ทฤษฎีเชิงพฤติกรรม

ทฤษฎีเชิงพฤติกรรม
ทฤษฎีเชิงพฤติกรรมได้มุ่งเน้นพฤติกรรมของผู้นำนี่แตกต่างจากทฤษฎีเชิงคุณลักษณะที่มุ่งเน้นคุณลักษณะบุคลิกภาพของผู้นำในขณะที่ทฤษฎีเชิงพฤติกรรมมุ่งเน้าผู้นำทำอะไร และพวกเขาทำอย่างไร ทฤษฎีชิงพฤติกรรมได้เริ่มต้นปรากฏภายใน ค.ศ 1930 เพื่อการตอบสนองต่อวิธีการศึกษาเชิงพฤติกรรม นักวิจัยจากช่วงเวลานี้ได้เริ่มต้นรับรู้ว่าคุณลักษณะส่วนบุคคลไม่สามารถอธิบายประสิทธิภาพของความเป็นผู้นำได้อย่างครบถ้วน พวกเขาได้เริ่มต้นมุ่งที่พฤติกรรมผู้นำรับเอาไว้ภายในสถานการณ์ที่แตกต่างกันทฤษฎีเชิงพฤติกรรมได้เสนอเเนะว่าความเป็นผู้นำไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของคุณลักษณะโดยกำเนิด แต่สามารถเรียนรู้และได้มา วิธีการศึกษาเชิงพฤติกรรมระบุว่าความเป็นผู้นำประกอบด้วยพฤติกรรมโดยทั่วไปสองประเภทคือ พฤติกรรมมุ่งงาน และพฤติกรรมมุ่งคน ความมุ่งหมายของวิธีการศึกษาเชิงพฤติกรรมคือ การอธิบายผู้นำได้รวมพฤติกรรมสองประเภทเหล่านี้ที่จะมีอิทธิพลต่อบุคคลของพวกเขาภายในความพยายามของพวกเขาที่จะบรรลุเป้าหมายอย่างไรเคิรท เลวิน เป็นผู้มาก่อนที่มีอิทธิพลของวิธีการศึกษาเชิงคุณลักษณะเขาได้ระบุสไตล์ความเป็นผู้นำไว้สามอยางคือ ผู้นำแบบเผด็จการ ผู้นำแบบประชาธิปไตย และผู้นำแบบเสรีนิยม บนพื้นฐานของพฤติกรรมผู้นำการศึกษาหลายอย่างได้ถูกดำเนินการที่จะตรวจสอบวิธีการศึกษาเชิงพฤติกรรมการศึกษาอย่างแรกได้ถูกดำเนินการ ณ มหาวิทายาลัยโอไฮโอ สเตรทเมื่อปลาย ค.ศ 1940 ในขณะเดียวกัน การศึกษาอย่างที่สองได้ถูกดำเนินการโดย มหาวิทยาลัยมิชิแกน ดำเนินการศึกษาสำรวจพฤติกรรมผู้นำ และการศึกษาอย่างที่สามได้ถูกดำเนินการโดยโรเบิรต เบลค และเจน มูตอง เมื่อต้น ค.ศ 1960 เพื่อการศึกษาพฤติกรรมผู้นำเหมือนกันแม้ว่าการศึกษาวิจัยหลายอย่างสามารถถูกแยกประเภทภายใต้หัวเรื่องของวิธีการศึกษาเชิงพฤติกรรมหรือสไตล์ การศึกษาของโอไฮโอ สเตรท การศึกษาของมหาวิทยาลัยมิชืแกน และการศึกษาของโรเบิรต เบลค และเจน มูทอน ได้เเสดงอย่างเข้มแข็งของความคิดภายในวิธีการศึกษานี้

การศึกษาความเป็นผู้นำของเคิรท เลวิน ค่อนข้างเก่า ตามที่มันได้ถูกแสดงครั้งแรกเมื่อต้น ค.ศ 1930 แต่กระนั้นการศึกษาของเคิรท เลวิน ยังคงตรงประเด็นกับปัจจุบันนี้ เพราะว่ามันได้แบ่งสไตล์ความเป็นผู้นำเป็นสามอย่างที่ง่ายต่อการจำ
เมื่อ ค.ศ 1930 กลุ่มของนักวิจัยมหาวิทยาลัยไอโอวานำโดยเคิรท เลวิน นักจิตวิทยาได้เริ่มต้นที่จะระบุสไตล์ความเป็นผู้นำที่แตกต่างกัน แม้ว่าการวิจัยต่อไปได้ระบุสไตล์ของความเป็นผู้นำที่แตกต่างกันมากขึ้น การศึกษาเริ่มแรกนี้จะมีอิทธิพลอย่างมาก และได้สร้างสไตล์ความเป็นผู้นำสามอย่างที่ได้ให้จุดเริ่มต้นต่อทฤษฎีความผู้นำที่ชัดเจนมากขึ้น
ภายในการวิจัยของเคิรท เลวิน เด็กนักเรียนได้ถูกแบ่งเป็นสามกลุ่ม กลุ่มแต่ละกลุ่มได้ถูกมอบหมายผู้นำแบบเผด็จการ ผู้นำแบบประชาธิปไตย และผู้นำแบบเสรีนิยม เด็กนักเรียนได้ถูกนำภายในโครงการศิลปะและงานฝีมือนักวิจัยได้สังเกตุพฤติกรรมของเด็กนักเรียนภายในการตอบสนองต่อสไตล์ความเป็นผู้นำที่แตกต่างกัน นักวิจัยได้พบว่าผู้นำแบบประชาธิปไตยมีประสิทธิภาพมากที่สุดต่อการบันดาลใจเด็กนักเรียนที่จะปฏิบัติงานได้ดี
*ผู้นำแบบเผด็จการ
ผู้นำแบบเผด็จการให้ความคาดหวังที่ชัดเจนต่อสิ่งที่ต้องทำ มันต้องทำเมื่อไร และมันทำอย่างไร สไตล์ผู้นำนี้จะมุ่งทั้งการบังคับบัญชาและการควบคุมบุคคลอย่างเข้มแข็ง เราจะมีการแบ่งแยกระหว่างผู้นำและผู้ตามอย่างชัดเจน ผู้นำแบบเผด็จการตัดสินใจโดยคนเดียว ด้วยข้อมูลที่น้อยหรือไม่มีเลยจากบุคคลอื่น
*ผู้นำแบบประชาธิปไตย
ผู้นำแบบประชาธิปไตยจะเป็นสไตล์ผู้นำที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ผู้นำแบบประชาธิปไตยให้แนวทางแก่บุคคล แต่พวกเขาจะมีส่วนร่วมภายในกลุ่ม และการยอมรับข้อมูลจากกลุ่ม
*ผู้นำแบบเสรีนิยม
ผู้นำแบบเสรีนิยมจะเป็นสไตลฺ์ผู้นำที่มีประสิทธิภาพน้อยที่สุด ผู้นำแบบเสรีนิยมให้แนวทางน้อยหรือไม่มีเลยแก่กลุ่ม และการปล่อยให้กลุ่มทำการตัดสินใจ พวกเขาทำงานอะไร พวกเขาทำงานอย่างไร และพวกเขากำหนดเวลาอย่างไร ผู้นำแบบเสรีนิยมจะให้ความสนับสนุนด้วยทรัพยากรและคำแนะนำถ้าต้องการกรอบข่ายของเคิรท เลวิน เป็นที่นิยมแพร่หลายและมีประโยชน์ เพราะว่ามันได้กระตุ้นให้ผู้บริหารเป็นเผด็จการน้อยลงที่พวกเขาอาจจะเป็นโดยสัญชาติญาน
กลุ่มของนักวิจัย ณ โอไฮโอ สเตรท เชื่อว่าผลลัพธ์ของการศึกษาความเป็นผู้นำเป็นคุณลักษณะบุคลิกภาพดูเหมือนไร้ประโยชน์ และได้ตัดสินใจวิเคราะห์ผู้นำกระทำอย่างไรเมื่อพวกเขานำกลุ่มหรือองค์การ การวิเคราะห์ได้ถูกดำเนินการด้วยการให้บุคคลทำเเบบสอบถามเกี่ยวกับผู้นำของพวกเชาแบบสอบถามเริ่มแรกใช้ภายในการศึกษาเหล่านี้ถูกสร้างจากมากกว่า 1800 รายการอธิบายลักษณะที่แตกต่างกันของพฤติกรรมผู้นำ แบบสอบถามประกอบด้วบ 150 คำถามเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้นำ ผู้ตอบแบบสอบถามแต่ละคนตอบพฤติกรรมแต่ละอย่างได้ถูกแสดงบ่อยครั้งอย่างไร บนมาตราส่วนด้วยห้าคะเเนน ตั้งแต่ไม่เคย ไปถึงอยู่เสมอ มันได้ถูกเรียกว่าแบบสอบถามคำพรรณาพฤติกรรมผู้นำ – แอลบีดีคิวแอลบีดีคิว ได้ถูกให้แก่บุคคลหลายร้อยคนภายในสภาพแวดล้อมของการศึกษา การทหาร และอุตสาหกรรม และผลลัพธ์แสดงว่ากลุ่มของพฤติกรรมบางกลุ่มเป็นแบบอย่างของพฤติกรรม นักวิจัยได้พบว่าการตอบสนองของบุคคลต่อแบบสอบถามรวมกลุ่มเป็นพฤติกรรมผู้นำโดยทั่วไปสองประเภท : การมุ่งงาน และการมุ่งคนพฤติกรรมแบบมุ่งงานจะระบุงานและความรับผิดชอบของบุคคลอย่างชัดเจน การกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงาน และการระบุหมายกำหนดเวลา พฤติกรรมแบบมุ่งคนจะสร้างความไว้วางใจร่วมกัน การสื่อสารสองทาง การเคารพความคิดเห็นของบุคคล และการให้ความสำคัญต่อความรู้สึกของบุคคลการศึกษาของโอไฮโอ สเตรท มองพฤติกรรมผู้นำสองอย่างเหล่านี้เป็นอิสระจากกัน มันไม่ได้ถูกคิดเป็นจุดสองจุดตามแนวต่อเนื่องเดียว แต่เป็นแนวต่อเนื่อวแตกต่างกันสองแนว เช้น ผู้นำสามารถมุ่งงานสูงและมุ่งคนสูงในขณะเดียวกัน การใช้แนวต่อเนื่องแบบสองมิติเรามีสไตล์ความเป็นผู้นำแตกต่างกันสี่อย่างบนพื้นฐานของมิติพฤติกรรมผู้นำสองอย่างนี้ : การมุ่งงานสูงและการมุ่งคนต่ำ การมุ่งงานสูงและการมุ่งคนสูง การมุ่งคนสูงและการมุ่งงานต่ำ และการมุ่งงานต่ำและการมุ่งคนต่ำการวิจัยของโอไฮโอ สเตท ได้พบว่าสไตล์ผู้นำมุ่งานสูงและมุ่งคนสูง จะมีการปฏิบัติงานสูงกว่า และความพอใจงานสูงกว่าสไตล์ผู้นำอื่น

ในขณะที่นักวิจัย ณ มหาวิทยาลัยโอไฮโอ สเตรท ได้พัฒนาแอลบีดีคิว นักวิจัย ณ มหาวิทยาลัยมิชิแกน กำลังสำรวจพฤติกรรมผู้นำด้วย การให้ความสนใจพิเศษต่อผลกระทบของพฤติกรรมต่อประสิทธิภาพของกลุ่มงานพวกเขาได้ศึกษาผู้นำของกลุ่มงานที่มีประสิทธิภาพและไม่มีประสิทธิภาพ เพื่อการพิจารณาผู้นำได้กระทำอะไรแตกต่างกันระหว่างกลุ่มงานสองกลุ่ม พวกเขาได้ระบุพฤติกรรมผู้นำสองประเภท ปลาดสุดมุมหนึ่งของแนวต่อเนื่องเป็นพฤติกรรมแบบมุ่งงาน และปลายสุดของอีกมุมหนึ่งเป็นพฤติกรรมแบบมุ่งคน การวิจัยของมิชิแกนเป็นแบบมิติเดียวผลลัพธ์ของการวิจัยแสดงให้เห็นว่ากลุมงานทีมีผลการปฏิบัติงานสูงเปรียบกับกลุ่มงานที่มีผลการปฏิบัติงานต่ำ หัวหน้างานมุ่งที่การใช้การควบคุมไม่เข้มงวดไม่ใช่เข้มงวด นักวิจัยพบว่าหน่วยงานที่มีผลการปฏิบัติงานสูงส่วนใหญ่มีผู้นำแบบมุ่งคน แม้ว่าหน่วยงานที่มีผลการปฏิบัติงานสูงบางหน่วยมร่ผู้นำแบบมุ่งงาน เพราะว่าเราอาจจะมีปัจจัยอื่นที่กระทบต่อผลการปฏิบัติงานของกลุ่มงานเรนซิส ลิเคริท นักจิตวิทยาองค์การ และเพื่อนร่วมงานของเขา ณ ศูนย์วิจัยของมหาวิทยาลัยมิชิแกน ได้ศึกษาความเป็นผู้นำเมื่อ ค.ศ 1950 ภายหลังจากการศึกษาความเป็นผู้นำของเคิรท เลวิน ณ มหาวิทยาลัยไอโอวา การศึกษาของมิชิแกนได้ถูกดำเนินการระยะเวลาเดียวกับการศึกษาความเป็นผู้นำของโอไฮโอ สเตรท ทำนองเดียวกับการศึกษาของโอไฮโอ สเตรท การศึกษาของมิชิแกนได้ทดสอบทฤษฎีเชิงพฤติกรรมด้วย จุดมุ่งการศึกษาของมิชิแกนคือ การพิจารณาพฤติกรรมผู้นำที่นำไปสู่ประสิทธิภาพสูงขึ้นและความพอใจงานมากขึ้นท่ามกลางคนงาน พวกเขาได้ระบุพฤติกรรมผู้นำไว้สองประเภทคือพฤติการแบบมุ่งคน และพฤติกรรมแบบมุ่งงาน ผู้นำแบบมุ่งคนมุ่งการสร้างความสัมพันธ์ทางบวก ส่งเสริมสภาพแวดล้อมงานที่สนับสนุน และมองความเป็นอยู่ที่ดีของบุคคล ตรงกันข้าม ผู้นำแบบมุ่งงานมุ่งงานและเทคนิค การมุ่งเน้นการผลิต ประสิทธิภาพ และการบรรลุเป้าหมายขององค์การข้อสรุปของการศึกษาของมิชิแกนคือ พฤติกรรมแบบมุ่งคนและการควบคุมโดยไม่ใกลชิดไม่ใช่ใกล้ชิด สร้างผลลัพธ์ที่ดีกว่า ในที่สุดเรนซิส ลิเคริท ได้พัฒนาสี่ระบบการบริหารบนการศึกษาเหล่านี้ การศึกษาของมิชิแกน และการศึกษาของโอไฮโอ สเตรท เป็นการศึกษาพฤติกรรมความเป็นผู้นำที่รู้จักกันดีที่สุด และได้ถูกอ้างถึงอย่างต่อเนื่องจนถึงวันนี้

เรนซิส ลิเคิรท เป็นนักจิควิทยาองค์การชาวอเมริกัน ชื่อของเขาเชื่อมโยงกับ ลิเคิรท สเคล มาตราส่วน 5 คะเเนน เขาได้พัฒนามาตราส่วนเพื่อการวัดทัศนคติ และได้แนะนำแนวคิดของการบริหารแบบมีส่วนร่วม แนวคิดของเรนซิส ลิเคิรทค่อนข้างใกล้ชิดกับดักกลาส แมคเกรเกอร์ เขาได้พัฒนาระบบการบริหารของเขาเมื่อ ค.ศ 1950หนังสือของเขา “New Pattern of Managent” มีอิทธิพลสูงมาก เขาได้ระบุระบบการบริหารสี่อย่าง เพื่อที่จะอธิบายความสัมพันธ์ การมีส่วนร่วม และบทบาทของผู้บริหารและผู้ใต้บังคับบัญขาภายในสภาพแวดล้อมของอุตสาหกรรมระบบการบริหารของเรนซิส ลิเคิรท เป็นแนวคิดเกี่ยวกับสไตล์การบริหารแตกต่างกันที่ผู้บริหารสามารถรับเอาไว้ภายในองค์การ เขาได้วางรากฐานการวิจัยของเขา และพัฒนาระบบการบริหารด้วยการศึกษาผู้บริหารของ
บริษัทประกันภัยอเมริกัน
*ระบบที่ 1 เผด็จการหาประโยชน์
*ระบบที่ 2 เผด็จการอย่างมีเมตตา
*ระบบที่ 3 การปรึกษาหารือ
*ระบบที่ 4 การมีส่วนร่วม
เขาได้เสนอแนะว่าระบบที่ 4 การมีส่วนร่วมมีประสิทธิภาพมากที่สุดเพื่อการบริหารองค์การ การมีส่วนช่วยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาอยู่ที่การคิดค้นของโมเดลระบบที่ 4 ของการบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ หรือการบริหารแบบมีส่วนร่วม เราสามารถมองเห็นได้ง่ายสิ่งเหล่านี้เป็นการขยายวิถีทางของทฤษฎี X และทฤษฎี Y ของดักกลาส แมคเกรเกอร์ เขาได้เสนอแนะการเปลี่ยนปลงองค์การ การเปลี่ยนแปลงข้อสมมุตฐานต่อบุคคลตามทฤษฎี X ไปเป็นทฤษฎี Yเรนซิส ลิเคิรท ได้เปรียบเทียบสไตล์การบริหารระบบที่ 4 ผู้นำยึดสมมุติฐานต่อบุคคลตามทฤษฎี Y กับระบบที่ 1 – เผด็จการหาประโยชน์ ผู้นำยึดสมมุติฐานต่อบุคคลตามทฤษฎี X ของดักกลาส แมคเกรเกอร์ ผู้นำบังคับบุคคลด้วยการลงโทษ การบริหารเน้นการออกคำสั่งและการควบคุมบุคคลอย่างใกล้ชิด ระบบที่ 2 – เผด็จการแบบอย่างมีศิลป ผู้นำตัดสินใจปัญหาทุกอย่าง แต่ผู้นำตระหนักความสำคัญของบุคคล และการยอมให้บุคคลมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้นำบ้าง ระบบที่ 3 – การปรึกษาหารือ ผู้นำเปิดโอกาสให้บุคคลมีส่วนร่วมภายในการตัดสินใจ แต่ยังคงเเสดงเป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายอยู่ และระบบที่ 4 – การมีส่วนร่วม ผู้นำให้บุคคลมีส่วนร่วมภายในการตัดสินใจ ผู้นำเชื่อมั่นและไว้วางใจบุคคลอย่างมากการบริหารแบบมีส่วนร่วมอยู่บนพื้นฐานของความไว้วางใจและความเชื่อมั่นต่อบุคคล เป้าหมายได้ถูกกำหนดร่วมกัน และสร้างรากฐานเพื่อการจูงใจและรางวัล มันสนับสนุนความรู้สึกร่วมของความรับผิดชอบเพื่อบรรลุเป้าหมายของบริษัท และจูงใจการทำงานเป็นทีมร่วมมือร่วมใจและการสื่อสารที่เปิดกว้างเพื่อที่จะประสานบุคคลและเป้าหมายขององค์การ เรนซิส ลิเคิรทได้พัฒนาแนวคิด “หมุดเชื่อมโยง” เรามีบุคคลบางคนเป็นสมาชิกของมากกว่าหนึ่งกลุ่ม บุคคลเหล่านี้ กระทำเป็นหมุดเชื่อมโยง พวกเขาเป็นผู้นำของกลุ่มที่ต่ำลง และเป็นสมาชิกของกลุ่มที่สูงกว่า หมุดเชื่อมโยงอยู่บนพื้นฐานคุณลักษณะขององค์การสองอย่างข้อเเรกองค์การสามารถถูกมองเป็นระบบของกลุ่มที่ประสานระหว่างกัน และข้อสองกลุ่มที่ประสานระหว่างกันถูกเชื่อมโยงโดยบุคคลเป็นสมาชิกคู่ของสองกลุ่ม ทำหน้าที่เป็นหมุดเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มข้างบนและข้างล่างเขา เขาเป็นผู้นำกลุ่มที่ต่ำลง และเป็นสมาชิกของกลุ่มที่สูงขึ้น

นักวิชาการบริหาร มหาวิทยาลัยเท็กซัส ได้พัฒนาตารางการบริหารขึ้นมาเป็นโมเดลของความผู้นำเมื่อ ค.ศ 1960 หรือชื่อใหม่เรียกกันในปัจจุบันว่าตารางความเป็นผู้นำ และได้ถูกจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าด้วยตารางการบริหารได้ถูกปรับปรุงและทำให้ทันสมัยหลายครั้ง ต่อมาเมื่อถ้อยคำ “ผู้นำ” ได้กลายเป็นที่นิยมแพร่หลาย พวกเขาได้เปลี่ยนเป็นชื่อใหม่ว่า ตารางความเป็นผู้นำตารางการบริหารได้เกิดขึ้นจากวิจัยของพวกเขาที่เอ็กซ์ซอน เพื่อที่จะปรับปรุงประสิทธิภาพของความเป็นผู้นำ พวกเขาไ้ด้ค้นพบว่าพฤติกรรมทางการบริหารจะมีระดับการมุ่งงานและการมุ่งคนแตกต่างกัน พวกเขาได้พิมพ์หนังสือฉบับแรกคือ “The Managerial Grid” เมื่อ ค.ศ 1964 ตารางการบริหารจะอยู่บนพื้นฐานของพฤติกรรมผู้นำแบบสองมิติ คือ การมุ่งงาน และการมุ่งคน การมุ่งงานมุ่งที่การทำงานให้สำเร็จ การระบุงานและบทบาทที่ต้องการ การวางแผน การรัดองค์การ และการควบคุม การมุ่งคนมุ่งที่การสนับสนุนและการพัฒนาบุคคลของเรา การกระตุ้นการทำงานเป็นทีมที่ดี และการสร้างความสัมพันธ์ที่อบอุ่นพวกเขาได้ใช้มาตราส่วนวัดพฤติกรรมแบบมุ่งงานและพฤติกรรมแบบมุ่งคน ด้วยการใช้คะแนนตั้งแต่ 1 – ต่ำ ไปจนถึง 9 – สูง ตารางการบริหารแสดงให้เห็นถึงสไตล์ผู้นำที่เป็นได้ถึง 81 แบบ แต่ได้ระบุสไตล์ผู้นำพื้นฐานไว้ห้าแบบคือ
* การบริหารแบบมุ่งงาน – 9,1
สไตล์ 9,1 ของความเป็นผู้นำมุ่งงานสูง แต่มุ่งคนต่ำ การสื่อสารกับบุคคลไม่ถูกมุ่งเน้น ยกเว้นแต่เพื่อความมุ่งหมายของการให้คำแนะนำเกี่ยวกับงาน สไตล์ผู้นำนี้ทำให้เกิดการขับเคลื่อนและบุคคลถูกมองเป็นเครื่องมือไปสู่เป้าหมาย ความต้องการของบุคคลเป็นรองจากประสิทธิภาพของพวกเขาอยู่เสมอ ผู้นำมักจะถูกมองเป็นการควบคุมการเรียกร้อง การขับเคลื่อน และความมีอำนาจผู้นำสนใจเกี่ยวกับประสิทธิภาพมากกว่าความรู้สึกของบุคคล บุคคลควรจะเชื่อฟังและยึดกฏที่กำหนดโดยผู้นำอย่างเคร่งครัด ผู้นำรู้สึกว่าความต้องการของบุคคลไม่จำเป็น หรือพิจารณามันสิ่งเล็กน้อย สไตล์ผู้นำแบบ 9,1 สะท้อนทฤษฎี X ของ ด้วย ผู้นำมักจะบริหารภายใต้สมมุติฐานว่าบุคคลขาดเเรงจูงใจตามธรรมชาติ และต้องการการกระตุ้นภายนอกที่จะจูงใจให้เพิ่มประสิทธิภาพ
*การบริหารแบบสโมสร – 1,9
สไตล์ 9,1 ของความเป็นผู้นำมุ่งงานต่ำ แต่มุ่งคนสูง การเน้นย้ำงานลดลง ผู้นำเนันย้ำทัศนคติและความรู้สึกของบุคคล การสร้างความมั่นใจว่าความต้องการส่วนบุคคล และความต้องการทางสังคมของบุคคลได้ถูกตอบสนอง พวกเขาพยายามสร้างบรรยากาศทางบวก ด้วยการเห็นด้วยความอยากจะช่วยเหลือ การให้ความสุขสบาย และการไม่โต้เถียง ผู้นำสนใจเกี่ยวกับความต้องการและความรู้สึกของบุคคล พวกเขาเชื่อว่าบุคคลที่มีความสุขจะทำงานหนัก และสร้่างผลลัพธ์ที่ดีต่อบริษัท เเต่พวกเขาไว้วางใจบุคคลที่จะบริหารตัวเอง ดังนั้นพวกเขาอาจจะให้ทิศทางและให้คำแนะนำไม่เพียงพอ ด้วยเหตุนี้ผู้นำพบบ่อยครั้งว่าผลลัพธ์ไม่ได้เป็นไปตามที่พวกเขาต้องการ
*การบริหารแบบไม่ยุ่งเกี่ยว – 1,1
สไตล์ 1,1 ของความเป็นผู้นำนี้ มุ่งทั้งงานและคนต่ำ ผู้นำใช้สไตล์นี้ที่จะรักษางานและความมั่นคงของงาน การคุ้มครองตัวพวกเขาเอง ด้วยการหลีกเลี่ยงการเข้าไปสู่ความยุ่งยากถ้ามันได้เกิดขึ้น และปล่อยให้บุคคลจัดการทุกสิ่งทุกอย่าง บุคคลกลายเป็นไม่มีระบบเนื่องจากปริมณงานและเเรงกดดัน และการขาดการประสานงาน การมุ่งเน้นที่สำคัญต่อสไตล์ผู้นำนี้คือไม่ต้องมีความรับผิดชอบเพื่อความผิดพลาดใดก็ตาม พวกเขาไม่คำนึงถึงใดเลยต่อบุคคลภายในความต้องการของพวกเขาหรืแงานที่พวกเขาทำ ผู้นำ 1,1 มักจะมีการติดต่อน้อยกับบุคคล และสามารถถูกอธิบายได้เป็นความเฉยเมย ความไม่ผูกพัน การลาออก ความเฉื่อยชา
* การบริหารเเบบเดินทางสายกลาง – 5,5
สไตล์ 5,5 ของความเป็นผู้นำมุ่งงานปานกลาง และมุ่งคนปานกลางผู้นำเป็นผู้ประนีประนอม พวกเขาพยายามสมดุลระหว่างเป้าหมายขององค์การและความต้องการของบุคล แต่ผู้นำไม่สามารถบรรลุทั้งสองความต้องการ และความขัดเเย้งมักจะเกิดขึ้น สไตล์การประนีประนอมของพวกเขา หยุดการผลักดันเพื่องาน และความสนใจต่อความต้องการของบุคคล เพื่อมาสู่ดุลยภาพ สไตล์ผู้นำนี้หลีกเลี่ยงความขัดเเย้ง และมุ่งเน้นระดับปานกลางของงานและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ผู้นำ 5, 5 มักจะถูกอธิบายเป็นชอบจุดรร่วมตรงกลางความขัดเเย้งที่เพลาลง และกลืนความเชื่อต่อผลประโยชน์ของความก้าวหน้า
*การบริหารแบบทีม – 9,9
สไตล์ 9, 9 ของความเป็นผู้นำมุ่งทั้งงานและคนสูง ผู้นำมุ่งส่งเสริมระดับที่สูงของการมีส่วนร่วมและการทำงานเป็นทีมภายในองค์การและตอบสนองความต้องการพื้นฐานของบุคคลที่จะมีส่วนร่วมและผูกพันต่องานของพวกเขา ผู้นำพัฒนากลุ่มงานที่มีความยึดเหนี่ยวและความผูกพันสูง การสร้างความสัมพันธ์ของความเคารพและความไว้วางใจ ผู้นำแสดงความผูกพันต่อการให้อำนาจบุคคล และไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพ ด้วยการกระตุ้นบุคคลให้ทำงานเป็นทีม ถ้อบคำที่สามารถใช้อธิบายผู้นำ 9,9 คือ กระตุ้นการมีส่วนร่วม กระทำอย่างมุ่งมั่น นำปัญหามาสู่การเปิดเผย สนุกสนานการทำงาน และกระทำอย่างเปิดเผย ตามโรเบิรต เบลค และเจน มูทอนการบริหารเเบบทีม เผ็นสไตล์ความเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดสไตล์ผู้นำแบบ 9,9 สะท้อนทฤษฎี Y ของ ดักกลาส เเมคเกรเกอร์ตรงที่บุคคลถูกเชื่อว่าผูกพันไปสู่การบรรลุเป้าหมาย และไม่ต้องการการแทรกเเซงใดเลย ณ ทุกขั้นตอนของผู้นำ ผู้นำรู้สึกว่าการให้อำนาจความไว้วางใจ และความเคารพ ทำให้ความพอใจของบุคคลและผลการปฏิบัติงานเพิ่มขึ้นในที่สุด ผู้นำมักจะบริหารภายใต้สมมุตฐานที่บุคคลจูงใจตัวเองตามธรรมชาต และทำงานอย่างมีความสุข ตราบเท่าที่ผู้นำนำอย่างดีและให้ความอิสระอย่างเพียงพอนอกจากสไตล์ที่สำคัญห้าอย่างได้อธิบายภายในตารางความเป็นผู้นำแล้ว โรเบิรต เบลค และเพื่อนร่วมงานของเขาได้เพิ่มสไตล์ความเป็นผู้นำอีกสองอย่าง ภายหลังจากการเสียชีวิตของเจน มูทอนเมื่อ ค.ศ 1987 – ความเป็นพ่อแม่ และการฉวยโอกาส มันมักจะถูกมองเป็นการรวมกัน – ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ – ของสไตล์ความเป็นผู้นำห้าอย่างก่อนหน้านี้
