อาวุธนิวเคลียร์กับการเมืองระหว่างประเทศ
คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
ทหารประชาธิปไตย
www.INEWHORIZON.NET
อาวุธนิวเคลียร์กับการเมืองระหว่างประเทศ
เมื่อประมาณ 1 สัปดาห์มาแล้ว เกาหลีเหนือได้สร้างความประหวั่นพรั่นพลึงให้กับญี่ปุ่นด้วยการยิงขีปนาวุธพิสัยกลาง ข้ามเกาะฮอกไกโดไปลงยังมหาสมุทรแปซิฟิก เล่นเอาหน่วยป้องกันภัยทางอากาศของญี่ปุ่นต้องเปิดสัญญาณเตือนภัยในหลายพื้นที่ แม้แต่ในมหานครโตเกียว
แต่เกาหลีเหนือยังไม่ได้หยุดแค่นั้น เพราะเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาก็มีข่าวสะพัดว่า เหตุแผ่นดินไหวที่เกาหลีเหนือขนาด 6.7 นั้นเกิดจากการที่เกาหลีเหนือทดลองระเบิดนิวเคลียร์ และเกาหลีเหนือก็ประกาศในวันต่อมาว่า ทำการทดลองระเบิดไฮโครเจนจริง และมีความพร้อมที่จะติดตั้งหัวรบนี้ใน ICBM คือขีปนาวุธข้ามทวีป เล่นเอาหลายประเทศรวมทั้งเกาหลีใต้ และญี่ปุ่นตกอกตกใจกันใหญ่ คณะมนตรีความมั่นคงโดยการร้องขอของเกาหลีใต้ สหรัฐฯ และอีกบางชาติ ก็ได้เรียกประชุมฉุกเฉิน และมีการออกแถลงการณ์ประณามเกาหลีเหนือ ส่วนสหรัฐฯนั้นประธานาธิบดีทรัมป์ ก็ได้ออกมาประณามล่วงหน้าแล้ว รัสเซียเองก็ร่วมขบวนด้วย ในขณะที่จีนแม้ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของเกาหลีเหนือ และออกมาปรามแต่ก็ทิ้งท้ายว่าอยากให้แก้ปัญหาด้วยการเจรจา ส่วนเกาหลีใต้ต้องการให้นานาชาติโดยเดี่ยวเกาหลีเหนือ ซึ่งสหรัฐฯก็พูดในทำนองว่าใครก็ตามที่ยังคบหากับเกาหลีเหนือจะต้องถูกประณามด้วย อันนี้จีนก็ได้มีการแสดงออกถึงความไม่พอใจ เพราะเกาหลีเหนือกับจีนมีความใกล้ชิดกันมาก และจีนเคยสนับสนุนมาโดยตลอด
ทีนี้คงต้องมาวิเคราะห์ดูว่าการกระทำของเกาหลีเหนือในครั้งนี้จะเป็นชนวนให้เกิดสงครามใหญ่ หรือสงครามโลกได้หรือไม่
ประเด็นแรกนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกาหลีเหนือทดลองอาวุธนิวเคลียร์ ความจริงเกาหลีเหนือทำมาแล้ว 6 ครั้ง คือในปีค.ศ.2006,2009,2013 กับ 2 ครั้งในปี 2016 และในปีนี้ 2017 แล้วทำไมถึงต้องตื่นเต้นกันมากนัก ซึ่งก็อธิบายได้ว่าเกาหลีเหนือก้าวหน้าไปมากในการพัฒนานิวเคลียร์ แถมยังสามารถพัฒนาจรวดข้ามทวีปได้อีกด้วย แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธนิวเคลียร์ ยังกังขาใน 2 ประเด็นคือ เกาหลีเหนือจะสามารถพัฒนาระเบิดนิวเคลียร์ให้มีขนาดเล็กพอที่จะบรรจุเป็นหัวรบในจรวดข้ามทวีปได้หรือไม่ ประเด็นที่สองจรวดข้ามทวีป ICBM นั้น ต้องยิงขึ้นไปในวงโคจรของโลกและบังคับให้ตกลงมา ณ จุดที่ต้องการ ซึ่งในประเด็นนี้ผู้เชี่ยวชาญบอกว่ามันยาก และยังไม่มั่นใจว่าเกาหลีเหนือจะทำได้สำเร็จในระยะสั้นๆนี้
อย่างไรก็ตามการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือนั้นมีนัยทางการเมืองระหว่างประเทศ ประเทศแรกที่รู้สึกเดือดร้อนและแทบจะตอบโต้ด้วยการโจมตีเกาหลีเหนือให้แหลกยับ คือสหรัฐฯ เรื่องนี้อธิบายได้ด้วยเหตุผลดังนี้ ประการแรกมหาอำนาจอย่างเมกาถือว่าเป็นการหยามน้ำหน้าอย่างมาก เพราะได้ขู่และดำเนินการคุกคามหลายอย่างแม้กระทั่งเคลื่อนกองเรือมาประชิด แต่เกาหลีเหนือก็ไม่สะทกสะท้าน ซึ่งคงเป็นตัวอย่างให้ประเทศเล็กๆอื่นๆหมดความเกรงกลัวสหรัฐฯไปมาก ประการที่สองหากเกาหลีเหนือทำการโจมตีเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น หรือแม้แต่เกาะกวม ย่อมส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ประการที่สามหากเกาหลีเหนือสามารถโจมตีได้ถึงแผ่นดินสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นฮาวาย หรือบนทวีปนั่นคือการสูญเสียที่อเมริกันรับไม่ได้ เหมือนที่เกิดที่เพิร์ลฮาเบอร์ ฮาวาย เมื่อครั้งญี่ปุ่นโจมตีฐานทัพเรือยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ประธานาธิบดีทรัมป์ย่อมต้องรับผิดชอบเต็มๆฐานปล่อยปละละเลย
อย่างไรก็ตามการตัดสินใจโจมตีเกาหลีเหนือนั้นก็มีความเสี่ยงอย่างมาก ต่อการก่อให้เกิดสงครามใหญ่เพราะจีนย่อมไม่ยอมอยู่เฉย และถ้าจีนเข้ามามีส่วนร่วมในสงคราม รัสเซีย ซึ่งในปัจจุบันสนิทสนมกับจีนแน่นหนาขึ้น ก็ย่อมไม่ปล่อยให้จีนถูกถลุงฝ่ายเดียว ด้วยเหตุที่ว่าถ้าจีนแพ้สหรัฐฯ รัสเซียก็จะเป็นเป้าหมายต่อไป โดยเฉพาะในระยะนี้ความสัมพันธ์ทางการทูต ของสองประเทศมีปัญหาขัดแย้งกันอยู่
นอกจากนี้การถล่มเกาหลีเหนือให้ราบเป็นหน้ากลอง อันจะทำให้ประชาชนพลอยล้มตายเป็นจำนวนมาก อาจทำให้ชาวเกาหลีใต้ไม่พอใจ จนเกิดการประท้วงใหญ่ และจลาจลในเกาหลีใต้ ทำให้ผลประโยชน์ของสหรัฐฯต้องกระทบกระเทือน เพราะชาวเกาหลีแม้ต่างลัทธิ แต่ก็มีความผูกพันกันทางสายเลือดอย่างมาก แม้แต่แซ่ยังใช้เหมือนๆกันเลย
ดังนั้นสหรัฐฯจึงต้องมีแนวทางในการโจมตีเกาหลีเหนือย่างจำกัด นั่นคือโจมตีศูนย์บัญชาการของคิม จองอึน และต้องสังหารนายคิมให้ได้ แต่การกระทำดังกล่าวไม่ง่ายนัก เพราะนายคิมมีศูนย์บัญชาการอยู่ใต้ดิน ตัวนายคิมเองก็มีตัวปลอมคอยหลอกล่ออยู่หลายคน ที่สำคัญถ้าพลาดคนอย่างนายคิมก็จะตอบโต้อย่างรุนแรง โดยไม่สนใจว่าจะเกิดอะไรกับคนเกาหลีเหนือ ดังนั้นแม้นายทรัมป์จะถูกเรียกว่าคนบ้าก็ตาม ก็คงไม่บ้าพอที่จะตัดสินใจโดยไม่คำนึงถึงความเสี่ยงที่บรรยายมาแล้ว
ประเทศที่สองที่วิตกกังวลท่าทีและพฤติกรรมของเกาหลีเหนือก็คือเกาหลีใต้ เพราะเคยโดนเกาหลีเหนือบุกมาแล้วในสมัยปู่ของนายคิมนี่แหละ ตอนนี้ก็มีเสียงเรียกร้องให้เกาหลีใต้พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์บ้าง ซึ่งเกาหลีใต้ก็มีศักยภาพที่จะทำได้
ประเทศที่สามคือญี่ปุ่น ซึ่งก็สุ่มเสี่ยงต่อการถูกเกาหลีเหนือโจมตี และก็เช่นกันพวกขวาจัดในญี่ปุ่นก็พยายามผลักดันให้ญี่ปุ่นพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์เช่นกัน
โดยนัยนี้จึงเห็นได้ว่าหลายประเทศเริ่มจะมองว่าการมีอาวุธนิวเคลียร์จะทำให้ประเทศของตนมีอำนาจต่อรองสูงขึ้น เหมือนที่เกาหลีเหนือเชื่ออยู่ในขณะนี้ อย่างไรก็ตามประเทศมหาอำนาจนิวเคลียร์ ได้พยายามสร้างมาตรการที่จะกีดกันและห้ามการแพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์ เพราะเกรงว่าการแพร่กระจายอาวุธมหาประลัยนี้จะทำให้โลกสุ่มเสี่ยงต่อการเข้าสู่สงครามนิวเคลียร์
แต่ถ้ามองในอีกมุม การที่ประเทศมหาอำนาจมีนิวเคลียร์ก็สามารถใช้มันข่มขู่ประเทศอื่นๆได้ ขณะเดียวกันก็มีบางประเทศแหกคอกไม่ยอมอยู่ในข้อตกลงจำกัดอาวุธนิวเคลียร์ โดยมหาอำนาจหรือแม้แต่สหประชาชาติเพิกเฉยหรือไม่สามารถทำอะไรได้ เช่น อิสราเอล อินเดีย ปากีสถาน สหภาพอาฟริกาใต้ หรือแม้แต่บราซิล โดยเฉพาะอิสราเอลนั้นมีอาวุธนิวเคลียร์นับร้อยลูก และมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นผู้เริ่มใช้ก่อน ซึ่งเรื่องนี้หากไปเชื่อมโยงกับกรณีของประเทศอิหร่านที่อยู่ภายใต้ข้อตกลงกับมหาอำนาจทั้ง 5 บวกเยอรมันที่จะพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ โดยไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ครั้นเมื่อสหรัฐฯละเมิดข้อตกลงหันกลับมาแซงซั่นอิหร่านอีก ก็อาจทำให้อิหร่านยกเลิกข้อตกลงหันไปพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ได้ เพราะอิหร่านก็เกรงว่าอิสราเอลจะใช้อาวุธนิวเคลียร์โจมตีตนเอง
อย่างไรก็ตามมีการเพิ่มขึ้นของกระแสความเชื่อที่ว่าถ้าตนเองได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ก็จะทำให้ตนเองมีอำนาจต่อรองในเวทีการเมืองระหว่างประเทศมากขึ้น ซึ่งแท้จริงแนวคิดนี้ถูกปลูกฝังมาจากการกระตุ้นของประเทศมหาอำนาจนั่นเอง ในการโปรโมทขายอาวุธให้ประเทศต่างๆเพื่อหารายได้บนความขัดแย้งที่ตนเองกระตุ้นให้เกิดขึ้น ตั้งแต่ยุคสงครามเย็นจนมาถึงปัจจุบัน หลายประเทศจึงพากันสะสมอาวุธเพราะต่างก็ไม่ไว้วางใจกัน แม้กับเพื่อนบ้าน ยิ่งปัญหาเส้นเขตแดนไม่ชัดเจนยังทำให้เกิดชนวนที่จะสะสมอาวุธมากขึ้น โดยหวังว่าจะได้มีอำนาจการต่อรองมากขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่งปรากฏมีงานวิจัยหลายชิ้นที่ระบุว่าการแข่งขันกัน สะสมอาวุธนั่นแหละจะเป็นชนวนสำคัญ ที่ทำให้เกิดสงครามมากกว่าที่จะมีการเจรจากันทางการทูต และตกลงกันด้วยสันติวิธียิ่งเป็นอาวุธนิวเคลียร์ยิ่งอันตราย
อนึ่งภัยจากอาวุธนิวเคลียร์ประการหนึ่ง คือการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ขนาดเล็ก ซึ่งได้เกิดการแพร่กระจายภายหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต เพราะอาวุธนิวเคลียร์ขนาดกระเป๋านี้อาจถูกกลุ่มก่อการร้ายนำไปใช้ทำลายล้างในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในประเทศมหาอำนาจที่ไปย่ำยีประเทศเล็กๆนั่นเอง
กล่าวโดยสรุป การที่นายคิม จองอึน พยายามพัฒนาอวุธนิวเคลียร์ และจรวด ICBM ก็เพื่อสร้างอำนาจต่อรองในเวทีการเมืองโลก เพื่อมิให้มหาอำนาจอย่างสหรัฐฯมาย่ำยีประเทศของตน และหากแนวคิดอย่างนี้แพร่หลายออกไปในวงการเมืองระหว่างประเทศ การแข่งขันกันสะสมอาวุธ และอาวุธนิวเคลียร์ก็จะกลายเป็นแนวนโยบายที่แต่ละประเทศดำเนินการ เพราะต่างก็ไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน ผลที่จะเกิดขึ้นหากงานวิจัยดังกล่าวถูกต้องก็คือการนำโลกเข้าสู่ภาวะสงครามในที่สุด และคราวนี้จะเป็นสงครามนิวเคลียร์
ประเทศไทยเคยเป็นผู้นำในการทำให้กลุ่มประเทศอาเซียนประกาศหลักการให้โลกรับรู้ว่าอาเซียนจะเป็นเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์มาแล้ว คราวนี้ลองเป็นผู้นำในการผลักดันให้อาเซียนประกาศตนว่าอาเซียนเป็นเขตสันติภาพ ซึ่งเราจะได้ประโยชน์ร่วมกันดีกว่าจะเที่ยววิ่งไปคอยเอาใจมหาอำนาจอย่างที่ทำๆกันอยู่








