดิและราชวงศ์ของพวกเขาไม่อาจสืบกลับไปยังบรรดาศาสดาของพระเจ้าได้ การปกครองของพวกเขาจึงเป็นสิ่งที่ขัดกันกับคำสั่งของพระเจ้า และในที่สุดอำนาจการปกครองทั้งหมดของพวกเขาก็จะดำเนินไปสู่กับดักแห่งพญามาร ที่จะต้องล่มจมพินาศสิ้นไปในที่สุด ซึ่งเป็นความจริงที่เราเห็นกันอยู่ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ในเรื่อง นี้อัล กุรอานจึงเรียกร้องให้มีการท่องเที่ยวไปดูในแผ่นดินว่าพระองค์ทรง ทำลายล้างประชาชาติต่างๆ ที่ทรยศและฉ้อฉลต่อพระเจ้าอย่างไร ซึ่ง โบราณสถานบางแห่งยังคงยืนอยู่ และอีกหลายแห่งได้ถูกทำลายลงแล้ว อย่างราบคาบ เช่น เมืองโซดม เมืองมัดยัน และอาณาจักรโรมัน เป็นต้น

เมื่อได้เดินทางท่องเที่ยวไปดูการล่มสลายของอาณาจักรต่างๆ บน หน้าแผ่นดิน จึงพอสรุปได้ว่าสาเหตุอันใดและวิธีการอย่างไรที่พญามารใช้ เพื่อทำลายล้างมนุษยชาติของประชาชาติต่างๆ ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และที่ จะมีมาในอนาคต ดังจะได้สาธยายพอเป็นสังเขปดังนี้

แผนการของพญามารในการทำสงครามกับมนุษย์

ในประการแรกทีเดียวที่พญามารขอกับอัลลอฮ์ก็คือ ขอให้มันลวง ล่อลูกหลานของอาดัมจนถึงวันฟื้นคืนชีพ ประการที่สองขอให้มันมีอำนาจ หลอกลวงมนุษย์ให้หลงตามมันไปสู่ความพินาศ ซึ่งในสองประการนี้ พระองค์ทรงอนุมัติให้กับมันตามที่ขอโดยมีเงื่อนไขบางประการดังที่ได้กล่าว ไว้แล้วในบทต้นๆ

นอกเหนือจากนั้นพระองค์ยังได้อนุมัติให้มันทำหน้าที่ยั่วยวนด้วย เสียงของมันกับบุคคลที่มันมีอำนาจเหนือพวกเขา และให้มันบุกตะลุย มนุษย์ด้วยกับทหารม้าและทหารราบของมัน เพื่อต้อนพวกเขาไปสู่ความชั่ว และให้มันไปร่วมกับมนุษย์ในทรัพย์สินและลูกๆ และจงให้สัญญากับมนุษย์ ด้วยวิธีการอันหลอกลวงของมันเถิด

จากอาวุธดังกล่าวข้างต้นที่มันได้รับอนุญาตให้ใช้กับมนุษย์นั้น นัก อรรถาธิบายอัล กุรอานได้ให้คำอรรถาธิบายกันไว้อย่างกว้างขวาง ซึ่งพอจะนำมาสรุปได้สั้นๆ ณ ที่นี้เพื่อให้สอดคล้องกับยุคสมัยได้ดังนี้คือ

“เสียงของมัน” ก็คือเสียงที่มากับเสียงร้องของเพลงและเสียงของ

เครื่องดนตรีนานาชนิด ที่มนุษย์ได้ยินได้ฟังกันอยู่ตลอดเวลาและในทุก สถานที่ทั่วโลก จนมีผู้นิยมฟังเพลงจัดตั้งเป็นกลุ่มต่างๆ ชุมนุมกันในที่ต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งแต่ละกลุ่มต่างก็มีรสนิยมในการฟังเพลงหรือดนตรีแตกต่างกัน ออกไปอย่างมากมาย ตั้งแต่ระดับชาวบ้านไปจนถึงดนตรีคอนเสิร์ทระดับ นานาชาติ ซึ่งก็นับเป็นเรื่องแปลกอยู่ที่ว่าในเรื่องของเสียงเพลงและดนตรีนี้ ไม่มีคำว่าอุปสรรคของภาษา เผ่าพันธุ์ สีผิวและภูมิภาคเข้ามาขว้างกัน จนถึงกับเป็นคำศัพท์ที่นำมาใช้กันว่าเพลงสากลและดนตรีสากล ซึ่งในเรื่อง ของเสียงดังกล่าวได้มีมนุษย์เป็นจำนวนมากทั่วโลกกำลังเคลิบเคลิ้มหลงใหล อยู่กับมันจนไม่สนใจที่จะประกอบคุณธรรมความดีอันใด เพราะพวกเขา ได้ทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ให้หมดไปกับมันทั้งผู้เล่นและผู้ฟัง

ในความหมายของทหารม้าและทหารราบของมันนั้น มีผู้ให้ความ หมายว่าหมายถึง ผู้ที่ตามมันอย่างรีบเร่งและตามมันอย่างเชื่องช้า ซึ่งในความ หมายเช่นนี้ก็ยังมิอาจสามารถทำให้เห็นเป็นที่กระจ่างในคนยุคนี้ได้ว่ามันคือ อะไร แต่ถ้าหากอธิบายไปตามยุคสมัยที่มันกำลังเกิดขึ้นจริงก็คือ การแข่ง ขันและการกีฬา ที่ได้ถูกจัดขึ้นในระดับชาวบ้านจนถึงระดับโลก ซึ่งกีฬาแต่ ละประเภทนั้นมีตั้งแต่การนั่งอยู่กับที่ไปจนถึงการแข่งขันกันด้วยความเร็ว ซึ่งมีทั้งต้องใช้เครื่องมืออุปกรณ์การแข่งขันในราคาแพงจนไปถึงไม่จำเป็น ต้องใช้อุปกรณ์อันใด สรุปก็คือการแข่งขันมีทั้งที่ต้องใช้แรงอย่างมหาศาล เช่นการยกน้ำหนักซึ่งอยู่กับที่ ไปจนถึงการวิ่งข้ามประเทศ และก็กีฬาที่ต้อง ใช้ฝีมือขับขี่ เช่นรถแข่ง เรือแข่ง ไปจนถึงไม่ต้องใช้ฝีมือเลยแต่ใช้ฝีเท้าอย่าง เดียวเช่นฟุตบอล และที่ไม่จำเป็นต้องใช้ทั้งฝีมือและฝีเท้าก็คือการแข่งขัน การใช้สมองอย่างเดียว เช่นการแข่งขันการเล่นหมากรุกและการเล่นไพ่ เป็นต้น ซึ่งเมื่อมองดูความหมายของมันในแง่มุมนี้ก็พอจะเข้าใจถึงมันได้ บ้าง นอกเหนือจากนี้ก็ยังมีเรื่องของการบันเทิงเริงรมย์อื่นๆ อีก เช่นการเต้นรำ การฟ้อนรำ การแสดงกายกรรม การแสดงละครแสดงภาพยนตร์

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *