เราจะมีพลาสติคมากกว่าปลาภายในมหาสมุทรของโลก

เราจะมีพลาสติคมากกว่าปลาภายในมหาสมุทรของโลก
ด้วยคำนำของพอล พอลแมน ซีอีโอ ของยูนิลีเวอร์ ภายในหนังสือ Frugal Innovation : How to Do More with Less โดยนาวี ราดจู
นวัตกรรมแบบประหยัดเป็นวิถีทางอย่างหนึ่งที่บริษัทสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง และสร้างคุณค่ามากขึ้นด้วยทรัพยากรที่จำกัด ภายในสิ่งแวดล้อมที่จำกัดต้นทุนของวันนี้ บริษัทภายในเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้ว กำลังแสวงหาเส้นทางใหม่ไปสู่ความสำเร็จของธุรกิจระยะยาว ในขณะที่ดึงดูดต่อลูกค้าตระหนักทางต้นทุนและสิ่งแวดล้อมด้วย ตลาดโลกล้านล้านเหรียญเพื่อผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนและด้วยความประหยัดต้นทุนอย่างมากมายที่จะใช้นวัตกรรมแบบประหยัดเป็นธุรกิจปฏิรูป และสร้างการคิดทางการบริหารใหม่
หนังสือต้นแบบเล่มนี้ Frugal Innovation ได้ให้ภาพรวมของหลักการ มุมมอง และเทคนิค เบื้องหลังนวัตกรรมแบบประหยัด การเชื่อมโยงกัยแนวคิดธุรกิจสมัยใหม่ที่สำคัญ
พอล พอลแมน ซีอีโอที่ไม่ไร้สาระของยูนิลีเวอร์ เป็นผู้นำธุรกิจที่เชื่อมั่นอย่างเข้มแข็งว่าความขาดแคลนทรัพยากรสามารถเป็นตัวเร่งเพื่อนวัตกรรมที่ลึกซึ้ง
เขารับรู้ว่า ณ อัตราการบริโภคของเราในขณะนี้ภายใน ค.ศ 2030 เราต้องการโลกสองใบจัดหาทรัพยากรที่เราต้องการและรับเอาของเสียของเรา
ดังที่ บัน คีมูน อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวว่า การบริโภคทรัพยากรธรรมชาติในขณะนี้และการใช้ที่ผิด โลกของเราไม่สามารถยั่งยืนได้
เราอาจจะมีแผนที่สอง แต่เราไม่มีโลกใบที่สอง ผมเชื่อมั่นว่าบุคคลวัยหนุ่มสาวสามารถและสร้างความแตกต่างภายในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ ด้วยการทุ่มเท ความลุ่มหลง และการทำงานเป็นทีม เราจะสร้างความแตกต่างที่โดดเด่น จงรักษาโลกใบที่หนึ่งไว้ เรากำลังใช้ทรัพยากรราวกับว่าเรามีโลกสองใบ ไม่ใช่ใบเดียว
พอล พอลแมน เป็นนักธุรกิจชาวดัทช์ เขาเคยป็นประธานบริษัทยุโรปตะวันตก
ของพรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิ้ล ก่อนหน้านี้ ตั้งแต่ ค.ศ 2009 ถึง 2019 และเขาได้ทำงานภายในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์บริโภคเกือบสี่ทศวรรษ
เขาเป็นซีอีโอของยูนีลิเวอร์ ตรงที่เขาได้แสดงว่าโมเดลผู้มีส่วนได้เสียหลายคนระยะยาวไปด้วยกันกับผลการดำเนินงานทางการเงินที่ดี เขาได้บริหารอาณาจักรของสบู่และมายองเนส ในขณะนี้เขาต้องการคิดค้นใหม่ระบบทุนนิยม พอล พอลเเมน ได้เปิดเผยการริเริ่มที่สำคัญอย่างแรกของเขานับตั้งก้าวลงจากซีอีโอของยูนิลีเวอร์ เขาได้สร้างองค์การใหม่ชื่อ อิเมจิน ช่วยธุรกิจกำจัดความยากจนและความไม่เสมอภาค
ภายใต้ความเป็นผู้นำของเขา ณ ยูนิลีเวอร์ พอล พอลแมน ได้สร้างการเจริญเติบโตของกำไรนำหน้าตลาดอย่างสม่ำเสมอ จุดมุ่งของเขาอยู่บนการบุกเบิกโมเดลใหม่ของการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนที่ตอบสนองความต้องการของ
ผู้มีส่วนได้เสียหลายคนของพวกเขา และสร้างผลตอบแทนที่ดีเยี่ยมแก่ผู้ถือหุ้นของพวกเขา
พอล พอลแมน มีวิสัยทัศน์ที่กล้าหาญเเยกการเจริญเติบโตของบริษัทจากรอยเท้าทางสิ่งแวดล้อม และเพิ่มผลกระทบทางสังคมเป็นบวกผ่านทางแผนการมีชีวิตอยู่อย่างยั่งยืนของยูนิลีเวอร์ เขาได้แสวงหาความร่วมมือกับบริษัทอื่นที่จะดำเนินการกลยุทธ์ธุรกิจอย่างยั่งยืน เขาได้มีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิดภายในการอภิปรายการกระทำแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ
พอล พอลแมน ยังคงมองภาคธุรกิจเป็นเครื่องยนต์สำคัญเพื่อการเปลี่ยนแปลง บางสิ่งบางอย่างที่รับเอาไว้ ด้วยเวลาของเขา ณ บนสุดของ
ยูนิลิเวอร์ ในฐานะของซีอีโอ เขาได้นำทางบริษัทที่จะติดตั้งห้องสุขาที่สะอาดทั่วทั้งทวีปอัฟริกาผ่านทางตราสินค้าโดเมสทอสของพวกเขา ในขณะที่เขาได้กระตุ้นเด็กนักเรียนเอเชียนล้างมือขอวพวกเขาโดยใช้สบู่ไลฟ์บอย เป็นส่วนหนึ่งของแรงขับเคลื่อนที่จะลดการแพร่กระจายของเชื้อโรค
ประธานกรรมการของยูนิลีเวอร์ ได้กล่าวว่า พอล พอลแมน เป็นผู้นำธุรกิจที่พิเศษ เขาได้ปฏิรูปยูนิลีเวอร์ การทำให้เป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ที่สุดภายในอุตสาหกรรม และเป็นบริษัทที่ชื่นชอบมากที่สุด บทบาทของเขาได้ช่วยระบุยุคใหม่ของทุนนิยมที่รับผิดชอบ การรวมเอาไว้ภายในแผนการมีชืวิตอยู่อย่างยั่งยืนของยูนิลีเวอร์ การทำให้เขาเป็นผู้นำธุรกิจมีสายตาไกลที่สุดคนหนึ่งภายในยุค
ของเขา ความเป็นผู้นำที่เข้มแข็งของเขาถูกขับเคลื่อนด้วยความรู้สึกอย่าง
ลึกซึ้งของความมุ่งหมาย ดังที่พอล พอลแมน ได้กล่าวว่า มันเป็นคุณลักษณะสำคัญที่สุดของผู้นำ ผมเชื่อมั่นอย่างลุ่มหลงว่าคุณลักษณะสำคัญที่สุดอย่างเดียวของผู้นำคือ การขับเคลื่อนด้วยความรู้สึกอย่างลึกซึ้งของความมุ่งหมาย
ณ เวลาหนึ่ง ยูนิลีเวอร์มีบุคคลมากกว่า 155,000 คนทั่วโลก และรายได้ต่อปีมากกว่า 51 พันล้านเหรียญ แต่การสร้่างความรู้สึกของความมุ่งหมายเป็น
ความสำคัญสูงสุด พอล พอลแมน ซีอีโอ กล่าวว่า อำนาจอยู่ภายในมือของลูกค้า
ลูกค้าจะไม่ยอมทนต่อไปอีกแล้วต่อธุรกิจที่ปฏิบัติภายในวิถีทางที่ไม่ยุติธรรม
ระบบการเมืองเเละเศรษฐกิจกำลังล้มเหลว และทุนนิยมต้องกำหนดกรอบใหม่ที่จะทำงานเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม หลายบริษัทได้เจริญเติบโตด้วยความสูญเสียของสังคมและธรรมชาติ และในขณะนี้ธุรกิจต้องเรียนรู้ที่จะบรรลุความสำเร็จในขณะที่มีส่วนช่วยต่อสังคม และสนับสนุนระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ
เราต้องไม่ชนะจากความสูญเสียของบุคคลอื่นเพื่อความสำเร็จ ชนะอย่างเดียว
ไม่เพียงพอ มันเกี่ยวกับชนะด้วยความมุ่งหมาย
ผู้นำที่บรรลุความสำเร็จมีอิทธิพลเพราะว่าพวกเขาเชื่อถือได้และซื่อสัตย์ต่อตัวพวกเขาเอง พวกเขาถูกนำทางโดยค่านิยมส่วนบุคคลของพวกเขา และซื่อสัตย์ต่อหลักการเหล่านี้ พอล พอลแมน เชื่อว่าความเชื่อถือได้ช่วยผู้นำสร้างความสัมพันธ์ที่มีคุณค่า มันทำให้บุคคลอื่นยกกำแพงลงและซื่ิอสัตย์ต่อตัวพวกเขาเองด้วย การสร้างความผูกพันอย่างเข้มแข็ง
เมื่อพอล พอลแมน ได้มาถึงโต๊ะอาหารเย็น ณ โรงแรมทัชมาฮัล มุมไบ เมื่อ ค.ศ 2008 กลุ่มของเขาได้เริ่มต้นอาหารเย็น แต่เมื่อโรงแรมได้ถูกโจมตีจาก
ผู้ก่อการร้าย บุคคลได้บอกว่า ทางออกได้ถูกปิดล้อมโดยผู้ก่อการร้าย การทำให้พวกเขาติดอยู่ตลอดคืน
ไม่น่าจะคาดคะเนได้ว่ามันกลายเป็นสิ่งที่เขาเรียกว่า “ช่วงเวลาทดสอบที่หนักมาก” ภายในชีวิตของเขา ผู้ก่อการร้ายได้โจมตีโรงแรม และเขาและทีมของเขาถูกติดอยู่หลายชั่วโมง พวกเขาถูกบอกให้นอนราบบนพื้นหลีกเลี่ยงสูดควัน
ที่เต็มอยู่ภายในห้อง จนกระทั่งพวกเขาได้ถูกช่วยชีวิตโดยตำรวจภายในตอนเช้า บุคคลเสียชีวิต 172 คนจากการโจมตีทั่วเมือง คืนแห่งความตายและความสูญเสีย และทิ้งรอยแผลใจจำนวนมาก
พอล พอลแมน ได้สะท้อนบนช่วงเวลานั้น ระหว่างชีวิตของเรา เรามีช่วงเวลาทดสอบอย่างหนักเหล่านี้ มันอาจจะเป็นการเสียชีวิตภายในครอบครัว หรืือ
โศกนาฏกรรมรายรอบเรา เราได้พบตัวเราเองภายในโรงแรมทัชมาฮัลคืนนั้น ขอบคุณพระเจ้าที่ภรรยาของผมอยู่บ้านกับลูกของเรา และผมอยู่ที่นี่ และจากนั้นผมได้ค้นพบภายหลังเราได้ออกมา ไม่เพียงแต่เราโชคดีเท่านั้น แต่เราได้ค้นพบเหนือสิ่งอื่นใดความดีของบุคคล ผมได้พบบุคคลหลายคนที่แสดงคุณสมบัติอย่างเหมาะสมภายในมนุษยธรรมคืนนั้น
หลายเดือนต่อมา พอล พอลแมนและกรรมการบริษัทของยูนิลีเวอร์ได้กลับไปขอบคุณบุคคลของโรงแรมต่อการช่วยชีวิตพวกเขา พวกเขาได้เลี้ยงอาหารเย็นสามทุ่มครึ่ง เวลาที่ถูกโจมตี แต่มันไม่ได้เป็นอาหารเย็นธรรมดา เราได้บริการบุคคลของโรงแรม เราไม่ได้เปิดเผยมาก่อน เราได้สร้างเพื่อนระหว่างกันหลายคนกับบุคคลของโรงแรม และเราได้มีชีวิตอยู่จนวันนี้
ประสบการณ์ทำให้ พอล พอลเเมนรับรู้ว่าการเชื่อมโยงที่ลึกซึ้งระหว่างความยากจนและความรุนแรง สิ่งที่เราได้รับรู้คือ ความรุนแรงมากมายภายในโลกถูกขับเคลื่อนโดยความยากจนและโดยการกีดกันออกไป ความคลั่งศาสนายึดและสร้างความรุนเเรงเหล่านี้ เราไม่ควรจะยอมแพ้ และช่วยผมเมื่อเราทำแผนมีชีวิตอยู่อย่างยั่งยืนของยูนิลีเวอร์ หลายบริษัทเหลือเกินด้วยความมุ่งหมายอยู่บนด้านของสิ่งแวดล้อมที่ระบุไว้แคบมากเป็นต้นไม้และน้ำ และการรักษา เราต้องต่อสู้เพื่อการแก้ปัญหาของความยากจนเหล่านี้ อยู่ที่รากเหง้าของความรุนแรงและถ้าเราไม่เข้าใจมิติของมนุษย์นั้น และวิกฤติที่เราเผชิญเป็นมนุษยธรรมมากกว่าสิ่งอื่นใด เราไม่สามารถแก้ปัญหามันได้อย่างแท้จริง

วันนี้ยูนิลีเวอร์ ได้ผูกพันที่จะรับรองว่าบรรจุภัณฑ์พลาสติตทุกอย่างของบริษัทได้ถูกรีไซเคิลภายในค.ศ 2025 ดังที่พวกเขาได้เรียกร้องอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์บริโภคเร่งความก้าวหน้าไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน
ตามมูลนิธิเอลเลน แมคอาร์เธอร์ เพียงแค่ 14% ของบรรจุภัณฑ์พลาสติคเท่านั้นที่ใช้ทั่วโลกได้เข้าไปสู่โรงงานรีไซเคิล ในขณะที่ 40% จบลงภายในการฝังดิน และส่วนที่เหลือภายในระบบนิเวศ เมื่อ ค.ศ 2050 มันได้ถูกประมาณว่าเราจะมีพลาสติคมากกว่าปลาภายในมหาสมุทรของโลก
การเริ่มต้นด้วยการประมาณว่าพลาสติค 150 ล้านตันเป็นมลพิษอยู่แล้วภายในมหาสมุทรของโลก และการรั่วไหลได้เพิ่มอย่างน้อยที่สุด 9.1 ล้านตันต่อปี ตัวเลขที่กล่าวถึงการเจริญเติบโต 5% ต่อปี รายงานของแมคอาร์เธอร์
ได้คำนวณเราจะมี 850 – 950 ล้านตันของพลาสติคมหาสมุทรเมื่อ ค.ศ 2050
เปรียบเทียบกับสต็อคของปลารวม 812 – 899 ล้านตัน
ส่วนหนึ่งของเหตุผลนี้คือการใช้พลาสติคเพิ่มสูงขึ้น 20 เท่าภายใน 50 ปีที่แล้ว และมันได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่เราไม่ได้ใช้ซ้ำพลาสติคมากเท่าที่เราสามารถ การทำให้มันเข้าไปสู่การฝังกลบที่ได้สร้่างมลภาวะแก่มหาสมุทร รายงานได้ช่วยคำนวณ
พลาสติคมากเท่าไร มันเท่ากับการทิ้งขยะของรถบันทุกหนึ่งคันลงสู่มหาสมุทร
ทุกนาที แต่เราสามารถป้องกันพลาสติคเหล่านี้จากการเข้าไปสู่มหาสมุทร
เช่น บรรจุภัณฑ์พลาสติต 14% เท่านั้นที่รีไซเคิล และมันเป็นแห่ลงใหญ่ที่สุดของมลภาวะพลาสติคภายในมหาสมุทร ถ้าเราใช้ซ้ำบรรจุภัณฑ์พลาสติคมากขึ้น และทำให้มันกลายเป็นผลิตภัณฑ์พลาสติคอื่น เราสามารถลดจำนวนอย่างสำคัญที่ลงไปสู่มหาสมุทร
ผลกระทบทางลบเหล่านี้เป็นแหล่งของความห่วงใยต่อธุรกิจและรัฐบาล พวกเขาได้รับรู้ความต้องการที่จะคิดใหม่ระบบพลาสติคของโลก
ในขณะที่ผู้นำเศรษฐกิจหมุนเวียน วิลเลียม แมคโดโน กล่าวว่า การออกแบบใหม่แหล่งกำเนิดสู่แหล่งกำเนิดของบรรจุภัณฑ์เป็นความท้าทายการออกแบบของโลกที่ยิ่งใหญ่ของยุคเรา ทำนองเดียวกับการเพิ่มขนาดของพลังงานหมุนเวียนที่จะจัดการการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ
พอล พอลแมน ซีอีโอของยูนิลีเวอร์ กล่าวว่า บรรจุภัณฑ์พลาสติคของเรามีบทบาทที่สำคัญภายในการสร้างความดึงดูดของผลิตภัณฑ์ของเรา ความพอใจ และความชอบของลูกค้าของเรา ดังนั้นมันชัดเจนว่าถ้าเราต้องการได้ประโยชน์จากวัสดุเอนกประสงค์นี้ เราต้องทำมากขึ้นในฐานะอุตสาหกรรม
ที่จะช่วยรับรองว่ามันถูกจัดการอย่างมีประสิทธิภาพและรับผิดชอบภายหลัง
ที่ลูกค้าใช้แแล้ว
เพื่อที่จะจัดการความท้าทายพลาสติคภายในมหาสมุทร เราต้องค้นหาข้อแก้ปัญหาอย่างมีระบบ การหลุดพลาสติตเข้าไปสู่ทางน้ำของเราภายในตอนแรก
เราหวังว่าความผูกพันเหล่านี้จะกระตุ้นบุคคลอื่นภายในอุตสาหกรรมสร้างความก้าวหน้าร่วมกัน ไปสู่การรับรองว่าบรรจุภัณฑพลาสติคทุกอย่างของเราได้ถูกรีไซเคิล
เราต้องทำงานภายในการเป็นหุ้นส่วนกับรัฐบาลและผู้มีส่วนได้เสียอื่นสนับสนุนการพัฒนาและการขยายขนาดของการร่วมกันและการแปรสภาพใหม่ของโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อการเปลี่ยนแปลงไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน
ในที่สุดเราต้องการบรรจุภัณ์พลาสติคของอุตสาหกรรมทั้งหมดรีไซเคิล
เอลเลน แมคอาร์เธอร์ กล่าวว่า ด้วยความผูกพันต่อเป้าหมายเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ทะเยอทะยานเพื่อบรรจุภัณฑ์พลาสติค ยูนิลีเวอร์กำลังมีส่วนช่วยต่อการเปลี่ยนแปลงระบบที่มองเห็นได้ และการส่งสัญญานที่เข้มแข็งต่ออุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์บริโภคที่ขายได้เร็ว การรวมกันของมาตรการต้นน้ำ
บนการออกแบบและวัสดุกับกลยุทธ์ภายหลังการใช้ แสดงวิถีทางที่ต้องการ
ทำให้เศรษฐกิจพลาสติคใหม่กลายเป็นความจริง

พอล พอลแมน ซีอีโอของยูนิลีเวอร์ ได้รับรู้การเคลื่อนไหวยึดครองวอลล์
สตรีท – ออคคิว พาย วอลล์ สตรีท การประท้วงความไม่เสมอภาคทางเศรษฐกิจที่เริ่มต้นภายในสวนซุคคอตติ ย่านการเงินวอลล์ สตรีท ของนิวยอร์ค
เมื่อ ค.ศ 2011 มันได้สร้่างการลุกขึ้นมาของการเคลื่อนไหวที่กว้างขึ้นภายในอเมริกาและประทศอื่น คำขวัญของโอดับบลิวเอสคือ เราเป็น 99% อ้างถึงความไม่เสมอภาคทางรายได้และความมั่งคั่งภายในอเมริการะหว่างร่ำรวยที่สุด 1% และส่วนที่เหลือของประชาชน
กลุ่มต่อต้านคอมมิวนิสต์และสนับสนุนสิ่งแวดล้อมคานาดา แอดบีสเตอร์ส ริเริ่มการเรียกร้องเพื่อการประท้วง ความคิดต้นกำเนิดของการยึดครองวอลล์ สตรีท ได้ถูกสร้างโดยการโทรศัพท์ระหว่างแคลลี ลาสน์ ผู้ด่อตั้งแอดบึสเตอรส์ และไมคาห์ ไวท์ บรรณาธิการวารสาร พวกเขาเเละทีมแอดบีสเตอร์ ได้ออกแบบการประท้วง เรียกชื่อการประท้วง และสรุปยุทธวิธี พวกเขาได้ทวีต โอดับบลิวเอส ความคิดของโอดับบลิวเอสได้ถูกใช้โดยนักเคลื่อนไหวประมาณ 200 คนภายในนิวยอร์ค จากนั้นพวกเขาได้จัดตั้งโอดับบลิวเอสเพื่อวันแรกของการประท้วง
พวกเขาได้รับแรงบันดาลใจจากขบวนการอาหรับ สปริงโดยเฉพาะการประท้วงที่จัตุรัสตอรีร์ ไคโร จุดเริ่มต้นของการปฏิวัติอียิปจ์ โอดับบลิวเอสได้ยกประเด็นที่สำคัญคือ ความไม่เสมอภาคทางรายได้ ความละโมภ การคอรัปชั่น และอิทธิพลเกินควรของบริษัทต่อรัฐบาล การแสดงความไม่เสมอภาคภายในสังคม การเตือนว่านี่เป็นเพียงแค่ปลายของภูเขาน้ำแข็ง และบริษัทที่ล้มเหลวตอบสนองต่อความท้าทายทางสังคมและสิ่งแวดล้อมของยุคของเรา อยู่ ณ ความเสี่ยงภัยของการขับออกไปจากธุรกิจ ออคคิวพาย วอลล์สตรีท ได้ส่งสัญญานชัดเจนมาก พอล พอลแมน กล่าว ถ้าเรามองดูห้าหรือสิบปีที่เป็นงานของผม อำนาจอยู่ภายในมือของลูกค้า และพวกเขาจะไม่รู้สึกว่าเรามีความชอบธรรม ถ้าพวกเขาเชื่อว่าระบบไม่ยุติธรรม บริษัทที่ไม่บรรลุมาตรฐานของพฤติกรรมที่ยอมรับต่อลูกค้าจะถูกเลือกออกไป
ผมไม่ได้สนับสนุนคอมมิวนิสต์ หรือพยายยามทำให้โลกเป็นคิบบุตซ์ : ชุมชนเกษตรกรรม บางครั้งบุคคลบางคนกล่าวหาผมเป็นสังคมนิยม แต่ผมเป็นทุนนิยม ทุนนิยมอยู่ถายในวิกฤติและความยึดเหนี่ยวของสังคมเป็นความท้าทายยิ่งใหญ่ที่สุด แต่ขบวนการออคคิวพาย วอลล์สตรีท แสดงความคับข้องใจที่ไม่มีข้อแก้ปัญหา แต่เราต้องรับเอาสัญญานอย่างจริงจัง เราไม่สามารถวิ่งหนีจากมันได้
พอล พอลแมน อาจจะถูกกล่าวหาของการกัดมืือที่เลี้ยงดูเขา ซีอีโอของยักษ์ใหญ่ผลิตภัณฑ์บริโภค ยูนิลีเวอร์ กำลังเรียกชื่อข้อคิดเห็นของเขาว่าทุนนิยมสมัยใหม่ โดยการยกเลิกรายงานกำไรไตรมาส การตัดกองทุนจากฐานนักลงทุน และการปฏิบัติต่อผู้ปลูกชารายเล็กหลายพันคน ด้วยการมองเป็น
ผู้ถือหุ้นเหมือนกัน พอล พอลแมน ยืนยันว่าเขาไม่เป็นนักปฏิรูป แต่เขาต้องการรักษาแนวคิดของคุณค่ายั่งยืนระยาว

วิสัยทัศน์เพื่อบริษัทผลิตภัณฑ์บริโภคของพอล พอลแมน ซีอีโอของ
ยูนิลีัเวอร์ ได้มองเห็นการลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม และเพิ่มการมีส่วนช่วยที่มีประโยชน์ต่อชุมชนอย่างรวดเร็ว และการเจริญเติบโตของกำไรด้วย เขาได้กล่าวว่ามันสำคัญต่อบริษัทที่จะแบกความรับผิดชอบเหล่านี้ ถ้าพวกเขาต้องการเดินทางไกล คำถามคือบริษัทที่มุ่งกำไรมักจะมองเป็นการแลกกันระหว่างการแสวงหากำไรและความรับผิดชอบทางสังคม มิลตัน ฟรีดแมน ได้ยืนหยัดอย่างเข้มแข็งว่าบริษัทควรจะคิดลำดับแรกและสำคัญที่สุดเกี่ยวกับกำไรภายในบทความ 1970 ด้วยชื่อที่อธิบายตัวเอง The Social Responsibility of Business is to Increase Its Profits
พอล พอลแมน เน้นย้ำวิถีทางของเขาแสดงวิถีทางใหม่ของการทำธุรกิจ คำปราศรัยของเขามักจะทำให้เขาไร้เสียงคล่ายกับนักธุรกิจ แต่คล้ายมากขึ้นกับโบโน นักร้องวงดนตรีร็อคยูทูและนักรณรงค์
พอล เดวิด ฮิวสัน รู้จักกันด้วยนามแฝงของเขา โบโน เป็นนักร้อง นักเคลื่อนไหว นักธุรกิจ และนักช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ชาวไอริส เขาถูกรู้จักกันดีดีที่สุดเป็นนักร้องนำของวงดนตรีร็อคยูทู โบโนเป็นนักเคลื่อนไหวภายในการต่อสู้กับเอดส์ และความยากจนภายในอัฟริกา โบโน ได้กล่าวว่า ทุนนิยม ไม่ใช่ผิดศีลธรรม มันดึงบุคคลออกมาจากความยากจนมากกว่าระบบอื่นใดก็ตาม
เขาได้กระตุ้นผู้นำธุรกิจโลกร่วมต่อสู้ความยากจนสุดขีดภายในอัฟริกาและเอดส์ เขาเป็นผู้สนับสนุนมายาวนานของการเพิ่มความช่วยเหลือและนโยบายต่อสู้กับความยากจนภายในอัฟริกาผ่านทางการรณรงค์ที่เขาสร้างเรียกว่า “วัน” ผู้สังเกตุการณ์บางคนประหลาดใจเมื่อเขาได้กล่าวว่า ความช่วยเหลือเป็นเพียงแค่สิ่งทดแทนชั่วคราว ทุนนิยมผู้ประกอบการเอาบุคคลออกมาจากความยากจนมากกว่าการช่วยเหลือ ความคิดของการต่อสู้ความยากจนผ่านทางการเป็นผู้ประกอบการกลายเป็นที่นิยมภายในอัฟริกา
เมื่อ ค.ศ 2017 คราฟท์ ไฮน์ ได้เปิดตัวการซื้อยูนิลิเวอร์ 143 พันล้านเหรียญ ยักษ์ใหญ่ยุโรปภายใต้ความเป็นผู้นำของ พอล พอลแมน บริษัทสองบริษัท
แตกต่างกันมากเกี่ยวกับพวกเขานำบริษัทอย่างไร
เมื่อยูนีลีเวอร์เผชิญกับการซื้อบริษัทจากคู่แข่งขันอเมริกัน คราฟท์ ไฮน์ พอล พอลเเมน ได้รับข้อเสนอที่ผิดธรรมดาของความช่วยเหลือจากนักร้องนำยูทู โบโน
ตำนานรอค ได้เสนอที่จะเขียนเพลงต่อต้าน เพื่อที่ยูนิลีเวอร์สามารถขัดขวางการซื้อบริษัทได้ พอล พอลแมนได้เปิดเผยบุคคลจำนวนมากรวมกำลังเบื้องหลังเขาที่จะต่อสู้บริษัทอเมริกัน พอล พอลแมน กล่าวว่า เรามีโบโนเขียนเพลงให้ เราไม่ได้ขอเพื่อสิ่งนั้นเลย เรามีชุมชนเอ็นจีโอที่เราทำงานด้วย เรามีการประท้วงสาธารณะ
เรามีหลายกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียทั้งหมดที่เราบริการ เราไม่รู้ว่าทำไมโบโนเสนอ
ที่จะขัดขวาง หรือเขาเป็นผู้ถือหุ้นยูนิลีเวอร์คนหนึ่งหรือไม่ แต่กระนั้นเขาเป็นนักรณรงค์ปัญหาทางสิ่งแวดล้อมเหมือนเช่นพอล พอลแมน และพวกเขาทั้งสองได้เข้าประชุมสภาเศรษฐกิจภายในดาวอส ตรงที่โบโนเป็นผู้พูดรับเชิญ
ในที่สุดพอล พอลแมน ได้ต่อสู้จนบรรลุความสำเร็จต่อการประมูลซื้อบริษัทของคราฟท์ ไฮน์
พอล พอลแมน ได้กล่าวว่า ผมไม่คิดว่าปรัชญาที่ตรงกันข้ามสามารถรวมกัน ณ ที่นี่ได้ ถ้าการซื้อบริษัทบรรลุความสำเร็จ บุคคลบางคนที่คิดว่าพวกเขาสามารถซื้อเรา เพราะว่าพวกเขามีเงินมาก และคิดว่าพวกเขาสามารถยกระดับบริษัทของเรา และบริหารด้วยโมเดลที่แตกต่างกัน ไม่ได้มีเหตุผลต่อผมเลย ระบบของเราที่นี่ตอบสนองบุคคลไม่กี่พันล้านคนภายในโลก ไม่ใช่มหาเศรษฐีไม่กี่คน
โดยสรุปเมื่อ ค.ศ 2017 3 จี แคปปิตอล ได้ส่งผู้แทนไปสำนักงานใหญ่ของ
ยูนิลีเวอร์ ยื่นข้อเสนออย่างกล้าหาญที่คราฟท์ ไฮน์ ต้องการซื้อยูนีลิเวอร์ 143 พันล้านเหรียญด้วยเงินสดเเละหุ้น ซีอีโอ ณ เวลานั้น พอล พอลแมน ได้
ตกตะลึง เขาไม่ได้คาดหวังข้อเสนอ และเขารู้สึกว่ามันให้คุณค่าต่ำเกินไปกับโอกาสในอนาคตของยูนิลีเวอร์
ข้อเสนอได้ถูกปฏิเสธทันที่ ต่อมุมมองของ 3 จี และวอร์เรน บัฟเฟตต์ แล้ว มันเป็นโอกาสที่สมบูรณ์ที่จะซื้อยูนีลีเวอร์ ในขณะที่ค่าเงินปอนด์ ได้ลดลง 17% และค่าเงินดอลลาห์เเข็งขึ้น พวกเขาได้ประเมินต่ำเกินไปกับการทุ่มเทของพอล พอลแมน ต่อการเจริญเติบโตระยะยาว และความมุ่งหมายที่จะรักษายูนีลีเวอร์บนเส้นทาง ไม่ยอมเสียผลตอบแทนระยะยาวเพื่อกำไรระยะสั้น
พอล พอลแมน กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดที่เราทำคือ การสร้างโมเดลธุรกิจระยะยาว แผนการมีชีวิตอยู่อย่างยั่งยืนของยูนีลีเวอร์ มันได้พิสูจน์ว่าเป็นสิ่งที่ดี
ทำให้พอลพอลแมน หลีกเลี่ยงการยึดครองของคราฟท์ ไฮน์ได้
นักลงทุนมหาเศรษฐี วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้กล่าวว่าความเข้าใจผิดอาจจะนำไปสู่การปฏิเสธของยูนิลีเวอร์ของการประมูลรวมบริษัทของคราฟท์ ไฮน์ เขากล่าวว่า การประมูลเพื่อยูนีลิเวอร์ ไม่ได้มุ่งหมายเป็นข้อเสนอที่ไม่เป็นมิตร
แต่มันอาจจะถูกตีความทำนองนี้ ผมไม่สามารถโต้แย้งเกี่ยวกับสิ่งนี้ แต่ถ้าบุคคลพูดว่า เราไม่ชอบราคา โดปรกตินั่นคือ อาจจะ เบิรคไชน์ ฮาทธเวย์
และ 3 จี แคปปิตอล พาร์ทเนอร์ บริษัทลงทุนเอกชน เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดของคราฟท์ ไฮน์
ภายหลังวันศุกร์ ผมได้รับโทรศัพท์ชี้ว่าข้อเสนอไม่เป็นที่ต้องการ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้เดินตามคำแนะนำของเขาภายในการถอยจากการประมูล
ยูนิลีเวอร์ วอร์เรน บัฟเฟตต์ กล่าวว่า กลายเป็นความชัดเจนมากว่ายูนิลีเวอร์ไม่ต้องการข้อเสนอนี้ การตัดสินใจถอยกลับอย่างรวดเร็ว ภายหลังจากยูนิลิเวอร์กล่าวว่ามันไม่น่าสนใจอาจจะดูแล้วขาดเหตุผล แต่เบิรคไชน์ ฮาทธเวย์ชองบัฟเฟตต์มีเงินสดประมาณ 80 พันล้านเหรียญ แทบจะไม่อยากมีรายได้อะไรอีกแล้ว และข้อเสนอลงทุนเป็นหุ้นส่วนกับ
3 จี แคปปิตอลทำให้เขามีเงินจำนวนมากอยู่แล้ว แต่มันแสดงหลักการที่ชื่นชอบอย่างหนึ่งของบัฟเฟตต์ ไม่จำเป็นต้องไล่ล่าข้อตกลง การซื้อบริษัทคล้ายกับการตีเบสบอลล์ อย่าสวิงไปยังบุคคลที่อยู่นอกขอบเขตที่สบายของเรา
เคล็ดลับภายในการลงทุนเพียงแค่นั่งที่นี่ และเฝ้ามองภายหลังขว้างไปเเล้ว
และรอสิ่งที่เหมะสมภายในจุดหอมหวานของเรา
ยูนิลีเวอร์ ผลิตชาลิปตัน ซุปคนอร์ และสเปรย์ดับกลิ่นกายเเอกซ์ บรรลุเกณฑ์หลายอย่างเพื่อการซื้อบริษัทที่วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้กำหนดไว้ภายในรายงานประจำปีของเบิรคไชน์ ฮาทธเวย์ ยูนิลีเวอร์เป็นธุรกิจใหญ่ เรียบง่าย ด้วยรายได้อย่างสม่ำเสมอ แต่บัฟเฟตต์ ไม่ได้ทำการซื้อบริษัทอย่างไม่เป็นมิตร การซื้อบริษัทอย่างไม่เป็นมิตรบางอย่างมีเหตุผล วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้เขียนว่า เราคิดว่าเราจะปล่อยโอกาสเหล่านี้แก่บุคคลอื่น
ความดึงดูดของการซื้อยูนิลีเวอร์ชัดเจนต่อ 3 จี เเคปปิตอล และเบิรคไชน์
ฮาทธเวย์ ก่อนหน้านี้วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้จัดหาเงินทุนซื้อ เอช เจ ไฮน์ และรวมกับคราฟท์ บริษัทที่รวมกันได้ปลดบุคคล ลดต้นทุน และเพิ่มกำไร
พอล พอลเเมน เป็นนายที่ผิดธรรมดา เขาใช้เวลาอย่างมากเดินทางและบรรยายเรื่องเหมือนเช่น ความยากจนของโลก การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ
และผู้อพยพทั่วโลก เขาได้อธิบายงานของเขา ณ ยูนีลีเวอร์ว่า ผมพูดอยู่เสมอว่าผมเป็นตัวอย่างเอ็นจีโอยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่ง เขาได้เคยประกาศตัวเขาเองว่า
ละอายต่อจำนวนเงินที่เขาได้ 8 ล้านเหรียญปีที่แล้ว และติเตียนด้วยการคร่ำครวญรายได้ที่สูงของเขา ภายหลังจากที่ยูนีลีเวอร์กล่าวว่าต้องขึ้นราคาลบล้างค่าเงินปอนด์ที่ตกต่ำลง
วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นนักลงทุนที่บรรลุความสำเร็จและความเคารพมากที่สุดคนหนึ่งของโลก เขามักจะถูกเรียกว่า ปราชญ์แห่งโอมาฮา เขาได้ซื้อหุ้นครั้งแรกของเขา
เมื่อ ค.ศ 1941 ณ อายุ 14 ปี เนื่องจากความสามารถที่ลึกลับ
ที่จะชี้การลงทุนที่มีกำไร และภูมิปัญญาชาวบ้าน เขามีอายุ 86 ปี และร่ำรวยที่สุดลำดับสามของโลก ด้วยความมั่งคั่งประมาณ 60.8 พันล้านเหรียญ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นนักช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่มีชื่อเสียง การบริจาคเงินมากกว่า 28 พันล้านเหรียญ
เขาได้รับปากว่า 99% ของความร่ำรวยของเขาจะไปสู่การกุศล ก่อนการเสียชีวิตของเขาหรือภายในสิบปี วอร์เรน บัฟเฟตต์ มีกฎที่สำคัญแต่เรียบง่ายสองข้อภายในการลงทุน กฏข้อ 1 อย่่าเสียเงิน กฏข้อ 2 อย่าลืมกฏข้อ 1 เขาเป็นนักลงทุนคุณค่าที่ซื้อและถือ
ถ้อยคำคูเมืองเศรษฐกิจได้เป็นที่นิยมแพร่หลายโดยวอร์เรน บัฟเฟตต์ การอ้างถึงความสามารถของธุรกิจที่จะรักษาข้อได้เปรียบทางการแข่งขันเหนือกว่า
