ตะวันออกกลางกับการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง (ตอนจบ)

สหรัฐอเมริกาก็เช่นกันแสวงหาที่จะสร้างพันธมิตรและโดดเดี่ยวอีกฝ่ายหนึ่งก่อนที่จะเปิดตัวคู่ปรปักษ์ในอัฟกานิสถาน สหรัฐอาหรับอิมิเรตส์ถูกชักชวนให้ตัดความสัมพันธ์ทางการทูตและการค้ากับรัฐบาลคาบูล ซึ่งมีความสำคัญ เนื่องจากเศรษฐกิจและการเงินที่เข้าถึงโลกภายนอกได้นั้น ส่วนใหญ่จะผ่านตรงมายังช่องของสหรัฐอาหรับอิมิเรตส์
กองทัพอเมริกันได้ไปเตรียมการอยู่ในอุซเบกิสถาน ซึ่งเป็นอดีตสาธารณรัฐของสหภาพโซเวียตอันเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งเป็นการยื่นหมูยื่นแมวกันที่ทำให้ทางเครมลิน จัดการกับการลุกขึ้นสู้ของชาวเชเชนได้อย่างเต็มที่
ประธานาธิบดีของปากีสถาน อันเป็นประเทศที่กองกำลังที่สนับสนุนฏอลิบานอาศัยอยู่ก็ยังให้การสนับสนุนสหรัฐอเมริกา สมาชิกฏอลิบานส่วนใหญ่จะมาจากมัดเราะซะฮ์ หรือโรงเรียนสอนศาสนาที่สังกัดอยู่กับโรงเรียนเดียวบัน (Deoband School) ของอินเดีย อันเป็นขบวนการทางทฤษฏีที่สามารถระดมกำลังนักเรียนได้นับแสน เป็นนักเรียนที่เชื่อฟังครูอย่างไม่ตั้งคำถาม ซึ่งจะส่งผ่านมาทางมุลลอฮ์ มุฮัมมัด อุมัรที่เรียกร้องสู่การญิฮาด
โลกของโทรทัศน์ได้ถ่ายทอดภาพต่างๆ ของการเดินขบวนที่ได้จัดขึ้นในปากีสถาน ซึ่งผู้คนที่ไว้เครา โผกศีรษะเผาธงชาติสหรัฐอเมริกาและกวัดแกว่งรูปภาพของบินลาดิน คนเหล่านี้คือชาวเดียวบันเช่นเดียวกับกลุ่มที่เป็นหน่วยเสริมกำลังทหารที่มีความเชี่ยวชาญในการฆ่าทำลายชาวชีอะฮ์ปากีสถานและทำสงครามจรยุทธ์ต่อต้านทหารอินเดียในแคชมีรตะวันออก
อย่างไรก็ตามสมรรถนะของชาวเดียวบันในการระดมมวลชนนำไปสู่คำถามที่เปิดกว้างในประเทศที่มีประชากร 160 ล้านคนที่เหนื่อยหน่ายอยู่กับการต่อสู้ภายในอยู่แล้ว
เป็นเวลานับปีที่การสนับสนุนของสหรัฐอเมริกามีส่วนสำคัญต่อการอยู่รอดของปากีสถาน อันเป็นชาติที่มีอายุเพียงแค่ห้าสิบปีและมีประวัติความไม่สงบอยู่เรื่อยมา นี่เป็นเหตุผลที่ประธานาธิบดีได้ตัดสินใจฝากชะตากรรมไว้กับสหรัฐอเมริกา นอกเหนือไปจากการเน้นแนวทางการเมืองของปากีสถานแล้ว ปากีสถานยังต้องมี “ความลุ่มลึกทางยุทธศาสตร์” ของอัฟกานิสถานที่เป็นมิตรกับตนอีกด้วย ในภูมิภาคที่อินเดีย ชีอะฮ์อีหร่าน รัสเซียและอดีตสาธารณะต่างๆ ของเอเชียกลางต่างมองปากีสถานอย่างไม่ไว้วางใจ
ปลายเดือนตุลาคมเครื่องบินอเมริกันถล่มเป้าหมายทางทหารแบบปูพรมในกรุงคาบูลและที่มั่นของฝ่ายปรปักษ์ เหมือนการเล่นหมากรุก ผู้ก่อการร้ายเบื้องหลังการโจมตีในวันที่ 11 กันยายน ดูเหมือนจะคาดหมายมาก่อนแล้วว่าสหรัฐอเมริกาจะใช้การแก้แค้นทางทหารเพื่อต่อต้านอัฟกานิสถาน สามวันก่อนที่เครื่องบินโดยสารแบบไอพ่นจะโจมตีนิวยอร์กและวอชิงตัน ผู้บัญชาการการรบและผู้นำชาวอัฟกัน อะห์มัด ชาฮ์ มัสอูด (Ahmad Shah Massoud) ที่เป็นฝ่ายต่อต้านรัฐบาลฏอลิบาน ถูกสังหารในที่ดินของเขาที่หุบเขาปันชีร (Panshir Valley) โดยชาวแอฟริกาเหนือที่ถือหนังสือเดินทางเบลเยี่ยม
ผู้ชายทั้งสองคนมีความมุ่งหมายที่จะมาที่นั่นเพื่อสัมภาษณ์เขา และถือการ์ดนักหนังสือพิมพ์ที่ออกให้โดยองค์การข่าวของฝ่ายสุดโต่งทางศาสนา ซึ่งมีฐานอยู่ที่กรุงลอนดอน (จากรายงานของ The Islamic information Observatory ซึ่งกับการดูแลโดยอาซิร อัช ซิรรี ย้ำว่า การสังหารชาฮ์ มัสอูดถูกวางแผนเอาไว้ก่อนแล้ว) ผู้สังหารทั้งสองคนเสียชีวิตไปพร้อมกับมัสอูด เมื่อกล้องปัญญาอ่อนที่เป็นกับดักระเบิดออกมา มัสอูดนั้นเป็นผู้นำที่ได้รับการเชื่อถือมากที่สุด เป็นผู้ที่สหรัฐอเมริกาจะใช้ให้เข้าร่วมเป็นฝ่ายต่อต้านฏอลิบานด้วย
เป็นที่กระจ่างชัดว่าการสังหารมัสอูดคือการโหมโรงสู่การโจมตีในแผ่นดินสหรัฐอเมริกา การสังหารมัสอูดทำให้การรวมตัวช้าไปบ้าง แต่ในไม่ช้ากองกำลังของพันธมิตรฝ่ายเหนือซึ่งหลายคนของพวกเขาสามารถสืบทอดสิ่งที่มัสอูดทิ้งไว้ให้ก็รวมตัวกันได้และหากคนเหล่านี้ได้รับการฝึกฝนและติดอาวุธให้โดยสหรัฐอเมริกาพวกเขาก็จะเป็นหัวหอกในการปกป้องภาคพื้นดินเพื่อต่อต้านรัฐบาลฏอลิบานได้
สำหรับพันธมิตรที่ต่อต้านการก่อการร้าย จุดมุ่งหมายจึงอยู่ที่การโดดเดี่ยวและการกวาดล้างอขบวนการอัล-กออิดะฮ์ของบินลาดินและฏอลิบานซึ่งมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่การปลุกเร้าโลกมุสลิมให้เป็นหนึ่งเดียวในการต่อต้านการรุกรานจากผู้ที่ต้องการจะกวาดล้างผู้นิยมแนวทางอิสลามที่จะมีอำนาจในประเทศมุสลิมทั่วโลกออกไป
สำหรับความสำเร็จทั้งหมดในทศวรรษ 1970 และ 1980 นั้นในตอนปลายของศตวรรษที่ 21 ขบวนการอิสลามนิยมส่งสัญญาณความล้มเหลวในการคงอำนาจทางการเมืองในโลกมุสลิมให้เห็นท่ามกลางความหวังของผู้สนับสนุนและบรรดาศัตรูที่กำลังขัดขวางพวกเขาอยู่
ความอ่อนล้าในความสามารถของขบวนการในการระดมพลทางการเมือง อธิบายได้ว่าทำไมความน่าสนใจและรูปแบบใหม่ของลัทธิก่อการร้ายที่มุ่งทำลายล้างในเวลานี้จึงไปเยือนมาตุภูมิของสหรัฐอเมริกาได้
ยี่สิบห้าปีที่ผ่านมาคือประจักษ์พยานที่ทำให้แลเห็นการเคลื่อนไหวของขบวนการนักต่อสู้อิสลาม อันเป็นปรากฏการณ์ของการเกิดขึ้นที่น่าสนใจ ในทศวรรษ 1970 ซึ่งปรากฎให้เห็นว่าศาสนาไม่อาจกลับคืนไปสู่แนวโน้มของสภาพเดิมได้ในชีวิตสมัยใหม่นั้น ได้เห็นการขยายตัวอย่างรวดเร็วของกลุ่มการเมืองที่ประกาศรัฐอิสลามและปฏิญาณตนต่อคัมภีร์อัล-กุรอาน เรียกร้องให้ทำญิฮาด และดึงดูดกิจการของพวกเขามาจากเมืองใหญ่ต่างๆ ของโลก เป็นเหตุการณ์ที่นำไปสู่ความน่าสงสัยถึงกลุ่มก้อนที่แน่นอน ซึ่งมีมาก่อนปฏิกิริยาทั่วโลก นำไปสู่ความตกตะลึงในสิ่งที่เกิดขึ้นในสายตาของฝ่ายซ้าย ไม่ว่าจะเป็นชาวมุสลิมหรือตะวันตก
สำหรับบางคนกลุ่มอิสลามนิยมมิได้เป็นอะไรมากไปกว่าการเกิดใหม่อีกครั้งของกลุ่มคนที่เต็มไปด้วยความคลั่งแค้นแห่งสมัยกลาง
แต่อย่างค่อยเป็นค่อยไป จำนวนอิสลามนิยมเพิ่มขึ้น นักวิจารณ์ขบวนการเริ่มให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด ฝ่ายซ้ายพบว่าลัทธิอิสลามนิยม (Islamism) มีพื้นฐานเป็นที่นิยม นักคิดมาร์กซิสในทุกๆ แนวได้แลเห็นการสนับสนุนของมวลชนที่มีต่อกลุ่มอิสลามนิยม พวกเขาเริ่มที่จะให้ความเชื่อถือต่อกิจการของอิสลามนิยมกับค่านิยมของสังคมนิยมไปพร้อมๆ กัน
บางคนเริ่มสานเสวนาทางการเมือง และถึงกับเปลี่ยนเข้าสู่แนวทางอิสลามนิยม ในขณะเดียวกันก็เริ่มเข้าหาประชาชน และเห็นว่ากลุ่มนักอิสลามนิยมกำลังเผยแผ่ระเบียบทางศีลธรรม เชื่อฟังพระผู้เป็นเจ้าและเป็นศัตรูต่อนักวัตถุนิยมที่ขาดความศรัทธา ซึ่งหมายถึงฝ่ายคอมมิวนิสต์และนักสังคมนิยมนั่นเอง
นี่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะให้ได้มาซึ่งการยอมรับในหมู่นักอนุรักษ์นิยมและเงินทุนที่พอเพียง ผู้คนมากขึ้นและมากขึ้นเริ่มที่จะมองอิสลามนิยมว่าเป็นดังลัทธิที่น่าเชื่อถือของชาวมุสลิมสมัยใหม่และบางทีในการดูสิ่งนี้ก็อาจจะเห็นโครงร่างของวัฒนธรรมอิสลามที่อยู่ในโลกที่มีวัฒนธรรมหลากหลายของศตวรรษที่ 21 ได้
ดังนั้นเพียงแค่คนหนึ่งรุ่นหลังจากชาติมุสลิมได้รับเอกราช โลกมุสลิมก็เข้ามาสู่ศักราชแห่งศาสนา ซึ่งส่วนใหญ่ยกเลิกสมัยแห่งชาตินิยมที่มีมาก่อนหน้านี้ พื้นฐานทางทฤษฏีสำหรับขบวนการมุสลิมในปลายศตวรรษ 1960 ล้วนมาจากอุดมการณ์ของซัยยิด อบุล อะลา เมาดูดีย์แห่งปากีสถาน ซัยยิด กุฏบ์แห่งอียิปต์และอายะตุลลอฮ์โคมัยนีหรือที่เรียกกันว่าอิมามโคมัยนีในอีหร่าน
แต่อุดมการณ์ดังกล่าวก็มิได้ปรากฎเป็นพลังทางการเมืองที่มีอำนาจจนกว่าสงครามอิสราเอล-อาหรับของ ค.ศ. 1973 จะผ่านไป โดยผู้ที่ได้ชัยชนะจากความขัดแย้งได้แก่ซาอุดีอาระเบียและประเทศที่ส่งออกน้ำมันอื่นๆ ผู้แลเห็นว่าราคาน้ำมันได้พุ่งขึ้นไปเหนือความคาดหมายทำให้รัฐในอ่าวเปอร์เซียร่ำรวยอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว
ขั้นตอนแรกของการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนั้นถูกประทับตราด้วยการปฏิวัติอิสลามในอีหร่านในทางตรงกันข้ามครอบครัวของราชวงศ์ซาอุดีในฐานะที่เป็นผู้ดูแลสถานศักดิ์สิทธิ์ของนครมักกะฮ์ (Makka) และมะดีนะฮ์ (Madina) ได้หลีกเลี่ยงความน่าตื่นตะลึงของทรัพย์สินเอาไว้เบื้องหลังแนวคิดอนุรักษ์นิยมมากขึ้น ชาวซาอุดีได้ยกย่องความเข้มแข็งทางศีลธรรมไว้เหนือสิ่งอื่นใด และพร้อมที่จะให้กองทุนแก่กลุ่มหรือพรรคใดๆ ที่แพร่ลัทธิของพวกเขาในที่ใดๆ ในโลก (Gilles Kepel, Jihad the Trail of Political Islam)
ดังนั้น นับตั้งแต่แรกมาแล้วที่ขบวนการอิสลามมีอยู่สองแง่มุม แง่มุมแรกขบวนการอิสลามเข้าโอบล้อมคนรุ่นใหม่ในเมืองต่างๆ อันเป็นชนชั้นที่ถูกสร้างขึ้นโดยจำนวนประชากรที่ระเบิดออกมาหลังสงครามในโลกที่สามและเป็นผลมาจากคลื่นการอพยพจากประเทศใกล้เคียง แม้ว่าจะมีความยากจน คนหนุ่มในเมืองเหล่านี้ก็เข้าถึงการรู้หนังสือและการศึกษาอยู่บ้าง
ประการที่สองขบวนการอิสลามรวมทั้งชนชั้นกลางที่เป็นผู้เกรงกลัวพระผู้เป็นเจ้าอยู่แต่เดิม เป็นผู้สืบทอดมาจากครอบครัวพ่อค้าวาณิชย์จากตลาด (บาซารและซูก) ผู้ที่ถูกกีดกันให้มาอยู่ชายขอบในระหว่างกระบวนการของการตกเป็นอาณานิคม นอกเหนือไปจากชนชั้นกลางผู้อุทิศตนแล้ว ก็มีแพทย์ วิศวกร และนักธุรกิจ ผู้ออกไปทำงานในประเทศอนุรักษ์นิยมที่ส่งออกน้ำมันและกลายมาเป็นคนร่ำรวยในขณะที่กันตัวเองออกมาจากวงจรดั้งเดิมของอำนาจทางการเมือง
ในช่วงอายุคนพบว่าอุดมการณ์อิสลามนิยมเป็นเสียงก้องที่มาจากความอึดอัดของพวกเขา และส่งผลสะท้อนให้แก่ความหวังและความใฝ่ฝันของพวกเขา ไม่เป็นที่แปลกใจว่าผู้แพร่ข่าวที่กระตือรือร้นที่สุดคือปัญญาชนคนหนุ่มที่เพิ่งจบจากสาขาเทคนิคและวิทยาศาสตร์ อันเป็นผู้ที่ตัวของพวกเขาเองได้รับแรงบันดาลใจจากการสานเสวนาในทศวรรษ 1980
สารที่ตีความได้หลายนัยของอิสลามนิยมแผ่ขยายไปอย่างรวดเร็วในตอนต้นของทศวรรษ 1980 ด้วยคำมั่นสัญญาที่จะสร้างความยุติธรรมขึ้นมาเป็นแบบอย่างรัฐแรกของอิสลามที่จัดตั้งโดยศาสดามุฮัมมัดในนครมะดีนะฮ์ พร้อมกับการแสดงออกถึงความเป็นปรปักษ์ภายในต่อรัฐบาลที่วุ่นวายไปด้วยการคอร์รัปชั่นล้มละลาย (ทั้งทางเศรษฐกิจและศีลธรรม) และลัทธิเผด็จการ ทั้งนี้อาจกล่าวได้อย่างกว้างๆ ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นแบบแผนของสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่ทั่วโลกมุสลิมในเวลานั้น
ความขัดแย้งในแก่นแกนของอิสลามมีความแหลมคมขึ้นในระยะที่สอง จากคำถามที่ว่าใครคือผู้ที่จะควบคุมพลังใหม่ทางศาสนาและการเมือง อันเป็นความกังวลที่กำลังเกิดขึ้นต่ออำนาจต่างๆ ในภูมิภาคที่บางคนพยายามที่จะยับยั้งเอาไว้ มีบางคนที่พยายามจะสนับสนุนทุกฝ่ายให้เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
การปฏิวัติของชาวอีหร่านทำให้รัฐบาลที่ถูกสถาปนาขึ้นมามีอาหารทางความคิดมากขึ้น ทำให้ชาฮ์ต้องโดดเดี่ยวตัวเองและสูญเสียการสนับสนุนภายในสังคมอีหร่าน ในทางกลับกันอิมามโคมัยนีได้รับชัยชนะก็เพราะอิมามโคมัยนีมีความสามารถสร้างการรวมตัวที่เป็นพลวัตรขึ้นมาอย่างเป็นหนึ่งเดียวและไม่อาจต่อต้านได้ แม้แต่ในชนชั้นกลาง ซึ่งเชื่อว่าในที่สุดพวกเขาก็จะขัดขวางผู้มีบารมีที่เป็นชายชราที่อ่อนแอนี้หรือทำอย่างอื่นตามที่พวกเขาคิดได้
ตลอดทศวรรษ 1980 ตะวันออกกลางถูกบดบังด้วยการต่อสู้ทางอำนาจระหว่างราชอาณาจักรของซาอุดีอาระเบียและอิมามโคมัยนีของอีหร่าน เตหะรานพยายามจะส่งออกการปฏิวัติเช่นเดียวกับที่รัสเซียเคยส่งออกการปฏิวัติของพวกเขามาก่อน ซาอุดีอาระเบียก็วางรูปแบบที่จะสกัดกั้นกลวิธีนี้อย่างเดียวกับที่สหรัฐอเมริกาเคยสกัดกั้นสหภาพโซเวียตในระหว่างสงครามเย็น
ประเทศต่างๆ ที่อยู่ระหว่างสองขั้วนี้ อย่างเช่นอียิปต์ ปากีสถาน มาเลเซีย สนับสนุนกองกำลังอิสลามนิยมที่พวกเขาสัมผัสได้ในฐานะพันธมิตรต่อต้านการคุกคามที่คงทนของลัทธิสังคมนิยม แต่พวกเขามิได้มีความสามารถอยู่เสมอที่จะควบคุมวิญญาณแห่งการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่มันถูกปล่อยออกมาอย่างที่ได้พิสูจน์ให้เห็นใน ค.ศ. 1981 เมื่อกลุ่มของอัล-ญิฮาดสังหารประธานาธิบดีอันวาร์ ซาดัต (Anwar Sadat) ของอียิปต์
ผู้นำทางกาเมืองหวาดกลัวว่าการจราจลที่ต้องเกิดขึ้นของมวลชนมุสลิมจะเติบโตขึ้นเป็นการปฏิวัติอย่างเต็มที่และจะพัดพาเอาคนสุดโต่งเข้าสู่อำนาจ ด้วยเหตุนี้ผู้นำจึงเสนอให้มีการลดหย่อนผ่อนปรนในอาณาจักรทางศีลธรรม และวัฒนธรรมครั้งแล้วครั้งเล่า
รัฐบาลค่อยๆ สร้างบรรยากาศ “การกลับไปใช้วิถีอิสลามอีกครั้ง” ขึ้นมาเพื่อที่จะให้ความเมตตาต่อนักการศาสนาที่ดื้อรั้น ด้วยความมุ่งหวังในทางกลับกันนักการศาสนาจะยอมรับอำนาจของพวกเขาในหน่วยงานต่างๆ ของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งซาอุดีอาระเบียที่ได้กระจายความจงรักภักดีออกไปอย่างกว้างไกลและปลูกฝังความภักดีแก่ชนชั้นกลางด้วยการยื่นความช่วยเหลือที่เป็นไปตามระบบของธนาคารอิสลาม (Islamic banking system) ให้แก่พวกเขา
ใน ค.ศ. 1980 ด้วยการอำนวยการของรัฐบาลอ่าวที่ผลิตน้ำมันและตะวันตก ซัดดัม ฮุสเซ็น ของอีรักประกาศสงครามกับการปฏิวัติของอีหร่าน โดยตัวของซัดดัมเองเป็นผู้นำรัฐบาลของพรรคบาธ (Baath) อันเป็นพรรคทางโลก
เวลานี้ซัดดัมได้ระดมกองกำลังทางศาสนาในประเทศของเขาขึ้นมาเพื่อให้นักการศาสนาเหล่านั้นออกห่างจากการควบคุมของอิมามโคมัยนี เพื่อให้ความสมดุลแห่งอำนาจอยู่กับฝ่ายตน อีหร่านโต้ตอบด้วยการจับตัวประกันตะวันตกผ่านขบวนการฮิซบุลลอฮ์ในเลบานอน และขัดขวางการไปประกอบพิธีฮัจญ์ยังนครมักกะฮ์
แต่ท้ายที่สุด สนามการต่อสู้ที่ชี้ขาดได้พิสูจน์ให้เห็นในอัฟกานิสถาน ที่ซึ่งการญิฮาดต่อต้านสหภาพโซเวียตที่ประสบความสำเร็จได้รับการสนับสนุนทางการเงิน โดยประเทศร่ำรวยของรัฐแถบอ่าวและหน่วยสืบราชการลับของสหรัฐอเมริกา
ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐอเมริกานั้น สงครามศักดิ์สิทธิ์ในอัฟกานิสถานมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนอยู่ประการหนึ่งคือ การสร้างทางตันแบบเวียดนามให้กับกองกำลังของสหภาพโซเวียตที่รุกรานกรุงคาบูลในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1971 ดังนั้นจึงเร่งให้เกิดการล่มสลายแก่อาณาจักรของสหภาพโซเวียต
ในส่วนที่เกี่ยวกับประเทศร่ำรวยน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียนั้น อัฟกานิสถานคือการหักเหความสนใจของนักต่อสู้สุดโต่งที่ไม่ได้อยู่ในแนวทางของซาอุดีอาระเบีย ด้วยการมุ่งความเกลียดชังไปที่สหภาพโซเวียตผู้รุกราน
การญิฮาดต่อต้านสหภาพโซเวียตของชาวอัฟกันกลายเป็นภารกิจอันยิ่งใหญ่ซึ่งนักอิสลามนิยมทั่วโลกออกมาแสดงตัวไม่ว่าจะเป็นผู้ยึดสายกลางหรือสุดโต่งก็ตาม ในความคิดของชาวอาหรับส่วนมากการญิฮาดได้เข้ามาแทนที่ภารกิจของชาวปาเลสไตน์และเป็นสัญลักษณ์การเปลี่ยนจากลัทธิชาตินิยมสู่อิสลามนิยม
นอกเหนือไปจากมุญาฮิดีนท้องถิ่น หรือนักรบอันศักดิ์สิทธิ์แล้วกองพันนานาชาติในอัฟกานิสถานก็แห่เหนกันมาจากทั่วโลกมุสลิม คืออียิปต์แอลจีเรียในคาบสมุทรอาหรับและนักอิสลามนิยมจากเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ พวกเขาอยู่เป็นชุมชนที่ใกล้ชิดกัน โดยพวกเขาได้รับการฝึกฝนเทคนิคในสงครามจรยุทธ์และสร้างอุดมการณ์อิสลามที่วางอยู่บนการต่อสู้ด้วยการติดอาวุธ และความเข้มแข็งทางศาสนา
จนถึง ค.ศ. 1989 หน่วยสืบราชการลับของซาอุดีอาระเบีย ปากีสถาน และสหรัฐอเมริกามีความมั่นใจว่านักต่อสู้เพื่ออิสรภาพซึ่งเข้ามาทำสงครามกับอาณาจักรอันชั่วร้ายของสหภาพโซเวียตในภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยเนินเขานั้นอยู่ภายใต้การควบคุมและกำลังเสนอทางออกของอิสลามสู่การปฏิวัติออกมาให้เห็นในอีหร่าน ในปีนั้นอิสลามนิยมได้มาสู่จุดสูงสุดของความเข้มข้นในฐานะของกองกำลังทางการเมือง
ในระหว่างอินฏิฟาเฏาะฮ์ (intifada) หรือการลุกขึ้นสู้กับการครองความเป็นเจ้าโดยขบวนการต่อสู้ขัดขืนตามแนวทางอิสลาม (Hamas) อยู่นั้น ในแอลจีเรียพรรคแนวหน้าอิสลาม (Front Islamique du Salut) ชนะเด็ดขาดในการเลือกตั้งครั้งแรกที่เป็นอิสระนับตั้งแต่ได้รับเอกราช และในซูดานการรัฐประหารของทหารส่งให้นักคิดอิสลามคือฮัซซัน อัต-ตูรอบี (Hassan al-Turabi) ขึ้นสู่อำนาจ ในที่สุดเมื่อกองทัพของสหภาพโซเวียตถอนออกจากอัฟกานิสถานใน ค.ศ. 1989 ชัยชนะของการญิฮาดและการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบียก็ยุติลง
ใน ค.ศ. 1989 อิมามโคมัยนีเซ็นสัญญาสงบศึกกับอีรัก และประกาศฟัตวา (ข้อวินิจฉัยทางศาสนา) ในกรณีนี้เป็นการประกาศให้นักเขียนชาวอังกฤษซัลมาน รุชดี (Salman Rushdie) ผู้เขียนนวนิยายเรื่องโองการปีศาจ (Satanic Verses) อันเป็นนวนิยายดูหมิ่นศาสนาอิสลามได้รับโทษถึงชีวิต ด้วยท่าทีดังกล่าวอะยาตุลลอฮ์ของอีหร่านได้ขยายอุมมะฮ์ (Umma) อันเป็นโลกที่ถูกปกครองโดยกฎหมายอิสลามตรงสู่ยุโรปและตะวันตก เขาอ้างถึงสิทธิที่จะมอบความตายให้กับพลเรือนอังกฤษและตะวันตก ซึ่งตะวันตกก็เอาจริงเอาจังกับอิมามโคมัยนี
ในปีเดียวกัน การสวมผ้าคลุมศีรษะของนักเรียนมุสลิมในฝรั่งเศสก็นำไปสู่การถกกันอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ ซึ่งแสดงให้เห็นการขยายตัวของขบวนการอิสลามที่มุ่งเข้าสู่ผู้ย้ายถิ่นรุ่นที่สอง และในขณะที่สิ่งนี้กำลังดำเนินต่อไป การล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน (Berlin Wall) ก็กำลังส่งสัญญาณมากขึ้น
โดยทั่วไป การแตกออกของระบอบคอมมิวนิสต์ได้เปิดทางให้อุมมะฮ์ขยายตัวออกไปเหนือม่านเหล็กและค่อยๆ โอบล้อมรัฐมุสลิมใหม่ๆ ของเอเชียกลาง คอเคซัสและท้ายที่สุดในบอสเนียใจกลางของยุโรป
ที่สุดแห่งตะวันออกกลาง
เมื่อมองไปที่ตะวันออกกลางโดยรวมแล้ว เราก็จะพบว่าเรื่องการเมืองและศาสนานั้นเป็นเรื่องที่ยุ่งยากซับซ้อนทั้งในบริบททั่วๆ ไปและโดยเฉพาะในบริบทของตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเมืองที่ไปจำกัดวงอยู่แต่เฉพาะชาวมุสลิมเท่านั้น ซึ่งจะทำให้แลเห็นปฏิบัติการทางการเมืองของอิสลามอย่างเกินความจริงไป และมักจะดูรุนแรงและลึกลับกว่าที่เป็นอยู่จริงๆ (ดูรายละเอียดเรื่องนี้ใน Sami Zubida, Islam : The People and the State , London and New York : Routledge, 1988)
บริบททางประวัติศาสตร์ก็เป็นสิ่งสำคัญ ด้วยเหตุผลที่ว่ามันทำให้เกิดแรงกระตุ้นขึ้นมา หากว่าจะไม่ได้ทำให้ความสำนึกในศาสนามีมากขึ้นในตะวันออกกลาง แต่อย่างน้อยก็ทำให้กิจกรรมด้านการเมือง-ศาสนาเข้มข้นขึ้นในคนบางกลุ่ม รวมทั้งอะไรบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจของโลกในทศวรรษ 1970 และแรงกระตุ้นที่นำไปสู่การช่วยเหลือตัวเอง ซึ่งมีพื้นฐานอยู่ที่ชุมชนของตนและกลุ่มคนในท้องถิ่นที่จะต้องจัดหาความสุขสบายและการคุ้มครองคนยากจนและคนไม่มีงานทำ
ในขณะเดียวกันก็ยังมีลักษณะสำคัญอีกอย่างหนึ่งนั่นคือสิ่งที่ วี.เอส.ไนพอล (V.S. Naipol) เรียกว่า “การตื่นขึ้นมา” มีความสำนึกในตนเองทางด้านประวัติศาสตร์ของกลุ่มและชุมชนทุกประเภทที่ได้รับการสนับสนุนให้แลเห็นตัวเองเหมือนกับที่คนอื่นแลเห็น ซึ่งมักจะเห็นว่าเป็นพวกล้าหลัง ตกขอบ มืดมน และเป็นผู้ที่ขานรับต่อสิ่งนี้ด้วยการสร้างขบวนการแห่งการยืนหยัดเป็นตัวของตัวเองที่กล้าหาญขึ้นมา (V.S. Naipaul, “The Shadow of the gun” , New York Review of Book, 2 , Nov. 1990)
เรื่องที่สำคัญพอ ๆ กันก็คือศาสนาอิสลาม เช่นเดียวกับศาสนาสำคัญอื่นๆ นั้นคือธรรมเนียมปฏิบัติที่ยังมีชีวิตอยู่ ในนั้นผู้คนจะถูกห้อมล้อมด้วยสถาบันและตัวแทนต่างๆ (คือมัสญิด โรงเรียนและครู) เพื่อเตือนใจพวกเขาถึงประวัติศาสตร์ของศาสนานั้นและมีการบังคับใช้ข้อปฏิบัติทางศาสนาที่ถูกต้องบางชนิด แต่สถาบันเหล่านี้ไม่มีสถาบันใดที่สามารถหยุดนิ่งอยู่ได้ ทุกสถาบันมีส่วนอยู่ในกระบวนการของการตีความเรื่องความเชื่อและการปฏิบัติใหม่ไปตามสภาพปัจจุบันอยู่ตลอดเวลา
การตีความบางอย่างก็จะก่อให้เกิดแบบแผนและมุมมองทางการเมืองขึ้นสำหรับผู้ที่ต้องการใช้มัน ในกรณีของอิสลามนั้นอย่างน้อยคำที่ดีกว่าซึ่งน่าจะใช้บรรยายถึงการเมืองของศาสนาในทศวรรษ 1970 และ 1980 ก็คือคำที่พวกผู้ปฏิบัติการเหล่านั้นใช้กันเอง คือคำว่าตัจญ์ดีด (tajdid) หรือการทำให้เป็นของใหม่นั่นเอง
ขบวนการใดที่เป็นขบวนการแรกในตะวันออกกลางที่เรียกร้องอย่างเปิดเผยให้มีการสร้างรัฐอิสลามขึ้นมานั้นยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ บางคนอาจกล่าวว่าคือสมาคมภราดรภาพมุสลิมในทศวรรษ 1930 บางคนก็บอกว่าการพัฒนานี้ต้องรอไปอีกนานจนถึงสงครามโลกครั้งที่สอง
ส่วนปัญหาที่ว่าอะไรคือส่วนประกอบสำคัญของอิสลามการเมืองนั้นจะต้องมุ่งไปที่จุดสำคัญสองจุดซึ่งเกือบจะไม่เกี่ยวกับเรื่องอื่นๆ เลย จุดหนึ่งคือปัญหาเรื่องผู้นำและเรื่องของการบ่งชี้ว่าผู้ใดมีคุณสมบัติอันจำเป็นที่จะปกครองรัฐดังกล่าวนั้นได้ จุดที่สองคือความเชื่อว่ารัฐเช่นนั้นจะต้องอยู่ใต้การปกครองของกฎหมายอิสลาม
การอภิปรายในเรื่องที่ว่าจะนำเอาชะรีอะฮ์ (Shari’ah) หรือกฎหมายอิสลามมาใช้ได้ทั้งหมดอย่างไรหรือจะทำให้ชะรีอะฮ์เป็นพื้นฐานของระบบกฎหมายสมัยใหม่ได้อย่างไรนั้นใช้เวลาน้อยกว่ามากเพราะถึงอย่างไรมันก็เป็นคำสั่งทางศาสนาและทางสังคมมากพอๆ กับที่เป็นประมวลกฎหมายอยู่แล้ว
สำหรับนักปฏิบัติการทางการเมืองที่เป็นมุสลิมจำนวนมากย่อมมีความกังวลเกี่ยวกับเรื่องที่ดูเหมือนว่าศาสนาของพวกเขาจะถูกกีดกันออกไปเสียจากแวดวงสาธารณะและถูกกีดกันจากการนำเอาศาสนาไปใช้ไม่ว่าจะโดยตรงหรือในฐานะที่เป็นพื้นฐานสำหรับระบบกฎหมายทั้งหมดก็ตาม จึงกลายเป็นเสียงเรียกร้องให้คนในแวดวงเดียวกันกำหนดเป็นเกณฑ์สำหรับวัดว่ารัฐหนึ่งจะถูกถือว่าเป็นรัฐอิสลามได้หรือไม่ (ดูรายละเอียดของเรื่องนี้ใน Rojer Owen รัฐ อำนาจและการเมืองในตะวันออกกลาง กิติมา อมรทัต แปลจาก State Power and Politics in the making of Modern Middle East , กรุงเทพ: โครงการแปลหนังสือของกองทุนสนับสนุนการวิจัยชุดโครงการอาณาบริเวณศึกษา 5 ภูมิภาค, กุมภาพันธ์ 2546)
สำหรับพวกเขาเหล่านั้นช่องว่างระหว่างศาสนากับการเมืองและศาสนากับรัฐซึ่งเกิดขึ้นโดยการแทรกแซงของตะวันตกนั้นจักต้องถูกปิดกั้นเสียให้ได้ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดๆ ก็ตาม
นักคิดที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนผ่านในตะวันออกกลาง
เพื่อแสดงให้เห็นการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองในภูมิภาคตะวันออกลางและโลกมุสลิม การกล่าวถึงนักคิดที่เป็นแรงบันดาลใจของอิสลามการเมืองในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และต้นทศวรรษที่ 20 จะช่วยทำให้ผู้อ่านเข้าใจวิธีคิดของนักคิดที่มีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านในตะวันออกกลางและโลกมุสลิมโดยสังเขปได้ชัดเจนขึ้น นักคิดเหล่านี้ได้แก่
ญะมาลุดดีน อัล-อัฟฆอนี (ค.ศ. 1839-1987)
ญะมาลุดดีน อัล-อัฟฆอนีเป็นนักปฏิวัติ ซึ่งปรารถนาที่จะเห็นประเทศมุสลิมทั้งหลายได้รับอิสรภาพพ้นจากอำนาจของจักรวรรดินิยมยุโรป ตื่นตัวขึ้นมาพ้นจากความหยุดนิ่งของสมัยกลาง และเข้าร่วมอยู่ภายใต้เคาะลีฟะฮ์ (ผู้ปกครองชุมชนอิสลาม) เดียวกัน
มุฮัมมัด อับดุฮ์ (ค.ศ. 1849-1905)
สำหรับมุฮัมมัดอับดุฮ์แล้ว เขาแลเห็นว่าชุมชนมุสลิมในตอนปลายศตวรรษที่ 20 ต่างก็อยู่ในสภาพที่ลำบากจริงๆ ทางด้านหนึ่งพวกเขาต้องผจญกับอารยธรรมตะวันตก ส่วนอีกด้านหนึ่งก็มีขนบธรรมเนียมสมัยกลางในรูปของการเห็นพ้องกันอย่างไม่ผิดพลาด (อิจญ์มา) ซึ่งกำหนดให้สังคมมีลักษณะอนุรักษ์นิยมและต่อต้านการเปลี่ยนแปลง ภายในสถานการณ์เช่นนี้เองที่นักคิดอิสลามหัวเสรีอย่างอับดุฮ์ได้ริเริ่มขบวนการปฏิรูปขึ้น จนกระทั่งความคิดของเขาส่งอิทธิพลต่อปัญญาชนมุสลิมในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความตื่นตัวทางการเมือง ศาสนาและการศึกษา
มุฮัมมัด รอชีด ริฎอ (ค.ศ. 1865-1935)
ริฎอ ประกาศว่า อิสลามที่แท้จริงยอมรับความก้าวหน้าสมัยใหม่ ทุกๆ อย่าง และสำหรับผู้ที่ไม่ได้ยึดถือแต่ด้านพิธีกรรมเท่านั้นจะพบว่าทุกๆ อย่างมีอยู่ในอัล-กุรอานและซุนนะฮ์ (จริยวัตรของศาสดามุฮัมมัด) ที่แท้จริง เขาวิพากษ์ความลึกลับที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมของสำนักกฎหมายบางสำนักว่าประกาศใช้กฎหมายโดยไม่คิดถึงความต้องการในอนาคต
นักคิดมุสลิมที่มีอิทธิพลต่อนักอิสลามนิยมในปัจจุบัน
อิมามโคมัยนี (ค.ศ. 1901-1989)
อิมามโคมัยนีผ่านการต่อสู้มาแล้วอย่างโชกโชนก่อนจะสถาปนารัฐอิสลามขึ้นมาใน ค.ศ. 1979 ซึ่งเรียกกันว่าการปฏิวัติตามแนวทางอิสลามของอิหร่าน (Islamic Revolution of Iran)
การเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นจากการทำงานทางการเมืองของอิมามโคมัยนีและบรรดานักการศาสนาทั้งหลายนั้น มีบทบาททำให้ประชาชนผู้กำลังจะอ่อนข้อให้กับการยอมปฏิบัติตนตามแนวทางตะวันตก ได้มีความรู้และความเข้าใจมากขึ้น
การปฏิวัติของอิมามประสบความสำเร็จเพราะว่าอิมามอยู่กับประชาชน เคียงข้างและเป็นที่พึ่งพาของประชาชนอยู่เสมอ ดวงวิญญาณของอิมามอุทิศให้แก่พระผู้เป็นเจ้าและประชาชน นับตั้งแต่ประชาชนอิหร่านได้รู้จักอิมาม พวกเขาก็รู้สึกว่าการปฏิวัตินั้นเป็นของพวกเขาเอง ประชาชนถือว่าอิมามก็คือตัวแทนความสำนึกของพวกเขาเอง
เนื้อหาใหญ่สองประการเกี่ยวกับการฟื้นฟูอิสลามของอิมามก็คือ 1. การตำหนิลัทธิวัตถุนิยมและลัทธิบริโภคนิยมที่มากเกินไป 2. อิสลามในฐานะที่เป็นสติสำนึกของมุสตัดอะฟีน (ผู้ถูกกดขี่)
ในการตำหนิลัทธิวัตถุนิยม อิมามมีความคิดว่าความหยิ่งทระนงของบุคคลและลัทธิวัตถุนิยมเป็นสาเหตุของการคอร์รัปชั่นและทำลายความเป็นมนุษย์ในอิสลามที่เรียบง่ายและสุภาพ ผสมผสานกับจิตวิญญาณและความมั่นใจทางวัฒนธรรม ซึ่งมีรากฐานมาจากความรู้สึกซึ่งเป็นทางเลือกที่ดีกว่าวัฒนธรรมวัตถุนิยมร่วมสมัย
อิมามเชื่อว่าระบบมหาวิทยาลัยของอิหร่านสามารถเยียวยาได้ ถ้าความรู้ที่เป็นวิทยาศาสตร์เติมเต็มด้วยหลักศีลธรรมอิสลาม ดังนั้นสำหรับอิมามแล้ว วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งผสมกับศีลธรรมของอิสลามจะเป็นเครื่องมือสำหรับการฟื้นฟูคุณค่าของวัฒนธรรมอิสลาม
ซัยยิด อะบุล อะลา เมาดูดีย์ (ค.ศ. 1903-1973)
ตามความคิดของเมาดูดีย์ อิสลามก็คือการยอมรับอำนาจสูงสุดของพระผู้เป็นเจ้าในทุกด้านของกิจกรรมมนุษย์ ในทางปฏิบัตินี่หมายถึงความเชื่อฟังต่อศาสดามุฮัมมัดอย่างมีความหมาย จริยธรรมในเรื่องการยอมตนของอิสลามนั้นตรงกันข้ามกับจริยธรรมแบบมนุษย์นิยมของเสรีภาพภายในซึ่งเป็นส่วนสำคัญของ “ลัทธิ” ทั้งหลายที่มนุษย์สร้างขึ้นมา เช่นลัทธิประชาธิปไตยลัทธิคอมมิวนิสต์ ลัทธินิยมเหตุผล ฯลฯ
อย่างไรก็ตามมุสลิมแต่ละคนต่างก็มีขอบเขตพอเพียงในการที่จะมีเสรีภาพภายในขอบเขตของกฎหมายอันศักดิ์สิทธิ์ ในทำนองเดียวกันชุมชนมุสลิมก็มีขอบเขตพอเพียงที่จะใช้อำนาจร่วมกันในการอิจญ์ติฮาด (การวินิจฉัยคำสอนของศาสนา) ที่จะแก้ไขปัญหาใหม่ๆ ตามคำสอนของอัล-กุรอาน และซุนนะฮ์ (จริยวัตรของศาสดา) ด้วยการปฏิรูปนี้จะต้องสอดคล้องกับเนื้อแท้ของชะรีอะฮ์
สาระทางความคิดของเมาดูดีย์จะเกี่ยวข้องอยู่กับ (1) อำนาจสูงสุดของพระผู้เป็นเจ้า (2) ทุกส่วนที่รวมกันอยู่ของอิสลามในฐานะที่เป็นประมวลกฎเกณฑ์ความประพฤติอันสมบูรณ์ในเรื่องการปกครองตนเองของปัจเจกบุคคลและอำนาจสูงสุดของรัฐ (3) การปฏิเสธลัทธิชาตินิยมและสากลนิยมทางโลกย์
ซัยยิด กุฏบ์ (ค.ศ. 1906-1966)
สำหรับซัยยิด กุฏบ์แล้วตราบเท่าที่ผู้ปกครองยังสนับสนุนส่วนประกอบของสังคมที่ยุติธรรมไว้พวกเขาก็ควรได้รับการเชื่อฟัง แต่ถ้าหากว่าพวกเขาหยุดกระทำดังนั้น หน้าที่ของการเชื่อฟังก็หมดไป สมัยที่ความยุติธรรมแบบอิสลามประสบความยิ่งใหญ่คือสมัยแรก หลังจากนั้นผู้ปกครองที่ไม่ได้รับการเห็นชอบจากประชาชนก็ได้นำเอาความทุกข์ยากอย่างต่อเนื่องมาให้แก่สังคมมุสลิม สังคมมุสลิมที่แท้จริงจะถูกฟื้นฟูขึ้นมาได้ ก็โดยอาศัยการสร้างความนึกคิดใหม่ๆ ขึ้นมาโดยวิธีการศึกษาที่เหมาะสมเท่านั้น
การญิฮาดต่อต้านสหภาพโซเวียต (อันเนื่องมาจากการรุกรานอัฟกานิสถานของพวกเขาใน ค.ศ. 1979) ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยซาอุดีอาระเบีย รัฐแถบอ่าวและสหรัฐอเมริกา พร้อมด้วยกองทุนและอาวุธผ่านช่องทางลับทางทหารของปากีสถาน เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่ต่อสายเขากับอาสาสมัครหลายพันคน จากอียิปต์ซาอุดีอาระเบียและแอฟริกาเหนือ เข้าสู่กองกำลังการต่อสู้ที่มีพลัง ส่วนหนึ่งก็มาจากอิทธิพลของกุฏบ์ เช่นกัน
สำหรับสานุศิษย์ของกุฏบ์แล้วการญิฮาดต่อต้านญาฮิลียะฮ์ (Jahiliyya – ยุคสมัยแห่งความเขลา) ใหม่ โดยมีตะวันตกเป็นตัวแทนนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้เพื่อผนึกกำลังของอิสลาม (Pan Islamic struggle) ด้วยความมุ่งหวังว่าการต่อสู้นี้จะนำไปสู่ระบบเคาะลีฟะฮ์หรือกาหลิบสากล
แม้ว่าการญิฮาดต่อต้านสหภาพโซเวียตจะได้อาสาสมัครมาจากทุกส่วนของโลกมุสลิม แกนกลางของขบวนการก็คือการเกณฑ์มาจากโลกอาหรับและชาวอาหรับ (ที่เรียกกันว่าอาหรับ-อัฟกัน) ซึ่งครอบงำตำแหน่งผู้นำแบบกุฏบ์ หลังจากโซเวียตถอนออกจากอัฟกานิสถาน ใน ค.ศ. 1989
กุฏบ์มีความเห็นว่าเมื่ออุมมะฮ์อ่อนแอลงไปโดยพวกนอกรีตและวัฒนธรรมที่ชั่วร้าย หน้าที่ของการญิฮาด จึงตกอยู่กับผู้ทรงคุณธรรมที่ปฏิเสธวัฒนธรรมดังกล่าว ผลที่ตามมาก็คือการต่อสู้จะถูกตราตรึงอยู่ในแก่นสารของอิสลาม ซึ่งมีภารกิจในการ “ทำลายล้างอาณาจักรเดียรถีย์ของมนุษย์และก่อตั้งอาณาจักรของอัลลอฮ์ขึ้นในโลกนี้”
ความสำคัญของแนวคิดทฤษฏีที่มาจากปัญญาชนมุสลิมข้างต้นนำไปสู่ขบวนการและกองกำลังต่างๆ ในโลกมุสลิมที่พยายามจะสร้างสังคมและรัฐไปตามแนวทางอิสลามการเมือง โดยรัฐอิสลาม ขบวนการและกองกำลังต่างๆ เหล่านี้ได้แก่ ขบวนการภราดรภาพมุสลิมในอียิปต์ กองกำลังฏอลิบานในอัฟกานิสถาน การปฏิวัติอิสลามในสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน กองกำลังฮิซบุลลอฮ์ในเลบานอนและขบวนการฮามาสในปาเลสไตน์เป็นต้น


