ท่าลุกขึันอย่างซิมบ้า

ท่าลุกขึันอย่างซิมบ้า
แนนซี โคน ได้อ้างอิงนักเขียนเดวิด วอลเลซภายในหนังสือของเธอ Forged in Ctisis สร้างคำนิยามรากฐานของ ผู้นำที่แท้จริง คืออะไร
อย่างแท้จริง เธอยืนยันว่าถ้อยคำ ผู้นำกลายเป็นน่าเบื่อซ้าซากจำเจ
ใช้มากเกินไป เพื่อก้าวข้ามสิ่งนี้ไปเธอได้แสดงคำนิยามของวอลเลซ
“ผูู้นำที่แท้จริงคือบุคคลบางคนที่ช่วยเหลือเราเอาชนะข้อจำกัดส่วน
บุคคลของเราเอง ความเกียจคร้าน ความเห็นแก่ตัว ความอ่อนแอและความหวาดกลัว ทำให้พวเกเราต้องทำสิ่งที่ยากขึ้นดีขึ้นกว่าเราสามารถเคยทำด้วยตัวของเราเอง”
ภายในบทความ 2000 ของเขา Up Simba : Seven Days on the Trail on an Anticandidate” ได้เขียนคำนิยามความเป็นผู้นำนี้ไว้ เขาเขียน
ในขณะที่รายงานข่าวการรณรงค์ประธานาธิบดี 2000 ของวุฒิสมาชิก จอห์น แมคเเคน ให้กับนิตยสารโรลลิ่ง สโตน เขาได้ถูกส่งโดยรอลลิ่ง
สโตนตามรอยรถโดยสารการรณรงค์ของจอห์น แมคเคนเรียกกันอย่างมีชื่อเสียงว่า “Straight Talk Express” วอลเลซ ต้องการศึกษาแมคเคน
ผู้สมัครสายต่อต้าน เพราะว่าเขาจะกระทำแตกต่างจากนักการเมืองการตลาดโดยทั่วไป โดยทั่วไปผู้สมัครสายต่่อต้านอ้างถึงการสร้างตราสินค้า
ของเขาเป็นการต่อต้านกลุ่มอำนาจเดิม มาเวอร์ริค นักการเมืองต่อต้านที่
มุ่งหมายท้าทายสถานภาพเดิมของพรรคของเขาเอง ” Anti-Candidate”
ถ้อยคำที่ถูกสร้างอย่างมีขื่อเสียงโดยเดวิด วอลเลซภายในการเขียน
ประวัติของโรลลิ่ง สโตน
จอห์น แมคเคน ได้นำเสนอตัวเขาเองแป็นนักปฏิรูปอิสระ แทนการเป็น
บุคคลภายในพรรคที่เชื่อฟัง มักจะวิจารณ์ความเชื่อดั้งเดิมและความเป็น
ผู้นำของพรรค ด้วยการพูดอย่างโผงผาง ตลกเกี่ยวกับข้อบกพร่องของ
เขาเอง และให้การเข้าถึงที่ไม่เคยมีมาก่อนแก่สื่อสารมวลชนบนรถโดย
สาร Straight Talk Express ของเขา เขาได้ปลูกฝังรัศมีรศมีของความ
เป็นแท้จริงที่น่าทึ่ง รถโดยสารรณรงค์ ตรงที่เขาเชิญนักข่าวนั่งกับเขา
หลายชั่วโมง เพื่อการถามและตอบไม่กำหนดไว้ก่อน นิว ยอร์ค ไทม์ ได้
รายงานว่าวิถีางที่ผิดธรรมดานี้ถูกออกแบบเป็นสไตล์ต่อต่านการรณรงค์
ตรงกันข้ามชัดเจนกับการณรงค์ถูกจัดการอย่างดีของคู่ต่อสู้ของเขา

เดวิด วอลเลซได้ช่วยเหลือคิด ทำไมชาวอเมริกันวัยหนุ่มสาวรู้สึกเมินเฉยการเมือง และพยายามกระตุ้นพวกเขาให้ความสนใจและออกเสียง
ถ้อยคำ “Up, Simba” เป็นคำแสลงของนักถ่ายภาพกำเนิดเป็นคำพูดฉับ
พลันทันที ทึ่ถูกใช้โดยนักถ่ายภาพข่าวทีวี บนรถโดยสารสื่อสารมวลชน นักถ่ายภาพ จิม เมด แสดงนิสัยประจำวันตะโกนด้วยเสียงทุ้มกังวาลทุกครั้ง Up Simba ส่งสัญญานเพื่อนร่วมทีม ก่อนที่เขาจะยกกล้องถ่ายทำภาพยนตร์ออกอากาศ 40,000 เหรียญที่หนักบนบ่าของเขา วอลเลซใช้มันเป็นชื่อเพื่อชิ้นงานรวยรวมบทความของเขา สะท้อนกลไกที่หนักของการงานข่าวของสื่อสารมวลชนและความพยายามทางร่าวกาย ทำให้การรณรงค์ทางการเมืองกลายเป็นรายการทีวีประจำวัน
การกระทำของการยกกล้องถ่ายภาพที่ใหญ่ไปสู่อากาศ สะท้อนอย่างสมบูรณ์แบบช่วงเวลาภาพยนตร์ไอคอน “The Lion King” ตรงที่ราฟิกิได้อุ้มลูกสิงโตซิมบา ถ้อยคำของนักถ่ายภาพ Up Simba แปลว่า ลุกขึ้นมาซิมบา ซิมบา เป็นตัวเอกและลูกสิงโต จากภาพยน์แอนนิเมชัน The Lion King 1994 ของดืสนี่ย์ ถ้อยคำถูกใช้เป็นฉากเปิดเรื่องภาพยนต์ตำนานท่ามกลางเสียงเพลง Circle of Life วงเวียนชีวิต ตรงที่ลิงบาบูนตัวนี้ชื่อ ราฟิกิ อุ้มลูกสิงโต ซิมบ้า ชูขึ้นเหนือหัวไปสู่อากาศ ลูกสิงโตเกิดใหม่เป็นทายาทของกษัตริย์ ยืนบนหน้าผาหินทรงแหลมยื่นออกมา ไพรด์ ร็อก มัน
เป็นฉากเปิดภาพยนตร์น่าจดจำมากที่สุดภายในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์
โลก สะท้อนการสืยทอดบัลลังก์เเละววจรแห่งชีวิตามชื่อเพลง
ถ้อยคำ Up Simba มีสองระดับของความหมาย ระดับเเรกคือ พิธืการ
เทคของนักถ่ายภาพ ถ้อยคำกำเนิดจากนักถ่ายภาพข่าวโทรทัศน์ชื่อจิม
ที่วอลเลซติดตามรอยบนการรณรงค์ทางการเมือง ทุกครั้งที่จิมยกกล้อง
ถ่ายภาพยนตร์หนักของเขาบนบ่า เขาพูดว่า “Up Simba” ด้วยน้ำเสียง
นายแกล้งทำให้ทุ้มต่ำ บนระดับเบื่องต้นนี้ถ้อยคำเเสดงเเรงงานทางร่าย
กายแท้จริง และงานประจำวันหนักของกลุ่มสื่อสารมวลชน ระดับที่สอง
เป็นการเปรียบเทียบ วอลเลซใช้ถ้อยคำเป็นชื่อบทความของเขา เพราะว่ามันยึดสมบูรณ์แบบแก่นของเรื่องของวารสารศาสตร์ทางการเมืองสมัยใหม่ มันเป็นซาฟารีสื่อสารมอลชน ถ้อยคำกระตุ้นจินตนาการมัคคุเทศก์
ซาฟารี หรืออนายนำทางสัตว์ นี่สะท้อนกลุ่มนักข่าวกระทำเหมือนกัยฝูงสัตว์ติดตามเรื่องผ่านทางผืนป่าอย่างไร
เดวิด วอลเลซ ได้ระบุผู้นำที่แท้จริง ไม่ใช่ชื่อตำแหน่งเป็นทางการ หรือสำนวนที่จำเจแต่เป็นประเภทพิเศษของอำนาจโดยสมัครใจ อำนาจที่แท้
จริงเป็นอำนาจที่ผู้ตามให้อย่างมีความสุข เพราะว่ามันรู้สึกถูกต้อง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตำเเหน่งหรือชื่อตำแหน่งเป็นทางการ
เดวิด วอลเลซ ได้ติดตามวุฒิสมาชิก จอห์น แมคเคน ระหว่างการรลง
สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิยดี เพื่อการเขียนบทความแก่รอลลิง สโตนชื่อว่า Up Simba หรือ McClain’s Ptomise วอลเลซ ได้แสดงช่วงเวลาของแมคเคนเป็นนักโทษสงครามภายในเวียตนาม ตรงที่แมคเคนปฏิเสธการปล่อยตัวก่อนกำหนดของความยุติธรรมต่อบุคคลที่ถูกจับคนอื่นการ
กระทำส่วนตัวของการเสียสละตัวเองอย่างมากจะให้น้ำหน้กที่แท้จริงต่อเสียงเรียกร้องสาธารณะเพื่อชาวอเมริกัน รับใช้ความมุ่งหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าผลประโยชน์ส่วนตัวของแมคเคน วอลเลซ มองเห็นแมคเคนพิสูจน์ความเป็นแท้จริงไม่สามารถบิดเบือน หายากภายในยุคการเมืองที่หวาด
ระเเวง
พาราดอกซ์ : ความย้อนแย้งของผู้นำหรือสิ่งที่เดวิด วอลเลซ ได้สร้างกรอบเป็นความย้อนแย้งหยิงและหยางของการเมืองปัจจุบันอ้างถึงความขัดแย้งทางโครงสร้างระหว่างความแท้จริงของมนุษย์และวิชาชีพทางการเมือง ถ้อยคำหยิงและหยาง แสดงเเนวคิดปรัชญาจีนโบราณของความเป็นสอง อธิบายพลังที่ดูเหมือนตรงกันข้าม หรือขัดเเย้งกันแท้จริงเสริมกันและกัน เชื่อมระหว่างกัน และขึ้นอยู่ระหว่างกันภายในโลกธรรมชาติ เดวิด วอลเลซ ได้ใช้ถ่อยคำความย้อนแย้งหยิงและหยางภายในวาร
ศาสตร์ทางการเมือง เขาได้อ้างอิงความเข้มข้นแต่จำเป็นการอยู่ร่วมกันของความเป็นแท้จริงและความเป็นมืออาชึพทางการเมือง วอลเลซได้พัง
ทลายหยิงและหยางของการเมืองสมัยใหม่ไปสู่พลังต่อต้านกันสองอย่างโดยปรกติลบล้างกันและกัน แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างต้องอยู่ด้วยกันเพื่อ
ผู้สมัครบรรลุความสำเร็จและบันดาลใจอย่างแท้จริง
เดวิด วอลเลซ ได้ใช้การลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีของจอห์น แมคเคนวิเคราะห์ความย้อนเเย้งนี้ วอลเลซ ยืนยันว่าผู้ออกเสียงสมัยใหม่ภายในยุคของการเยาะเย้ยถากถางที่ลึกซึ้ง ทุกถ้อยแถลงทางการเมืองถูกรับรู้เป็นข้อความโฆษณาเพื่อประโยชน์ตัวเอง และสำรวจความหมายที่แท้จริงของความเป็นผู้นำ วอลเลซ ได้ต่อสู้กับความแท้จริงของมนุษย์และวิชาชีพทางการเมืองสามารถเคยอยู่ร่วมกันที่เเท้จริงหรือไม่หรือถ้ากลไกของการรณรงค์ พลังที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ บุคคลที่แท้จริงกลายเป็นพนักงานขายหรือไม่
เดวิด วอลเลซ ได้ยึดประวัติส่วนบุคคลของจอห์นแมคเคนเป็นนักโทษสงครามของเวียตนาม ตรงที่เขาได้ปฏิเสธการปล่อยตัวก่อนกำหนดที่จะอยู่กับบุคคลของเขา ทั้งที่มีการทรมานอย่างรุนแรง เป็นการพิสูจน์ที่ไม่สามารถบิดเบือนได้ของการวางความมุ่งหมายข้างบนผลประโยชน์ส่วนตัว รัศมีของการเสียสละวีรบุรษอย่างแท้จริง วอลเลซ ได้เผชิญกับความย้อนแย้งที่แมคเคนเป็นทั้งวีรบุรุษอเมริกันที่จริงใจของความเป็นผู้นำที่แท้จริง และนักการเมืองต้องบรรจุถัณฑ์ จัดจำหน่ายและล้อมรอบด้วยกล้องถ่ายรูป บรรลุอำนาจต้องการที่จะนำ เเมคเคนเต็มใจที่จะมองผู้ออกเสียงภายในสายตายอมรับข้อบกพร่อง ภายในการพิสูจน์ วอลเลซ ต้องเผขิญ
พร้อมกันกับความเป็นจริงที่เย้ยหยันของกา่รรณรงค์สมัยใหม่
วาทะศิลป์ที่มีเกียรติของเเมคเคลเป็นเพียงแค่ความสามารถการตลาดสมัยใหม่และโรงละครการเมืองผลประโยชน์ส่วนตัวหรือไม่ ต่อวอลเลซแล้ว เเมคเคนเได้เสดงกรณีการทดสอบที่น่าหลงใหลของคำนิยามความเป็นผู้นำนี้เดินบนคมมีดระหว่างวีรยุรุษอเมริกันพยายามบันดาลใจบริการสาธารณะและนักการเมืองมืออาชีพเล่นเกม
ตัวอย่างที่ดีที่สุดคือจอห์น แมคเคน วอลเลซ ได้ทอดสมอปรัชญาทั้ง
หมดของเขาการกระทำโลกแห่งความเป็นจริงของแมคเคนเป็นนักโทษสงครามภายในเวียตนาม เมื่อแมคเคนถูกนำเสนอปล่อยตัวก่อนกำหนด
โดยผู้จับกุมของเขา เนื่องจากพ่อของเขาเป็นพลเรือเอกระดับสูง เเมค
เคนได้ปฏิเสธมัน เขาได้ถูกจองจำนานกว่าห้าปี อดทนการทรมานอย่าง
รุนเเรง เพราะว่าระเบียบทางหารกำหนดว่านักโทษถูกปล่อยตัว ต้องถูกต้องตามระเบียบที่พวกเขาถูกจับตัว วอลเลซชี้ให้เห็นสิ่งนี้ เป็นตัวอย่าง
แท้จริงหากของการเสียสละผลประโยชน์ส่วนตัวเพี่อกฏแห่งเกียรติยศ
ที่สูง การกระทำที่ให้ข้อความการรณรงคฺ์ของแมคเคน เสียงสะท้อนที่
ประหลาดที่นักการเมืองธรรมดาขาด
เรื่องราวนี้ได้ให้แมคเคนอำนาจทางศีลธรรม มองตาของผู้ออกเสียงและพูดเกี่ยวกับเกียรติยศ หน้าที่ และบริการ โดยไม่ออกเสียงเหมือน
วาทศิลป์ที่ว่างเปง่า แต่กระนั้นเมื่อ 2000 การรณรงค์ได้คืบหน้าไปและแมคเคนต้องแสดงเกมการเมืองแข่งขันกับจอร์จบุช วอลเลซได้เฝ้ามองเขาลื่นไถลไปสู่การบ่ายเยี่ยงและการหลกหลีกทางการเมือง ที่คุกคามทำลายภาพความเป็นแท้จริงของเขา ในที่สุดการสำรวจของวอลเลซของความย้อนเเย้งผู้นำ ถามผู้ออกเสียงตรวจสอบการต่อสู้ภายในของพวกเขาเองระหว่างอุดมคตินิยมและการเยาะเย้ยถากถาง
เดวิด วอลเลซ ได้เตือนว่าโลกทางการเมืองสมัยใหม่ ถูกครอบงำด้วย
พนักงานขาย บุคคลที่ใช้การตลาดที่ก้าวหน้า การสนทนากลุ่ม และคำ
ปราศัยเขียนไว้ก่อนอย่างรอบคอบขายเราฉบับของตัวเราเอง พนักงาน
ขายเลียนแบบภาษาของผู้นำดึงดูดผลประโยชน์ส่วนตัวของเราในขณะที่ผู้นำที่แท้จริงท้าทายเราฝ่าฟันข้อจำกัดส่วนบุคคลของเรา ใช้ความมุ่งหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเราเอง
แนนซี โคนได้ใช้คำนิยามนี้ยืนยันว่าผู้นำที่แท้จริงช่วยเหลือบุคคลก้ามข้ามความหวดกลัว ความเกียจคร้าน ความอ่อนแอ และความเห็นแก่ตัวของพวกเขาเอง ที่จะบรรลุงานที่สำคัญยุ่งยาก ความเป็นผู้นำไม่ได้เกี่ยวกับชื่อตำเเหน่ง ความมีเสน่ห์ หรือความก้าวร้าวแต่เกี่ยวกับการยกบุคคลอื่นระหว่างการทดสอบที่รุนเเรง

เรื่องราวนี้ได้ให้แมคเคนอำนาจหน้าที่ศีลธรรมเฉพาะมองตาของผู้ออก
เสียง และพูดเกี่ยวกับเกียรติยศ หน้าที่ และบริการ โดยไม่ต้องออกเสียงมันหมือนวาทศิลป์ที่ว่างเปง่า แต่กระนั้นเมื่อ ค.ศ 2000 การรณรงค์คืบหน้าไปและแมคเคนต้องแสดงเกมการเมืองแข่งขันกับจอร์จ บุช วอลเลซได้เฝ้ามองเขาลื่นไถลไปสู่การบ่ายเยี่ยงและการหลกหบีกทางการเมืองที
คุกคามทำลายภาพลวงตาของความเป็นแท้จริงของเขา
วอลเลซได้สรุปว่าความย้อนเเย้งในที่สุดของผู้นำเช่นแมคเคนไม่ได้ถูกขังข้างในหัวใจของนักการเมืองเอง แต่ข้างในของผู้ออกเสียงไม่ว่าผู้นำแท้จริงขึ้นอยู่กับสาธารณะที่เยาะเย้ยถากถางยังคงมีอุดมคตินิยมนิ่งอยู่เพียงพอถูกทิ้งให้เชื่อพวกเขาหรือไม่ วอลเลช ได้เเเยกนักการเมืองเป็นสองประเภทคือ
*พนักงานขาย
พวกเขามีเสนห์และน่ารัก แต่ในที่สุดถูกขับเคลื่อนโดยความทะเยอ
ทะยานส่วนบุคคลและผลประโยชน์ส่วนตัวทำให้คุณต้องซื้ออะไรที่พวกเขาขาย ดังนั้นพวกเขามีกำไร – พนักงานขายจะเป็นผู้สมัครที่การจูงใจแท้จริงสำคัญที่สุดคือการตลาดและผลประโยขน์ส่วนตัว พวกเขาปฏิบัติต่อนโยบายเหมือนการโฆษณาบริษัท พวกเขาจะมีความดึงดูดของผู้นำ แต่พวกเขาใช้มันเป็นข้อความโฆษณา ขายภาพพจน์อุดมการณ์ของตัวพวกเขาเองแก่ผู้ออกเสียว
*ผู้นำที่แท้จริง
พวกเขาใช้คุณลักษณะส่วนบุคคลและตัวอย่าง บันดาลใจประชาชน มุ่งไปสู่ความมุ่งหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าผลประโยชน์ของตัวพวกเขาเอง พวกเขาบันดาลใจบุคคลฝ่าฟันอุปสรรคของพวกเขาเองเช่นความเกียจคร้าน ความเห็นแก่ตัว ความอ่อนแอ และความหวาดกลัวพวกเขาผลักดันบุคคลทำอะไรที่ยากขึันดีขึ้นกว่าพวกเขาเคยเลือกทำด้วยพวกเขาเอง วอลเลซ ได้ชี้บุคคลอ เช่น มหาตมะ คานธี อับราฮาม ลินคอล์น วินสตัน เชอร์ชิล และมาร์ติน ลูเธอร์ คิง เป็นผู้นำที่แท้จริง
เดวิด วอลเลซ ได้ใช้การรณรงค์ประธานาธิบดีของจอห์น แมคเคนพิจารณาคาามย้อนแย้งหยินและหยางของการเมืองอเมริกันสมัยใหม่
ควมย้อนเเย้งได้สงสัยความแท้จริงของมนุษย์ และความเป๋นมืออาชีพ
ทางการเมืองสามารถอยู่ร่วมกันภายในผู้สมัครคนเดียวหรือไม่ วองเลซถูกติดอยู่อย่างลึกซึ้งโดยความแท้จริง – หยิง – ของแมคเคนการเสียสละส่วนบุคคลทางประวัติศาสตร์ของเขาเป็นนักโทษสงครามเวียตนาม เขา
เป็นวีรบุรุษที่แท้ริง ในขณะเดียวกันความเป็นมืออาชีพ – หยาง- ของเเมคเคนได้แสดงการรณรงค์ทางการเมืองทางกลยุทธ์เชี่ยวชาญและโผงผาง ออกแบบโดยผู้ปลุกปั่นมืออาชีพที่จะชนะการเลือกตั้ง เขาเป็นผู้สมัครที่
ฉลาดวางแผน ดำเนินการปฏิบัติการทางการเมืองมืออาชีพสูง
ประเด็นในที่สุดของวอลเลซคือ ละครสัตว์สื่อทางการเมืองทำใหัมัน
เป็นไปไม่ได้ที่จะรู้ความจริงที่แน่นอนเกี่ยวกับผู้สมัคร สื่อและสาธารณะ
ถูกติดกับภายในวงจรของการเยาะเย้ยถากถางและอุดมคตินิยม เราได้
พยายามมองข้างหลังม่านค้นหา จอห์น แมคเคนที่แท้จริง สิ่งที่ได้ทำให้
เเมคเคนแท้จริงหลบซ่อนอยู่ ตรงที่บุคคลภายนอกไม่สามารถเคยยืน
ยันว่าจริงแรงจูงใจภายในของเขา วอลเลซ สรุปว่าอำนาจทางศีลธรรมแท้จริงของแมคเคนเกิดขึ้นจากช่วงเวลาประวัติศาสตร์ของการเสียสละ สร้างปริศนาของเขาเป็นเป็นผู้นำที่แท้จริงหริอไม่
*ความเเท้จริงเทียบกับความเป็นมืออาชีพ
มนุษย์ด้วยความซี่อสัตย์แท้จริงสามารถอยู่รอดและบรรลุความสำเร็จเป็นนักการเมืองที่ทะเยอทะยาน โดยไม่กลายเป็นเพียงแค่พนักงานขายคล่องแคล่วอีกคนหนึ่งหรือไม่
*แหล่งที่มาของอำนาจ
แมคเคนมีอำนาจทางศีลธรรม เพราะว่าความเจ็บปวดของเขาเคยเป็นนักโทษสงครามภายในเวียตนาม ตรงที่เขาไม่ยอมถูกปล่อยตัว
*ปริศนาสุดท้าย
วอลเลซ ได้สรุปว่าความย้อนแย้งสุดท้ายของผู้นำเช่นแมคเคนไม่ได้คุมขังข้างในของหัวใจของตัวเอวของนักการเมือง แต่ข้างในของผู้ออกเสียง ผู้นำเป็นแท้จริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับสาธารณะที่ชอบระเเวงยังจะคงมีอุดมการณ์นิยมนิ่งเพียงพอทิ้งไว้ที่จะเชื่อพวกเขาหรือไม่
เดวิด วอลเลซ ได้เตือนว่าโลกทางการเมืองสมัยใหม่จะถูกครอบงำด้วย
พนักงานขาย บุคคลที่ใช้การตลาดที่ก้าวหน้า การสนทนากลุ่ม และคำ
ปราศัยเขียนไว้ก่อนอย่างรอบคอบขายเราฉบับของตัวเราเอง พนักงาน
ขายเลียนแบบภาษาของผู้นำดึงดูดผลประโยชน์ส่วนตัวของเรา ในขณะที่ผู้นำที่แท้จริงท้าทายเราฝ่าฟันข้อจำกัดส่วนบุคคลรบใช้ความมุ่งหมาย
ที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเราเอง
3
ถ้อยคำ “Lion king Lift” – ท่าอุ้มชูสิงโตซิมบ้า – โดยลิงแมนดริลหมอผี
ราฟิกิอุ้มลูกสิงโตซิมบ้า ชูเขึ้นเหนือหัว ไปสู่อากาศบนหน้าผาไพรด์ ร็อก เพื่อให้อาณาจักรสัตว์รับรู้การกำเนิดกษัตรย์องค์ใหม่ของพวกมัน แสดงสัญลักษณ์การเกิดและการไหลของชีวิตอย่างต่อเนื่องบนทุ่งหญ้าสวันนา
อัฟริกัน มันจะเป็นวิถีทางของการฉลองโบราณต้อนรับผู้นำคนใหม และ
การนำเสนอนี้ได้ถูกใช้เป็นฉากเปิดเรื่องของภาพยนตร์แอนนิเมชั่นของ
ดิสนี่ย์ The Lion king เพลงประกอบภาพยนตร์โดยเอลตันจอห์นและทิม ไรซ์ Circleof Life ถ้อยคำนี้สามารถหมายถึงสิ่งที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับคุณพูดเกี่ยวกับฉากภาพยนตร์ไอคอนหรือการเเปลเพลงที่มีชื่อเสียงเล่นอยู่ระหว่างมัน
ภายในวัฒนธรรมสมัยนิยม “Lion King Lift” อ้างถึงการกระทำของการ
ยกสูงเด็กทารก สัตว์เลี้ยง หรือวัตถุ ภายในอากาศด้วยมือทั้งสอง มันได้
เลียนแบบฉากภาพยนตร์น่าทึ่ง ตรงที่ลิงแมนดริล ราฟิกิ นำเสนอเจ้าชาย
ซิมบ้าเกิดใหม่ต่ออาณาจักรสัตว์จากหน้าผาไพรด์ ร็อก มันได้ถูกใช้อย่าง
กว้างขวางเพื่อการแสดงเด็กทารกเกิดใหม่ต่อสมาชิกของครอบครัว หรือ
การฉลองช่วงเวลากีฬาเช่นนักกีฬายกถ้วยรางวัล กษัตริย์มูซาฟาและพระ
ราชินี ซาราบิ นำเสนออย่างภูมิใจ ลูกขายเกิดใหม่ของพวกเขา ซิมบ้า ต่อ
การรววมกันของสัตย์ภายในดินเเดนของฝูงสิงโต ลิงเเมนดริล ราฟิกิ ได้
แกะเปลือกทุบผลไท้ แล้วใช้นิ้วป้ายน้ำผลไม้บนหน้าผากซิมบ้าสาดทรายใส่เขา และยกเขาไปสู่อากศ ณ จุดสูงสุดของหน้าผา
เดวิด วอลเลซ ได้เขียนบทความ “Up Simba” ติดตามรอยการรณรงค์
ประธานาธิบดีของจอห์น แมคเคน เพื่อวารสารโรลลิ่ง สโตน การเปรียบ
เทียบ “Lifts” แสดงว่าทุกครั้งจอห์น แมคเคน ขึ้นรถโดยสารรณรงค์ของ
ของเขา และได้ตระเตรียมที่จะเผชิญหน้าฝูงชนที่กลุ้มรุม และกล้องถ่ายภาพทีวี ทีมกล้องถ่ายภาพของเขาและสื่อสารมวลชนได้ร้องตะโกนอย่าง
อย่างตื่นเต้น Up Simba พวกเขาใช้ถ้อยคำนี้อธิบาย การกระทำของการยกขึ้นแมคเคนต่อหน้าสาธารณะเหมือนผู้ช่วยให้รอด สะท้อนการนำเสนออย่างน่าทึ่งของซิมบาต่อมวลชน
ภายในวัฒนธรรมสมัยนิยม “Lion King Lift” อ้างถึงการกระทำของยกเด็กทารก สัตว์เลี้ยง หรือวัตถุ สูงภายในอากาศด้วยมือทั้งสอง นี่ได้เลียน
แบบฉากภาพยนตร์น่าทึ่ง ตรงที่ลิงแมนดริลฉลาด ราฟิกิ นำเสนอเจ้าชายซิมบ้าเกิดใหม่ต่ออาณาจักรสัตว์จากหน้าผาไพรด์ ร็อก มันได้ถูกใช้อย่างกว้างขวางเพื่อการแสดงเด็กทารกเกิดใหม่ต่อสมาชิกของครอบครัว หรือการฉลองช่วงเวลากีฬาเช่นนักกีฬายกถ้วยรางวัล กษัตริย์มูซาฟาและพระราชินี ซาราบิ นำเสนออย่างภูมิใจลูกขายเกิดใหม่ของพวกเขา ซิมบ้า ต่อการรววมกันของสัตว์ภายในดินเเดนของฝูงสิงโต ลิงเเมนดริล ราฟิกิได้แกะเปลือกทุบผลไท้ แล้วใช้นิ้วป้ายน้ำผลไม้บนหน้าผากซิมบ้า และสาดทรายใส่เขา และยกเขาไปสู่อากศ ณ จุดสูงสุดขอหน้าผา
Cr : รศ สมยศ นาวีการ