คู่แข่งขัน เพื่อที่จะป้องกันกำไรระยะสั้นและส่วนแบ่งตลาดของพวกเขาจากคู่แข่งขัน ทำนองเดียวกับปราสาทยุคกลาง คูเมืองถูกใช้ป้องกันบุคคลภายในป้อมราการ และความร่ำรวยของพวกเขาจากบุคคลภายนอก
ฌอร์ฌี เลมัน เป็นนักธุรกิจบราซิล ผู้ก่อตั้งร่วมบริษัทลงทุนบราซิล 3 จี แคปปิตอล ที่เป็นเจ้าของตราสินค้าเหมือนเช่น เบอร์เกอร์ คิง แอนเฮาเซอร์ บุช และคราฟท์ ไฮน์ เขาเป็นผู้ร่ำรวยที่สุดลำดับที่สิบเก้าของโลก บุคคลร่ำรวยที่สุดของบราซิล ด้วยความมั่งคั่งประมาณ 29.5 พันล้านเหรียญ ที่ไม่ค่อยจะรู้จักภายนอกบ้านเกิดของเขา
ความดึงดูดของยูนิลิเวอร์คือ บริษัทกระจายทั้งขอบเขตของผลิตภัณฑ์และพื้นที่ การขายผลิตภัณฑ์ภายใน190 ประเทศทั่วโลก ด้วย 60% ของกลุ่มรายได้มาจากตลาดเกิดใหม่ ภูมิภาคที่นำเสนอการเจริญเติบโตระยะยาวอย่างรวดเร็ว ด้วยชื่อตราสินค้าแนวหน้า ยูนิลีเวอร์มีอำนาจการกำหนดราคาของผลิตภัณฑ์ของพวกเขา เราต้องการไว้วางใจตราสินค้าที่เราใช้ภายในครัวและห้องน้ำ การสร้างคูเมืองเศรษฐกิจของตราสินค้ายูนิลีเวอร์และอำนาจการกำหนดราคา แหล่งที่มาของคูเมืองเศรษฐกิจของยูนิลีเวอร์คือ ตราสินค้าที่ยั่งยืนของพวกเขา
ยูนิลีเวอร์มีคูเมืองเศรษฐกิจที่กว้างบนรากฐานของขอบเขตที่กว้างของตราสินค้าที่มีชื่อเสียง ตราสินค้าเหมือนเช่นโดฟ คนอรร์ ลิฟตัน เร็กโซนา หรือเบน แอนด์ เจอรรี่ย์ 13 ตราสินค้าจาก 400 ตราสินค้าสร้างรายได้มากกว่าหนึ่งพันล้านยูโรทุกปี
คูเมืองเศรษฐกิจเป็นเหตุผลอย่างหนึ่งที่เบิรคไชน์ ฮาทธเวย์ ของวอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นเจ้าของเกือบ 38 พันล้านเหรียญมูลค่าของยูนิลีเวอร์ เทียบเคียงได้กับพรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิ้ล ยูนิลีเวอร์มีคูเมืองที่เข้มแข็งด้วยกลุ่มตราสินค้าที่ชื่อเสียงมากกว่า 400 ตรา และลูกค้า 2.5 พันล้านคน และลูกโซ่อุปทานที่ไว้วางใจได้ บริํษัทมีคูเมืองที่กว้างรอบธุรกิจของพวกเขาบนพื้นฐานชื่อตราสินค้า ความสำเร็จของบริษัทและการทำกำไรส่วนใหญ่มาจากตราสินค้าที่เข้มแข็งของพวกเขา ยูนิลีเวอร์มีคูเมืองเศรษฐกิจที่กว้างและลึกที่จะป้องกันพวกเขาจากคู่แข่งขัน ความสวยงามของธุรกิจของยูนีลีเวอร์อยู่ที่บริษัทมีผลิตภัณฑ์หลายร้อยอย่างที่ลูกค้าซื้อประจำทั่วโลกตลอดปี การสร้างยอดขายและ
กระเเสเงินสดประจำและคาดคะเนได้
เรามีวิถีทางหลายอย่างที่บริษัทจะสร้างคูเมืองเศรษฐกิจ ทำให้พวกเขามีข้อได้เปรียบทางการแข่งขันเหนือกว่าคู่แข่งขัน บริษัทสามารถสร้างคูเมืองด้วยการทำให้ตราสินค้าเข้มแข็งขึ้น การบรรลุความประหยัดจากขนาด หรือแม้แต่การวิ่งเต้นเพื่อสิทธิพิเศษจากรัฐบาล ทำให้พวกเขาสามารถได้รับความจงรักดีของลูกค้า อำนาจการกำหนดราคา และการคุ้มครองทางกฏหมาย สร้างความยุ่งยากต่อคู่แข่งขันที่จะเเข่งขันกับพวกเขา
เหตุผลอย่างหนึ่งที่วอร์เรน บัฟเฟตต์ ถูกดึงดูดต่อตราสินค้า เพราะว่ามันให้อำนาจการกำหนดราคาแก่บริษัท ไม่ใช่เป็นผู้รับราคา ถูกบังคับให้รับราคาตลาด ตราสินค้าทำให้บริษัทสร้างความแตกต่างของผลิตภัณฑ์จากคู่แข่งขัน และกำหนดราคาของพวกเขาเอง ยูนิลีเวอร์สามารถมองเห็นกำไรลดลงเมื่อต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นอำนาจการกำหนดราคาสามารถให้ประโยชน์ได้
วอร์เรน บัฟเฟตต์ ชอบที่จะลงทุนภายในบริษัทไม่ใช่การบริหาร เขาเป็นผู้นำธุรกิจด้วยตัวเขาเองเหมือนเช่นความเป็นผู้นำที่มีคุณภาพสูง แต่เขาไม่คิดว่ามันจำเป็น วอร์เรน บัฟเฟตต์ กล่าวว่า ไม่ใช่การลงทุนภายในธุรกิจอย่างสิ้นเชิงเพราะว่าความเป็นผู้นำของมัน มันมีเหตุผลที่จะลงทุนธุรกิจที่มีโมเดลธุรกิจเข้มแข็ง มันสามารถอยู่รอดได้แม้ว่าด้วยความเป็นผู้นำที่เลว

เมื่อครั้งหนึ่งวอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้มองเห็นว่า เมื่อผู้บริหารด้วยชื่อเสียงต่อความฉลาดมาก ต่อสู้เพื่อธุรกิจที่มีชื่อเสียงต่อเศรษฐกิจที่เลวร้าย มันเป็นชื่อเสียงของธุรกิจที่ยังคงไม่ถูกทำลาย ดังนั้นอะไรเกิดขึ้นเมื่อนักลงทุนด้วยชื่อเสียงที่บูชา ต่อสู้งานที่ไม่มีศีลธรรม คำตอบได้ถูกให้โดยคราฟท์ ไฮน์ ที่
วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นนักลงทุนนำหน้า
เขาได้ถอนความพยายามที่จะซื้อยูนิลิเวอร์ 143 พันล้านเหรียญ ท่ามกลางความไม่เป็นมิตรต่อวิถีทางอย่างไม่ลดละที่จะลดต้นทุนและงาน วอร์เรน บัฟเฟตต์ นั่งอยู่บนคณะกรรมการบริษัทของคราฟท์ ไฮน์ ต้องการรักษาชื่อเสียงอย่างชัดเจน เพื่อความใจบุญที่ยังคงไม่ถูกทำลาย
พอล พอลแมน ได้กล่าวว่าทุนนิยมเป็นอุดมการณ์ที่อันตราย ต้องคิดค้นตัวมันเองใหม่ที่จะอยู่รอด ด้วยการทำมากขึ้นต่อสู้ความไม่เสมอภาคและความเร่งด่วนของภูมือากาศ พอล พอลแมน กล่าวว่า บริษัทที่รับรู้ปัญหายิ่งใหญ่ที่สุดของโลกจะบรรลุความสำเร็จมากที่สุดของศตวรรษที่ 21 บริษัทที่วางกำไรระยะสั้นนำหน้าความยั่งยืนระยะยาวไม่สามารถอยํูรอดได้ ทุนนิยมที่รับผิดชอบต่อการเจริญเติบโต และปรับปรุงชีวิตของเราอย่างมาก เป็นอุดมการณ์ที่อันตราย
และต้องคิดค้นตัวมันเองใหม่เพื่อศตวรรษที่ 21 ธุรกิจต้องคิดค้นทุนนิยมใหม่
เราต้องสร้างโมเดลใหม่ของทุนนิยมที่ครอบคลุมและยั่งยืน พอล พอลแมน ยืนยันว่าธุรกิจต้องใช้มุมมองระยะยาวต่อเรื่องเร่งด่วนเหมือนเช่นการร้อนขึ้นของโลก ไม่ใช่ให้ความสำคัญต่อกำไร นับตั้งแต่ออกจากยูนีลีเวอร์ พอล พอลเเมนได้ลงทุนภายในอิเมจิน มูลนิธิที่จะส่งเสริมเป็าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของยูเอ็น
พอล พอลแมน ได้สนับสนุนนักเคลื่อนไหววัยหนุ่มสาวเบื้องหลังกลุ่มเคลื่อนไหวของอเมริกาหรือเอ็กซ์อาร์ เขาเป็นแฟนคนหนึ่งของเกรต้า ธันเบิรก
นักเคลื่อนไหวทางสิ่งแวดล้อมชาวสวีเดน เธอเป็นที่รู้จักระหว่างประเทศต่อการท้าทายผู้นำโลกมีการกระทำทันทีต่อการบรรเทาการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ พอล พอลแมน ได้ทวิตเตอร์ไปถึงเธอว่า ทันทีที่นักการเมือง สื่อ และสังคมของเราได้เริ่มต้นปฏิบัติต่อวิกฤติภูมิอากาศเหมือนที่มันเป็นวิกฤติ เราไม่ต้องการการประชุมภูมิอากาศต่อไปอีกแล้ว เพราะว่าเวลาทั้งหมดของเราจะถูกใช้กับการกำจัดการปล่อยมลพิษ และการเปลี่ยนแปลงสังคมของเราไปสู่ความยั่งยืน
การเคลื่อนไหวของเธอได้เริ่มต้นโดยการชักจูงพ่อแม่ของเธอรับเอาการเลือกวิถีชีวิตที่ลดรอยเท้าคาร์บอนของพวกเขาเอง เมื่อ ค.ศ 2018 ณ อายุ 15 ปี เธอได้เริ่มต้นการใช้วันโรงเรียนของเธอข้างนอกสภาสวีเดน เรียกร้องการกระทำที่เข้มแข็งขึ้นต่อการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ ด้วยการถือป้าย
เขียนว่า โรงเรียนประท้วงภูมิอากาศ เธอเป็นวัยรุ่นกระโจนจากโรงเรียนและบันดาลใจการเคลื่อนไหวระหว่างประเทศที่จะต่อสู้การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ เมื่อ ค.ศ 2019 เธอได้เดินทางไปนิวยอร์คที่จะปราศัยการประชุมภูมิอากาศของยูเอ็น เกรต้า ธันเบิรก ได้ปฏิเสธที่จะนั่งเครื่องบินเนื่องจาก
ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ดังนั้นเธอได้ใช้วิถีทางของเธอไปที่นี่บนเรือยอชท์แข่งภายในการเดินทางที่นานสองอาทิตย์
เมื่อเธอเดินทางมาถึง บุคคลหลายล้านคนทั่วโลกได้มีส่วนภายในการประท้วงภูมิอากาศ ภายในการปราศัยการประชุม เธอได้ระเบิดใส่นักการเมืองต่อการใช้เด็กวัยหนุ่มสาวเพื่อคำตอบต่อการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ เธอกล่าวว่า
กล้าดียังไง ฉันไม่ควรจะอยู่ที่นี่ ฉันควรจะกลับไปโรงเรียนบนด้านหนึ่งของมหาสมุทร คุณทุกคนมาหาเราบุคคลวัยหนุ่มสาวเพื่อความหวัง กล้าดียังไง
เกรต้า ธันเบิรด ได้ถูกเรียกชื่อเป็นบุคคลแห่งปีของวารสารไทม์ คุณได้ขโมยความฝันของฉันและความเป็นเด็กของฉัน เสียใจ คุณยังไม่พยายามเพียงพอ
เกรต้า ธันเบิรกได้กล่าว่า รัฐบาลและธุรกิจทั่วโลกไม่ได้ก้าวไปอย่างรวดเร็วที่จะกำจัดมลพิษคาร์บอน และได้โจมตีผู้นำโลกต่อความล้มเหลวกับบุคคลวัยหนุ่มสาวเริ่มแรกการประท้วงของเธอมุ่งที่เป้าหมายภูมิอากาศของรัฐบาลสวีเดน และเธอได้กระตุ้นนักเรียนทั่วโลกมีการเรียกร้องอย่างเดียวกันภายในประเทศของพวกเขาเอง
Cr : รศ สมยศ นาวีการ







