INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

BRICS จะเป็นทางหนีให้อิหร่าน จากแรงบีบทางเศรษฐกิจของทรัมป์ได้แค่ไหน

08967840492386489267429

BRICS จะเป็นทางหนีให้อิหร่าน จากแรงบีบทางเศรษฐกิจของทรัมป์ได้แค่ไหน

เมื่อสงครามเปลี่ยนจากขีปนาวุธ สู่การกดดันทางเศรษฐกิจ

ทหารประชาธิปไตย

สงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ-อิสราเอลที่ปะทุขึ้นปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ได้ดึงเอาสมาชิก BRICS สองประเทศเข้าสู่สนามรบโดยตรง คือ อิหร่านและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ระหว่าง 28 กุมภาพันธ์ ถึง 8 เมษายน อิหร่านยิงขีปนาวุธและครูซมิสไซล์ใส่ UAE ราว 550 ลูก และโดรนกว่า 2,200 ลำ ขณะที่ UAE เองก็เปิดปฏิบัติการโจมตีเข้าไปในดินแดนอิหร่านหลายสิบครั้งโดยใช้ข่าวกรองจากสหรัฐฯ และอิสราเอล พร้อมประกาศปิดสถานทูตในเตหะรานตั้งแต่ 1 มีนาคม ความตึงเครียดยังไม่จบแม้หลังหยุดยิงเมษายน จนถึงต้นเดือนสิงหาคม เรือบรรทุกน้ำมันของ UAE ยังถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซอยู่ แต่จุดที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ ทิศทางล่าสุดของฝ่ายสหรัฐฯ ที่เปลี่ยนจากการขู่ทิ้งระเบิดมาเป็นการบีบทางเศรษฐกิจแทน และคำถามที่ตามมาคืออิหร่านจะพึ่งเครือข่าย BRICS เพื่อรับมือแรงบีบนี้ได้หรือไม่

1. แรงกดดันที่ยังไม่มีนิยามชัดเจน

ต้นเดือนสิงหาคม 2026 ทรัมป์ประกาศผ่าน Axios ว่ากำลัง “low-keying” สถานการณ์ และ “semi-negotiating” กับอิหร่านเท่านั้น โดยเลือกอาศัยการปิดล้อมทางเรือ (naval blockade) ในช่องแคบฮอร์มุซที่ทำให้อิหร่านส่งออกน้ำมันดิบได้ยากขึ้น ยกเว้นเรือจีนที่สหรัฐไม่กล้าจัดการเพราะยังไม่อยากเผชิญหน้ากับจีน ควบคู่กับการขู่คว่ำบาตรประเทศที่สามที่ซื้อน้ำมันอิหร่าน แทนการโจมตีทางทหารรอบใหม่ เป้าหมายที่ระบุคือบีบให้อิหร่านยอมยุติโครงการนิวเคลียร์และเปิดช่องแคบฮอร์มุซเต็มรูปแบบ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ เองยังตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลทรัมป์ยังไม่ได้อธิบายวัตถุประสงค์ปลายทางที่ชัดเจนของมาตรการนี้ ความคลุมเครือนี้เองที่ทำให้ฝ่ายอิหร่านเจรจาต่อรองได้ยาก เพราะไม่รู้ว่าเงื่อนไขใดคือจุดที่ “พอ” สำหรับวอชิงตัน

       นอกจากนี้อิหร่านยังปรับขบวนทัพใหม่ด้วยการแต่งตั้งเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงหลายตำแหน่ง ที่สำคัญคือการเปลี่ยนตัวเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติที่เป็นสายแข็งและสายตรงของผู้นำสูงสุด จึงอนุมานได้ว่าจะเป็นการเจรจาที่ยากลำบากมากขึ้น

2. BRICS ช่วยอิหร่านได้แค่ไหน

2.1 ช่องทางที่พอมีอยู่จริง

  • จีนยังคงเป็นผู้ซื้อน้ำมันดิบอิหร่านรายใหญ่ที่สุด ผ่านโรงกลั่นอิสระขนาดเล็ก (“teapot refineries”) ที่รับความเสี่ยงจากการคว่ำบาตรได้ในราคาส่วนลดสูง
  • การชำระเงินผ่านระบบหยวนหรือ CIPS ของจีน ช่วยให้อิหร่านหลีกเลี่ยงระบบ SWIFT ที่ผูกกับดอลลาร์ได้บางส่วน
  • อินเดียเคยซื้อน้ำมันอิหร่านเป็นระยะ แม้จะลดลงมากหลังแรงกดดันจากวอชิงตัน

2.2 ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ BRICS แก้ไม่ได้

ปัญหาคือ อิหร่านไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นในธนาคารเพื่อการพัฒนาใหม่ (New Development Bank) ของ BRICS จึงไม่มีช่องทางกู้ยืมโดยตรงจากกลไกการเงินของกลุ่ม และที่สำคัญกว่านั้น เครื่องมือทางการเงินทั้งหมดข้างต้นแก้ปัญหาได้เฉพาะ “ด้านการชำระเงิน”ทว่าผู้ว่าการธนาคารชาติอิหร่านได้แถลงว่าจะดำเนินการหลายประการเพื่อแก้ปัญหาทางการเงิน แต่อิหร่านไม่สามารถแก้ปัญหา “ด้านกายภาพ” ได้ ตราบใดที่กองทัพเรือสหรัฐฯ ยังปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซอยู่ แม้จีนหรืออินเดียจะเต็มใจซื้อน้ำมันอิหร่านมากเพียงใด ปริมาณที่ส่งออกได้จริงก็ยังถูกจำกัดด้วยกำลังทางเรือ ไม่ใช่ด้วยความเต็มใจซื้อขาย นี่คือจุดที่ต่างจากการคว่ำบาตรทางการเงินแบบเดิมที่ BRICS เคยช่วยประเทศสมาชิกเลี่ยงได้ในระดับหนึ่ง แต่การปิดล้อมที่ยาวนานก็เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายและความตึงเครียดของทหารสหรัฐ

อนึ่งพฤติกรรมของ UAE ในสงครามที่ผ่านมาก็เป็นเครื่องเตือนใจว่า สมาชิก BRICS ด้วยกันเองไม่ได้ผูกพันที่จะปกป้องผลประโยชน์ของกันและกัน สมาชิกอย่างจีนและอินเดียก็เช่นกัน ทั้งสองประเทศกำลังอยู่ระหว่างเจรจาการค้าและเทคโนโลยีของตนเองกับวอชิงตัน จึงอาจไม่มีแรงจูงใจพอที่จะเสี่ยงเผชิญหน้าโดยตรงกับสหรัฐฯ เพียงเพื่อเปิดทางให้อิหร่านหลบเลี่ยงการปิดล้อมทางเรือ ซึ่งเป็นเครื่องมืออำนาจแข็ง (hard power) ที่อยู่นอกเหนือขอบเขตที่ BRICS ในฐานะเวทีเศรษฐกิจจะเข้าไปแทรกแซงได้

บทสรุป

BRICS ให้อิหร่านได้เพียง “เบาะรองรับ” ทางการเงินในระดับหนึ่ง เช่น ตลาดซื้อขายน้ำมันส่วนลดและช่องทางชำระเงินนอกดอลลาร์ แต่ไม่สามารถเป็น “ทางออก” ที่แท้จริงจากแรงบีบที่ทรัมป์ใช้อยู่ เพราะแกนกลางของแรงกดดันครั้งนี้คือการปิดล้อมทางเรือซึ่งเป็นปัญหาเชิงกายภาพที่ต้องแก้ด้วยการเจรจาโดยตรงกับวอชิงตันเท่านั้น ไม่ใช่ด้วยเครือข่ายการเงินทางเลือก ความคลุมเครือของทรัมป์เองที่ยังไม่นิยามเป้าหมายปลายทางชัดเจน ยิ่งตอกย้ำว่าทางออกของวิกฤตนี้จะขึ้นอยู่กับการต่อรองทวิภาคีระหว่างเตหะรานกับวอชิงตันโดยตรง มากกว่าความสามารถของ BRICS ในฐานะกลุ่มพหุภาคีที่ไม่เคยมีกลไกเผชิญหน้ากับอำนาจทางเรือของสหรัฐฯ ตั้งแต่ต้น

     ที่ไม่อาจมองข้ามได้ก็คือสหรัฐทำการกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านมายาวนานถึง47ปีแล้ว ก็ไม่อาจทำให้อิหร่านยอมอ่อนข้อหรือถึงกับล่มสลาย ในทางตรงข้ามอิหร่านมีพัฒนาการทางเศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่องแม้จะไม่รวดเร็วเท่าที่ควรจะเป็นก็ตาม นอกจากนี้ยังสามารถพัฒนากองทัพให้สอดรับกับการทำสงครามอสมมาตรกับสหรัฐได้เป็นอย่างดี จึงยังมองไม่เห็นว่าทรัมป์จะฝช้มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจเพิ่มเติมอะไรอีกจึงจะทำให้อิหร่านยอมอ่อนข้ออะไรอย่างเป็นนัยสำคัญ ทั้งเรื่องช่องแคบฮอร์มุซหรือเรื่องนิวเคลียร์ ซึ่งอาจทำให้มองได้ว่าทรัมป์กำลังใช้เป็นข้ออ้างเพื่อยุติสงครามหรือพักรบชั่วคราว

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *