ระเบียบดุลอำนาจใหม่ในอินโด-แปซิฟิกและยุโรป: การรับมือของเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และเยอรมนี ต่อแรงกดดันจากสหรัฐฯ

ระเบียบดุลอำนาจใหม่ในอินโด-แปซิฟิกและยุโรป: การรับมือของเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และเยอรมนี ต่อแรงกดดันจากสหรัฐฯ
รายงานวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์ด้านการต่างประเทศ ความมั่นคง และโอกาสการเจรจาสันติภาพบนคาบสมุทรเกาหลี
ศาสตราจารย์ พลโท ดร.สมชาย วิรุฬหผล
―――――――――――――――――――――――――――――――――――――――――――――――――――――――
- บทนำ: นโยบาย America First และความท้าทายของพันธมิตร
ความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลกในปัจจุบันถูกเร่งปฏิกิริยาอย่างมีนัยสำคัญโดยการดำเนินนโยบายการต่างประเทศและความมั่นคงของรัฐบาลดอนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ซึ่งยึดหลักการ “America First” เป็นแกนกลาง แรงกดดันระลอกใหม่นี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศพันธมิตรหลักของสหรัฐฯ ทั้งในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกและยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และเยอรมนี
แม้ทั้งสามประเทศจะจัดเป็นพันธมิตรแนบแน่นทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ แต่บริบททางความมั่นคง ข้อจำกัดทางกฎหมาย และภัยคุกคามเฉพาะหน้า ทำให้แต่ละประเทศมีรูปแบบการปรับตัว ท่าที และยุทธศาสตร์การลดหรือปรับเปลี่ยนรูปแบบการพึ่งพิงสหรัฐฯ ที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
- ท่าทีของเกาหลีใต้: การประนีประนอม นโยบายผู้คุมจังหวะ และความสัมพันธ์กับจีน
เกาหลีใต้ภายใต้การนำของรัฐบาลประธานาธิบดีอี แจ-มยอง (Lee Jae-myung) ต้องเผชิญกับภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก จากแรงกดดันสองทาง ทั้งมิติเศรษฐกิจการค้าและการทหารความมั่นคง:
การรับมือแรงกดดันทางการค้าและการทหาร: เกาหลีใต้เลือกใช้ยุทธศาสตร์การยอมรับเงื่อนไขและประนีประนอมในประเด็นการค้าและการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภาษี เพื่อป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งลุกลามจนกระทบความมั่นคงในภาพรวม ขณะเดียวกันก็ขานรับการปรับลดขนาดการซ้อมรบร่วม (เช่น Ulchi Freedom Shield) เพื่อสอดรับกับแนวทางของทรัมป์
บทบาทผู้คุมจังหวะสันติภาพ (Pacemaker Strategy): รัฐบาลโซลวางบทบาทตนเองเป็น “Pacemaker” (ผู้คุมจังหวะ) อำนวยความสะดวกและสร้างบรรยากาศทางการทูต เพื่อส่งเสริมให้ทรัมป์สวมบทบาท “Peacemaker” ในการเจรจาโดยตรงกับ คิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ
การเพิ่มศักยภาพพึ่งพาตนเอง: เพื่อดึงดุลอำนาจกลับมา เกาหลีใต้เร่งผลักดันการขอคืนอำนาจควบคุมการปฏิบัติการยามสงคราม (OPCON Transfer) และขยายโครงการเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ของตนเอง
สัญญาณทางการทูตจากการเยือนของ รมต.ต่างประเทศจีน (หวัง อี้)
การเยือนเกาหลีโต้อย่างเป็นทางการของ หวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางการทูต โดยจีนได้ส่งสัญญาณยุทธศาสตร์ 3 ประการหลัก:
1) หนุนกระบวนการสันติภาพหลายฝ่าย: จีนตอบรับข้อเสนอการเจรจาหลายฝ่ายเพื่อยุติสงครามเกาหลีอย่างเป็นทางการ เพื่อแสดงจุดยืนว่าจีนคือผู้เล่นหลัก (Key Stakeholder) ที่จะไม่ยอมถูกตัดออกจากสมการความมั่นคง
2) รุกทางการทูตช่วงพันธมิตรสหรัฐฯ ระส่าระสาย: ในขณะที่สัมพันธ์สหรัฐฯ-เกาหลีใต้มีความตึงเครียดจากเรื่องค่าใช้จ่ายทหารและภาษี จีนเร่งวางตัวเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่คาดเดาได้ พร้อมกระชับห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี (เซมิคอนดักเตอร์)
3) เตรียมการทูตระดับผู้นำ: ปูทางรองรับการประชุมสุดยอดผู้นำ APEC ณ เมืองเซินเจิ้น เพื่อตอกย้ำการรีเซ็ตความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างปักกิ่งและโซล
| วิเคราะห์โอกาสการเจรจาสันติภาพกับเกาหลีเหนือ • ปัจจัยหนุน: ความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างทรัมป์และคิม จองอึน เปิดโอกาสให้เกิดข้อตกลงจำกัดความเสี่ยง (Risk Reduction Deal) หรือการแช่แข็งโครงการนิวเคลียร์ (Nuclear Freeze) • อุปสรรคสำคัญ: เกาหลีเหนือปฏิเสธเงื่อนไขการปลดนิวเคลียร์ (Denuclearization) โดยสิ้นเชิง และได้กระชับพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ เทคโนโลยี และเศรษฐกิจกับรัสเซีย ทำให้เกาหลีเหนือลดความพึ่งพาการทูตฝั่งตะวันตก |
- เปรียบเทียบเชิงยุทธศาสตร์: ท่าทีของญี่ปุ่นและเยอรมนี
คำถามสำคัญคือ ญี่ปุ่นและเยอรมนีจะมีท่าทีในการลดการพึ่งพิงสหรัฐฯ ในรูปแบบเดียวกับเกาหลีใต้หรือไม่? คำตอบคือ ทั้งสองประเทศมุ่งเพิ่มการพึ่งพาตนเองเหมือนกัน แต่มีวัตถุประสงค์และกลยุทธ์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง:
ญี่ปุ่น: ยิ่งพึ่งตนเอง ยิ่งรั้งสหรัฐฯ ให้อยู่ต่อ
ญี่ปุ่นมองว่าไม่สามารถแยกตัวจากร่มเงาความมั่นคงของสหรัฐฯ ได้ เนื่องจากภัยคุกคามรอบทิศทาง (จีน รัสเซีย เกาหลีเหนือ) ญี่ปุ่นจึงเลือกตอบสนองแรงกดดันด้วยการขยายงบประมาณกลาโหมแตะ 2% ของ GDP และเพิ่มขีดความสามารถการโจมตีตอบโต้ (Counterstrike capabilities) การเสริมกำลังทหารของญี่ปุ่นไม่ได้ทำเพื่อถอยห่างจากสหรัฐฯ แต่ทำเพื่อยึดเหนี่ยวให้สหรัฐฯ ยังคงปักหลักในอินโด-แปซิฟิกต่อไป
เยอรมนี: การสร้างเอกภาพยุโรปเพื่อลดการพึ่งพิงเชิงโครงสร้าง
เยอรมนีมุ่งเป้าไปที่การสร้าง “ความยึดหยุ่นทางยุทธศาสตร์ของยุโรป” (European Strategic Autonomy) ผ่านนโยบาย Zeitenwende โดยตั้งงบกลาโหมถาวรตามเป้า NATO 2% และส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในกลุ่ม EU เพื่อลดการนำเข้าอาวุธจากสหรัฐฯ ในระยะยาว
ตารางเปรียบเทียบยุทธศาสตร์การปรับตัวของ 3 ประเทศพันธมิตรสหรัฐฯ
| ประเทศ | ระดับการลดการพึ่งพา | ยุทธศาสตร์หลักในการรับมือ | ความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างกับสหรัฐฯ |
| เกาหลีใต้ | สูง (ในมิติการเมืองเฉพาะหน้า) | บาลานซ์การทูตระหว่าง สหรัฐฯ-จีน-เกาหลีเหนือ และขอคืนอำนาจคุมทหาร (OPCON) | เน้นความยืดหยุ่นทางการทูต และเน้นรับมือภัยคุกคามเฉพาะหน้า |
| ญี่ปุ่น | ปานกลาง – ต่ำ | เร่งเพิ่มงบการทหาร และสร้างเครือข่ายความมั่นคงทวิภาคี (RAA) กับนานาชาติ | เสริมความแข็งแกร่งของตนเองเพื่อยึดเหนี่ยวสหรัฐฯ ให้อยู่ในภูมิภาค |
| เยอรมนี | สูง (เชิงโครงสร้างระยะยาว) | ผลักดันความมั่นคงร่วมยุโรป (EU Strategic Autonomy) และขยายบทบาทในอินโด-แปซิฟิก | มุ่งสร้างความเข้มแข็งของบล็อกยุโรปเพื่อลดการพึ่งพาอำนาจเดี่ยว |
- บทสรุปและแนวโน้มอนาคต
การเปลี่ยนแปลงนโยบายความมั่นคงของสหรัฐฯ กำลังผลักดันให้ระเบียบโลกเข้าสู่ยุค Multipolarity หรือหลายขั้วอำนาจอย่างเร่งด่วน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และเยอรมนี แม้จะดำเนินตามรอยทางของการ “พึ่งตนเองทางทหาร” เพิ่มขึ้นเหมือนกัน แต่ต่างก็มีสถาปัตยกรรมยุทธศาสตร์ที่ตอบโจทย์ผลประโยชน์แห่งชาติของตนเอง:
- เกาหลีใต้ ใช้การทูตรอบทิศทางแบบยืดหยุ่นเพื่อรักษาเสถียรภาพชายแดนและดุลอำนาจเศรษฐกิจ
• ญี่ปุ่น ใช้ความเข้มแข็งทางทหารเป็นกาวประสานรั้งสหรัฐฯ และสร้างเครือข่ายความมั่นคงเสริมในการขยายบทบาทและอิทธิพลในภูมิภาค
• เยอรมนี มุ่งสร้างเสาหลักความมั่นคงยุโรปเพื่อลดการพึ่งพิงมหาอำนาจภายนอก
ในท้ายที่สุด โอกาสในการสร้างสันติภาพบนคาบสมุทรเกาหลีและเสถียรภาพในภูมิภาคจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับท่าทีของสหรัฐฯ แต่เพียงผู้เดียวอีกต่อไป หากแต่ขึ้นอยู่กับความสามารถของประเทศพันธมิตรเหล่านี้ในการประสานยุทธศาสตร์พึ่งพาตนเองควบคู่ไปกับการบริหารดุลอำนาจกับมหาอำนาจอย่างจีนและรัสเซียได้อย่างมีประสิทธิภาพ







