INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

หนึ่งปีอัดหนึ่งที : คนไทย ๒๕๖๓

G0DL5oPyrtt5HBAi4UlqK64JpTdenGfpnsSjpbIuHoSbvxF93NfunC

สบาย สบาย สไตล์เกษม

เกษม อัชฌาสัย

หนึ่งปีอัดหนึ่งที : คนไทย ๒๕๖๓

ครับ ก็ไม่ได้มองอะไรลึกซึ้งมากครับ เพราะผมไม่ใช่นักรัฐศาสตร์ หรือนักเศรษฐศาสตร์ หรือผู้เชี่ยวชาญอะไรซักอย่าง

แต่ก็พยายามมองให้ออก แบบบ้านๆว่า ในฐานะที่เป็นคนไทย ตัวเองควรจะต้องมองไปกว้างๆและรอบๆว่า พวกเราจะต้องเจอกับอะไร ที่ยากลำบากบ้าง ในหนึ่งปีนับจากนี้ไป หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ เผื่อจะตั้งรับทัน หากไม่ทัน ก็โทษไปที่เวรกรรมโน่น

ถ้ายิ่งสามารถมองเห็นอะไร เลยล่วงหน้า ไปอีกสักหน่อยได้ ก็จะเป็นการดี พวกเราคนไทย จะได้เตรียมปรับตัวรับสภาพ

ปรับตัวได้ อย่างน้อยก็เพื่อบรรเทาแรงกระทบ ที่อาจจะเกิดขึ้นกับตนเองและครอบครัว ได้ทันควัน จะได้ไม่เจอสภาพอย่างเช่นที่เกิดขึ้นในชาติละตินอเมริกา

เช่น ในชิลี ที่มีปัญหาการกระจายความมั่งคั่งเกิดความเหลื่อมล้ำอย่างยิ่ง ระหว่างคนมั่งมีกลุ่มน้อยกับชนชั้นกลางกลุ่มใหญ่ ถึงกับเดินขบวนประท้วง ทำให้เสียเลือดเนื้อ

หรือในเปรู มีปัญหาทางการเมืองระหว่างประธานาธิบดีกับรัฐสภา ที่ต่างกล่าวหาว่าอีกฝ่ายหนึ่ง ไร้ความชอบธรรมตามกฎหมาย

และในโบลิเวีย เกิดจลาจล หลังการเลือกตั้งที่น่ากังขา ส่งผลให้ประธานาธิบดี”โมราเลส”ต้องลี้ภัยการเมืองไปอยู่ใน”เม็กซิโก ซิตี้”ประเทศเม็กซิโกโน่น

ว่าก็ว่าเถอะ ทุกวันนี้ คนไทยมองไปทางไหน ต่างก็หน้ามืดตามัว เพราะมองไม่ออกและสับสนว่า รัฐบาลจะชักนำไปอยู่ในจุดใด เขาว่าดี ก็ว่าดีตาม ไร้วิจารณญาน ไม่รู้จะยึดหลักการไหน

นี่ถ้าหากเขา(รัฐบาล)ชักพาพวกเราไปลงนรก ก็คงจะต้องไป(อย่างที่รัฐบาล”ทักษิณ”ทำมาแล้ว) เขาแจกเงินก็รับ ครั้นรับแล้วก็โดนด่า ว่าไม่รู้จักพึ่งพาตนเอง

นี่เห็นจะต้องโทษว่า แม้พวกเรามีการศึกษา แต่ก็ไม่สามารถแยกแยะ”ชั่ว-ดี-ถูก-ผิด”ได้ ขาดวุฒิภาวะในความเป็นคน เอาแต่ตัวรอดไปวันๆ

ก็ได้แต่นั่งๆ นอนๆ คิดว่า เอายังไงกันดีหว่า เมื่อได้ยินเสียงเรียกร้องให้ขับไล่รัฐบาลทหาร เพราะไม่เป็นประชาธิไตย มุ่งเพียงสืบทอดอำนาจ ก็ได้แต่งงๆว่า เอ….เราจะเชื่อใครดี ระหว่างความสงบกับความวุ่นวาย

ข้อเท็จจริงก็คือ ในแง่การเมือง เรายังจะต้องเจอกับรัฐบาลทหาร ในรูปแบบประชาธิไตยหลอกๆ ต่อไป อีกนานเท่าไร ก็ไม่รู้แน่ชัด แต่ก็พยายามจะเข้าใจว่า “แกนกลางรัฐบาล” อยากจะอยู่นานสัก ๒๐ ปี ทั้งนี้ ดูได้จาก”ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี”ที่กำหนดเป้าหมายผูกพันเอาไว้

แต่ก็เข้าใจว่าคงขึ้นกับ”ความมั่นคง”เป็นสำคัญ

ผมหมายถึง”ความมั่นคง”ของชาติ ศาศน์ กษัตริย์ ว่าในสายตาของฝ่ายทหาร(คนอื่นไม่เกี่ยว) มีเสถียรภาพแค่ไหน หากทหารยังไม่แน่ใจว่ามั่นคงจริง ทหารคงไม่ยอมปล่อยอำนาจ คงกุมอำนาจอยู่อย่างนี้ จนกว่าจะเกิดแรงกดดันภายในรุนแรง พอที่ประชาชนจะลุกขึ้นก่อการกันทั้งประเทศ เหมือนในยุคที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนเข้ายึดอำนาจรัฐ

ใครที่ฝันในยามแล้งว่า จะมีประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ เช่นสหรัฐอเมริกา หรือฝรั่งเศสโดยเร็วนั้น ไม่น่าจะกลายเป็นความจริงไปได้ แม้จะมีนักการเมืองกลุ่มใหม่ ตั้งความหวังเอาไว้ อย่างน่าสนใจ ว่า จะปฏิรูปประชาธิไตยให้ได้ หรือปฏิวัติให้ได้ ด้วยการปลุกระดม หวังให้”คนไทยรุ่นใหม่”ลุกขึ้นต่อสู้ โดยเรียกร้องซ้ำ ๆ ซากๆ จนกลายเป็นที่”หมั่นไส้”ของ”คนรุ่นเก่า” ซึ่งลุกขึ้นมาเถียงกัน ชนิดเอาเป็นเอาตาย ผ่านสื่อมวลชนกระแสหลัก ที่ยึดฝักฝ่าย หรือผ่านสื่อสังคมที่ไร้จริยธรรม เหมือนกับจะต้องพังกันไปข้างหนึ่ง ก่อให้เกิดความร้าวฉานในชาติ อย่างไม่เคยมีมาก่อน

ความหวังที่จะมีการปฏิรูป มีการปฏิวัติ ก็เป็นแค่เพียงความฝันเท่านั้น

ผมใคร่ตั้งข้อสังเกตว่า เรื่องการปลุกระดมคนรุ่นใหม่ เป็นเพียงการ”หาเสียง”เท่านั้น หากพวกนี้ได้รับเลือกเสียงส่วนใหญ่จริงๆ ก็คงไม่ทำ อย่างคุยโวโอ้อวดไว้หรอกครับ

แต่กลับจะเป็น”เผด็จการรัฐสภา”เหมือนที่เคยมีมาแล้ว เสียด้วยซ้ำไป  ผมว่านี่ คือผลของ”ความเฉื่อย”ไม่จริงจัง ตามสันดานของคนไทย

ตราบเท่าที่คนไทยส่วนใหญ่ยัง”รักสงบ-รักสบาย”กันอยู่อย่างนี้ ขาดความกระตือรือล้น จนกว่าความเดือดร้อนจะประชิดตัว ในด้านความเป็นอยู่ โดยเฉพาะค่าครองชีพที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกวัน จากความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำในการบังคับใช้กฎหมาย ที่เข้าข้างคนรวย ไม่ว่าจะนักลงทุน เข้าข้างเจ้าของที่ดิน ถือครองอสังหาริมทรัพย์ โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องชอบธรรม ขณะที่ปล่อยให้ต่างชาติได้สิทธิ์เข้ามาถือครอง ผ่านทางช่องโหว่ของกฎหมาย รัฐไม่พยายามแก้ไขป้องจริงจัง ซึ่งก็ปรากฎให้เห็นแล้ว ในหลายๆ ประเด็น เป็นที่น่าสะอิดสะเอียน จะยกตัวอย่างชัดๆก็ได้ แต่ไม่อยากจะยกให้มาเปรอะเปื้อนข้อเขียนดีๆ เช่นนี้

เอาซะหน่อยก็ได้….รู้กันไหมครับว่าทุกวันนี้ คนเมียนมาร์ยึดสมุทรสาครไปแล้ว ส่วนคนจีนเข้ายึดเชียงใหม่ ยึดหัวหินและกำลังจะยึดฉะเชิงเทรา ผ่านโครงการ”ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก”

ในแง่ชีวิตความเป็นอยู่นั้น คนไทยเราได้รับคำเตือนจากนักเศรษฐศาสตร์แล้วว่า จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่กำลังชะลอตัว ซึ่งหมายความว่าการประกอบการระดับโลกไม่ดีนัก จากสงครามการค้าระหว่างสองยักษ์ใหญ่ คือสหรัฐอเมริกากับสาธารณรัฐประชาชนจีน(ที่ร่วมกันกุมเศรษฐกิจโลกทั้งหมดราวกึ่งหนึ่ง) นอกจากจะทำให้การขยายตัวด้านการส่งออกของไทยมีปัญหา ส่งผลให้ความเติบโตของเศรษฐกิจหดตัว ทั้งยังเกิดปัญหาเงินฝืดและเงินเฟ้อ ไปพร้อมๆ กัน ที่พลอยดึงการทำมาหากินของคนไทยทั้งมวล ให้ตกต่ำลงไปด้วย ไม่รู้จะเอาเงินจากไหนมาลงทุน นอกจากแหล่งเงินทุนนอกระบบ ซึ่งมีแต่จะทำให้”ตายกับตาย”เท่านั้น

ทั้งนี้ ดูจากการประกอบการของชาวบ้านในระดับรากหญ้า การทำมาค้าขาย “เซ็งลี้ไม่ฮ้อ” เงินทองไม่สะพัดเท่าที่ควร ในระดับรากหญ้า ด้วยเหตุผลเท่าที่เห็นคือ การผูกขาดสินค้าอุปโภคบริโภคโดยผู้ผลิตยักษ์ใหญ่ ตลอดจนจากห้างสรรพสินค้า ที่เริ่มจากการผูกขาดการผลิตวัตถุดิบ การแปรรูป ไปจนถึงการวางตลาด ทำให้ตลาดสดชาวบ้าน ต้องซบเซา เจ๊งไปตามๆ กัน

การจัดระเบียบการค้าขายตามเมืองใหญ่ โดยเฉพาะในกทม.ที่เน้นความสะอาดสะอ้านและความเป็นระเบียบเรียบร้อย ก็ซ้ำเติมบั่นทอนธุรกิจเล็ก ๆ ที่เป็น”หัวใจ”ของเศรษฐกิจชาวบ้าน เช่นแผงลอย หรือร้านค้าต่างๆ หรือ”โชห่วย”ทำให้ไม่สามารถดำรงธุรกิจอยู่ได้ ก็จ้องเจ๊งไปตามระเบียบ

วันนี้ นึกได้แค่นี้ก่อน หากนึกได้เพิ่มเติม สิ้นปีหน้า จะอัดให้แรงกว่านี้ ซ้ำอีกหนึ่งที

สวัสดีปีใหม่ครับ

 

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *