INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

เงาในวิหาร จากโซโลมอนถึงเอปสไตน์: ห่วงโซ่แห่งความลับที่ไม่เคยขาด ตอนที่ 1

1689234537532354

เงาในวิหาร จากโซโลมอนถึงเอปสไตน์: ห่วงโซ่แห่งความลับที่ไม่เคยขาด ตอนที่ 1

ศาสตราจารย์ พลโท ดร.สมชาย วิรุฬหผล

บทความในแนวทฤษฎีสมคบคิด — เนื้อหาบางตอนสมมติเพื่อความต่อเนื่องและการตั้งคำถาม

⬡ ⬡ ⬡

มีคำถามหนึ่งที่นักวิจัยอิสระ นักประวัติศาสตร์ และนักทฤษฎีสมคบคิดทั่วโลกหมกมุ่นอยู่ด้วยมานานหลายทศวรรษ คำถามนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ยิ่งเวลาผ่านไป ยิ่งมีชิ้นส่วนใหม่ๆ งอกออกมาเติมเต็มภาพ และภาพนั้นน่ากลัวพอๆ กับที่น่าหลงใหล

คำถามนั้นคือ: มีเครือข่ายของผู้ทรงอำนาจที่สืบทอดความลับจากอารยธรรมโบราณมาถึงปัจจุบันจริงหรือไม่? และถ้ามี พวกเขาซ่อนสัญลักษณ์ของตัวเองไว้ที่ใด?

บทความนี้จะพาคุณเดินทางข้ามกาลเวลาสามพันปี จากกรุงเยรูซาเลมในยุคพระคัมภีร์ ผ่านปราสาทหินแห่งยุโรปในยุคกลาง ไปสู่เกาะเล็กๆ กลางทะเลแคริบเบียนในศตวรรษที่ 21 เพื่อสำรวจเส้นด้ายที่อาจเชื่อมทุกอย่างเข้าหากัน

⬡ ⬡ ⬡

ภาคหนึ่ง: วิหารและความลับที่ซ่อนอยู่

กษัตริย์โซโลมอนและสัญญาที่ไม่ธรรมดา

ราวศตวรรษที่สิบก่อนคริสตกาล กษัตริย์โซโลมอนแห่งอิสราเอลได้รับพันธกิจที่พ่อของเขาคือกษัตริย์ดาวิดทำไม่ได้ การสร้างวิหารถาวรให้แก่พระยาห์เวห์บนยอดเขาที่ชาวยิวเรียกว่า Mount Moriah ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นสถานที่เดียวกับที่อับราฮัมเกือบสังเวยบุตรชายของตน

โซโลมอนทำในสิ่งที่ไม่มีกษัตริย์ยิวคนไหนเคยทำ เขาส่งทูตไปเจรจากับ ฮีรัม กษัตริย์แห่งไทร์ เมืองท่าของชาวฟินีเซียผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรมและงานช่าง สิ่งที่แลกเปลี่ยนกันไม่ใช่แค่ไม้ซีดาร์และทองคำ แต่รวมถึงช่างฝีมือสูงสุดชื่อ ฮีรัม อบิฟ ซึ่งในคัมภีร์บรรยายว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ “ทุกอย่างที่ทำด้วยทอง เงิน ทองแดง เหล็ก หิน และไม้”

นักทฤษฎีตั้งคำถามว่า ทำไมกษัตริย์ยิวจึงต้องพึ่งพาช่างต่างชาติในการสร้างสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของตน? และฮีรัม อบิฟ นำ “ความรู้” อะไรมาด้วยบ้างที่อาจไม่ได้บันทึกไว้ในพระคัมภีร์?

โครงสร้างแห่งความลึกลับ

วิหารโซโลมอนตามคัมภีร์มีโครงสร้างเข้าไปสามชั้นที่สะท้อนระบบลำดับชั้นอย่างชัดเจน ชั้นนอกสุดหรือ Ulam คือทางเข้าสำหรับสาธารณชน ถัดเข้าไปคือ Heichal หรือห้องศักดิ์สิทธิ์ที่เฉพาะปุโรหิตเข้าได้ และห้องสุดท้ายที่ลึกที่สุดคือ Devir หรือ Holy of Holies ที่มีแค่มหาปุโรหิตเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เข้าได้ปีละหนึ่งครั้ง

ในห้องสุดท้ายนั้นตั้งหีบพันธสัญญา สิ่งที่ชาวยิวเชื่อว่าบรรจุแผ่นศิลาสิบบัญญัติ ไม้เท้าของอาโรน และเมล็ดมานาจากทะเลทราย แต่นักทฤษฎีบางกลุ่มเชื่อว่ายังมีสิ่งที่สามที่ไม่ได้บันทึกไว้ในพระคัมภีร์สาธารณะ นั่นคือ “คัมภีร์ลับ” ที่บันทึกสูตรพิธีกรรมที่ทรงพลังที่สุดของโลกยุคโบราณ

วัวแดงและรหัสแห่งความตาย

หนึ่งในพิธีกรรมที่ลึกลับที่สุดที่เชื่อมโยงกับวิหารโซโลมอนคือ Parah Adumah หรือพิธีวัวแดง ซึ่งพระเจ้าบัญชาให้ชาวยิวฆ่าวัวเพศเมียสีแดงที่ไม่มีตำหนิและไม่เคยถูกแอก เผาทั้งตัว และนำเถ้าไปผสมน้ำเพื่อชำระมลทินจากการสัมผัสศพ แต่ที่ลึกไปกว่านั้นคือพิธีสังเวยวัวแดงนั้นยังสามารถล้างลึกไปถึงจิตวิญญานอันเป็นกุญแจสู่อมตะ

สิ่งที่ทำให้พิธีนี้น่าฉงนสำหรับนักวิชาการทุกยุคคือความขัดแย้งในตัวเองที่แม้กระทั่งกษัตริย์โซโลมอนผู้ฉลาดที่สุดยังยอมรับว่าอธิบายไม่ได้ ผู้ที่ถูกชำระจะสะอาด แต่ผู้ที่ทำพิธีชำระจะกลายเป็นมลทินแทน ตรรกะกลับด้านที่ไม่มีคำอธิบายเชิงเหตุและผล นักทฤษฎีจึงเชื่อว่านี่คือ “รหัส” ที่ตั้งใจซ่อนความหมายชั้นที่สองไว้ ความหมายที่รู้ได้เฉพาะผู้ที่ “เข้าใจ”

ตำนานยิวบอกว่าตลอดประวัติศาสตร์มีวัวแดงที่สมบูรณ์แบบตามเกณฑ์เพียงเก้าตัว ตัวที่สิบจะปรากฏในยุค Messianic เท่านั้น กล่าวคือพิธีกรรมนี้ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ยังรอวันที่จะปิดวงจร

การทำลายครั้งแรก: บาบิโลนเผาวิหาร

ปี 586 ก่อนคริสตกาล กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ที่สองแห่งบาบิโลนยกทัพล้อมกรุงเยรูซาเลมนานเกือบสองปีจนเมืองอดอยาก ก่อนบุกทะลวงและทำลายวิหารที่โซโลมอนสร้างจนพังทะลาย ชาวยิวถูกกวาดต้อนเป็นเชลยสู่บาบิโลน เรียกว่าการเนรเทศบาบิโลน

แต่นักทฤษฎีตั้งข้อสังเกตว่า ก่อนที่บาบิโลนจะบุกเข้าเมือง มีบันทึกบางชิ้นที่ชี้ว่าปุโรหิตบางกลุ่มได้นำ “วัตถุศักดิ์สิทธิ์” ออกไปซ่อนไว้ก่อน หีบพันธสัญญาที่หายไปจากประวัติศาสตร์หลังจากนั้น อาจไม่ได้ถูกทำลาย แต่ถูกซ่อนไว้ที่ใดที่หนึ่ง พร้อมกับความรู้ที่อยู่ในนั้นและระหัสลับอื่นๆ

จวบจนจักรพรรดิ์ไซรัส มหาราชแห่งเปอร์เซียไปพิชิตอาณาจักรบาบิโลน จึงอนุณาตให้ชาวยิวเหล่านั้นเดินกลับบ้านเกิด

การทำลายครั้งที่สอง: โรมเผาโลก

ปี ค.ศ. 70 นายพลติตัสแห่งโรมยกทัพล้อมกรุงเยรูซาเลมในช่วงที่ชาวยิวกำลังแตกแยกกันเองจากสงครามกลางเมืองภายใน กองทัพโรมันบุกเผาวิหารที่สองที่เฮโรดบูรณะจนงดงามกว่าเดิม เหลือไว้เพียงกำแพงด้านตะวันตกที่ชาวยิวเรียกว่า Kotel หรือกำแพงร้องไห้ในปัจจุบัน

ตำนานยิวบันทึกไว้ว่าวิหารทั้งสองถูกทำลายในวันเดียวกันของปฏิทินฮีบรูคือวันที่เก้าเดือนอาฟ และเหตุบังเอิญนี้เองที่ทำให้นักทฤษฎีบางกลุ่มเชื่อว่ามี “พลัง” บางอย่างที่ต้องการให้วิหารถูกทำลาย เพื่อที่ความลับที่ซ่อนอยู่จะไม่ถูกค้นพบโดยคนผิดคน

แต่ความลับนั้นไม่ได้หายไปพร้อมกำแพงที่พังทลาย มันย้ายที่อยู่

เปลี่ยนมือ และรอเวลาของมัน

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *