สามอัจฉริยะในต้นราชวงศ์ฮั่น (汉初三杰)

สามอัจฉริยะในต้นราชวงศ์ฮั่น
โดย รศ.ดร.สมศักดิ์ แต้มบุญเลิศชัย
เซียวเหอ (萧何)
เซียวเหอ เป็นอัครเสนาบดี(เทียบเท่า นายกรัฐมนตรีในปัจจุบัน )คนแรกของราชวงศ์ฮั่น เดิมเขาเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย มีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยนายอำเภอที่อำเภอเพ่ย(沛县) เขาเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถมาก ฉลาด ไหวพริบดี รู้กฎหมาย ปฏิบัติงานในหน้าที่ราชการได้ดีมาก แต่เขาเป็นเพียงข้าราชการชั้นผู้น้อย ชื่อของเขา อาจไม่ได้รับการจารึกในประวัติศาสตร์จีน ถ้าเขาไม่ได้ช่วยหลิวปัง(刘邦) โค่นล้มราชวงศ์ฉิน เอาชนะเซี่ยงหวี่ และสถาปนาราชวงศ์ฮั่น เขาทำงานราชการ จนได้เป็นผู้บริหารประเทศระดับสูง ที่ช่วยวางกฎเกณฑ์ในการบริหารบ้านเมือง
ความรุ่งโรจน์ในชีวิตของเซียวเหอเริ่มจากการที่เขามองเห็นศักยภาพของหลิวปัง ข้าราชการชั้นผู้น้อยที่มีตำแหน่งนายด่าน(亭長) ในอำเภอเพ่ย(沛县) เมื่อนายอำเภอเพ่ยเปลี่ยนใจ ไม่ก่อการกบฎกบฎ เขาเชื่อว่า หลิวปัง น่าจะเป็นผู้นำฝ่ายกบฏต่อต้านราชวงศ์ฉินได้ เซียวเหอเห็นว่า ถ้าคิดจะก่อการกบฏ แม้เลิกล้มความตั้งใจ ก็จะถูกจับลงโทษ เขาจึงไปเชิญหลิวปัง ซึ่งแม้จะเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย แต่มีชื่อเสียงว่าเป็นคนใจกว้าง พูดจาโผงผาง แต่อัธยาศัยดี ผู้อยู่ไต้บังคับบัญชา ให้ความเคารพนับถือ จึงร่วมกับประชาชนในอำเภอเพ่ย ไปเชิญหลิวปังมาเป็นหัวหน้า ต่อมา เมื่อนายอำเภอเพ่ยถูกฆ่า หลิวปังจึงขึ้นเป็นนายอำเภอ เซียวเหอจึงเป็นกำลังสำคัญของฝ่ายกบฎตั้งแต่นั้นมา
เดิมเซียวเหอมีตำแหน่งราชการสูงกว่าหลิวปัง แต่เขาเองไม่ยอมเป็นหัวหน้านำฝ่ายกบฎในอำเภอเพ่ย คิดว่า ถ้าเป็นหัวหน้าต่อต้านราชวงศ์ฉิน ถ้าคณะก่อการพ่ายแพ้ ตัวเขา ซึ่งเป็นหัวหน้า จะต้องถูกจับฆ่าเป็นคนแรก แต่ถ้าให้หลิวปังเป็นหัวหน้า โดยมีเขาช่วยอยู่ เขาก็อาจหนีรอดไปได้
เซียวเหอ มีบทบาทสำคัญมาก ทั้งในระหว่างที่หลิวปังเป็นกบฏต่อต้านราชวงศ์ฉิน การสู้รบกับเซี่ยงหวี่ และการปกครองบ้านเมืองหลังการก่อตั้งราชวงศ์ฮั่น ผลงานของเซียวเหอ สรุปโดยย่อ มีดังนี้ คือ:
ก. เมื่อกองกำลังของหลิวปังบุกเข้าเมืองเสียนหยัง(咸阳) เมืองหลวงของราชวงศ์ฉิน กองกำลังของหลิวปัง คิดว่าได้รับชัยชนะแล้ว จึงพากัน ยึดทรัพย์สมบัติของประชาชนในเมืองหลางฉิน แต่เซียวเหอร่วมกับจางเหลียงห้ามไว้ ในขณะที่คนอื่นฉลองชัยชนะ เซียวเหอกลับสนใจศึกษาเอกสารของทางราชการ ทำให้เขาเข้าใจกฎหมาย กฎระเบียบ และภูมิศาสตร์ในพื้นที่ต่างๆของประเทศ เอกสารทางราชการเหล่านี้ เอื้อประโยชน์ต่อสู้รบกับเซี่ยงหวี่ และการกำหนดกฎหมาย กฎระเบียบทางด้านการเมืองการปกครองมาก ในสมัยที่ข่าวสารข้อมูลรวบรวมได้ยากและขาดแคลน คนส่วนใหญ่ ยังมองไม่เห็นความสำคัญของข่าวสารข้อมูล แต่เซียวเหอเห็นความสำคัญของข่าวสารข้อมูล ต่อการพัฒนาประเทศ และนำข่าวสารข้อมูล มาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศได้
ข. เป็นผู้วางรากฐานสำคัญทางด้านการเมืองการปกครองในตอนต้นราชวงศ์ฮั่น นโยบาย กฎหมาย และกฎระเบียบในการปกครองประเทศที่เซียวเหอเป็นผู้กำหนดมีส่วนสำคัญต่อการปกครองประเทศต่อมา เป็นเวลานาน
ค. แม้จางเหลียงเป็นคนที่เกลี้ยกล่อมให้หันซิ่น หันมาสวามิภักดิ์กับหลิวปัง แต่ในระยะแรก หลิวปังยังมองไม่เห็นความสามารถ และคุณค่าของหันซิ่น เซียวเหอแนะนำหลิวปัง ให้แต่งตั้งหันซิ่นเป็นแม่ทัพ แต่หลิวปังไม่ฟัง แต่งตั้งให้หันซิ่นเป็นผู้ดูแลเสบียง ซึ่งเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย บอกว่า เมื่อมีผลงานแล้ว จึงค่อยๆเลื่อนขั้นขึ้นมา หันซิ่นผิดหวังมาก จึงสละตำแหน่งแล้วหนีจากไป กลางดึกของวันที่หันซิ่นหนีไป เซียวเหอ รีบขี่ม้าไปตามตัวหันซิ่นให้กลับมา หลิวปังคิดว่า เซียวเหอก็จะหนีจากเขาไป ในที่สุด เซียวเหอก็ตามหันซิ่นกลับมาได้ หลิวปังกล่าวว่า พวกเราต้องมาอยู่ที่แคว้นเปาจงซึ่งเป็นพื้นที่ที่ทุรกันดาร ในเวลาที่ผ่านมา มีทหารหนีจากไปหลายคน แต่ทำไม เขาจึงไปตามเฉพาะหันซิ่นกลับมา เซียวเหอตอบว่า ทหารธรรมดาหาได้ไม่ยาก แต่แม่ทัพที่เก่งกาจไม่ใช่จะหาได้ง่ายๆ หลังจากหันซิ่นมาอยู่กับพวกเรา เขาได้พูดคุยกับหันซิ่นหลายครั้ง รู้ว่าหันซิ่นเป็นคนที่รู้ในกลยุทธ์การสู้รบ และมีความรู้ความสามารถในการคุมกองทัพเป็นอย่างดี หากท่านให้เขาเป็นแม่ทัพ ก็จะสู้กับเซี่ยงหวี่ได้ แต่ถ้าใช้เขาทำงานไม่สำคัญ หันซิ่นคงไม่อยู่กับเรา และถ้าหันซิ่นไม่นำทัพ เราคงสู้กับเซี่ยงหวี่ได้ยาก เซียวเหอ แนะนำให้หลิวปังแต่งตั้งหันซิ่นให้เป็นแม่ทัพ โดยให้มีพิธีแต่งตั้งอย่างยิ่งใหญ่ มอบอำนาจในการสั่งการให้หันซิ่นเต็มที่ เพื่อให้ทหารทุกหมู่เหล่ายอมอยู่ใต้บังคับบัญชา และฟังคำสั่งของหันซิ่น ทั้งยังเล่าถึงยุทธศาสตร์ และกลวิธีการนำกองทัพของหันซิ่นที่รับฟังมาให้หลิวปังฟัง
หลังจากการคะยั้นคะยอของเซียวเหอ และเมื่อได้เห็นจดหมายแนะนำของจางเหลียงแล้ว หลิวปังจึงยินยอมทำพิธีแต่งตั้งให้หันซิ่นเป็นแม่ทัพใหญ่ มีอำนาจสั่งทหารเต็มที่ และสั่งให้หันซิ่นนำทัพไปสู้รบกับเซี่ยงหวี่
ง. แม้อยู่แนวหลัง แต่ควบคุมการส่งเสบียงไปแนวหน้าอย่างไม่ขาดสาย แม้เซียวเหอ จะไม่ได้นำกองทัพไปสู้รบที่แนวหน้า แต่เป็นผู้คุมการปกครองในแนวหลัง และจัดลำเลียงเสบียง สนับสนุนแก่ทหารที่สู้รบในแนวหน้า ฝ่ายหลิวปังต้องต่อสู้กับเซี่ยงหวี่เป็นเวลาถึงสี่ปี ผลัดกันแพ้ ผลัดกันชนะ ในการสู้รบ เสบียงอาหารและอาวุธเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ต้องผลิตที่แนวหลัง แล้วลำเลียงไปสนับสนุนการรบที่แนวหน้า การลำเลียงเสบียงและอาวุธยุทโธปกรณ์เป็นเรื่องสลับซ้อน ต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบ ตั้งแต่การเลือกเส้นทางที่ปลอดภัย ที่จะไม่ถูกแย่งชิง หรือถูกปล้นระหว่างทาง เซียวเหอทำได้เป็นอย่างดี ทั้งยังสามารถเกณฑ์ทหารส่งกำลังไปเสริมการรบในแนวหน้าอย่างไม่ขาดสายด้วย
จ. กลอุบายเอาตัวรอดจากความระแวงของกษัตริย์
ก่อนคริสต์ศักราช 202 ปี หลิวปังขึ้นมาเป็นกษัตริย์ ได้ปูนบำเหน็จให้แก่ขุนนาง นายทหาร และข้าราชการที่มีความดีความชอบ โดยให้เซียวเหอเป็นผู้ที่มีผลงานเป็นอันดับหนึ่ง ได้รับตำแหน่งสูงสุด ทำให้บรรดานายทหารไม่พอใจ บอกว่า พวกเราสู้รบ อย่างเอาเป็นเอาตาย กลับได้รับการตอบแทนน้อยกว่าเซียวเหอ ที่ใช้ชีวิตสบายในเมือง หลิวปังได้ยกตัวอย่างการล่าสัตว์ว่า นายพรานผู้วางแผนล่าสัตว์ จะมีความสำคัญกว่าสุนัขล่าสัตว์ที่ไปตามหาเหยื่อ เซียวเหอ แม้จะอยู่แนวหลัง แต่มีคุณูปการในการส่งเสบียงและอาวุธ และส่งกำลังเสริมสู่แนวหน้า ทั้งยังปกครองพื้นที่ในแนวหลังได้เป็นอย่างดี เซียวเหอ จึงเปรียบเหมือนนายพราน แต่เหล่าทหารที่สู้รบเปรียบเสมือนสุนัขล่าสัตว์ ถ้าไม่มีเซียวเหอ การจะรบชนะเชียงหวี่ที่มีความสามารถในการรบ และ มีกองกำลังมาก คงทำได้ยาก
เซียวเหอ แม้มีตำแหน่งใหญ่ แต่เป็นผู้อ่อนน้อมถ่อมตน และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเหล่าขุนนางข้าราชการอื่น มีการรักษากฎหมาย และกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด แม้มีการลงโทษบ้าง แต่ก็ทำอย่างเที่ยงธรรม ไม่ลำเอียง
เมื่อ 196 ปีก่อนคริสต์กาล เฉินซี(陈豨) ก่อการกบฏ ปีต่อมาอิงปู้ (英布) ก็ทำการกบฎอีก หลิวปังคุมกองทัพไปสู้รบปราบปรามด้วยตนเอง ในระหว่างนั้น เซียวเหอเป็นผู้ดูแลการเมืองการปกครองในเมืองหลวงฉางอัน(长安) แต่ละครั้งที่มีขุนนางข้าราชการจากเมืองหลวง ไปหาหลิวปัง หลิวปังจะถามว่า อัครเสนาบดีทำอะไรที่เมืองหลวง ผู้มาพบตอบว่า อัครเสนาบดีเซียวเหอปกครองบ้านเมืองได้ดีมาก เมืองหลวงมีความสงบเรียบร้อย ประชาชนชื่นชอบอัครเสนาบดีมาก หลิวปัง ซึ่งกำลังมีปัญหาไม่ลงรอยกับขุนศึกบางคน ฟังแล้วรู้สึกไม่สบายใจ เกรงว่าเซียวเหอจะร่วมมือกับผู้ที่ไม่พอใจตน โดยเฉพาะหันซิ่นซึ่งเก่งกาจในการรบ โดยการสนับสนุนของเซียวเหอ หากหันซิ่นร่วมมือกับเซียวเหอ ซึ่งมีอำนาจในรัฐบาล ราชวงศ์ฮั่นก็จะตกอยู่ในอันตราย
เมื่อข้าราชการที่กลับถึงเมืองหลวง เล่าเรื่องการไปพบหลิวปังให้เซียวเหอฟัง มีคนหนึ่งเสนอว่า ในปัจจุบัน เซียวเหอมีตำแหน่งใหญ่มากแล้ว ไม่ต้องไปสร้างผลงานเพื่อเอาใจประชาชนอีก มิฉะนั้น กษัตริย์จะระแวงว่า เขาจะก่อการกบฎ ทั้งยังแนะนำให้เซียวเหอ ตีตัวออกห่างจากหันซิ่น ที่ถูกปลดออกจากตำแหน่งคุมกองทัพ มารับราชการที่เมืองหลวง และแสดงท่าทีที่ไม่พอใจหลิวปัง เนืองๆ
ต่อมา เฉินซี ซึ่งเคยเป็นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของหันซิ่น ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ปกครองแคว้นหัวเมือง ก่อนเดินทาง เขามาอำลาหันซิ่น และบอกให้หันซิ่นระวังตัว เพราะกษัตริย์ มีความระแวงหันซิ่นที่เก่งกาจในการรบมาก แม้เวลานี้ จะไม่ได้คุมกองทัพแล้วก็ตาม ไม่กี่ปีต่อมา เฉินซีก่อการกบฏ หลิวปังยกทัพไปปราบปราม แต่เกรงว่า หันซิ่นจะไปร่วมมือกับเฉินซี จึงให้พระมเหสีหลวี่โห้ว(吕后) ไปพบเซียวเหอ และหลอกหันซิ่นว่า เฉินซีถูกหลิวปังปราบเสียชีวิตไปแล้ว เหล่าขุนนาง ข้าราชการทั้งหลาย ต่างไปเข้าเฝ้าหลวี่โฮ่ว เพื่อแสดงความยินดี ที่กษัตริย์ปราบกบฎได้ ตอนแรก หันซิ่นบอกว่าตนไม่สบาย ไม่ยอมไป แต่เซียวเหอ บอกว่า ถึงแม้จะไม่สบาย ก็ควรไปสักครั้ง เพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อกษัตริย์ หันซิ่นจึงไปเข้าพบหลวี่โฮ่ว แต่ที่แท้ เป็นกลอุบายที่หลอกให้หันซิ่น ไปพบหลวี่โฮ่วเพียงคนเดียว เขาถูกจับประหารชีวิตในข้อหากบฏ ทั้งที่เขาไม่ได้กบฏ
เรื่องนี้เซียวเหอ ต้องไปหลอกหันซิ่นตามกลอุบายของหลวี่โฮ่ว เพราะถ้าเขาไม่ทำ ก็จะถูกระแวงว่าเป็นพวกเดียวกันกับหันซิ่น
อีกเรื่องหนึ่งที่เชียวเหอขัดใจหลิวปัง คือ ในบริเวณรอบพระราชวัง มีพื้นที่ว่างเปล่ามาก นัยว่า เป็นที่ให้พระมหากษัตริย์ขี่ม้า ล่าสัตว์ แต่เมืองหลวงฉางอัน(長安) มีพื้นที่ไม่มาก แต่มีประชาชนมาก เซียวเหอ จึงเสนอว่า แทนที่จะปล่อยให้เป็นพื้นที่ว่างเปล่า น่าจะขายพื้นที่ส่วนหนึ่งให้แก่ประชาชน เพื่อให้ใช้ทำมาหากินได้ เมื่อได้ยินดังนั้น หลิวปังรู้สึกโกรธมาก คิดว่า เซียวเหอรับสินบนจากพ่อค้า ที่ต้องการซื้อที่รอบพระราชวัง จึงสั่งลงโทษ คุมขังเซียวเหอในข้อหารับสินบน ขุนนางและข้าราชการต่างๆ กราบทูนกษัตริย์ว่า เซียวเหอเป็นคนสุจริต ไม่โลภ ในเวลาที่หลิวปังสู้รบกับเซี่ยวหวี่ เซียวเหออยู่แนวหลัง คุมการผลิตอาหารและอาวุธ ถ้าเขาเป็นคนโลภ คงหาเงินได้มาก การจัดพื้นที่ทำกิน เป็นอำนาจหน้าที่ของอัครเสนาบดี จะไปลงโทษเขา ด้วยเหตุผล การเสนอความคิดอย่างนี้ได้อย่างไร หลิวปังจึงยอมปล่อยตัวเซียวเหอ ไม่ลงโทษเขา
ในปี 193 ก่อนคริสตกาล เซียวเหอป่วยหนัก ก่อนเสียชีวิต เขาแนะนำให้กษัตริย์ ซึ่งเป็นลูกของหลิวปัง แต่งตั้งให้เฉาชัน(曹参) เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งอัครเสนาบดี เฉาชันเมื่อได้รับตำแหน่งแล้ว ไม่มีการปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบใดๆเลย ทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า หลังจากที่เฉาชันเป็นอัครเสนาบดี ไม่เห็นมีกฎหมายและกฎระเบียบใหม่ๆอะไรเลย เฉาชัน ตอบว่า เวลานี้ บ้านเมืองใช้กฎหมายและกฎระเบียบที่เชียวเหอกำหนดไว้ บ้านเมืองก็สงบเรียบร้อยดี ทำไมต้องมีกฎระเบียบใหม่ เราใช้กฎระเบียบที่เซียวเหอกำหนดไว้ ในการปกครองประเทศ ก็เพียงพอแล้ว ในสุภาษิตจีน จึงมีบทหนึ่งว่า “กฎหมายที่เชียวเหอกำหนด เฉาชันทำตาม”(萧规曹随) หมายความว่า แม้ไม่มีกฎหมายและกฎระเบียบใหม่ใดๆ ถ้ากฎหมาย กฎระเบียบเดิม ดีอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องเปลี่ยนแปลง ถ้าทำเช่นนี้ได้ ประชาชนจะอยู่ได้ด้วยความสงบสุข ไม่เหมือนรัฐบาลในบางประเทศ ที่ยกเลิกกฎหมายและกฎระเบียบเก่าที่ดี แล้วไปตั้งหน่วยงาน สถาบัน และออกกฏหมาย กฎระเบียบใหม่ๆ ที่เมื่อนำสู่การปฏิบัติแล้ว กลับสร้างความเสียหายแก่ประเทศมาก







