INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ซีเรีย-ปาเลสไตน์ : จากแผ่นดินโบราณสู่สัญญาณแห่งวันสิ้นโลก (58)

1751271562779 edit 472228438216681 207x300 1

ซีเรีย-ปาเลสไตน์ : จากแผ่นดินโบราณสู่สัญญาณแห่งวันสิ้นโลก (58)

โดย อดุลย์ มานะจิตต์

ต่อ….

กบฏของพวกเขามีแต่จะเพิ่มมากขึ้นในที่สุดอัลลอฮ์ทรงยกเขาสู่สวรรค์

จากนั้นผู้คนจึงเริ่มออกตามหาเขา บางคนกล่าวอ้างว่าพวกเขาได้จัดการลงโทษเขาโดยการตรึงกางเขน และบางคนกล่าวว่าพวกเขาได้สังหารเขา และตรึงกางเขนเขา แต่ทั้งหมดล้วนไม่จริง อัลลอฮ์ย่อมไม่อนุญาตให้พวกเขามีอำนาจพอที่จะสังหารหรือตั้งขวางกั้นเป็นหรือลงโทษ อีซา แต่สิ่งที่ได้กล่าวไว้ในอัลกุรอาน อัลลอฮ์ทรงยกเขา พระองค์จึงมีวิวรณ์มายังญิบรีลให้ประทับลงแสงสว่าง วิทยญาณและความรู้อันทรงเกียรติครั้งนี้ให้กับซัมมอน บิน ฮามูน ผู้ซึ่งเป็นที่เรียกขานกันว่า ซอฟา อีซามอบพันธะกรรมของการเป็นคอลีฟะฮ์ของเขาให้กับ ซัมมอน เพื่อให้นำบรรดาผู้ศรัทธา(มุอ์มิน) จากนั้นซัมมอนจึงจัดการเผยแพร่พระดำรัสของอัลลอฮ์ด้วยการชี้นำอำนาจของอีซาให้กับชุมชนของเขา และคืนคนต่อสู้พวกที่เป็นผู้ปฏิเสธ ผู้ใดก็ตามที่เชื่อฟังเขาก็จะศรัทธาในฮิซาบว่าเป็นผู้ปฏิเสธ และไม่เชื่อฟังเขาก็กุมขมับเป็นกาฟิร จนกระทั่งอัลลอฮ์ยกซัมมอนกลับคืนสู่พระองค์

จากนั้นพระองค์จึงทรงส่งศาสนทูตมาอีกคนหนึ่ง ผู้เป็นทาสผู้ทรงคุณธรรมของพระองค์มาชี้นำผู้คน คือ ยะฮ์ยา บุตรของ ซะกะรียา เมื่อซัมมอนอำลาจากโลกนี้ไป ยูฮันนา บุตรของ สอด็อก ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์และปกครองเป็นเวลา 14 ปี กับอีกสิบเดือน เมื่อพระองค์ทรงครองราชย์ได้ครบ 14 ปี พวกยิวจึงได้ทำการสังหารมะซีฮะ บุตรของซะกะรียา เมื่อถึงเวลาที่ยะฮ์ยาจะถูกกระทำชะฮีดหรือชะฮีด อัลลอฮ์ทรงส่งวิวรณ์หนึ่งมายังเขาเพื่อให้มอบพันธะกรรมของซัมมอน และคำสั่งให้บรรดาสาวกและบรรดาสายของอีซาอยู่กับพวกเขา และเชื่อฟังปฏิบัติตามเขา พวกเขาก็ต่างก็กระทำตาม

ตามการเล่าขานที่เป็นจริงแท้มีกล่าวไว้ว่า อิมาม อัลฮะซัน กล่าวว่า อีซาขึ้นสู่สวรรค์ชั้นฟ้า ในคืนที่ 21 ของเดือนรอมะฎอน

มีการบันทึกไว้ในแหล่งที่น่าเชื่อถือได้จากอิมาม มุฮัมมัด อัลบาเกรว่า ในค่ำคืนที่อีซาถูกยกขึ้นสู่สวรรค์ชั้นฟ้า มีเลือดพุ่งขึ้นมาจากก้อนหินทุกๆ ก้อน ที่ถูกยกขึ้นมาจากพื้นดินจนกระทั่งถึงรุ่งเช้า สิ่งเดียวกันนี้เกิดขึ้นในวันที่อิมาม อะลี และอิมาม ฮุเซน เป็นชะฮีด

มีฮะดีษอีกบทหนึ่งที่น่าเชื่อถือและเป็นของจริงแท้ ซึ่งมีกล่าวไว้ว่า ศาสนทูตของพระเจ้ากล่าวว่า เมื่ออีซาถูกยกขึ้นสู่สวรรค์ ดวงตาของเขาได้มองเห็นคำเหล่านี้ เขียนอยู่บนมือและแขนทั้งสองข้างของเขา เมื่ออีซาได้อ่านบทวิงวอนนี้แล้ว อัลลอฮ์จึงทรงมีวิวรณ์มายังทวยเทพญิบรีลดังว่า “จงยกเขาขึ้นสู่สถานพำนักอันโอฬารของข้า และจงยกเขาขึ้นสู่สวรรค์” ศาสนทูตของพระเจ้ากล่าวว่า “โอ้บรรดาบุตรของ อับดุล มุฏฏะลิบ เอ๋ย จงวิงวอนต่อพระผู้อภิบาลของพวกเจ้าด้วยกับคำพูดเหล่านี้ ฉันขอสาบานต่อพระผู้อภิบาลองค์เดียวกัน ผู้ซึ่งทรงกุมชีวิตของฉันไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์ เมื่อใดก็ตามที่ผู้ใดวิงวอนต่ออัลลอฮ์ในคำเหล่านี้ด้วยกับเจตนาที่บริสุทธิ์และโดยไม่เห็นแก่ตน บัลลังก์อันศักดิ์สิทธิ์ของพระผู้อภิบาลจะเริ่มสั่นสะท้าน ดังนั้นอัลลอฮ์จึงทรงมีบัญชามายังมวลทวยเทพและแจ้งกับพวกเขาว่า “จงเป็นพยานให้ด้วยว่า ข้าตอบรับคำวิงวอนของข้าทาสของข้าคนนี้ อันเนื่องมาจากความจำเริญของคำเหล่านี้และได้ทำให้บรรดาความต้องการทั้งมวลของเขา ได้รับการตอบรับทั้งในโลกนี้และในภพหน้า

ตามการเล่าเรื่องที่แท้จริงมีว่า อิมาม ยะอ์ฟัร อัศศอดิก ได้เคยกล่าวไว้ว่า เมื่ออีซาขึ้นสู่สวรรค์ เขาสวมใส่เสื้อคลุมที่ทำด้วยขนสัตว์ ขนสัตว์นี้ได้ถูกปั่นขึ้นโดยพระนางมัรยัมและนางก็เป็นผู้ถักทอมันด้วยมือของนางเอง เมื่อขึ้นไปถึงสวรรค์ มีสุรเสียงหนึ่งมาว่า โอ้ อีซา เอ๋ย จงยกเลิกเครื่องแต่งกายทางโลกเสียเถิด”

มีการกล่าวถึงไว้ในวจนะที่น่าเชื่อถือได้ว่า อิมาม อัลริฎอ กล่าวว่า ยกเว้นในกรณีของการฆ่าสังหารอีซา หรือความตายของศาสนทูตคนใดหรือฮุจญะฮ์(ข้อพิสูจน์)นั้น ไม่ต้องตกอยู่ในความสงสัยต่อผู้คน ทั้งนี้เพราะเขาถูกยกขึ้นจากพื้นดินในขณะที่มีชีวิตอยู่ และวิญญาณของเขาถูกเอาคืนมาให้อยู่ระหว่างแผ่นดินกับสวรรค์ชั้นฟ้า เมื่อเขาไปถึงสวรรค์แล้ว วิญญาณของเขาจึงถูกส่งเข้าไปในร่างของเขาอีก ดังที่พระผู้อภิบาลทรงกล่าวว่า

โอ้ อีซา ข้ากำลังจะเว้นวรรคระยะเวลาของการอยู่(บนโลก)และทำให้เจ้าขึ้นมาสู่ข้า (2:54)

และพระองค์ทรงสาธยายกับอีซาว่า แต่เมื่อพระองค์ทรงทำให้ข้าพระองค์ต้องตาย พระองค์ทรงเป็นผู้เฝ้ามองเหนือพวกเขา (5:117)