*ผู้นำแบบความเป็นพ่อแม่ อ้างถึงผู้นำที่ใช้ทั้งสไตล์ 1,9 และ 9,1 แต่ไม่ได้รวมสองอย่างเข้าด้วยกัน มันเป็นผู้เผด็จการแบบดูแล ตราบเท่าที่บุคคลทำตามที่พวกเขาถูกสั่ง บุคคลจะถูกปฏิบัติอย่างดีแต่กระนั้นถ้าไม่ทำตามบุคคลจะถูกลงโทษหรือขับไล่ออกไปจากกลุ่ม
*ผู้นำแบบฉวยโอกาสอ้างถึงผู้นำที่ใช้การรวมกันใดก็ตามของสไตล์ห้าอย่าง เพื่อความมุ่งหมายของการพัฒนาส่วนบุคคล ผู้นำแแบบฉวยโอกาสจะปรับตัวและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมความเป็นผู้นาของเขาที่จะได้ผลประโยชน์ส่วนบุคคล วางผลประโยชน์ตัวเองนำหน้าความสำคัญอย่างอื่น ถ้อยคำบางคำได้ถูกใช้อธิบายพฤติกรรมผู้นำนี้ว่า โหดเหี้ยม เพทุบายและจูงใจตัวเอง ในขณะที่บุคคลบางคนอ้างว่าพฤติกรรมผู้นำเหล่านี้สามารถปรับตัวได้โรเบิรต เบลค และเจน มูทอน ชี้ว่าโดยปรกติบุคคลมรสไตล์ผู้นำกริดที่ครอบงำ พวกเขาใช้ภายในสถานการณ์ส่วนใหญ่ และสไตล์ผู้นำสำรองสไตล์ผู้นำสำรองคิออะไรที่ผู้นำกลับคืนสู่เมื่ออยู่ภายใต้ความกดดัน เมื่อวิถีทางตามปรกติของการบรรลุอะไรไม่ได้ผล
*ผู้นำแบบการฉวยโอกาสสามารถถูกพบได้ที่ไหนก็ตามภายในตารางการบริหาร ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ผู้นำเหล่านี้สามารถูกมองเป็นมุ่งตัวเอง และใช้การหาประโยชน์และกลอุบายเป็นวิธีการไปสู่เป้าหมาย พวกเขาไม่มีตำเเหน่งคงที่บนตาราง ผู้นำแบบฉวยโอกาสวางความต้องการของพวกเขาก่อนเหนือความต้องการของบุคคลหรือองค์การของพวกเขาเปลี่ยนแปลงรอบตารางที่จะรับเอาสไตล์ผู้นำใดก็ตามจะเป็นประโยชน์ต่อพวกเขา พวกเขาจะหลอกล่อและใช้ประโยชน์บุคคลอื่นที่จะได้อะไรที่พวกเขาต้องการโรเบิรต เบลค และเจน มูทอน ชี้ว่าโดยปรกติบุคคลมรสไตล์ผู้นำกริดที่ครอบงำ พวกเขาใช้ภายในสถานการณ์ส่วนใหญ่ และสไตล์ผู้นำสำรองสไตล์ผู้นำสำรองคิออะไรที่ผู้นำกลับคืนสู่เมื่ออยู่ภายใต้ความกดดัน เมื่อวิถีทางตามปรกติของการบรรลุอะไรไม่ได้ผลตามที่เคยกล่าวมาแล้วการศึกษาของมิชิแกนเป็นมิติเดียว ผู้นำจะเป็นแบบมุงงาน หรือแบบมุ่งคน แต่ไม่มีคุณลักษณะของทั้งสองสไตล์ผู้นำการศึกษาของโอไฮโอ สเตรท และมิชิแกน คล้ายคลึงกัน ความแตกต่างที่สำคัญคือ การศึกษาของโอไฮโอ สเตรท เป็นแบบสองมิติ ด้วยคำพูดอีกอย่างหนึ่งคือ ผู้นำสามารถแสดงคุณลักษณะของทั้งการมุ่งงานและการมุ่งคนได้
Cr : รศ สมยศ นาวีการ



