วินสตัน เชอร์ชิล บุคคลแห่งศตวรรษ

วินสตัน เชอร์ชิล บุคคลแห่งศตวรรษ
ความเป็นผู้นำเป็นแนวคิดเก่าแก่เหมือนกับอารยธรรมของมนุษย์ ตลอดประวัติศาสตร์ผู้นำแสดงบทบาทหัวเลี้ยวหัวต่อภายในการสร้างสังคม องค์การ และเเม้แต่ประเทศ แต่กระนั้นความเข้าใจความเป็นผู้นำและทฤษฎีรอบตัวมันได้วิวัฒนาการอย่างสำคัญตลอดเวลา จากความเชื่อเริ่มแรกภายในทฤษฎี “ผู้ยิ่งใหญ่” ไปสู่โมเดลความเป็นผู้นำตามสถานการณ์สมัยใหม่ การศึกษาความเป็นผู้นำได้ผ่านการปฏิรูปอย่างน่าทึ่งต่อไปนี้ ทฤษฏีผู้ยิ่งใหญ่ ทฤษฎีเชิงคุณลักษณะ ทฤษฎีเชิงพฤติกรรม ทฤษฎีเชิงสถานการณ์ และความเป็นผู้นำเชิงปฏิรูป

ประวัติศาสตร์มนุษย์เต็มไปด้วยผู้นำ ตั้งแต่อเล็กซานเดอร์มหาราชและนโปเลียน โบนาปาร์ค ไปจนถึงอับราฮัม ลินคอล์น และวินสตัน เชอร์ชิล แต่เเนวคิดของความเป็นผู้นำยังคงบันดาลใจโต้เถียงและการศึกษาอย่างต่อเนื่อง เมื่อบุคคลได้พยายามเข้าใจความเป็นผู้นำแท้จริงคืออะไรตัวอย่างเช่น ภายในบทความของพวกเขา “Evolution of Leadership Theory” ผู้เขียน เซียมี เบนมิรา และโมโยซูโร เเอกโบรา กล่าวว่าเรามีวิธีการศึกษาความเป็นผู้นำแตกต่างกันหลายอย่างแต่เราไม่มีคำนิยามหนึ่ง หรือวิธีการศึกษาความเป็นผู้นำเฉพาะที่ถูกพิจารณาเป็นส่ากลและความพยายามยังคงต่อเนื่องที่จะระบุอะไรทำให้เป็นผู้นำที่ประสิทธิภาพเรื่องราวของความเป็นผู้นำเริ่มต้นด้วย “ทฤษฎีผู้ยิ่งใหญ่” มันเป็นความคิดนับตั้งแต่วันของนักประวัติศาสตร์ความเป็นผู้นำเริ่มแรกพลูตาร์ช นักเขียนชีวะประวัติโบราณชาวกรีก เขาศึกษาภายในเอเธนส์ สอนภายในโรม เดินทางไปทั่ว ก่อนกลับมาสู่เมืองบ้านเกิด โบโอเทีย พลูตาร์ซ คิดอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับคุณลักษณะความเป็นผู้นำของชาวกรีกและชาวโรมันที่มีชื่อเสียงเขาได้เขียนประวัติโดยย่อภายใน “Lives” ที่มีชื่อเสียงของเขา รวมทั้งนักการเมืองและนายพล เช่น จูเลียส ซีซาร์ อเล็กซานเดอร์มหาราช และมาร์ค แอนโทนี พลูตาร์ช ได้สกัดอะไรที่เขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับความเป็นผู้นำที่ฉลาดภายในเรียงความ มันเต็มไปด้วยบทเรียนที่สำคัญ เพื่อผู้นำที่มีประสบการณ์และทะเยอทะยานของวันนี้ ภายใน “How to Be a Leader” เจฟฟรีย์ เบเนเกอร์ ได้นำเสนอสิ่งสำคัญที่สุดของเรียงความเหล่านี้ภายในการแปลใหม่อย่างมีชีวิตชีวาเจฟฟรีย์ เบเนเกอร์ได้รวบรวมคำแนะนำไร้กาลเวลาดีที่สุดของพลูตาร์ชรวมทั้งบทเรียนจากผู้นำเหมือนเช่น จูเลียตซีซาร์ มาร์ค แอนโทนี และอเล็กซานเดอร์ มหาราช พลูตาร์ช ได้นำเสนอบทเรียนความเป็นผู้นำไร้กาลเวลาจากประวัติศาสตร์กรีกและโรมัน มันให้ความเข้าใจและตัวอย่างที่จะปลูกฝังคุณธรรมอย่างไร เข่น ความยุติธรรมความอดทน และการควบคุมตัวเอง เพื่อที่จะกลายเป็นผู้นำที่บรรลุความสำเร็จและเคารพการเขียน ณ จุดสูงสุดของอาณาจักรโรม พลูตาร์ช ได้เสนอแนะว่าบุคคลควรจะแสวงหาตำแหน่งความเป็นผู้นำตราบเท่าที่พวกเขาถูกจูงใจด้วยดุลยพินิจเเละเหตุผลเท่านั้น ไม่ใช่บันดาลใจอย่างหุนหันด้วยการเเสวงหาชัยชนะอย่างไร้สาระ ความรู้สึกของการแข่งขัน หรือการขาดกิจกรรมที่มีความหมายอื่นนักเขียนเรียงความโบราณ พลูตาร์ช ได้ใช้เวลาอย่างมากคิดอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับอะไรทำให้เป็นผู้นำที่ดี เขาได้เขียนความคิดเหล่านี้ลงไปสู่ลำดับของบทความถ่ายทอดจากรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่ง 2000 ปีต่อมา รากฐานของความเป็นผู้นำดูเหมือนเป็นอย่างเดียวกันมาก พลูตาร์ช ได้อธิบายคุณลักษณะของผู้นำที่บรรลุความสำเร็จจากการนำทางด้วยเหตุผล และใช้การควบคุมตัวเองปราศจากความอิจฉาและหลงอำนาจ บทความแรกและสั้นที่สุดคือ “To an Uneducated Leader” ภายในเรียงความนี้ พลูตาร์ซ ได้อธิบายปรัชญาทางศีลธรรมสามารถทำให้เป็นผู้นำที่ดีอย่างไร เขายืนยันว่าความเป็นผู้นำที่ดีเชื่อมโยงเเยกไม่ออกต่อสภาวะและการพัฒนาศีลธรรมของผู้นำ เหนือสิ่งอื่นใดผู้นำควรจะวางพื้นฐานการกระทำของของเขาบนเหตุผล ถ้าไม่มีเหตุผลเป็นรากฐานที่มั่นคง เราไม่มีความหวังของการควบคุมอารมณ์และเเรงกระตุ้นของคุณ ตามมุมมองของพลูตาร์ช การขาดเหตุผลควรจะเป็นสิ่งไม่ดีต่อใครก็ตาม มันเป็นอันตรายโดยเฉพาะต่อบุคคลที่อยู่ภายในตำแหน่งของความเป็นผู้นำ และการกระทำมีผลกระทบต่อทั้งชุมชนพลูตาร์ช ได้เลือกนักการเมืองโรมันชื่อคาโตผู้อาวุโสเป็นตัวอย่างของความเป็นผู้นำแท้จริง เมื่อพลเมืองของโรมต้องการสร้างรูปปั้น เพื่อเป็นเกียรติยศของเขา คาโต ได้ปฏิเสธ เขากล่าวว่าเขาอยากจะมีบุคคลถามทำไมไม่มีรูปปั้นของเขามากกว่าถามทำไมต้องมีรูปปั้น ไม่เหมือนนักการเมืองยกย่องตัวเองคนอื่น คาโตได้ถูกจูงใจด้วยสวัสกิการของโรม ไม่ใช่ความต้องการเพิ่มชื่อเสียงของตัวเอง มันเป็นทัศนคติที่ผู้นำทุกคนควรจะเลียนแบบ ไปจนถึงศตวรรษที่สิบเก้า เเละได้มาสู่โทมัส คาร์ไลน์ ด้วย “On Heroes”เราเคยได้ยินถ้อยคำ “ผู้นำที่ยิ่งใหญ่เป็นโดยกำเนิด ไม่ได้สร้าง” คำพูดอ้างอิงนี้ได้สรุปความเชื่อพื้นฐานของทฤษฎีผู้ยิ่งใหญ่ของความเป็นผู้นำการเสนอแนะว่าความสามารถเป็นโดยกำเนิด ทฤษฎีผู้ยิ่งใหญ่ของความเป็นผู้นำได้กลายเป็นที่นิยมแพร่หลายระหว่างศตวรรษที่ 19 ตำนานเบื้องหลังผู้นำที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของโลก เช่น จูเลียต ซีซาร์ อเล็กซานเดอร์มหาราช อับราฮัม ลินคอล์น และมหาตมะ คานธี ได้มีส่วนช่วยต่อผู้นำที่ยิ่งใหญ่กำเนิดไม่ได้สร้างทฤษฎีคุณลักษณะของความเป็นผู้นำได้ถูกเสนอครั้งแรกโดยโทมัส คาร์ไลน์ ทฤษฎีความเป็นผู้นำนี้ผูกติดกับทฤษฎีผู้ยิ่งใหญ่ของความเป็นผู้นำ โทมัส คาร์ไลน์ นักประวัติศาสตร์ มีอิทธิพลที่สำคัญต่อทฤษฎีความเป็นผู้นำนี้ ตามโทมัส คาร์ไลน์ ประวัติศาสตร์ถูกสร้างโดยผู้นำที่พิเศษ เขาได้กล่าวว่า ประวัติศาสตร์ของโลกเป็นเพียงชีวะประวัติของผู้ยิ่งใหญ่ ทฤษฎีผู้ยิ่งใหญ่เชื่อมโยงส่วนใหญ่กับโทมัส คาร์ไลน์ เขาเชื่อว่าประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่สามารถถูกอธิบายได้โดยผลกระทบของผู้ยิ่งใหญ่หรือ”วีรบุรุษ” โทมัส คาร์ไลน์ ได้มองหาแหล่งที่มาของความเข้มแข็งและการนำระหว่างสงครามนโปเลียน เขาได้วางความเลื่อมใสของเขาภายในผู้ยิ่งใหญ่ ส่งมาสู่โลกที่ไม่ผิดพลาดโดยพระเจ้า ด้วยการขยายความเชื่อของเขา โทมัส คาร์ไลน์ ได้ให้ลำดับของคำบรรยายต่อบทบาทของวีรบุรุษแสดงภายในการสร้างประวัติศาสตร์ คำบรรยายเหล่านี้ได้ถูกสังเคราะห์เป็นหนังสือของเขาเมื่อ ค.ศ 1841 ชื่อ “On Heroes, Hero-Woreship, and the Heroic in History” ภายในผลงานของเขา การเคารพอย่างลึกซึ้งต่อความเข้มแข็งรวมกับความเชื่อของภารกิจที่พระเจ้าให้ โทมัส คาร์ไลน์เจริญเติบโตภายในครอบครัวด้วยความเชื่อลิทธิคาลวินอย่างเข้มแข็งความสามารถที่จะนำนี้เป็นบางสิ่งบางอย่างที่บุคคลเพียงเเต่เกิดมาด้วย โทมัส คาร์ไลน์ เชื่อ มันไม่ได้เป็นบางสิ่งบางอย่างที่สามารถพัฒนา ความคิดของเขาได้บันดาลใจนักวิจัยความเป็นผู้นำเริ่มแรกเกือบทั้งหมดมุ่งที่คุณลักษณะที่สืบทอดได้ ทฤษฎีความผู้นำของโทมัสคาร์ไลน์ อยู่บนพื้นฐานของเหตุผลว่า คุณลักษณะเฉพาะสร้างเเบบแผนเฉพาะของพฤติกรรม แบบแผนเฉพาะของพฤติกรรมสม่ำเสมอตลอดสถานการณ์ที่แตกต่างกัน บุคคลเกิดมาด้วยคุณลักษณะของความเป็นผู้นำ”On Heroes, Hero-Worship, and Heroic in History” เป็นหนังสือโดยโทมัส คาร์ไลน์ นักประวัติศาสตร์ชาวสก็อต พิมพ์เมื่อ ค.ศ 1841 มันเป็นการรวบรวมของคำบรรยายหกครั้งเกี่ยวกับผู้นำประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียง มันได้แสดงความเชื่อของโทมัส คาร์ไลน์ ต่อความสำคัญของความผู้นำเชิงวีรบุรุษ หนัวสืออยู่บนพื้นฐานคำบรรยายวิชาของโทมัส คาร์ไลน์โทมัส คาร์ไลน์ ได้สร้างถ้อยคำ “การบูชาวีรษุรุษ” การบูชาวีรบุรุษเป็นธรรมชาติเท่านั้น เพราะว่าเรารับรู้ว่าบุคคลเหล่านี้เป็นตัวตนของความยิ่งใหญ่ที่บุคคลอื่นแสวงหา วีรบุรุษของคาร์ไลน์ต้องมีสิ่งที่เขาใช้ถ้อยครั้งเเล้วครั้งเล่าเป็นความจริงใจ ชายชาตรีจริงใจต่ออะไรที่เขาคิด อะไรที่เขาพูด และอะไรที่เขาทำ เขาต้องพยายามค้นหาความจริงที่ลึกซึ้งของโลก และเมื่อพบแล้ว มีชีวิตอยู่กับมันภายในทุกด้านของชีวิตของเขา ความจริงใจนี้ทำให้เขายิ่งใหญ่เขายืนยันว่าวีรบุรุษสำคัญต่อความก้าวหน้าของมนุษย์และรับผิดชอบการมีอิทธิพลต่อประวัติศาสตร์เขาได้เเสดงคุณลักษณะของวีรบุรุษเป็นการมีจิตวิญญานที่ยิ่งใหญ่ และความสามารถผลักดันบุคคลอื่นให้กระทำโทมัส คาร์ไลน์ ได้สร้างถ้อยคำการบูชาวีรบุรุษ เขาเชื่อการบูชาวีรบุรุษเป็นธรรมชาติ และส่วนประกอบที่สำคัญของอารยธรรมมนุษย์ แต่กระนั้นโทมัส คาร์ไลน์ ได้วิจารณ์การบูชาวีรบุรุษของวันของเขาเอง ยืนยันว่ามันไม่ถูกต้องที่จะชื่นชมบุคลิกภาพสาธารณะธรรมดา และยกย่องบุคคลที่ขาดคุณลักษณะวีรบุรุษแท้จริง เขากระตุ้นกลับมาสู่วีรกรรม และการยอมรับทางสังคมของคุณค่าของหลักการศีลธรรมและจิตวิญญาน หนังสือได้พิจารณาลักษณะของวีรกรรมและผลกระทบของมันต่อเส้นทางประวัติศาสตร์ของมนุษย์

ทฤษฎีผู้ยิ่งใหญ่นิยมแพร่หลายในศตวรรษที่ 19 ยึดถือว่าผู้นำโดยกำเนิดไม่ใช่สร้าง บุคคลเหล่านี้มาสู่โลกครอบครองคุณลักษณะบางอย่างที่ไม่พบภายในบุคคลทุกคน ประวัติศาสตร์หมุนไปรอบการกระทำของผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้เป็นบุคคลพิเศษด้วยคุณลักษณะเฉพาะมีอิทธิพลอย่างสำคัญต่อเส้นทางของประวัติศาสตร์เมื่อ ค.ศ 1940 อังกฤษอยู่ภายในระยะเเรกที่สุดของสงครามที่พวกเขามองดูน่าจะเเพ้ บุคคลหลายคนเชื่อมันจะเป็นการสิ้นสุดของอารยธรรมของพวกเขา วินสตัน เชอร์ชิล ได้ถูกเลือกตั้งสามวันก่อนอายุ 66 ปี ยืนหน้าสภาของเขาเเละประกาศว่า “ผมไม่มีอะไรที่จะนำเสนอ เว้นแต่เลือดงานหนัก น้ำตา และเหงื่อ” ทฤษฎีผู้ยิ่งใหญ่ของประวัติศาสตร์ได้หมุนรอบบุคคลเหมือนเช่นวินสตัน เชอร์ชิล เกือบห้าสิบปีภายหลังการเสียชีวิตของเขาหน้าบลูดอกของเชอร์ซิลได้สง่างามบนหน้าปก “Six Months in 1945 : From World War to Cold War” ของไมเคิล ดอปป์นักประวัติศาสตร์ได้โต้เถียงทฤษฎีผู้ยิ่งใหญ่อ้างถึงโทมัส คาร์ไลน์เมื่อ ค.ศ 1840 ยืนยันว่า ประวัตืศาสตร์ของโลกเป็นเพียงแต่ชีวะประวัติของผู้ยิ่งใหญ เส้นทางของประวัติศาสตร์ถูกกำหนดโดยความคิดและการกระทำของผู้ยิ่งใหญ่ มันได้กระตุ้นการโต้เถียงไม่เคยจบท่ามกลางนักรัฐศาสตร์เกี่ยวกับผู้นำสร้างประวัติศาสตร์ หรือประวัติศาสตร์สร้างผู้นำ โทมัสคาร์ไลน์ พูดถ้อยคำเหล่านี้ 100 ปีก่อนที่วินสตัน เชอร์ชิลจะกลายเป็นนายกรัฐมนตรี รับความเป็นผู้นำของอังกฤษระหว่างช่วงเวลาที่ล่อแหลมมากที่สุดภายในสงครามโลกครั้งที่สองวินสตัน เชอร์ชิลกำหนดเหตุการณ์ หรือเหตุการณ์ไปทำนองเดียวกันด้วยใครก็ตามรับผิดชอบหรือไม่ เพื่อที่จะรู้เราต้องคิดถึงประวัติศาสตร์โดยไม่มีเขา ใครจะกลายเป็นนายกรัฐมนตรีภายในตำแหน่งของเขาภายในค.ศ 1940 เมื่อเนวิลล์ แชมเบอร์ลิน ลาออกต่อการผ่อนปรนที่ล้มเหลวของแก่ฮิตเลอร์ณ มิวนิค คำตอบคือ ลอร์ด เเฮลิแฟกซ์ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของ เนวิลล์ แชมเบอร์ลินเนวิลล์ แชมเบอร์ลินตัวเขาเอง พรรคคอนเซอร์เวทีฟ และกษัตริย์จอร์จที่ห้าต้องการลอร์ด เเฮลิเเฟกซ์ และผู้นำพรรคแรงงานเต็มใจร่วมกับรัฐบาลฮาลิแฟกซ์ นายกรัฐมนตรีแฮลิเเฟกซ์ จะตอบสนองต่อความไม่หยุดยั้งของฮิตเลอร์ และจนเดินทัพข้ามยุโรปอย่างไร แฮลิแฟกซ์ คิดว่ารัฐบาลอังกฤษจะยอมรับชัยชนะของฮิตเลอร์ภายในยุโรป สัญญาสงบศึกหมายความว่าอังกฤษจะหลีกเลี่ยงสงครามที่รุนเเรงที่ต่อสู้ภายในโปแลนด์และฝรั่งเศสด้วย แฮลิแฟกซ์ ได้วางแผนใช้อิตาลีเป็นอำนาจไกล่เกลี่ยที่จะรักษาสันติภาพในขณะที่ให้ประโยชน์อย่างสำคัญแก่ฮิตเลอร์ มันเทียบเท่ากับมิวนิคครั้งที่สองสิบสองเดือนภายหลังมิวนิคครั้งแรก ณ การประชุมคณะรัฐมนตรีสงครามอังกฤษเมื่อปลาย ค.ศ 1940 แฮลิแฟกซ์ได้ผลักดันรัฐบาลขอให้เบนิโต มุสโสลินี เข้าสู่สงครามทางฝ่ายเยอรมันเป็นนายหน้าสันติภาพแก่อังกฤษกับฮิตเลอร์ ณ จุดนั้น วินสตัน เชอร์ชิลไม่เห็นด้วยอย่างรุนเเรง เขารู้สึกขอบคุณที่จะออกไปจากความยุ่งยากในขณะนี้ของเรา ถ้าการพูดคุยสันติภาพสำเร็จโดยไม่มีการประนีประนอมสันติภาพของอังกฤษ เขาไม่คาดหวังฮิตเลอร์จะเสนอเงื่อนไขที่ยอมรับได้อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ได้เหยียบย่ำโปแลนด์ และเชคโกสโลวาเกีย เบลเยี่ยมกำลังยอมแพ้ และฝรั่งเศสได้ยอมแพ้ตามมา รัสเซียมีข้อตกลงการไม่รุกรานกับฮิตเลอร์ และอเมริกาเกือบสองปีหลีกเลี่ยงการเข้าสู่สงคราม เนื่องจากเหตุผลเหล่านี้ แฮลิแฟกซ์มองไม่มีทางเลือกเว้นแต่ยอมแพ้ ในฐานะของนายกรัฐมนตรี มันเป็นสิ่งเขาต้องทำขอให้จินตนาการโลกของวันนี้ ดังที่นักวิจารณ์รางวัลพูลิตเซอร์ ชารลส์เคราเเธมเมอร์ กล่าวว่า ถ้าไม่มีวินสตัน เชอร์ชิล โลกวันนี้จะจำกันไม่ได้ – มืดมน ยากจน ทรมาน เขาได้ชักจูงสร้างประเด็นว่า วินสตัน เชอร์ชิล แท้จริงเป็นบุคคลของศตวรรษที่ยี่สิบ เพราะว่าเขาขาดเสียไม่ได้ภายในค.ศ 1940ชัยชนะต้องการบุคคลเดียว…..วินสตัน เชอร์ชิล บทบาทที่ขาดไม่ได้โดยวินสตัน เชอร์ชิล ภายในการต่อต้านนาซีเยอรมัน อารยธรรมแขวนภายในความสมดุลและ…..ความเป็นผู้นำของวินสตัน เชอร์ชิลเท่านั้นรักษาอังกฤษภายในสงคราม เมื่อทุกอย่างดูหมือนพ่ายแพ้ถ้าอังกฤษไม่ได้อยู่ภายในสงคราม เมื่อฮิตเลอร์บุกรัสเซีย อเมริกาจะไม่ได้ให้การช่วยเหลือที่สำคัญแก่รัสเซีย ด้วยผลลัพธ์นั้น ยอรมันและญี่ปุ่นจะยึดครองโลก การขยายตัวชัยชนะของนาซี เยอรมันน่ากลัวเหลือเกินที่จะครุ่นคิด
เมื่อ ค.ศ 1999 วารสารไทม์ได้รวบรวมรายชื่อบุคคลสาธารณะทำการประกาศครั้งหนึ่งภายในรอบศตวรรษ พวกเขาต้องพิจราณาใครควรจะเป็น”บุคคลแห่งศตวรรษ” ในที่สุด ภายหลังการใคร่ครวญอย่างมาก เกียรติยศได้ไปสู่ อัลเบิรต ไอน์สไตน์ การเลือกที่มีคุณค่าภายในหลายทาง ไอสไตน์ เปลี่ยนแปลงโลก และนำไปสู่มนุษยชาติ ความเข้าใจใหม่และถูกต้องมากขึ้นของจักรวาลของเรา แต่กระนั้นไม่ใช่บุคคลทุกคนเห็นด้วยกับการเลืือก นักวิจารณ์ ชารลส์ เคราแธมเมอร์ ได้สร้างกรณีที่น่าสนใจต่อทำไมไทม์ได้เลือกบุคคลที่ผิด เขาได้เขียนภายในวอชิงตันโพสท์ เกียรติยศต้องไปสู่วินสตัน เชอร์ชิลหนังสือเล่มใหม่ของชารลส์ เคราเเธมเมอร์ “Things That Matters : Three Decades of Passions Pastimes and Politcs” กล่าวว่าวารสารไทม์ ได้เสนอชื่ออัลเบิรต ไอน์สไตน์ เป็นบุคคลแห่งศตวรรษ การเลือกที่น่าสนใจและหนักแน่นแต่มันไม่ถูกต้อง ทำไม เพราะว่าวินสตัน เชอร์ชิลเท่านั้น นำไปสู่เกณฑ์ที่สำคัญอย่างยิ่ง : ขาดเสียไม่ได้ ภายในศตวรรษที่20 ถ้าไม่มีเชอร์ชิล โลกวันนี้จะไม่สามารถจำกันได้ – มืดมน ยากจนและทรมาน ชาร์ล เคราแธมเมอร์ ได้เรียกวินสตัน เชอร์ชิล “บุคคลสำคัญที่สุดของศตวรรษที่ 20″ถ้าไม่มีอัลเบิรต ไอน์สไตน์ อัลเบิรต ไอสไตน์แน่นอนดีที่สุดแห่งศตวรรษ เขามีมนุษยธรรมอย่างลึกซึ้งและวิญญานทางปรัชญา ผมจะเสนอชื่อเขาเป็นบุคคลที่น่าชื่นชมมากที่สุดของศตวรรษ แต่สำคัญที่สุด ถ้าไอน์ไตน์ไม่มีชีวิตอยู่ความคิดที่เขาสร้างอาจจะเลื่อนไป แต่เเน่นอนมันจะเกิดขึ้นโดยไม่มีเขาถ้าวินสตัน เชอร์ชิลถูกเอาออกไปจาก ค.ศ 1940 และอังกฤษได้ยุติกับฮิตเลอร์ – หรือแย่กว่านั้น ลัทธินาซีจะแพร่หลาย ฮิตเลอร์จะบรรลุสิ่งที่ไม่มีทรราชคนอื่น ไม่มีแม้แต่นโปเลียน ได้เคยบรรลุ : อำนาจปกครองยุโรป อารยธรรมได้ตกต่ำลงไปสู่ความมืดมน ต่อการยืนอย่างมั่นคงของเขาภายในการเผชิญความน่ากลัวของนาซี ไปสู่การอุทิศหลังสงครามยืนยันตะวันตกเหนือกว่าคอมมิวน่สต์ ชารลส์ เคราเเธนเมอร์ ยืนยันวินสตัน เชอรซิลเป็นชายที่ขาดไม่ได้ถ้าเรามองดูอย่างใกล้ชิดสงครามโลกครั้งที่สอง เรามีบุคคลพิเศษสี่คน – อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ วินสตัน เชอร์ชิน แฟรงคลิน รูสท์เวล์ และโจเซฟ สตาลินได้แสดงบทบาทที่ยิ่งใหญ่กว่าธรรมดา ภายในการกำหนดเส้นทางของประวัติศาสตร์ “Warlords” โดยไซมอน เบอร์ธอน และโจเเอนนา พอตส์ได้เล่าเรื่องราวของสงครามโลกครั้งที่สองผ่านสายตาและจิตใจของผู้นำยิ่งใหญ่สี่คนเหล่านี้ ในขณะที่ประเทศของพวกเขาต่อสู้สงครามด้วยอาวุธ ขุนศึกสี่คนเหล่านี้ของศตวรรษที่ยี่สิบต่อสู้สงครามส่วนตัวของจิตใจ จากไวท์ฮอลล์ และวอชิงตัน ไปสู่วูลฟ์แลร์ และเครมลิน “Warlords” ได้กล่าวถึงการสู้รบทางจิตวิทยาท่ามกลางผู้นำยิ่งใหญ่เหล่านี้ และเเสดงความคิดและการกระทำของพวกเขาเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์อย่างไร หนังสือให้เราหมัดต่อหมัดเมื่อพวกเขาพยายามคิดเหนือกว่าและต่อสู้เหนือกว่าระหว่างกันประวัติศาสตร์ของสงครามโลกครั้งที่สองมักจะทำเป็นเอกสารผ่านประสบการณ์ของบุคคลจำนวนมากที่ต่อสู้และทรมานกับมัน หนังสือได้คลี่คลายจิตวิทยาของผู้นำยามสงครามสี่คนเป็นความขัดเเย้งยิ่งใหญ่ที่สุดตีแผ่ให้เห็น มันได้เปิดเผยจุดเเข็งและจุดอ่อนของผู้นำยิ่งใหญ่สี่คนภายในการตัดสินใจด้วยผลตามาของทั้งโลกทฤษฎีผู้ยิ่งใหญ่กำเนิดภายในศตวรรษทร่ 19 และมุ่งเพศชายที่บรรลุความยิ่งใหญ่ทางทหาร การเมือง เเละวัฒนธรรม บุคคลเหล่านี้ด้วยวิสัยทัศน์ ความสามารถ และบุคลิกภาพ รับผิดชอบอย่างสำคัญต่อการพัฒนาทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญทฤษฎีผู้ยิ่งใหญ่เสนอแนะว่าบุคคลเหมือนเช่น จอร์จ วอชิิงตัน มาร์ติน ลูเธอร์ คิง และวินสตัน เชอร์ชิลกำเนิดด้วยความสามารถตามธรรมชาติที่จะเปลี่ยนแปลงโลก ดังที่ นักเขียนชาวสก็อตโทมัส คาร์ไลน์ เขียนไว้ว่า ประวัติศาสตร์ของโลกเป็นแค่ชีวะประวัติของผู้ยิ่งใหญ่ ตามมุมมองของโทมัส คาร์ไลน์ บุุคคลด้วยความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าจะสร้างประวัติศาสตร์ ฝรั่งเศสกลายเป็นอาณาจักรเพราะว่านโปเลียน และเรามีผู้ประท้วงเพราะว่ามาร์ติน ลูเธอ คิงผู้สนับสนุนทฤษฎีผู้ยิ่งใหญ่ยืนยันว่าผู้ยิ่งใหญ่ปรากฏตัวเมื่อวิกฤฤติเกิดขึ้น วิกฤติของประวัตืศาสตร์สร้างโอกาสต่อบุคคลพิเศษปรากฏตัวผ่านการปฏิรูปเหตุการณ์และเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ วินสตัน เชอร์ชิลเป็นผู้เชื่อมั่นคนหนึ่งภายในทฤษฎีผู้ยิ่งใหญ่ของประวัติศาสตร์ที่บุคคลสร้างความแตกต่างวินสตัน เชอร์ชิล ได้ถูกมองเป็นผู้นำยามสงครามยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งเขาเป็นชายที่ถูกยกย่องกับการหยุดการเดินหน้าของนาซีภายในยุโรปอาวุธเข้มแข็งที่สุดของวินสตัน เชอร์ชิลคือ คำพูดของเขา เขาให้การปราศัยที่ยอดเยี่ยม และเเม้แต่นาซีได้ประทับใจโดยคารมคมคายของเขาด้วยเกือบจะไม่มีความหวังเหลืออยู่ ประเทศหันไปสู่วินสตัน เชอร์ชิลชายคนหนึ่งที่พูดความจริงมาหลายปี คำปราศัยเเรกของเชอร์ชิลต่อชาวอังกฤษในฐานะนายกรัฐมนตรีแสดงแผนของเขาอย่างขวานผ่าซาก “ผมไม่มีอะไรที่จะนำเสนอ เพียงแค่เลือด งานหนัก น้ำตา และเหงื่อ” เขาได้ตามด้วยคำปราศัยอีกอย่างหนึ่งต่อมาภายหลังไม่นาน “….. เราจะต่อสู้บนทะเลและมหาสมุทร เราจะไม่เคยยอมแพ้……..วินสตัน เชอร์ชิล ได้ใช้ภาษาปลุกเร้าจิตวิญญานการต่อสู้ที่เขาเชื่อว่ายังคงมีชีวิตอยู่ภายในชาวอังกฤษ และบรรทัดที่สรุปจิตวิญญานของเขานำชาวอังกฤษไปสู่ชัยชนะ : อย่า อย่า อย่ายอมแพ้จอห์น เคนเนดี ได้ฟังการบันทึกเสียงของเชอร์ชิลระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง มันเป็นชาติและเชื้อชาติอาศัยอยู่ทั่วโลกที่มีหัวใจของสิงโตต่อมาเขอร์ชิลได้เขียนถึงชาวอังกฤษระหว่างสงคราม ผมมีโชคถูกเรียกร้องให้การคำรามการยอมรับว่าคำพูดของเชอร์ชิลมีอิทธิพลเป็นขั้นตอนแรกเท่านั้นต่อความเข้าใจผลกระทบของมัน ดังที่ประธานาธิบดีจอห์น เคนเนดี กล่าวว่าเขาได้ระดมภาษาอังกฤษและส่งมันไปสู่สนามรบอย่างไร เขาได้สร้างคำปราศัยด้วยฝีมือเป็นรากฐานที่ขาดไม่ได้ของความสำเร็จยามสงครามของเขาอย่างไร คุณภาพความเร่าร้อนของคำพูดของเขาส่องเเสงความกล้าหาญขอวชาวชนบทของเขาเมื่อลาพักจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดทำวิทยานิพนธ์ของเขา จอห์นเคนเนดี ได้ใช้ส่วนใหญ่ของ ค.ศ 1939 ภายในลอนดอน เมื่อฮิตเลอร์ได้บุกโปแลนด์ และอังกฤษและฝรั่งเศสได้ประกาศสงคราม จอห์น เคนเนดีพ่อเเม่ น้องชายและน้องสาวของเขานั่งอยู่ที่ระเบียง ณ สภา ตรงที่เขาได้ฟังนายกรัฐมนตรีเนวิลล์ เเชมเบอร์ลิน และบุคคลอื่นรวมทั้งเชอร์ชิล อธิบายการตัดสินใจของอังกฤษเข้าสู่สงครามคำปราศัยของวินสตัน เชอร์ชิล ได้ให้หลักฐานของวาทศิลป์ที่มีพลัง จนต่อมาได้บันดาลใจชาติภายในชั่วโมงที่มืดมนของสงครามทิ้งความประทับใจที่ลบไม่ออกแก่จอห์น เคนเนดี “Why England Slept” 1940 เป็นฉบับพิมพ์ของวิทยานิพน์ของจอห์น เคนเนดี ณ ฮาวาร์ด ชื่อของมันเป็นการพาดพิงถึงหนังสือ 1938 ของเชอร์ชิล “While England Slept” หนังสือของจอห์นเคนเนดีได้พิจารณาการสร้างกำลังของเยอรมัน ความล้มเหลวของรัฐบาลอังกฤษป้องกันสงครามโลกครั้งที่สองอะไรทำให้วินสตัน เชอร์ชิลเป็นผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งภายในประวัติศาสตร์ มันเป็นความเป็นผู้นำของเขาผ่านปีแห่งความลำบากเหล่านี้ของ ค.ศ 1940ถึง 1941 – ผ่านการอพยพดังเคริก ยุทธการแห่งอังกฤษ และเดอะบลิตซ์การโจมตีทิ้งระเบิดที่วินสตัน เชอร์ชิล ได้ถูกจดจำได้ดีที่สุด ที่สำคัญมากเขาได้รวมกำลังแห่งชาติภายในการต่อสู้อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ภายในคำพูดของนักการมืองพรรคแรงงาน ฮิวจ์ ดอลตัน วินสตัน เชอร์ชิล เป็นบุคคลเดียวเท่านั้นที่เรามีต่อชั่วโมงนี้ภายใน ค.ศ 1940 เยอรมันได้โจมตีรัสเซีย และอเมริกาได้เข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สองเมื่อ ค.ศ 1941 ขอบคุณต่อสัญชาติญาน