ทั้งสองโองการนี้จึงเป็นข้อพิสูจน์ว่า อีซาถูกอัลลอฮ์ยกขึ้นสู่พระองค์

มีบันทึกไว้ในแหล่งที่น่าเชื่อถือได้ว่า อิมาม อัศศอดิก กล่าวว่า เมื่ออิมาม อัล มะฮ์ดีจะมาปรากฏตน จะมีทวยเทพจำนวน 9000 องค์ลงมา และจะมีทวยเทพเหล่านั้นจำนวน 313 องค์ที่ได้อยู่ร่วมกับอีซาเมื่อเขาถูกยกขึ้นสู่สวรรค์ มีเรื่องเล่าที่น่าเชื่อถือและเป็นของจริงแท้หลายเรื่อง ดังว่า อิมาม มุฮัมมัด อัล บาเกร และอิมาม อัศศอดิก กล่าวว่า ศอฮิบ อัล อัมร์(อิมามมะฮ์ดี) มีรูปลักษณะสี่ประการของบรรดาศาสนทูต ประการหนึ่งในนั้นเป็นของอีซา ผู้ซึ่งมีกล่าวไว้ดังว่า หากไม่ตายก็ถูกสังหาร ในขณะที่เขาไม่ตาย และก็ไม่ได้ถูกสังหาร ตามการรายงานไว้ในวจนะหนึ่งที่เชื่อถือได้กล่าวว่า อิมาม อัลริฎอ กล่าวไว้ว่า เมื่อพวกยิวตัดสินใจที่จะสังหารอีซา เขาได้กล่าวสาบานต่อความสัตย์จริงแห่งอะฮ์ลุลบัยต์ อัลลอฮ์จึงทรงปกป้องเขาให้ได้รับความปลอดภัยจากการถูกประหารชีวิตและทรงยกเขาขึ้นสู่สวรรค์

มีบันทึกไว้ในแหล่งที่น่าเชื่อถือได้ว่า อิมาม ยะอ์ฟัร อัศศอดิก กล่าวว่า ภายหลังอีซาจากไปแล้ว บรรดาผู้ปฏิบัติตามเขาได้แยกออกเป็น 72 นิกาย หนึ่งในนั้นจะได้รับความจรรโลงแต่ที่เหลืออีก 71 นิกาย ล้วนตกเป็นชาวนรก

ตามการรายงานวจนะที่น่าเชื่อถือได้อีกวจนะหนึ่งว่า อมีรุลมุอ์มินีน อะลี ได้เชิญบรรดาผู้นำทางศาสนาที่เป็นทั้งพวกคริสเตียนและชาวยิว และแจ้งกับพวกเขาให้ทราบว่า ฉันต้องการสอบถามท่านสักสิ่งหนึ่งซึ่งในเรื่องนี้ฉันมีความรู้มากกว่าพวกท่าน ดังนั้นจงอย่าได้ปิดบังความจริง และขอให้ตอบมาตามที่ถูกต้องเท่านั้น จากนั้นเขาจึงเชิญนักบวชชาวคริสเตียนคนนั้นมาและสอบถามว่า ฉันขอให้คำสาบานต่อพระผู้อภิบาล ผู้ทรงประทานคัมภีร์อินญีล(ไบเบิล) ลงมาให้กับอีซา พระองค์ทรงประทานพลังให้กับขาของ(อีซา) อีซารักษาคนตาบอดให้หาย และรักษาโรคเรื้อนด้วยมือของเขา เขาทำเป็นรูปนกขึ้นมาตัวหนึ่งจากดิน และจากนั้นจึงเป่าวิญญาณเข้าไปในมัน(และนกนั้นจึงมีชีวิตขึ้นและบินออกไป) เขาเคยบอกกับผู้คนว่า พวกเขาบริโภคอะไรและมีอะไรที่พวกเขาเก็บสะสมไว้ จงบอกฉันสิว่าชาวอิสราเอลได้แตกแยกกันออกเป็นกี่นิกายภายหลังจากที่อีซาจากไป เขากล่าวว่าไม่มีนิกายใดๆ เลยยกเว้นเพียงกลุ่มชนเดียวเท่านั้น อะลีจึงกล่าวแย้งว่า ท่านพูดปด ขอสาบานต่อพระผู้อภิบาล นอกจากพระองค์แล้วไม่มีพระเจ้าอื่นใด มีอยู่ด้วยกัน 72 นิกาย ในจำนวนนี้มีอยู่เพียงหนึ่งเดียวที่ได้รับความจรรโลง ที่เหลือทั้งหมดล้วนต้องลงสู่ขุมนรก ดังที่พระผู้ทรงเกรียงไกรตรัสว่า

“มีอยู่เพียงกลุ่มเดียวของพวกเขาที่ดำรงแนวทางของทางสายกลาง และ(สำหรับ)ส่วนมากของพวกเขานั้น ชั่วช้าแท้ๆ ที่พวกเขากระทำ”(5:66)

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *