ความคิดและศัพท์เศรษฐศาสตร์ที่น่าสนใจ: การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ(2)

ความคิดและศัพท์เศรษฐศาสตร์ที่น่าสนใจ: การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ(2)
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศจีน
ตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายการพัฒนาประเทศโดยมีการปฏิรูปและเปิดประเทศทางเศรษฐกิจในปีค.ศ.1978 เศรษฐกิจจีนเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว โครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ระหว่างค.ศ. 1980-2010 เศรษฐกิจจีนเติบโตในอัตราใกล้เคียงกับร้อยละ 10 ต่อปี แต่ตั้งแต่ ปีค.ศ. 2010 เป็นต้นมา การขยายตัวของเศรษฐกิจจีน ชะลอตัวลง ในทศวรรษที่ผ่านมา อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีน ลดลงเหลือประมาณร้อยละห้าต่อปี จนถึงปัจจุบัน เศรษฐกิจจีน แม้จะมีการชะลอตัวลง แต่ก็ยังมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจจีน ทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ของจีนเพิ่มสูงขึ้นมาก ในปี 1978 จีนมีผลิตภัณฑ์มวลรวม1.5 พันล้านดอลลาร์อเมริกัน ในปี 2024 ผลิตภัณฑ์มวลรวมของจีน เพิ่มขึ้นเป็น 1.9 ล้านๆดอลลาร์อเมริกัน รายได้ต่อหัวของคนจีน ก็เพิ่มขึ้นมากเช่นกัน รายได้ต่อหัวของประชาชนจีนเพิ่มขึ้น จาก 155 ดอลลาร์ต่อคนต่อปีในปี 1978 มาเเป็น 13,445 ต่อคนต่อปี ในปี 2024 สถิติเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่าการพัฒนาเศรษฐกิจจีนเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา ประสบผลสำเร็จมาก
การเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจจีน เกิดจากปัจจัยหลายอย่าง ปัจจัยที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือ นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งมีอยู่หลายประการ แต่จะไม่กล่าวถึงในที่นี้ (ผู้สนใจการปฏิรูปเศรษฐกิจจีน ปัจจัยที่มีผลต่อการปฏิรูป และนโยบายเศรษฐกิจต่างๆในการปฏิรูป สามารถหาอ่านได้ในบทความชุด “ การปฏิรูปในประเทศจีน: จากอดีตถึงปัจจุบัน” (7) “ การปฏิรูปรูปและการเปิดประเทศทางเศรษฐกิจจีนในปลายทศวรรษ 1970” ซึ่งมีอยู่เจ็ดตอนได้ ) ในที่นี้ จะกล่าวเฉพาะการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างเศรษฐกิจจีน หลังการปฏิรูป และเปิดประเทศทางเศรษฐกิจ ในปีค.ศ.1978 จนถึงปัจจุบัน เท่านั้น
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจจีนในช่วงเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา สรุปสั้นๆตามหัวข้อต่อไปนี้ คือ ก.การเปลี่ยนแปลงในภาคเศรษฐกิจต่างๆ ข. การค้าการและลงทุนต่างประเทศ ค.บทบาทของภาคเอกชน ง. นโยบายของรัฐบาลที่ตอบสนองต่อสถานการณ์ที่มีผลกระทบ
การเปลี่ยนแปลงในภาคเศรษฐกิจต่างๆ
ในช่วงเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา โครงสร้างเศรษฐกิจจีน มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ภาคการเกษตรแม้จะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แต่สัดส่วนในผลิตภัณฑ์มวลรวมลดลง ในปี 1978 ภาคการเกษตรมีสัดส่วนในผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติประมาณร้อยละ 28 ขณะที่ประชากรมีมากกว่าร้อยละ 80 ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ มีสัดส่วนในผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ ประมาณร้อยละ 48 และ 24 ตามลำดับ การจ้างงานของภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการรวมกันแล้วมีไม่ถึงร้อยละ 20 ของแรงงาน ในปี2024 ภาคบริการมีสัดส่วนเกินครึ่งในผลิตภัณฑ์มวลรวมฯ ภาคอุตสาหกรรมมีสัดส่านประมาณร้อยละ 40 ภาคการเกษตรมีสัดส่วนไม่ถึงร้อยละ 10
โครงสร้างภายในของแต่ละภาคเศรษฐกิจ ก็มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ในภาคการเกษตร มีผลิตภัณฑ์หลากหลาย คุณภาพดีขึ้น ในภาคอุตสาหกรรม มีก็สินค้าใหม่ๆเพิ่มขึ้นมากในสองทศวรรษแรกหลังการปฏิรูป สินค้าจีนเป็นสินค้าราคาถูก มีคุณภาพต่ำ ส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่ใช้แรงงานและทรัพยากรธรรมชาติ แต่ในกว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา สินค้าอุตสาหกรรมส่วนมากเป็นสินค้าที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง ปัจจุบัน รถยนต์พลังงานไฟฟ้า(รถอีวี) หุ่นยนต์ เครื่องจักร เครื่องใช้ไฟฟ้าของประเทศจีน มีการส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ในภาคบริการ ก็มีกิจกรรมเทคโนโลยีที่หลากหลาย เช่น การค้าออนไลน์ การสื่อสาร การสืบค้นข้อมูล การศึกษาและสาธารณสุข ก็มีการใช้เทคโนโลยีมากขึ้น
การค้าและการลงทุนต่างประเทศ
ก่อนการปฏิรูป จีนค้าขายกับต่างประเทศน้อย ส่วนใหญ่ค้าขายกับประเทศกลุ่มสังคมนิยมด้วยกัน โดยเฉพาะกับสหภาพโซเวียต หลังการปฏิรูป ปริมาณการค้าต่างประเทศเพิ่มขึ้นมาก ปัจจุบัน จีนเป็นประเทศที่ส่งออกสินค้ามากที่สุดและผู้นำเข้ามากเป็นอันดับสองของโลก และเป็นคู่ค้าสำคัญของหลายประเทศทั่วโลก
ด้านการลงทุน จีนมีตลาดขนาดใหญ่ ค่าจ้างแรงงานไม่สูง จึงดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศได้มาก หลังจากปี 2000 เป็นต้นมา วิสาหกิจจีนมีการออกไปลงทุนในประเทศต่างๆมากขึ้น จนจีนกลายเป็นประเทศที่ออกไปลงทุนต่างประเทศเป็นอันดับต้นๆของโลก
การเปิดประเทศทางเศรษฐกิจของประเทศจีน ทำในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจาก เปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษสี่แห่งในภาคตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเป็นประตูทำการค้าและการลงทุนกับต่างประเทศ ต่อด้วยเปิดเมือง 14 แห่งในภาคตะวันออกที่มีพื้นที่นติดกับทะเล แล้วจึงขยายออกไปสู่ทุกมณฑลภายในประเทศ
การเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก(WTO) ในปลายปีค.ศ. 2001 ทำให้ขนาดการค้าการลงทุนระหว่างประเทศของจีนเพิ่มสูงขึ้นมาก จีนต้องใช้เวลาหลายปี เพื่อเจรจาสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก ต้องลดภาษีนำเข้าและข้อกีดกันทางการค้าการลงทุนลงมามาก แต่การเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก ก็ทำให้ประเทศต่างๆทั่วโลกเชื่อมั่นในเศรษฐกิจจีน และเข้ามาติดต่อลงทุน ค้าขาย กับจีนมากขึ้น
บทบาทของภาคเอกชน
ก่อนปฏิรูปภาคอุตสาหกรรมครอบงำโดยรัฐบาล สินค้าอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ผลิตโดยรัฐวิสาหกิจ ในภาคการเกษตร และบริการ แม้จะมีการประกอบการโดยประชาชน แต่มีขนาดเล็กมาก ต่างจากในปัจจุบัน ที่กิจการของภาคเอกชน มีบทบาทสำคัญมาก ในปัจจึบัน ธุรกิจเอกชนมีสัดส่วนกว่าร้อยละ 60 ของผลิตภัณฑ์มวลรวม สัดส่วนการลงทุน และการจ้างงานใหม่ มีร้อยละ 80 และร้อยละ 90 ตามลำดับ ในด้านการค้าและการลงทุนต่างประเทศ กิจการภาคเอกชน ก็เป็นผู้ประกอบการโดยส่วนใหญ่ แม้จีนจะถือว่าตนเองเป็นประเทศสังคมนิยม แต่บทบาทของรัฐบาลในกิจกรรมเศรษฐกิจได้ลดอย่างมาก
การปรับนโยบายของรัฐบาลที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง
แม้รัฐบาลจะมีบทบาทในการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจน้อยลง แต่มีบทบาทมากในการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจ บทบาทรัฐบาลจีน ที่ผลักดันการปฏิรูปและการเปิดประเทศทางเศรษฐกิจ เป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเจน แต่ในเวลากว่า 40 ปีหลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบาย รัฐบาลยังคงมีบทบาทในการกำหนดและดำเนินนโยบาย แม้เศรษฐกิจขยายตัวต่อเนื่อง แต่ต้องประสบกับปัญหา ที่มีผลทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวหรือหยุดชงักลงหลายครั้ง ในช่วงแรกของการเปลี่ยนแปลงนโยบาย มีผู้ที่เชื่อว่า ระบบเศรษฐกิจสังคมนิยมดีกว่าทุนนิยม และไม่เห็นด้วยกับการใช้ระบบตลาด มีผู้คัดค้าน และไม่ให้ความร่วมมือ กับนโยบายการปฏิรูป และการเปิดประเทศจำนวนมาก แม้การเปลี่ยนนโยบาย ดำเนินไปแล้วกว่าทศวรรษ และประสบผลสำเร็จบ้างแล้ว ก็ยังมีประชาชนบางส่วนไม่เห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาล เช่น มีการชุมนุมประท้วงของนักศึกษาและประชาชนที่จตุรัสเทียนอันเหมินในกลางปี 1989 คัดค้านการทุจริตคอรัปชั่นของเจ้าหน้าที่รัฐบาล และไม่พอใจในเรื่องของแพง จนรัฐบาลต้องส่งทหารสลายการชุมนุม มีคนบาดเจ็บล้มตาย หลังจากนั้น ถูกแซงชั่นจากต่างประเทศ เศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงมาก ต่อมา เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นบ้าง ก็เกิดเหตุการณ์ล่มสลายของสหภาพโซเวียต และปัญหาเศรษฐกิจในประเทศสังคมนิยมในยุโรปตะวันออก ที่เปลี่ยนนโยบายเศรษฐกิจสู่ระบบตลาด ทำให้มีคนจีนจำนวนมากเห็นว่า ระบบเศรษฐกิจสังคมนิยมมีข้อเสียน้อยกว่าทุนนิยมที่ใช้ระบบตลาด อย่างไรก็ตาม หลังจากการเยือนภาคใต้ของเติ้งเสี่ยวผิง(邓小平) ที่ชี้ให้เห็นถึงผลของการปฏิรูป ที่ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้นมาด และต่อมา รัฐบาลยืนยันว่า นโยบายการปฏิรูป ต้องดำเนินการต่อไป ความคิดโต้แย้งจึงบรรเทาเบาบางลง และเศรษฐกิจจีนจึงได้กลับมาขยายตัวในอัตราสูงต่อไป
ในการเจรจาเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก(WTO) ก็มีเจ้าหน้าที่รัฐบาล นักวิชาการ และประชาชนคัดค้านเป็นจำนวนมาก รัฐบาลจีนใช้เวลาหลายปี กว่าจะเจรจาได้สำเร็จ วิกฤติการเงิน ต้มยำกุ้งในเอซีย ปี 1977-1978 และวิกฤติเศรษฐกิจแฮมเบอเกอร์ ในปี 2008 ก็สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีนมาก แต่รัฐบาลจีน มีนโยบายตอบรับกับวิกฤตที่เหมาะสม ทำให้เศรษฐกิจไม่ได้รับผลกระทบมากนัก
ตั้งแต่ปีค.ศ. 2010 เป็นต้นมา การขยายตัวของเศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงมาก โดยเฉพาะในทศวรรษที่ผ่านมา การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก สงครามการค้า และเทคโนโลยีระหว่างประเทศ ต่อด้วยการระบาดของโรคโควิด ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามรัสเซีย-ยูเครน และอิสราเอล-ฮามาส ฯลฯ ล้วนมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีน แต่รัฐบาลจีนก็มีนโยบายที่ทำให้ผลกระทบต่างๆบรรเทาเบาบางลง เช่น มีโครงการหนึ่งแถบหนึ่งทาง นโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจทางด้านอุปทาน โครงการ “ผลิตในประเทศจีนปี 2025” ที่ส่งเสริมให้มีการผลิตสินค้า บริการที่ใช้เทคโนโลยีสูง การส่งเสริมการบริโภคภายในและการเชื่อมโยงเศรษฐกิจภายนอกและภายในประเทศด้วยนโยบายวงจรคู่ ฯลฯ (นโยบายเหล่านี้ มีในบทความชุด “ การปฏิรูปในประเทศจีน: จากอดีตถึงปัจจุบัน (7) การปฏิรูปและเปิดประเทศเศรษฐกิจในปลายทศวรรษ ที่ 1970 จะไม่กล่าวซ้ำในที่นี้ )
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจไทย
ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทยมีขนาดเล็กมาก กิจการอุตสาหกรรมสำคัญคือโรงสี โรงเลื่อย และการแปรรูปผลิตภัณฑ์เกษตรบางชนิด ในทศวรรษแรก หลังสงครามโลกครั้งที่สอง รัฐบาลตั้งใจที่จะพัฒนาอุตสาหกรรม จึงได้จัดตั้งรัฐวิสาหกิจขึ้นเพื่อผลิตสินค้าอุตสาหกรรม เช่น ปูนซีเมนต์ ยาสูบ น้ำตาล กระสอบ และสินค้าบริโภคหลายชนิด รัฐวิสาหกิจเหล่านี้ มีขนาดที่ใหญ่กว่ากิจการในภาคเอกชน ซึ่งมีโรงสี โรงเลื่อย การทอผ้า และตัดเย็บเสื้อผ้า ที่มีขนาดเล็กกว่ามาก แต่การดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่ไม่มีประสิทธิภาพ ผู้บริหารไม่มีความรู้ในการค้าและอุตสาหกรรม ทั้งมีการคอรัปชั่นอย่างกว้างขวาง การพัฒนาอุตสาหกรรมโดยใช้รัฐวิสาหกิจ ไม่ประสบความสำเร็จ กิจการรัฐวิสาหกิจส่วนมากล้มเหลว และประสบกับการขาดทุน
ประเทศไทยเริ่มมีการพัฒนาอุตสาหกรรมสมัยใหม่ในทศวรรษ1960 ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ภาคอุตสาหกรรมขยายตัวไปมาก ในปีค.ศ. 1960 ภาคการเกษตรมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 40 ของผลิตภัณฑ์ประชาชาติ มีแรงงานว่าร้อยละ 80 ภาคอุตสาหกรรม มีสัดส่วนไม่ถึงร้อยละ 12 ในปัจจุบัน ภาคบริการเป็นภาคเศรษฐกิจที่มีสัดส่วนผลิตภัณฑ์และการจ้างงานสูงที่สุด ภาคอุตสาหกรรม แม้ถดถอยลงในสองทศวรรษที่ผ่านมา แต่มีสัดส่วนสูงกว่าภาคการเกษตร (กว่าร้อยละ 30 เทียบกับการเกษตรที่มีไม่ถึงร้อยละ10) แต่ภาคการเกษตรยังคงมีการจ้างงานสูงกว่า
ตั้งแต่ค.ศ.1960 ถึงปัจจุบัน ผ่านไปแล้วกว่าหกทศวรรษ ในช่วงเวลานี้ โครงสร้างเศรษฐกิจไทยเปลี่ยนแปลงไปมาก ประเทศไทยมีการวางแผนพัฒนาฯ สร้างสิ่งสาธารณูปโภค และพัฒนาอุตสาหกรรม มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เศรษฐกิจไทยมีการเจริญเติบโตในระดับต้นๆของโลก แต่ต่อมาไม่นาน ก็เกิดวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 1978-1979 หลังจากที่เศรษฐกิจของประเทศจนฟื้นตัวขึ้นบ้าง ก็มีการเปลี่ยนรัฐบาล รัฐบาลใหม่ไม่สนใจการปรับโครงสร้างและมีนโยบายประชานิยม หลังจากนั้นนักการเมืองกลุ่มที่มีนโยบายประชานิยมเข้ามาบริหารประเทศอีกหลายครั้ง มีนโยบายที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเสื่อมถอยลงไปมาก และไม่สามารถคืนสู่สภาพปกติจนถึงปัจจุบัน
ตั้งแต่ปีค.ศ.1960 ถึงปัจจุบัน ประเทศไทยมีรัฐบาลหลายชุด แต่ละชุดมีนโยบายแตกต่างกัน นโยบายรัฐ มีผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจ และขีดความสามารถในการแข่งขัน (การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจไทย ปัญหา และนโยบายเศรษฐกิจในเวลาต่างๆ สมัยหลังสงครามโลกครั้งที่สองถึงปัจจุบัน ได้สาธยายไว้ในบทความชุด “ นโยบายเศรษฐกิจสำคัญอย่างไร” ซึ่งมีอยู่ 22 ตอน ในที่นี้ สรุปเพียงการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างเศรษฐกิจและนโยบายต่างๆ ที่มีผลกระทบตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960 ถึงปัจจุบันโดยสังเขป แต่เพิ่มเติมบ้างในส่วนของวิกฤตเศรษฐกิจ ปี 1997-8 ตามหัวข้อต่อไปนี้ 1) โครงสร้างเศรษฐกิจในทศวรรษ 1960 และ 1970 2) การเปลี่ยนแปลงจากความเสื่อมถอยสู่เจริญรุ่งเรืองในทศวรรษ 1980 3) วิกฤติเศรษฐกิจ 4 ) ปัญหาเศรษฐกิจ และสาเหตุของปัญหา ตั้งแต่ค.ศ. 2000 จนถึงปัจจุบัน
1) โครงสร้างเศรษฐกิจในทศวรรษ 1960 และ 1970
ในทศวรรษ 1960 นโยบายสำคัญ คือ การวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ การสร้างสิ่งสาธารณูปโภค ส่งเสริมการลงทุนเอกชนและการลงทุนจากต่างประเทศ กล่าวได้ว่า ทศวรรษ1960 เป็นจุดเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจสู่การมีอุตสาหกรรมและบริการสมัยใหม่
การดำเนินนโยบายประเทศไทยในทศวรรษ1960 ทำตามข้อแนะนำของธนาคารโลก ที่กล่าวว่า ประเทศไทยมีทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ แต่ไม่มีนโยบายเศรษฐกิจที่ชัดเจน จึงควรมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจ สร้างสิ่งสาธารณูปโภค ส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชน และลดบทบาทรัฐบาลในกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยลดจำนวนรัฐวิสาหกิจลง
ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่หนึ่ง( ค.ศ. 1961-1966) รัฐบาลทุ่มเทงบประมาณจำนวนมากสร้างสิ่งสาธารณูปโภค ทั้งเขื่อน เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในการเกษตรและเพื่อผลิตไฟฟ้าและสิ่งสาธารณูปโภคอื่นๆตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน โดยให้สิทธิประโยชน์แก่นักลงทุนภาคเอกชนไทย และต่างชาติ จูงใจให้บริษัทต่างชาติ เข้ามาลงทุนในประเทศไทย
การพัฒนาอุตสาหกรรมในทศวรรษ 1960 เน้นส่งเสริมอุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้า ทำให้เกิดอุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้า ในสินค้าบริโภคหลายชนิด เช่น รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และยางรถยนต์ ด้วยสิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุน ที่ยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีนำเข้า ในเครื่องจักรและชิ้นส่วนอุปกรณ์ จึงมีอุตสาหกรรมประกอบชิ้นส่วน เข้ามาลงทุนในประเทศจำนวนมาก แต่ประเทศไทยต้องขาดดุลการค้ามากขึ้น เมื่อผลิตสินค้าอุตสาหกรรม ก็ต้องนำเข้าเครื่องจักร อุปกรณ์มาประกอบเป็นสินค้าอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น ตั่งแต่นั้นเป็นต้นมา โครงสร้างของภาคอุตสาหกรรมได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม อุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม และยาสูบเดิมมีสัดส่วนเกินครึ่งในมูลค่าเพิ่มของภาคอุตสาหกรรม แต่มาถึงปีค.ศ.1970 การกลั่นน้ำมัน ถลุงแร่ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นมาก
ในทศวรรษ 1960 ภาคอุตสาหกรรมขยายตัวในอัตราสูง แต่ประเทศต้องประสบภาวะขาดดุลการค้ามากขึ้นจากการนำเข้าน้ำมัน เครื่องจักรอุปกรณ์ และชิ้นส่วนที่นำมาประกอบรถยนต์และเครื่องไฟฟ้า แม้จะขาดดุลการค้า แต่ดุลชำระเงินยังเกินดุล เพราะมีรายรับเงินตราต่างประเทศ จากการลงทุนต่างประเทศและบริการท่องเที่ยว แต่ในระหว่าง1969-71 ก็ประสบกับการขาดดุลการชำระเงิน
ในช่วงเวลานั้น องค์การระหว่างประเทศและวงวิชาการ มีการวิพากษ์วิจารณ์ผลเสียของการพัฒนาอุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้าว่า ทำให้เกิดอุตสาหกรรมที่ไม่มีประสิทธิภาพ และทำให้ขาดดุลการค้ามากขึ้นสินค้าทดแทนการนำเข้าต้องพึ่งตลาดภายในประเทศ ในระยะแรก เมื่อตลาดภายในขยายตัว อุตสาหกรรมจะเจริญเติบโตได้ แต่เมื่อขยายตัวได้ในระดับหนึ่ง เมื่อตลาดอิ่มตัวเศรษฐกิจก็จะชะลอตัว คำแนะนำที่มีต่อประเทศมีแรงงานและทรัพยากรธรรมชาติมาก คือ ส่งเสริมการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบของทรัพยากรของประเทศ
ในทศวรรษ 1970 ประเทศไทยเริ่มมีการส่งเสริมอุตสาหกรรมส่งออก มีการแก้ไขกฎหมายส่งเสริมการลงทุนให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ผลิตสินค้าอุตสาหกรรมส่งออก เช่น ยกเว้นภาษีการนำเข้าเครื่องจักร อุปกรณ์ที่นำมาผลิตสินค้าอุตสาหกรรมส่งออก และยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลแปดปี ผู้ผลิตสินค้าอุตสาหกรรมที่ไม่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน เมื่อส่งออก ก็มีสิทธิได้รับคืนเงินภาษีอากรนำเข้าในชิ้นส่วน อุปกรณ์ และวัตถุดิบ ที่เสียไปก่อนหน้านี้ แต่นโยบายการคุ้มครองสินค้าอุตสาหกรรม และสิทธิประโยชน์การส่งเสริมอุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้า ยังมีอยู่
ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1970 เป็นต้นมาโครงสร้างอุตสาหกรรมเปลี่ยนไปเป็นการผลิตสินค้าเพื่อส่งออกมากขึ้น นโยบายการส่งออกสินค้าไทยได้รับอานิสงส์จากการอ่อนค่าของเงินดอลล่าร์อเมริกา ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ.1971 รัฐบาลอเมริกาประกาศว่า เงินดอลล่าร์ ไม่ผูกติดกับทองคำอีกต่อไป มีผลทำให้เงินดอลล่าร์มีค่าอ่อนลงมา เงินบาทที่ผูกติดกับเงินดอลล่าร์ ก็อ่อนค่าตามไปด้วย สินค้าออกของไทย เมื่อคิดเป็นเงินตราต่างประเทศแล้ว ราคาถูกลง จึงส่งออกได้มาก
ในครึ่งแรกของทศวรรษ 1980 เงินดอลลาร์อเมริกัน กลับมาแข็งค่าอีกครั้งจากนโยบายลดภาษีแต่ไม่ลดการใช้จ่ายของรัฐบาลอเมริกา ทำให้ขาดดุลงบประมาณ ต้องกู้เงินจากตลาดเงิน อัตราดอกเบี้ยในอเมริกา สูงขึ้นมาก แต่เนื่องจากมีเงินทุนจากต่างประเทศ ไหลเข้ามาก อเมริกาจึงไม่ประสบภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ แต่ขาดดุลงบประมาณและดุลการค้าในระดับสูง เมื่อเงินดอลลาร์มีค่าสูง เงินบาทที่ผูกติดกับเงินดอลล่าร์ ก็มีค่าสูงตามไปด้วย
2) การเปลี่ยนแปลงจากความเสื่อมถึงความเจริญในทศวรรษ 1980
ในครึ่งแรกของทศวรรษ1980 เศรษฐกิจไทยตกต่ำลงมาก การส่งออกลดลง สินค้าโภคภัณฑ์ที่ไทยส่งออกมีราคาลดลง แต่นำเข้าสูงขึ้น จากการขึ้นราคาน้ำมันในตลาดโลก อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ ลดลงมาก การขาดดุลการค้า ก็เพิ่มสูงขึ้น
ในครึ่งหลังของทศวรรษ 1980 เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวขึ้นได้ จากปัจจัยหลายประการ เช่น การลดลงของราคาน้ำมัน อัตราดอกเบี้ย และการฟื้นตัวของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก แต่ปัจจัยที่สำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราในประเทศต่างๆ หลังการประชุมที่โรงแรมพลาซ่า ในนิวยอร์ก ที่มีข้อตกลงพลาซ่า (Plaza Accord)ในเดือนกันยายน ค..ศ.1986
ก่อนหน้านั้น รัฐบาลไทยลดค่าเงินบาทสองครั้งในปี1981และ 1984 ทำให้ค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินดอลล่าร์ลดลงมาก พร้อมกับการลดค่าเงินบาทร้อยละ 14.8 ประเทศไทยเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนจากผูกติดกับเงินดอลล่าร์สหรัฐเป็นแบบผูกติดกับเงินหลายสกุลแต่เงินดอลล่าร์ ยังคงมีน้ำหนักที่สูงมาก การลดค่าเงินครั้งนี้ มีหลายคนไม่เห็นด้วย และวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล แต่เศรษฐกิจไทยรับประโยชน์จากการลดค่าเงินบาทครั้งนั้น ตั้งแต่ปี 1987 ถึงต้นทศวรรษ 1990 ประเทศไทยได้รับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเป็นปริมาณมาก ทั้งในอุตสาหกรรมส่งออกและสินค้าขั้นกลาง เศรษฐกิจขยายตัวในอัตราสูง โครงสร้างอุตสากรรมก็เปลี่ยนไป
การเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ หลังปี ค.ศ. 1986 และนโยบายในแผนพัฒนาเศรษฐกิจบางอย่างที่นำมาใช้ในทางปฏิบัติ เช่น การพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก การสร้างท่าเรือน้ำลึก ทำให้มีการกระจายโรงงานอุตสาหกรรมจากกรุงเทพ และปริมณฑล ออกไปสู่จังหวัดในเขตภูมิภาค
ระหว่างปีค.ศ.1987-1994 การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยสูงในระดับต้นๆของโลก จนมีผู้คาดการณ์ว่า ไทยจะก้าวขึ้นมาเป็นเสือตัวที่ห้าในเอเซีย ตามหลังเกาหลี ไต้หวัน สิงคโปร์ และฮ่องกง
3) วิกฤติเศรษฐกิจ สาเหตุ ผลกระทบ และการเยียวยา
3.1 สาเหตุของวิกฤติเศรษฐกิจ
ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1990 รัฐบาลไทยประกาศรับเงื่อนไขข้อแปดของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(IMF) คือ เปิดเสรีในบัญชีเดินสะพัด (current account) จากนั้น การชำระเงินระหว่างประเทศในการซื้อขายสินค้าและบริการ จะไม่มีการควบคุม ต่อมาไม่นาน ในปี 1991 รัฐบาลลดเงื่อนไขการควบคุมบัญชีทุนเคลื่อนย้าย (capital account) และในเดือนกันยายน ปี1992 ได้จัดตั้งกิจการวิเทศธนกิจกรุงเทพฯ (Bangkok International Banking Facility:BIBF)ขึ้น อำนวยความสะดวกต่อการรับฝากและการกู้เงินตราต่างประเทศ เพื่อเตรียมพร้อมให้ประเทศไทยก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางทางการเงินในช่วงที่เศรษฐกิจโลกมีการเปิดเสรี นอกจากนั้น ยังผ่อนคลายกฎเกณฑ์การเปิดสถาบันการเงิน ยกเลิกการควบคุมอัตราดอกเบี้ย เพื่อให้มีเงินทุนต่างประเทศไหลเข้ามาสนับสนุนการ พัฒนาเศรษฐกิจมากขึ้น
นโยบายและมาตรเหล่านี้ ทำให้เงินทุนต่างประเทศไหลเข้ามามาก เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยในไทย สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยในตลาดโลก สถาบันการเงิน กิจการการค้า และอุตสาหกรรม จึงกู้เงินจากต่างประเทศจำนวนมาก ทั้งกู้มาซื้อหลักทรัพย์ ซื้ออสังหาริมทรัพย์และลงทุนในอุตสาหกรรม เศรษฐกิจไทยขยายตัวในอัตราสูง แต่การพึ่งเงินทุนจากต่างประเทศ ทำให้หนี้ต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้นมาก ในระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่ลอยตัว เมื่อมีเงินทุนต่างประเทศไหลเข้ามามาก ค่าเงินจะเพิ่มสูงขึ้น แต่การกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนในประเทศไทยในเวลานั้น ใช้ระบบตะกร้าที่ผูกค่าเงินบาทกับเงินหลายสกุล โดยเงินดอลล่าร์มีน้ำหนักสูงมาก การไหลเข้าของเงินทุนจำนวนมาก จึงไม่ทำให้ค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นมาก
ประเทศไทยประสบภาวะขาดดุลการค้าและขาดดุลเพิ่มขึ้นเป็นเวลานานหลายทศวรรษ แต่เนื่องจากยังมีเงินทุนไหลเข้า ดุลการชำระเงิน จึงยังเกินดุลอยู่ ถึงปี 1996 ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศยังเพียงพอกับการนำเข้าสินค้า 5-6 เดือน ในครึ่งแรกของทศวรรษ 1990 อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลล่าร์อยู่ระหว่าง 25 – 26 บาทต่อดอลลาร์ ไม่ได้ผันผวนมาก
ในปี 1996 ประเทศไทยมีเงินเฟ้อสูงขึ้น รัฐบาลจึงปรับขึ้นดอกเบี้ย เพื่อลดแรงกดดันเงินเฟ้อ แต่อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ทำให้มีการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศมากขึ้น การมีเงินทุนไหลเข้ามาจากต่างประเทศมากขึ้น มีผลเพิ่มปริมาณเงินหมุนเวียนในประเทศ และทำให้นโยบายการสกัดกั้นเงินเฟ้อ มีผลลดลง
เงินทุนต่างประเทศที่ไหลเข้ามากทำให้มีการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์ และอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจไทยไม่ได้ซบเซา ทั้งยังมีการบริโภคสินค้าฟุ่มเฟือยมากขึ้น
ในปี 1995-1996 ขนาดของการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่ในระดับร้อยละแปดของผลิตภัณฑ์ประชาชาติ ซึ่งถือกันว่าอยู่ในเขตอันตราย สิ่งน่าตกใจมากกว่านั้น คือ ในปี 1996 การส่งออกสินค้าไทยลดลงมาอยู่ในระดับติดลบ หลังจากที่เพิ่มขึ้นมานานหลายทศวรรษ ในเวลานั้น นักวิชาการหลายคนเสนอว่า ควรลดค่าเงินบาท ช่วยการส่งออก แต่รัฐบาลเห็นว่า ค่าเงินบาทที่มีเสถียรภาพมีประโยชน์มากกว่า ทั้งปลอบใจประชาชนว่า การส่งออกที่ลดลงเป็นเหตุการณ์ชั่วคราว อีกไม่นานคงจะดีขึ้น ประเทศเพื่อนบ้านในเอเชีย ก็มีหลายประเทศที่มีการส่งออกลดลงเช่นกัน จึงไม่น่าเป็นห่วงแต่อย่างใด
แต่ขนาดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่สูงขึ้น และการส่งออกที่ลดลง ทำให้มีข่าวลือว่า ในอีกไม่นาน รัฐบาลคงต้องลดค่าเงินบาท ในครึ่งแรกของปี 1997 การเก็งกำไรในอัตราแลกเปลี่ยน มีมากขึ้น ผู้ที่กู้ยืมเงินจากต่างประเทศก็ทยอยส่งคืนเงิน แต่เจ้าหน้าที่รัฐบาลยังยืนยันว่าจะไม่ลดค่าเงินบาท และใช้เงินทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ ต่อสู้กับนักเก็งกำไรค่าเงินบาท เมื่อทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ มีไม่เพียงพอ ก็ซื้อเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า มาพยุงค่าเงินบาท จนกระทั่งเงินทุนสำรองติดลบมาก รัฐบาลจึงต้องประกาศลดค่าเงินบาท ในวันที่ 2 กรกฎาคม ปี 1997 ซึ่งถือกันว่า เป็นจุดเริ่มแรกของวิกฤติเศรษฐกิจไทย หรือวิกฤตต้มยำกุ้ง ที่ลุกลามไปยังประเทศต่างๆในเอเชีย
นอกจากการโจมตีค่าเงิน เศรษฐกิจไทยยังต้องประสบกับปัญหาในภาคการเงินในประเทศ ระหว่างทศวรรษ1980 ถึงครึ่งแรกของทศวรรษ 1990 ราคาบ้าน ที่ดิน และหุ้น เพิ่มสูงขึ้นมาก จากการมีเงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้ามาก ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงิน ต่างปล่อยกู้โดยไม่เข้มงวด มีการปล่อยกู้ให้นักการเมือง นักธุรกิจ และคนใกล้ชิด โดยไม่มีหลักประกันเพียงพอ เงินจำนวนมากปล่อยกู้แก่อุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงสูง เมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ จึงมีข่าวลือว่า ธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินหลายแห่งจะต้องล้มละลาย ในเวลานั้น นอกจากธนาคารพาณิชย์ที่ปล่อยกู้แล้ว ยังมีสถาบันการเงินอีกจำนวนมาก ทั้งบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ และเครดิตฟองซิเอร์ (credit froncier) ที่ปล่อยกู้เพื่อซื้อหุ้น บ้าน ที่ดิน และการบริโภค การเปิดเสรีทางการเงินของรัฐบาล ทำให้มีสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์เกิดขึ้นจำนวนมาก แม้มีคนเสนอว่า ควรมีมาตรการตรวจสอบการกู้ยืมของสถาบันการเงินต่างๆอย่างเข้มงวด แต่จนถึงกลางทศวรรษ1990 ก็ไม่มีการดำเนินการแต่อย่างใด ต่อมา เมื่อมีข่าวลือว่า สถาบันการเงินหลายแห่งไม่มั่นคง ธนาคารแห่งประเทศไทยได้สั่งให้สถาบันการเงิน 10 แห่งเพิ่มทุน คำสั่งดังกล่าว เท่ากับยืนยันว่า ข่าวลือที่ว่า สถาบันการเงินไม่มั่นคงนั้นเป็นเรื่องจริง กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาสถาบันการเงิน (FIDF:Financial Instutions Development Fund) ต้องอัดฉีดเงินแก่ธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินบางแห่ง เพื่อรองรับกระแสการแห่ไปถอนเงินของประชาชน ในเดือนมิถุนายน ปี 1997 ธนาคารแห่งประเทศไทยมีคำสั่งให้สถาบันการเงิน 10 แห่ง ปิดดำเนินงานชั่วคราว ต่อมาในเดือนสิงหาคม ปีเดียวกัน ก็สั่งให้สถาบันการเงินอีก 42 แห่งปิดการดำเนินงาน มีการยึดทรัพย์สินมาเปิดประมูล เพื่อแบ่งชำระคืนแก่ผู้ฝากเงิน ต่อมาในปี 1998 กองทุนเพื่อการฟื้นฟูสถาบันการเงิน ก็เข้าไปยึดธนาคารพาณิชย์ขนาดเล็กที่มีฐานะการเงินไม่ดี อีก 4 แห่ง
แม้วิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง จะถูกกระตุ้นจากการโจมตีค่าเงินบาทและวิกฤติสถาบันการเงิน แต่ก็เกิดจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย นอกจากการเปิดเสรีการเงินในเวลาที่ไม่มีความพร้อมแล้ว ยังเกิดจากการสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเศรษฐกิจต่างๆ การชะลอตัวของการส่งออกในครึ่งแรกของทศวรรษ 1990 เกิดขึ้นกับหลายอุตสาหกรรม รวมทั้งอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานมาก เช่น สิ่งทอ เสื้อผ้า และผลิตภัณฑ์พลาสติก ซึ่งประเทศไทยเคยมีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบในด้านต้นทุน แต่ค่าจ้างแรงงานที่สูงขึ้น และการแข่งขันจากประเทศที่มีค่าจ้างถูกกว่า ทำให้ไทยส่งออกสินค้าเหล่านี้ได้น้อยลง สินค้าออกใหม่ของไทย เช่น รถยนต์ รถจักรยานยนต์ แผงวงจรไฟฟ้า และเครื่องใช้ไฟฟ้า ส่วนใหญ่ผลิตโดยนักลงทุนต่างชาติ และต้องพึ่งการนำเข้าในระดับสูง รายได้เงินตราต่างประเทศจากภาคบริการ เช่น การท่องเที่ยว ก็ไม่สามารถชดเชยการขาดดุลการค้าในสินค้า เศรษฐกิจที่เติบโตสูงตั้งแต่ปลายทศวรรษ1980 ก็มีส่วนส่งเสริมการบริโภคสินค้าฟุ่มเฟือย ผู้ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ต่างสนุกกับการเพิ่มรายได้ได้รวดเร็ว เมื่อเศรษฐกิจเจริญเติบโตได้ รัฐบาลจึงเห็นว่า ไม่มีความจำเป็นที่จะมีมาตรการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจแต่อย่างใด จนกระทั่งเมื่อประชาชนสูญเสียความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจ วิกฤติเศรษฐกิจ จึงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
4.2 ผลกระทบของวิกฤติเศรษฐกิจ
– เศรษฐกิจตกต่ำลงมาก ในช่วงครึ่งหลังของปี 1997 หลังการลอยตัวของค่าเงินบาท เศรษฐกิจไทย ทรุดตัวลงรวดเร็ว แต่ในปีนั้น ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติของไทย รวมทั้งปีแล้ว ติดลบเพียงร้อยละ 1.6 ปีที่เศรษฐกิจไทยมีการตกต่ำมาก คือปี 1998 ที่เศรษฐกิจไทยหดตัวมาก ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติติดลบกว่าร้อยละ 11 ซึ่งมากกว่าตัวเลขที่องค์การการเงินระหว่างประเทศคาดการณ์ไว้ การตกต่ำของเศรษฐกิจไทยในระดับรุนแรงอย่างกระทันหันเช่นนี้ เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แม้ในช่วงครึ่งแรกของทศวรรษ 1980 การเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทยลดลงมาก แต่มีเพียงปี1985 เท่านั้น ที่อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจติดลบ และลดลงมาจากปีก่อนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
– ธุรกิจล้มละลาย การลดลงของค่าเงินบาท ทำให้ธุรกิจในภาคเศรษฐกิจต่างๆ ที่มีหนี้สินเป็นเงินตราต่างประเทศจำนวนมาก มีหนี้เพิ่มขึ้นทันที การลดลงของค่าเงินบาทที่รวดเร็วเช่นนี้ ธุรกิจส่วนใหญ่ ไม่มีใครคาดการณ์ มาก่อนและไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงในการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน ธุรกิจอุตสาหกรรม การค้า อสังหาริมทรัพย์ ธนาคารและสถาบันการเงินอื่นๆ มีหนี้สินล้นพ้นตัว จนต้องล้มละลาย ทรัพย์สินถูกยึดไปหมดแล้ว ยังเป็นหนี้อยู่อีกมาก
– เงินเฟ้อ การลอยตัวของค่าเงินบาททำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรง ราคาสินค้าเข้าและน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นมาก อย่างไรก็ตาม ระดับเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นจริง ไม่รุนแรงเท่ากับที่คาดการณ์ไว้ ดัชนีราคาสินค้าผู้บริโภคสูงขึ้นราวร้อยละหกในปี 1997 และเพิ่มขึ้นเป็นประมาณร้อยละ10 ในปี 1998 เงินเฟ้อระดับนี้ แม้ทำให้ค่าครองชีพของประชาชนสูงขึ้น แต่ก็ยังไม่รุนแรงเท่าเวลาวิกฤติการณ์น้ำมันในตลาดโลก สาเหตุสำคัญที่ทำให้ราคาสินค้าไม่สูงขึ้นมาก คือ การลดลงของราคาน้ำมันในตลาดโลก และการตกต่ำของเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของประชาชน ภาคธุรกิจก็ลดการลงทุนและลดการนำเข้าสินค้า