ทางการเมืองของวินสตัน เชอร์ชิลเขาได้ความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดอยู่แล้วกับประธานาธิบดีอเมริกา เเฟรงคลิน รูสเวลท์ และแม้ว่าไม่ไว้วางใจ เขาได้ร่วมมือกับผู้นำของรัสเซียโจเซฟ สตาลินด้วย ผู้นำเหล่านี้ได้ถูกเรียกว่า” บิ้กทรี” พบกันหลายครั้งอภิปรายปัญหายามสงคราม ผลลัพธ์ที่สำคัญของการประชุมเตหะรานคือ ความผูกพันของพันธมิตรเปิดแนวรบที่สองต่อสู้นาซี เยอรมัน ในขณะที่การประชุมยอลต้า บิ้กทรีได้ตกลงว่าเยอรมันจะถูกแบ่งเป็นดินเเดนยึดครองหลังสงครามสี่ส่วนภายใต้การควบคุมของกองทหารอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส และรัสเซียตามมาจากการยอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไขของเยอรมัน การเปิดเเนวรบที่สองให้อำนาจอย่างมากแก่รัสเซียที่จะต่อสู้ภายในยุโรปตะวันออก และในที่สุดทำให้นาซี เยอรมัน อ่อนแอลง วินสตัน เชอร์ชิล เป็นสถาปนิกหัวหน้าของการเจรจาต่อรองเหล่านี้ ในที่สุดได้นำไปสู่ชัยชนะของกองกำลังพันธมิตรภายในหนังสือ “Things That Matter” การรวบรวมคอลัมน์หนังสือพิมพ์ของเขา คอลัมนิสต์อเมริกันที่มีชื่อเสียง ชารลส์ เคราเเธมเมอร์ ได้รวมบทหนึ่งชื่อ “Winston Cherchill : The Indispensable Man” เขายืนยันว่าทำไมวารสารไทม์ควรจะเลือกเชอร์ชินเป็น “บุคคลแห่งศตวรรษ” ภายใน ค.ศ 1999 ชารลส์ เคราเเธมเมอร์ ได้เขียนว่า ภายหลังการรักษาอารยธรรมของตะวันตกอย่างเด็ดเดี่ยวจากอนารยชนนาซี เชอร์ชิลไม่เพียงแต่การนำชัยชนะมา แต่เขาเป็นความจำเป็นโดยเฉพาะด้วย เขาได้ลุกขึ้นทันทีเตือนการทำนายต่อสู้คอมมิวนิสต์รัสเซียเขาได้ประกาศว่า ม่านเหล็กได้ตกลงมาทั่วทวีป เขาได้เตือนเกี่ยวกับอันตรายที่เจริญเติบโตของรัสเซีย ดังที่ประวัติศาสตร์ได้แสดงความจริงที่ปรากฏ เขาได้สนับสนุนอังกฤษรวมกันกับฝรั่งเศส เเละเยอรมันสร้างใหม่ “ครอบครัวชาวยุโรป” ในที่สุดปูทางต่อความคิดของเขาของสหรัฐแห่งยุโรปวินสตัน เชอร์ชิล เป็นนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ทหาร และนักเขียนเขายังคงเป็นบุคคลที่นิยมแพร่หลายและสำคัญมากที่สุดคนหนึ่งภายในประวัติศาสตร์การเมืองจนถึงวันนี้เขาได้รับการเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีสองครั้ง เขาได้ถูกยกย่องเป็นผู้นำการเมืองที่บันดาลใจนำอังกฤษไปสู่ชัยชนะสงครามโลกครั้งที่สอง เขาเป็นนักพูดและนักเขียนที่ดีเด่น และได้รับโนเบล ไพรซ์เมื่อ ค.ศ 1953 จากการเขียนประวัติของสงครามโลกครั้งที่สองหกเล่มของเขา เชอร์ชิลเป็นช่างวาดที่ดีเยี่ยมด้วย และผลงานศิลปของเขาในขณะนี้มูลค่าหลายล้านเหรียญช่วงเวลาที่นายกรัฐมนตรีเนวิลล์ เเชมเบอร์ลิน ได้ลงนามข้อตกลงกับอดอล์ฟ ฮิตเลอร์เมื่อ ค.ศ 1938 การให้ส่วนหนึ่งของเชคโกสโลวาเกียแก่เยอรมัน เชอร์ชิล ได้กล่าวว่าเป็นการโยนรัฐเล็กให้แก่หมาป่า และความพยายามของอังกฤษที่จะรักษาสันติภาพได้ล้มเหลว
Cr : รศ สมยศ นาวีการ







