แอฟริกาเหนือและตะวันออกกลางกับ Arab Spring

รูปจาก History
นับตั้งแต่มีการลุกฮือในตูนีเซียตั้งแต่ ค.ศ. 2010 จนถึงสงครามกลางเมืองในซีเรียที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบันและการรัฐประหารของทหารในอียิปต์เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2013 ซึ่งไม่ว่าจะลงเอยอย่างไรก็ตาม ประเทศที่เกิดสิ่งที่เรียกว่า Arab Spring ทั้งในภูมิภาคแอฟริกาเหนือและตะวันออกกลางหรือเอเชียตะวันตกก็จะมีภูมิทัศน์ทางการเมืองที่จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
การโค่นล้มผู้นำในตูนีเซีย อียิปต์ ลิเบีย การลงจากอำนาจของผู้นำเยเมน การศึกที่ได้รับการสนับสนุนจากหลายฝ่ายในซีเรียโดยแต่ละฝ่ายมีผลประโยชน์เกี่ยวพันโดยเฉพาะผลประโยชน์ด้านความมั่นคงนั้นเป็นภาพที่ผู้คนได้เห็นใน Arab Spring
การเพิ่มสวัสดิการให้ประชาชนมากขึ้นในกรณีของบาห์เรน ซาอุดีอาระเบียและการมีอำนาจมากขึ้นของอิหร่านในตะวันออกกลาง รวมทั้งบทบาทของขบวนการฮิซบุลลอฮ์และฮามาสในภูมิทัศน์การเปลี่ยนแปลงในตะวันออกกลาง ทั้งหมดนี้คือความเปลี่ยนแปลงที่น่าจับตาที่สุดของโลกมุสลิม
Arab Spring ของบางประเทศมีทางออกและได้รับการยอมรับ มีการเลือกตั้งและมีผู้นำคนใหม่เข้ามาสู่อำนาจแทนผู้นำคนเก่าที่ถูกโค่นอำนาจ แต่กระนั้นใน Arab Springของบางประเทศเหตุการณ์มิได้จบสิ้นไปพร้อมกับการมีผู้นำคนใหม่ หากแต่เมื่อผู้นำคนใหม่ขึ้นมาอยู่ในอำนาจได้เพียงหนึ่งปีก็ถูกรัฐประหารด้วยข้ออ้างว่าบริหารประเทศล้มเหลวซึ่งในกรณีนี้มีอียิปต์เป็นตัวอย่างให้เห็น
จึงอาจกล่าวได้ว่าหลังจาก Arab Spring ในแอฟริกาเหนือและตะวันออกกลางได้ผ่านมาระยะหนึ่งแล้วนั้นพบว่ามีเหตุการณ์หลายอย่างปรากฏตัวขึ้นมา นอกจาก Arab Spring จะนำเอาความเปลี่ยนแปลงที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นเข้ามาในภูมิภาคทั้งสองก็ตาม แต่ Arab Spring ก็นำเอาความตกต่ำ ความป่วยไข้และความเสื่อมโทรมมาให้เช่นกัน ทั้งนี้จะเห็นได้อย่างเป็นรูปธรรมในอียิปต์ที่ผู้นำประเทศซึ่งได้รับการเลือกตั้งโดยวิถีประชาธิปไตยถูกโค่นอำนาจโดยทหาร ที่เคยมีอำนาจมายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษในประเทศนี้
ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงในซีเรีย ความวุ่นวายกลัดหนองอย่างในลิเบีย การรัฐประหารในอียิปต์ หรือแม้แต่ในประเทศที่โค่นผู้ปกครองเผด็จการลงได้โดยไม่มีสงครามกลางเมืองอย่างตูนีเซียก็ตาม อาจกล่าวได้ว่าการเรียกร้องความเป็นประชาธิปไตยได้ซ่อนความแตกแยกทางสังคมซึ่งจะต้องได้รับการเยียวยาเอาไว้ด้วย