– การว่างงาน หลังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ภาวะการว่างานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากการล้มละลายของธุรกิจ อำนาจซื้อตกต่ำ และอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นมาก ธุรกิจที่ไม่ได้พึ่งการนำเข้าสินค้า และไม่ได้ส่งออก พึ่งแต่ตลาดสินค้าในประเทศ ก็ได้รับความเดือดร้อนไปด้วย กิจการขนาดย่อมจำนวนมากต้องปิดตัวลง ที่ไม่ล้มละลาย ก็ต้องลดการผลิตและปลดคนงานออก จึงมีคนว่างงานจำนวนมาก
– การขาดสภาพคล่อง การปิดตัวของธนาคาร และสถาบันการเงินอื่น ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้นมาก ทำให้ภาคธุรกิจ ต้องประสบกับการขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง ประชาชนทั่วไป ก็ไม่สามารถกู้เงิน วิกฤติครั้งนี้ จึงไม่เพียงมีผลกระทบต่อภาคธุรกิจเท่านั้น แต่มีผลกระทบมากต่อประชาชนทั่วไปด้วย
– ภาวะความยากจน ในช่วงสามทศวรรษก่อนวิกฤติเศรษฐกิจ อัตราส่วนประชาชนที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนลดลง จากการเติบโตของเศรษฐกิจ แม้ประชาชนในชนบท โดยเฉพาะในภาคอีสานและภาคเหนือ ยังมีคนที่ยากจนอยู่มาก แต่ไม่ถึงกับต้องอดอยากจนไม่มีข้าวกิน หลังวิกฤติเศรษฐกิจ มีผู้ทำนายว่าคนยากจนจะเพิ่มขึ้นมาก แต่ผลปรากฏว่า สถานการณ์ความยากจนในประเทศ ไม่ได้เลวร้ายตามที่คาด คนงานที่มีภูมิลำเนาในต่างจังหวัด แม้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก ยังมีบ้านอยู่ และมีข้าวกิน แต่คนงานและผู้ยากจนจำนวนมากที่อยู่ในเมือง ต้อวประสบกับภาวะที่ยากจนแร้นแค้นและต้องได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาล
– ผลการกระจายรายได้ ผลต่อการกระจายรายได้ไม่มีข้อมูลชัดเจน แต่เนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้ มีผลกระทบต่อผู้มีรายได้สูง และปานกลางจำนวนมาก และราคาส่งออกผลิตผลการเกษตร คิดเป็นเงินบาทเพิ่มสูงขึ้นมาก ภาคการเกษตรไทย จึงไม่ได้รับผลกระทบทางลบมากนัก
– การส่งออก การลอยตัวของอัตราแลกเปลี่ยน ทำให้ค่าเงินบาทลดลงไปมาก เมื่อเทียบกับเงินตราต่างประเทศ แต่การส่งออกของไทย ไม่ได้รับประโยชน์จากการลดลงของค่าเงินบาทมากนัก เพราะค่าเงินของประเทศอื่นในเอเชีย ก็ลดลงเช่นกัน แม้ไม่ลดลงมากเท่ากับเงินบาทไทย ผู้ผลิตสินค้าอุตสาหกรรมส่งออกที่ต้องนำเข้าเครื่องจักร สินค้าขั้นกลางและชิ้นส่วนอื่นๆจากต่างประเทศ ต้องจ่ายเงินซื้อสินค้าในราคาสูงขึ้น ต้นทุนการผลิตจึงแต่สินค้าการเกษตรสำคัญ เช่น ข้าว ยางพารา ได้รับอานิสงส์จากการอ่อนค่าเงินบาท แม้ว่าราคาปุ๋ยเคมี และค่าขนส่งจะขยับตัวสูงขึ้นมาก แต่เมื่อพิจารณาโดยรวมแล้ว ผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้าเกษตร โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ต้องพึ่งการนำเข้าปัจจัยการผลิตมากนัก เป็นผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ แต่ผู้ส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ที่ต้องพึ่งปัจจัยการผลิตนำเข้าได้รับผลกระทบจากการอ่อนค่าของเงินบาท
– ผลกระทบทางสังคม นอกจากการล้มละลายของธุรกิจ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น การว่างงาน การเพิ่มขึ้นของภาวะยากจนและการลดอำนาจซื้อแล้ว สังคมไทยโดยรวมรับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้มาก การสาธารณสุขได้รับผลกระทบจากค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มสูงขึ้น รายได้ของประชาชนโดยทั่วไปลดลงมาก การว่างงานมีมาก ผู้จบการศึกษาในเวลานั้นหางานทำไม่ได้ งบประมาณการศึกษาและสาธารณสุข ที่เคยรับการอุดหนุนจากรัฐบาล ก็ลดน้อยลง ภาวะการว่างงาน ไม่เพียงเกิดขึ้นกับคนงานทั่วไป ยังเกิดกับคนงานที่มีระดับความรู้ความชำนาญสูง คนทำงานในภาคการเงิน รวมทั้งพนักงานทั่วไป และผู้บริหารจำนวนมาก ต้องตกงาน ข้าราชการทั่วไป แม้ไม่ถูกปลดออก แต่ก็รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น นักเรียนที่ได้รับทุนการศึกษาไปเรียนในสถาบันการศึกษาทั้งในต่างประเทศและภายในประเทศถูกลดจำนวนลงและถูกตัดลดเงินทุนที่ให้ความช่วยเหลือ
โดยสรุป แทบทุกภาคส่วนของสังคมไทย ทั้งนักธุรกิจ ผู้มีรายได้สูงและปานกลาง ต่างได้รับผลกระทบรุนแรงจากวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่นี้โดยถ้วนหน้า หากรัฐบาลไม่ให้ความช่วยเหลือเยียวยาแก่ผู้ที่ต้องประสบกับความเดือดร้อน สังคมไทยคงมีความยากลำบากมาก
ในเดือนสิงหาคม ปี 1997 รัฐบาลไทยต้องกู้เงินจากองค์การการเงินระหว่างประเทศ ธนาคารโลก ธนาคารพัฒนาเอเชีย และมิตรประเทศ เป็นเงิน 17.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ เป็นโครงการเงินกู้ ที่รู้จักกันในนาม“เงินกู้จากไอเอ็มเอฟ” ซึ่งเป็นองค์กรหลักในโครงการเงินกู้ครั้งนี้ ในการเบิกเงินแต่ละงวด มีการกำหนดเงื่อนไขรัฐบาลไทยที่ต้องปฏิบัติตาม องค์การการเงินระหว่างประเทศ ตั้งเงื่อนไขว่า ประเทศไทยต้องมีนโยบายการเงินการคลังที่เข้มงวดกวดขัน ปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม จากร้อยละ 7 เป็นร้อยละ 10 ลดการใช้จ่ายของรัฐบาล มีงบประมาณที่เกินดุล และมีนโยบายการเงินที่เข้มงวดกวดขัน ข้อกำหนดในโครงการเงินกู้ไอเอ็มเอฟนี้ มีผลผลักดันให้เศรษฐกิจไทย ตกอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่มากขึ้น
การลดผลกระทบที่เกิดขึ้นจากวิกฤติเศรษฐกิจ
กลางปีค.ศ.1998 ผลกระทบวิกฤติเศรษฐกิจมีความรุนแรงขึ้น ปัญหาการขาดสภาพคล่องและการว่างงานมีมาก เงื่อนไขการกู้เงินของไอเอ็มเอฟ ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้น เมื่อต้องเบิกเงินกู้งวดถัดไป รัฐบาลใหม่ที่นำโดยพรรคประชาธิปัตย์จึงพยายามเจรจาขอแก้เงื่อนไขการกู้เงินกับไอเอ็มเอฟ ข้อกำหนดการมีงบประมาณที่เกินดุลร้อยละหนึ่ง เปลี่ยนเป็นขาดดุลงบประมาณร้อยละสาม อัตราดอกเบี้ยถูกดึงลงมาในระดับต่ำลง นอกจานนั้น รัฐบาลมีการอัดฉีดเงินช่วยเหลือ แก่สถาบันการเงิน ที่ต้องประสบกับปัญหาการขาดสภาพคล่อง
ในปลายปีค.ศ.1997 รัฐบาลใหม่ได้มุ่งแก้ปัญหาสถาบันการเงินที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ ภาวะเศรษฐกิจการเงินกระเตื้องขึ้นมาบ้าง แต่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า รัฐบาลไม่ให้ความสนใจแก้ปัญหาของประชาชนผู้ยากไร้ในเขตชนบท มีการชุมนุมประท้วงของชาวไร่ชาวนา รัฐบาลจึงมีนโยบายและมาตรการช่วยเหลือประชาชนผู้ยากไร้ในชนบทมากขึ้น เช่นการพักการชำระหนี้ที่ติดค้างกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร( ธกส.)เป็นเวลาห้าปี มีคณะกรรมการเสนอนโยบายการพัฒนาชนบทให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากไร้ จัดงบประมาณขจัดความยากจน ให้เงินกู้เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพและวิธีการผลิตแก่เกษตรกร โดยได้รับช่วยเหลือจากธนาคารโลก ธนาคารพัฒนาเอเชีย สหประชาชาติ และรัฐบาลญี่ปุ่น
ในการช่วยเหลือผู้ว่างงานและผู้ยากจน โครงการสำคัญ ได้แก่ เงินกู้ภาคสังคม(Social Sector Program Loans: SSLP) ซึ่งให้ความช่วยเหลือแก่ด้านแรงงาน สวัสดิการสังคม การศึกษา สาธารณสุข และการลงทุนเพื่อสังคม ซึ่งมีโครงการต่างๆที่ส่งเสริมการจ้างงาน และลดผลกระทบทางสังคมที่เกิดจากวิกฤติเศรษฐกิจ รวมทั้งมาตรการมุ่งแก้ปัญหาระยะยาว เช่น การพัฒนาชุมชน และกระจายความเจริญทางเศรษฐกิจสู่ภูมิภาค
ในส่วนของกระทรวงแรงงาน มีการตั้งคณะกรรมการช่วยเหลือผู้ว่างงาน ส่งเสริมให้นายจ้างกับลูกจ้างเจรจากัน จัดทำข้อมูลความต้องการแรงงานในภาคอุตสาหกรรมและบริการ และโครงการฝึกอบรมแรงงาน ตลอดจนขยายขอบเขตการช่วยเหลือแรงงานทางด้านสวัสดิการ เช่น ขยายระยะเวลาการจ่ายค่าชดเชยการว่างาน และเพิ่มความช่วยเหลือแรงงานทางด้านอื่นๆ
ทางด้านการศึกษา ก่อนหน้านี้รัฐบาล มีโครงการเงินกู้เพื่อการศึกษาอยู่แล้ว แต่ดำเนินการในขอบเขตจำกัดมาก หลังวิกฤตเศรษฐกิจ จึงมีการขยายขอบเขตโครงการเงินกู้นี้ นอกจากนั้น ทบวงมหาวิทยาลัย ได้ริเริ่มโครงการการจ้างผู้จบการศึกษาใหม่ มาทำงานรวบรวม และเผยแพร่ข้อมูลในเรื่องต่างๆทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ รวมทั้งการฝึกอบรมเพิ่มความรู้และทักษะการทำงานให้ผู้จบการศึกษาใหม่ เพื่อให้มีโอกาสทำงาน หรือริเริ่มกิจการของตนเอง ให้เงินกู้แก่กิจการที่ต้องการจ้างคนงานเพิ่ม กระทรวงศึกษาธิการมีการให้เงินกู้แก่โรงเรียนเอกชนที่ประสบปัญหาทางด้านการเงิน
ในด้านสาธารณสุข มีโครงการช่วยเหลือต่างๆ เช่น ให้บัตรสวัสดิการในการรักษาพยาบาลฟรีแก่ผู้ยากไร้ และผู้สูงอายุ แม้รัฐบาลประสบกับปัญหาข้อจำกัดของงบประมาณ งบประมาณกระทรวงสาธารณสุข กลับเพิ่มขึ้น โดยได้รับความช่วยเหลือทางด้านเงินกู้จากต่างประเทศ ในช่วงเวลานั้น องค์กรต่างๆของสหประชาชาติ เช่น องค์การพัฒนา( UNDP ) องค์การแรงงานระหว่างประเทศ(ILO) องค์การอาหาร และการเกษตร ( FAO) องค์การอนามัยโลก(WHO)และองค์การการพัฒนาอุตสาหกรรม (UNIDO ) ล้วนมีโครงการช่วยเหลือรัฐบาลไทย
การเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ทำให้รัฐบาลตื่นตัวเรื่องการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมและส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจระหว่างประเทศที่มีต่อเศรษฐกิจไทย ก็ได้รับความสนใจมากขึ้น หลังค.ศ.1998 เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวขึ้นมาบ้าง มีคนเห็นว่า สาเหตุของการมีวิกฤติเศรษฐกิจ เกิดจากโครงสร้างเศรษฐกิจ ที่อ่อนแอ จำเป็นต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ จึงได้มีแผนปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมขึ้น ระดมสมองระหว่างนักธุรกิจอุตสาหกรรม ข้าราชการ และนักวิชาการเป็นเวลาหลายเดือน ตีพิมพ์รายงานการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมกว่าสิบเล่ม แต่นโยบายปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม ที่มีโครงการต่างๆจำนวนมากนี้ดำเนินอยู่ได้ไม่นาน ก็มีการเปลี่ยนรัฐบาล โครงการนี้ถูกยกเลิกโดยรัฐบาลชุดใหม่ ไม่ให้ความสนใจในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ แต่มีนโยบายประชานิยมที่สร้างคะแนนเสียงจากผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งแทน เศรษฐกิจไทยจึงเสื่อมทรุดลงตั้งแต่นั้นมา
ตั้งแต่ปี 2000 ถึงปัจจุบัน ความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นแล้ว ไม่ได้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด รัฐบาลไทยหลายสมัย มีนโยบายประชานิยม ที่สร้างความเสียหายแก่ประเทศมาก แม้ก็มีรัฐบาลบางชุด ที่มีโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ แต่ก็อยู่ได้ไม่นาน นโยบายและโครงการต่างๆ ที่จะมีผลทำให้เศรษฐกิจไทยมีความเข้มแข็งขึ้น ถูกนำมาปฏิบัติได้ไม่นาน ก็ถูกยกเลิก จากการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล เศรษฐกิจไทย จึงเสื่อมถอยลง จนถึงทุกวันนี้ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจ และสาเหตุของความล้มเหลวในการปรับปรุงสภาพเศรษฐกิจไทยตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 21 จนถึงปัจจุบัน จะกล่าวในตอนต่อไป