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าแก้วน้ำยังไม่เคยเต็ม แต่ก็ใช่ว่าแอฟริกาเหนือหรือตะวันออกกลางจะว่างเปล่าไปเสียทั้งหมด เมื่อยกเว้นซีเรียและอียิปต์ที่หลายอย่างล้วนนำไปสู่ความเลวร้ายแล้ว ในที่อื่นๆ ผู้คนยังพากันไปหย่อนบัตรเลือกตั้งกันเป็นทิวแถว ชาวลิเบียมีรัฐสภาและรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และแผ่นดินเยเมนก็เพิ่งพ้นมาจากอิทธิพลของอัล-กออิดะฮ์เป็นครั้งแรกหลังจากหลายปีผ่านไป
สถานการณ์การเปลี่ยนผ่านของแต่ละประเทศที่เกิด สิ่งที่เรียกว่า Arab Spring สามารถกล่าวได้โดยภาพรวมดังนี้
ในกรณีของตูนีเซียผลการเลือกตั้งหลังเหตุการณ์ Arab Spring ในตูนีเซียพบว่าพรรคอัล-นะเฎาะฮ์ (Al-Nadah) ซึ่งมีรากฐานมาจากขบวนการภราดรภาพมุสลิม (Muslim Brotherhood) ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง พรรคอัล-นะเฎาะฮ์ถือเป็นพรรคอิสลามนิยมสายกลาง ที่พยายามเปิดโอกาสให้พวกฆราวาสนิยมมีส่วนร่วมทางการเมืองด้วย ส่วนฝ่ายอนุรักษ์นิยมอิสลามของตูนีเซียอย่างพรรคสะลาฟี (Salafi) มีความแตกต่างไปจากกรณีของอียิปต์ พวกเขาปฏิเสธการเมืองในระบอบประชาธิปไตยและออกมาประท้วงตามท้องถนน โจมตีสถานทูตสหรัฐและโรงเรียนของชาวอเมริกันในเดือนกันยายน ค.ศ. 2012
กล่าวกันว่าถ้าพรรคสะลาฟีของตูนีเซียมีโอกาสปกครองประเทศ ความมั่นคงที่มาจากระบอบประชาธิปไตยคงไม่แจ่มใส ในสายตาของตะวันตกพรรคสะลาฟีเป็นพรรคที่มีความเคร่งจัดและจะเป็นพรรคที่เข้ามามีอิทธิพลต่ออนาคตการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองทั่วโลกอาหรับ
จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา กลุ่มสะลาฟีปฏิเสธการเมืองประชาธิปไตยโดยตีความว่าการเมืองในรูปแบบประชาธิปไตยเป็นการคิดค้นของตะวันตก ซึ่งขัดแย้งกับความเชื่อที่มีต่อพระผู้เป็นเจ้า ที่ว่าผู้ประทานกฎหมายให้แก่มนุษย์นั้นคือพระผู้เป็นเจ้าไม่ใช่มนุษย์ เมื่อมีการเลือกตั้งทั้งในตูนีเซียอียิปต์และคูเวต พวกเขาได้รับคะแนนเสียงจากการเลือกตั้งอยู่ในระดับที่ดีทั้งสิ้น
ในขณะที่มีคำถามอยู่ทั่วไปในตูนีเซียว่าฝ่ายฆราวาสนิยมจะเข้าไปมีบทบาทอยู่ในการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองในโลกอาหรับได้หรือไม่นั้น คำตอบก็จะอยู่ที่ว่ากลุ่มสะลาฟีจะถูกดึงกลับมาสู่อนาคตของความมีประชาธิปไตยในตูนีเซียได้หรือไม่นั่นเอง
ในกรณีของอียิปต์หลังการโค่นล้มมุบาร็อก ขบวนการภราดรภาพมุสลิมภายใต้พรรคเสรีภาพและยุติธรรมได้เข้ามามีบทบาทหลังการเลือกตั้งในทุกระดับ ตามมาด้วยพรรคนิยมอิสลามอย่างพรรคสะลาฟี อันนูร (Salafi Al-Nour) ที่มีความเป็นอนุรักษ์นิยมได้รับคะแนนเป็นลำดับที่สอง ส่วนพรรคที่ยึดถือแนวเสรีนิยมและฆราวาสนิยมกลายเป็นพรรคประดับสภาและมีบทบาทน้อย
กลุ่มก้อนของรัฐบาลเก่าได้หันมาต่อสู้กับรัฐบาลใหม่ ด้วยรูปแบบของการออกกฎหมาย ล้มเลิกรัฐสภา และนำเอาอำนาจสูงสุดเข้ามาอยู่ในมือของสภารักษาการที่ปกครองโดยทหาร แต่ต่อมาก็ไม่อาจหยุดยั้งการตื่นตัวของผู้ที่นิยมอิสลามการเมือง (Political Islam) ได้
มุฮัมมัด มุรซี (Muhammad Mursi) จากขบวนการภราดรภาพมุสลิมในนามพรคเสรีภาพและยุติธรรมได้รับการเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดี และได้รับชัยชนะเหนืออดีตนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลเก่าคืออะห์มัด ชาฟีก (Ahmad Shafiq) ไปอย่างฉิวเฉียด มุรซี จึงเข้าครองอำนาจสูงสุดต่อจากจากผู้นำทหาร ปลดผู้นำทางทหารและเอาคนของตนเองเข้าไปแทนที่
อย่างไรก็ตามเมื่อมุรซียืนกรานว่าจะให้ตนเองอยู่เหนือการตรวจสอบของฝ่ายกฎหมาย (ที่พยายามโค่นล้มเขาลงจากอำนาจ) ด้วยการใช้แรงกดดันอย่างรัฐธรรมนูญใหม่ มุรซีจึงถูกวิจารณ์ว่าได้ทำเกินอำนาจที่เขามีอยู่ การเดินขบวนครั้งใหญ่ ที่มีมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2011 จึงตามมาเป็นระลอกจนถึงการรัฐประหารเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2013 ที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้เขาต้องพบกับการออกมาประท้วงของผู้คนจำนวนหนึ่งว่าด้วยการลงประชามติในเรื่องรัฐธรรมนูญ และรูปแบบของประเทศว่าจะเป็นไปในทิศทางใด นั่นคือฝ่ายอิสลามนิยม (Islamist) จะนำพาประเทศไปได้อีกยาวนาวแค่ไหน
ในที่สุดหลังจากนายมุรซีอยู่ในอำนาจได้หนึ่งปีเต็มก็ได้เกิดการรัฐประหารขึ้นในอียิปต์ ทั้งนี้การรัฐประหารดังกล่าวอยู่ในความสนใจของคนจำนวนมาก โดยเฉพาะความสนใจที่มีอยู่ระหว่างการรัฐประหารและประชาธิปไตย นอกจากนี้การรัฐประหารดังกล่าวยังได้ถูกนำมาเปรียบเทียบว่ามีความเหมือนหรือความต่างกับสถานการณ์การเมืองในประเทศไทยในช่วงปี 2006 อย่างไรบ้างทั้งในแง่ของการเห็นแจ้งและในแง่ของบทเรียน
ในกรณีของลิเบีย หนึ่งปีที่ผ่านมาการพูดคุยในลิเบียเป็นเรื่องของกลุ่มนักรบที่สู้กับรัฐบาลของกัดดาฟีมาก่อน ยังเป็นที่สงสัยกันว่าอำนาจของพวกเขาในฐานะรัฐบาลที่ไร้อำนาจ จะทำให้ลิเบียมีสงครามกลางเมืองครั้งใหม่หรือไม่ แม้ว่าตอนนี้ลิเบียยังไม่มีสงครามกลางเมือง แต่ดูเหมือนว่าสภาพของสงครามกลางเมืองยังไม่หมดไปเช่นกัน ที่กลายเป็นข่าวไปทั่วโลกก็คือการฆาตกรรม คริสต์ สตีเวนส์ นักการทูตสหรัฐ เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2012 เมื่อกระแสการประท้วงภาพยนตร์ Innocence of Muslims ขยายไปทั่วโลก ทั้งนี้สตีเวนส์ได้จบชีวิตลงที่สถานกงสุลสหรัฐในกรุงเบงกอซีพร้อมไปกับเจ้าหน้าที่ทางการทูตคนอื่นๆ อีก 2 คน ซึ่งทำหน้าที่รักษาความปลอดภัย
กล่าวกันว่าการที่ซูซาน ไรซ์ (Susan Rice) เอกอัครราชทูตประจำ UN กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างผิดพลาด โดยกล่าวว่าความตายของคริสต์ สตีเวนส์เป็นฝีมือของผู้ก่อการร้าย ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่ามีความเกี่ยวข้องกับอัล-กออิดะฮ์ (Al-Qaida) นั้นทำให้เรื่องราวดังกล่าวเข้ามากลบเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในลิเบียเองไปจนหมดสิ้น
ต่อมาเหตุการณ์กลับกลายเป็นว่าสมาชิกของกลุ่มนักรบอิสลามเป็นผู้สังหารเขา ในขณะที่ผู้นิยมอิสลามการเมือง (Political Islam) พยายามปกป้องผู้ถูกกล่าวหาดังกล่าว กระนั้นก็ตามนักรบลิเบียจำนวนมากก็เรียกร้องให้เร่งค้นหาผู้กระทำผิดต่อไป
ไม่มีข้อคิดเห็นของฝ่ายใดเลยที่ดูว่าเป็นที่น่าพอใจ และมีเครื่องหมายให้เห็นว่าคงจะไม่มีใครที่จะถูกนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในเรื่องนี้ ด้วยเหตุนี้การที่มีรายงานว่านางไรซ์จะขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ (Secretary of State) ของสหรัฐจึงดูเหมือนจะถูกลบเลือนไป และในที่สุดประธานาธิบดีโอบามาก็เลือก จอห์น แคร์รี่ขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐคนต่อไป
สำหรับกรณีของเยเมนนั้นจะพบว่าหลังจากเกิดภาวะหยุดชะงักในการทำหน้าที่ของประธานาธิบดีที่ครองอำนาจติดต่อกันยาวนานของอับดุลลอฮ์ ศอลิฮ์ ในที่สุดปัญหาการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของเขาก็คลี่คลายลงได้เมื่อตัวของประธานาธิบดีเองเปิดทางให้กับรองประธานาธิบดีของเขาคืออับดุ ร็อบบุฮ์ มันซูร ฮาดี (Abd Rabbuh Mansur Hadi) ภายใต้การสนับสนุนของทุกประเทศที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับเยเมนและมีความเป็นห่วงเป็นใยเยเมนอย่างซาอุดีอาระเบีย ประเทศแถบอ่าวอื่นๆ สหรัฐและสหภาพยุโรป
ตำแหน่งของฮาดีได้รับการยืนยันจากการเลือกตั้งที่ใช้การลงความเห็นร่วมกัน โดยไม่มีใครคัดค้าน แต่การเริ่มต้นตำแหน่งผู้นำของฮาดีได้พัฒนามาเป็นบางอย่างที่น่าตกใจ ทั้งนี้ฮาดีได้เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วที่จะลดความสำคัญของสมาชิกที่อยู่ในครอบครัวขยายของศอลิฮ์ที่มีตำแหน่งอยู่ในสายทหาร
ที่สำคัญสำหรับประเทศตะวันตกก็คือตัวของผู้นำคนใหม่ต่างหากที่เป็นผู้รวมโวหารความร่วมมือของอดีตประธานาธิบดีมาไว้ในการต่อสู้ต่อต้านขบวนการอัล-กออิดะฮ์อย่างแท้จริง เขาเป็นผู้ที่เข้ามาต่อสู้เพื่อต่อต้านบรรดานักรบของอัล-กออิดะฮ์ ผู้เข้ามาครอบครองเมืองทางใต้และเอาเมืองเหล่านั้นกลับมาอยู่กับรัฐบาลได้อีกครั้ง
ปัญหาที่ยังคาใจประชาชนก็คือความร่วมมือของสหรัฐที่มีต่อเยเมนโดยสหรัฐใช้จรวดโจมตีพื้นที่ที่อ้างกันว่าเป็นฐานของอัล-กออิดะฮ์จนนำไปสู่ความเสียหายและการบาดเจ็บของประชาชนจำนวนหนึ่ง อย่างไรก็ตามเป็นครั้งแรกที่ดูเหมือนว่ากลุ่มอัล-กออิดะฮ์จะดูเงียบไปในช่วงปลาย ค.ศ. 2012 มากกว่าจะเริ่มต้นทำอะไร แต่อาจเป็นความเงียบก่อนจะเกิดพายุใหญ่ก็ได้เช่นกัน
ครึ่งปีแรกของ ค.ศ. 2012 ปัญหาที่มีการถามกันมากก็คืออะไรเกิดขึ้นในซีเรีย จนกลายเป็นสงครามกลางเมือง ซึ่งดูเหมือนว่าจะทำให้แวดวงนักวิชาการจะแปลกใจอยู่ไม่น้อย
ตามรายงานของกลุ่มผู้ติดตามสถานการณ์ในซีเรียที่มีฐานอยู่ต่างประเทศพบว่าผู้คนมากกว่า 7 หมื่นคนได้จบชีวิตลงในการลุกฮือขึ้นต่อต้านประธานาธิบดี บาชัร อัล-อะสัด (Bashar al-Asad) อย่างไรก็ตามจากรายงานภายในประเทศพบว่ามีการคาดการณ์ตัวเลขที่มากเกินไป ทั้งนี้การต่อสู้ได้เริ่มต้นที่เมืองฮอมส์ไปจนถึงฮามาและเวลานี้อยู่ในตัวเมืองหลวงเองคือดามัสกัส (Damascas) และอเล็ปโป ตามมาด้วยการโจมตีที่มั่นสำคัญของรัฐบาล 2 แห่งในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2012 อย่างไรก็ตามการต่อสู้ของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลในเวลาต่อมาค่อยๆ แผ่วลง เนื่องจากความเข้มแข็งของทหารรัฐบาลที่ดูเหมือนจะมีมากกว่าและเป็นระบบกว่าฝ่ายต่อต้านรัฐบาล
เรื่องราวในซีเรียนั้นดูเหมือนจะเชื่องช้า แต่เชื่อกันว่าฝ่ายต่อต้านรัฐบาลที่หนุนหลังโดยประเทศตะวันตกนำโดยสหรัฐและประเทศอาหรับอย่างซาอุดีอาระเบียและการ์ตา รวมทั้งอิสราเอลโดยอ้อมๆ ต่างก็ให้การสนับสนุนฝ่ายต่อต้านในนามกองทัพซีเรียอิสระ (Free Syrian Army) อย่างเต็มที่
นอกจากนี้ในบางช่วงเวลาพันธมิตรนักรบอิสลาม (Islamist militant) ก็ได้มีโอกาสเข้ามาควบคุมดินแดนส่วนใหญ่ของจังหวัดอิดลิบ (Idlib) และอเล็ปโป และส่วนหนึ่งของดินแดนอื่นๆ รวมทั้งดินแดนรอบนอกของกรุงดามัสกัสด้วย ก่อนที่ในที่สุดกองกำลังของรัฐบาลจะเข้าไปปลดปล่อยดินแดนที่ฝ่ายต่อต้านเข้ายึดครองได้ในที่สุด
สิ่งที่ได้พบเห็นในซีเรียก็คือการใช้ความรุนแรงของทั้งสองฝ่ายและผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่องคือพลเรือนที่กลายเป็นผู้ที่ตกอยู่ในท่ามกลางความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่นการถล่มเมืองฮอมส์และที่มั่นของฝ่ายกบฏโดยฝ่ายรัฐบาลในดินแดนบาบา อัมร์ (Baba Amr) ได้ทำให้สตรี เด็กและพลเรือนต้องตกอยู่ท่ามกลางความรุนแรงดังกล่าวและถูกสังหารโดยปืนใหญ่ของฝ่ายรัฐบาล รวมทั้งผู้สื่อข่าวสตรีของ Sunday Times ที่ต้องมาจบชีวิตลง
ในเมืองฮอมส์ นักต่อสู้จากกองทัพซีเรียอิสระได้มาอยู่ที่นั่น ที่เมืองเฮาลา (Houla) ประชาชนกว่า 100 คนถูกสังหาร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กและสตรี โดยหาเหตุผลได้ยากว่ามาจากจุดมุ่งหมายใดหรือเกิดจากฝ่ายใด อย่างไรก็ตามการสังหารครั้งนี้ UN ก็สรุปอย่างที่เคยสรุปมาก่อนว่าส่วนใหญ่จะเป็นฝีมือของกลุ่มที่เรียกว่าอะลาวี ชาบีฮา (Alawite Shabiha) ซึ่งเป็นกลุ่มนักรบจากชนบทที่อยู่ใกล้เคียง
หากพิจารณาจากบริบทรอบด้านจะพบว่า Arab Spring ในตะวันออกกลางขณะนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสงครามกลางเมืองในซีเรียถือเป็นการประลองกำลังระหว่างอิหร่าน ขบวนการฮามาส ขบวนการฮิซบุลลอฮ์ รัสเซีย และจีน กับบางประเทศในละตินอเมริกาฝ่ายหนึ่งกับอีกฝ่ายหนึ่งประกอบด้วยสหรัฐอเมริกา อียู ซาอุดีอาระเบีย สันนิบาตอาหรับ สำนักข่าวอัลญะซีเราะฮ์ สำนักข่าวอะรอบียะฮ์และ อิสราเอลโดยอ้อมๆ และประเทศตะวันตกอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งทำให้สงครามขยายตัวอย่างรวดเร็วและขณะนี้ได้ก้าวไปถึงขั้นที่ต่างฝ่ายต่างก็ส่งอาวุธและยุทโธปกรณ์การทำสงครามให้แก่ฝ่ายที่ตนเองสนับสนุนนั่นก็คือฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลและฝ่ายที่คัดค้านรัฐบาล
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ทำให้สถานการณ์ที่รุนแรงอยู่แล้วกลายเป็นความขัดแย้งทางอุดมการณ์ของสำนักคิดทางศาสนาและการแข่งขันของพลังอำนาจทางทหาร ดังได้กล่าวมาแล้วฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาลซีเรียซึ่งประกอบไปด้วย อิหร่าน รัสเซีย จีน ขบวนการฮิซบุลลอฮ์และขบวนการฮามาสได้แสดงบทบาทอย่างแข็งขันว่าจะไม่ยอมให้ประเทศตะวันตกทำให้ซีเรียกลายเป็นดินแดนที่มีความขัดแย้งหนักขึ้นไปอีกเหมือนอย่างที่เคยเกิดขึ้นในลิเบีย
ในความขัดแย้งระหว่างผู้นำประเทศกับฝ่ายต่อต้านที่ลิเบียพบว่าในเวลานั้นสหประชาชาติมีมติ 1973 ห้ามมิให้มีการบินเหนือน่านฟ้าลิเบีย แต่ผลที่ตามมากลายเป็นว่านาโต้ (Nato) หรือองค์การปกป้องแอตแลนติคเหนือได้ช่วยกันถล่มที่อยู่อาศัยของอดีตผู้นำอย่างกัดดาฟีจนทำให้คนบริสุทธิ์และลูกหลานของอดีตผู้นำต้องจบชีวิตลงไปจำนวนหนึ่งและตัวผู้นำเองก็เชื่อกันว่าถูกปลิดชีวิตโดยกองกำลังต่างชาติที่แทรกซึมเข้ามาในลิเบียอย่างไม่ถูกกฎหมายและนำไปสู่วาระสุดท้ายของกัดดาฟีที่อยู่ในอำนาจมายาวนานถึง 42 ปี
ในขณะที่เหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในซีเรีย (ค.ศ. 2013 ) ได้กลายเป็นสมรภูมิแห่งการประลองกำลังระหว่างประเทศที่กำลังขึ้นมามีบทบาทอย่างสูงหลังเหตุการณ์ Arab Spring ได้แก่ อิหร่านและพันธมิตร (โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่ไม่เห็นด้วยกับการเข้ายึดครองของอิสราเอลในดินแดนปาเลสไตน์) รวมทั้งรัสเซียและจีนฝ่ายหนึ่งกับสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรรวมทั้งอิสราเอลโดยทางอ้อมกับกลุ่มประเทศอาหรับและองค์กรบางองค์กรในโลกอาหรับอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งกำลังท้าทายอำนาจของอิหร่านและผู้สนับสุนนของอิหร่านอยู่ในเวลานี้
อย่างไรก็ตามมีความพยายามของหน่วยงานจากหลายประเทศหลายหน่วยงานที่พยายามจะให้เหตุการณ์ในซีเรีย ซึ่งมีผู้คนเสียชีวิตไปแล้วมากกว่า 7 หมื่นคน ได้กลับสู่สภาวะปกติ ประเทศตะวันตกหลังจากไม่สามารถโค่นรัฐบาลซีเรียด้วยการสนับสนุนฝ่ายต่อต้านลงได้ แม้ว่าจะใช้ความพยายามมา 3 ปีก็หันมาใช้ความพยายามในการเจรจาระหว่างสหรัฐกับรัสเซียและประเทศอื่นๆ โดยรัฐบาลซีเรียเห็นด้วยที่จะมีการเจรจาระหว่าง 2 ฝ่าย แต่ฝ่ายต่อต้านที่ต้องการโค่นล้มรัฐบาลยืนกรานจะไม่เข้าสู่การเจรจาด้วย
ที่ผ่านมารัฐบาลซีเรียก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีของซีเรียคือเป็นประเทศหนึ่งที่ยืนหยัดสนับสนุนการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยดินแดนของปาเลสไตน์มาอย่างเข้มแข็งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ข้อเสียคือรัฐบาลซีเรียเคยปราบปรามการลุกขึ้นสู้ของขบวนการภราดรมุสลิมในซีเรียอย่างหฤโหดมาก่อนจนมีคนเสียชีวิตจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้ในโลกมุสลิมจึงมีทั้งผู้ที่ชื่นชมซีเรียและผู้ต่อต้านซีเรียในเวลาเดียวกัน
อย่างไรก็ตามถ้าคิดในแง่ของความมั่นคง ประเทศที่สนับสนุนรัฐบาลซีเรียมีความเห็นว่า ถ้ายอมให้สหรัฐและพันธมิตรเข้ามากำกับดูแลซีเรียโดยฝ่ายที่ต่อต้านขึ้นมาเป็นรัฐบาลเสียเอง การสนับสนุนการต่อสู้ของชาวปาเลสไตน์ก็จะหมดไปหรือไม่ก็อ่อนกำลังลง ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุดขณะนี้ก็คือ การเจรจาซึ่งกำลังดำเนินการอยู่ โดยผู้นำซีเรียยืนกรานว่าจะลงเลือกตั้งโดยมีประชาชนเป็นผู้ตัดสิน และนี่ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดีที่สุด นอกจากนี้ผู้สนับสนุนรัฐบาลซีเรียยังยืนกรานว่าหากฝ่ายต่อต้านรัฐบาลสามารถเข้ามามีอำนาจในซีเรีย โดยการหนุนหลังของประเทศซึ่งไม่ได้เป็นมิตรกับการปลดปล่อยปาเลสไตน์ โอกาสที่ซีเรียจะตกไปเป็นเครื่องมือของตะวันตกที่นำโดยสหรัฐก็จะเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
การสนับสนุนของสหรัฐโดยการส่งอาวุธให้กับฝ่ายต่อต้านก่อนที่รัสเซียจะส่งอาวุธให้ฝ่ายรัฐบาลเสียอีกนั้นเป็นความพยายามของสหรัฐที่จะช่วยฝ่ายต่อต้านรัฐบาล แต่ทำไม่สำเร็จเพราะซีเรียเป็นประเทศที่มีกองทัพที่เข้มแข็งและในอดีตก็เป็นแนวหน้าในการรบกับอิสราเอลมาตลอด
ความจริงประเทศตะวันตกรวมตัวกันสนับสนุนด้านอาวุธให้กับฝ่ายต่อต้านมาเป็นเวลาสามปีแล้วแต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเนื่องจากพลังสำคัญของกองกำลังฮิซบุลลอฮ์ในเลบานอนที่สนับสนุนโดยอิหร่าน ซึ่งมีความคิดว่าการล้มลงของซีเรียอาจกระทบกระเทือนกับการล้มลงของอิหร่าน ซึ่งเป็นผู้จัดตั้งขบวนการฮิซบุลลอฮ์ขึ้นในเลบานอนและสามารถเอาชนะอิสราเอลได้ใน ค.ศ. 2006 ด้วยเหตุนี้ประเทศเหล่านี้จึงพยายามอย่างยิ่งที่จะปกป้องซีเรีย และถ้ามีการเปลี่ยนแปลงก็จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นและประชาชนก็จะมีสิทธิมากขึ้นไม่ใช่การบงการจากประเทศภายนอก







