ยูนิโคล่ : วิญญานของบริษัท

ยูนิโคล่ : วิญญานของบริษัท
เมื่อ ค.ศ 2018 ทาดาชิ ยาไน จะอยู่ลำดับที่ 35 ของซีอีโอบริหารงานดีที่สุดภายในโลกโดยฮาร์วารฺด บิสซิเนส รีวิว นับตั้งแต่ ค.ศ 2000 เขาได้ให้ผลตอบแทนผู้ถือหุ้น 700% และมูลค่าตลาดของยูนิโคล่ได้เพิ่มสูงขึ้นเป็น 39 พันล้านเหรียญ เขาได้ถูกยกย่องอย่างกว้างขวางต่อความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่และการเจริญเติบโตอย่างมากของยูนิโคล่ภายใน 35 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากการสร้างวัฒนธรรมบริษัทอย่างเข้มแข็งของเขาด้วยการมุ่งที่การทำงานเป็นทีม นวัตกรรม และประสบการณ์ของลูกค้า ภายในตอนเริ่มแรกของบริษัทก่อนที่พวกเขาจะเข้าไปสูระหว่างประเทศ ทาดาชิ ยาไน ได้ตัดสินใจที่มองหาได้ยากภายในญี่ปุ่น การดำเนินงานทุกอย่างเป็นภาษาอังกฤษ นี่ได้มีส่วนช่วยอย่างแน่นอนต่อความสำเร็จทั่วโลกของพวกเขา และมันเป็นบางสิ่งบางอย่างที่บริษัทโลกอื่นสามารถเรียนรู้ได้ภายใต้วัฒนธรรมบริษัท โครงสร้างองค์การจะแบนด้วยบุคคลถูกกระตุ้นที่จะให้ข้อเสนอแนะ ค่านิยมและเป้าหมายของบริษัทได้ถูกถ่ายทอดลงไปสูกระบวนการและเครื่องวัดที่แสดงอย่างเข้มแข็งโดยบุคคลของยูนิโคล่ทั่วโลก การเงินของบริษัทจะโปร่งใสแก่่บุคคลทุกคน
ทาดาชิ ยาไน ได้กล่าวว่า ผู้บริหารต้องใช้ดุลยพินิจเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม ไม่ใช่เพื่อกำไรหรือข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน ไม่เพียงแต่บริษัทจะมีชีวิตอยู่อย่างสามัคคึกับสังคมเท่านั้น แต่ต้องถูกยอมรับด้วย บริษัทส่วนใหญ่ที่ล้มเหลวจะไม่รักษาความสมดุล บุคคลทุกคนจะต้องเป็นสมาชิกของสังคมก่อนบริษัท การคิดเกี่ยวกับบริษัทเท่านั้นจะทำให้เกิดความล้มเหลวโดยไม่ต้องสงสัย ทาดาชิ ยาไน กล่าว่า เราจะมีวิถีทางหลายอย่างของการปลูกฝังความสามารถที่จะใช้ดุบยพินิจเกี่ยวกับความดี วิถีทางอย่างหนึ่งคือประสบการณ์ โดยเฉพาะได้มาจากการเผชิญกับความทุกข์ยากหรือความล้มเหลว เขาได้จดจำตัวเขาเองอย่างสม่าเสมอ และความท้าทายอื่นที่เขาได้เอาชนะ เช่น การเผชิญกับการใกล้ล้มละลายหลายครั้ง ทาดาชิ ยาไน จะภูมิใจต่อการสร้างความผิดที่เขาได้เรียกชื่อหนังสือเล่มแรกของเขาว่า One Win, Nine Losses
วิถีทางอีกอย่างหนึ่งคือ การเขียนหลักการที่ดึงมาจากประสบการณ์ของชีวิต
และถ่ายทอดมัน ทาดาชิ ยาไน ได้พัฒนาหลักการ 23 ข้อที่เขาเรียกว่า วิญ
ญานของบริษัทของเขา ถ้าไม่มีวิญญาน บริษัทหรือบุคคลจะไม่มีอะไรนอกจากเปลือกที่ว่างเปล่า หลักการหลายข้อที่มุ่งความดีคือ การนำความคิดที่ดีไปปฏิบัติ การทำให้โลกก้าวหน้า การเปลี่ยนแปลงสังคม
ผู้นำที่ฉลาดจะมีส่วนร่วมภายในการสนทนากับบุคคลให้มากเท่าที่จะเป็นไปได้
และแสดงระดับความผูกพันที่สูงที่จะสื่อสาร ทาดาชิ ยาไน ได้ถ่ายทอดความฝันของเขาต่อ ค.ศ 2020 เมื่อ 1 มกราคม ค.ศ 2009 ที่จะกลายเป็นผู้ค้าปลีกเสื้อผ้าหมายเลขหนึ่งของโลกในแง่ของยอดขายและการทำกำไร การนำหน้าแกปส์ เอช แอนด์ เอ็ม และซาร่า สามเดือนต่อมาเขาได้สนทนากับผู้บริหารระดับสูงของเขาทุกสัปดาห์ การสื่อสารจะสำคัญที่ทำให้ความฝันมีชีวิต
นักออกแบบอังกฤษคนหนึ่งของยูนิโคล่ ได้กล่าวว่า ทาดาชิ ยาไน จะเป็นผู้นำแรงบันดาลใจอย่างชัดเจน และยูนิโคล่คือเครื่องบรรณาการต่อเขาและสไตล์การบริหารของเขายากที่จะมองเห็นภายในบริษัทใหญ่ เขายอมให้ทีมของเขาที่จะเชื่อมั่นอย่างเพียงพอ ด้วยการยอมให้นักออกแบบรู้สึกอิสระที่จะแสดงบุคลิกภาพของพวกเขา และเขามุ่งมั่นที่จะสร้างผลิตภัณฑ์ที่ดี ณ ราคาที่เหมาะสมที่บุคคลต้องการ มันทำให้สดชื่นที่จะไม่ถูกขัดขวางภายในลำดับชั้นที่ซับซ้อน
และผมได้อิสรภาพอย่างเต็มที่สร้างการออกแบบอย่างที่ผมต้องการ แม้แต่ผมได้ถูกยอมให้ออกแบบหน้าต่างร้านค้าเป็นครั้งแรกของผม
ทาดาชิ ยาไน อ้างว่าเขาจะเก็บตัวเมื่อเป็นวัยรุ่น เขาชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับบุคคล การอ่านจะเป็นธรรมชาติ เขาได้กล่าวว่า ผมจะเป็นหนอนหนังสือ
ทาดาชิ ยาไน จะเป็นผู้นำเชิงบันดาลใจอย่างแท้จริง วิสัยทัศน์ของเขาได้ขับเคลื่อนความเป็นผู้นำเชิงบันดาลใจของเขาอย่างมีประสิทธิภาพ เขาจะมีทักษะการจูงใจที่เข้มแข็งดังที่เขามักจะพูดว่า เราจะต้องเป็นบวกและเชื่อว่าเราจะพบความสำเร็จคราวหน้า ทาดาชิ ยาไน ได้มีการสื่อสารโดยตรงกับผู้จัดการร้าน 30 คนต่อหนึ่งสัปดาห์ด้วยตัวเขาเอง ดังนั้นเขาและบุคคลของเขาจะมีวิสัยทัศน์อย่างเดียวกันที่สอดคล้องกับเป้าหมายขององค์การ มันเป็นความจริงที่การร่วมวิสัยทัศน์กับบุคคลจะสำคัญต่อผู้นำเชิงบันดาลใจที่จะจูงใจและบันดาลใจบุคคล
บุคคลจะมีแรงจูงใจและบันดาลใจได้ ถ้าผู้นำมีวิสัยทัศน์ที่เข้มแข็งและร่วมกับพวกเขา ทาดาชิ ยาไน จะมีวิสัยทัศน์ชัดเจนและร่วมกับบุคคลของเขาด้วยการสื่อสารโดยตรง
ความเป็นผู้นำเชิงบันดาลใจได้ถูกมองเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นผู้นำเชิงปฏิรูป วิถีทางที่เหมาะสมภายในอุตสาหกรรมแฟชั่นในขณะนี้ ความเป็นผู้นำเชิงบันดาลใจจะเน้นความฉลาดของผู้นำของการจูงใจแลการบันดาลใจบุคคล
ความเป็นผู้นำเชิงบันดาลใจจะอยู่บนรากฐานคุุณลักษณะส่วนบุคคลหรือบารมี
ที่มีอิทธิพลต่อบุคคล ดังนั้นความเป็นผู้นำเชิงบันดาลใจจะถูกระบุในแง่ของการให้แรงจูงใจและการบันดาลใจแก่บุคคล
ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหรือชีวิตส่วนบุคคลของเรา เราต้องการจะเป็นดีที่สุด
ผู้ประกอบการเหมือนเช่นสตีฟ จ้อปส์ และบิลล์ เกตส์ เพื่อความรู้ความเข้าใจ
แต่เราสามารถปรับมันเพื่อตัวเราเองได้อย่างไร ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของยูนิโคล่ตราสินค้าปลีกที่นิยมแพร่หลายอย่างกว้างขวาง ทาดาชิ ยาไน ได้มีบทเรียนบางอย่างที่เราสามารถใช้ได้ แม้ว่าเราไม่ได้เป็นเจ้าของธุรกิจ เขารู้อย่างแน่นอนอะไรทำให้เกิดความสำเร็จภายในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจปัจจุบันนี้
ผู้นำธุรกิจจากทุกอุตสาหกรรมสามารถเรียนรู้บางสิ่งบางอย่างจากเขาได้
1 การไม่กลัวความล้มเหลว
ทาดาชิ ยาไน เชื่อว่าโดยปรกติบุคคลกลัวความล้มเหลว ดังนั้นพวกเขาไม่บรรลุความสำเร็จในที่สุด เขาได้กล่าวว่าถ้วบุคคลไม่ล้มเหลวและเรียนรู้จากมัน บุคคลไม่สามารถบรรลุความสำเร็จได้ การเปิดตัวของยูนิโคภายในจีนและอเมริกาได้ขาดขุนอย่างมากและภายในยุโรปด้วย ภายหลังจากความล้มเหลว
มันได้จุดไฟอย่างน่าประหลาดใจภายในผม ทาดาชิ ยาไน กล่าว ความล้มเหลวไม่ควรจะถูกมองเป็นความล้มเหลว แต่เป็นความท้าทายจากมัน
2 การรู้ถึงศัตรูของเรา
ทาดาชิ ยาไน ได้กล่าวว่า เขาได้ศึกษาตราสินค้าของโลกเหมือนเช่นเอส แอนด์ เอ็ม
มาร์ค แอนด์ สเปนเซอร์ และแก้ปส์ ที่จะดูว่าพวกเขาได้ทำอะไรถูกต้องและไม่ถูกต้อง และเขาสามารถเรียนรู้อะไรจากพวกเขาได้ แต่กระนั้นบุคคลไม่ควรจะจำกัดตัวพวกเขาเอง เมื่อศึกษาคู่แข่วขันอื่นภายในอุตสากรรมของพวกเขา
พยายามที่จะค้นหาตัวอย่างอื่นภายนอกบริเวณที่ควบคุมได้ของเรา การช่วยให้เราเข้าใจตลาดอื่นได้ดีขึ้น
3 ความสุภาพอ่อนโยนจะไม่คุ้มค่า
บางครั้งมันดีกว่าที่จะใจแข็งแทนที่จะสุภาพอ่อนโยน ไม่ว่าจะเป็นตัวเราเองหรือบุคคลของเรา ทาดาชิ นาไน เชื่อว่าบุคคลไม่สามารถที่จะเจริญเติบโตและปรับปรุงได้ ถ้าพวกเขาไม่ได้ท้าทาย นายที่ดูแล้วคล้ายกับบุคคลที่ดีหรือสุภาพบุรุษ ที่จริงแล้วสามารถเป็นนายที่น่ากลัวได้ เมื่อพวกเขาไม่ได้ใส่แรงขับเคลื่อนภายในเราที่จะทำให้ดีขึ้น ทาดาชิ ยาไนได้เตือนไว้
4 การเปลี่ยนแปลงหรือตาย
นั่นคือหลักการต่อบุคคลของยูนิโคล่ทุกคน การเปลี่ยนแปลงจะสำคัญต่อทาดาชิ ยาไน ถ้าเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลง เราไม่สามารถอยู่รอดได้ ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงและการปรับตัวจะเป็นหัวใจที่ยังคงตรงเกี่ยวพันและอยู่ภายในการแข่งขัน การเปลี่ยนแปลงหรือตายจะเป็นปรัชญาที่มีชื่อเสียงของเขา ถ้าเรามองดูที่ภาพใหญ่ เราสามารถมองเห็นอย่างชัดเจนว่าสภาพแวดล้อมกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ลูกค้าต้องการบางสิ่งบางอย่างใหม่อยู่เสมอ
5 เหุตุบังเอิญสามารถเป็นโอกาสได้
ความผิดพลาดไม่ได้เป็นสิ่งไม่ดีเสมอไป แต่สามารถเป็นโอกาสได้
ภายในตอนเริ่มต้น ยูนิโคล่ได้จดทะเบียนภายในฮ่องกง ชื่อตราสินค้ายูนิโคล่ไดัถูกสะกดผิดจากตัวซีเป็นตัวคิว แต่กระนั้นแทนที่จะแสดงความโกรธ ทาดาชิยาไน ได้พบว่าการสะกดใหม่จะดีกว่าเดิมและไม่เหมือนใคร การให้เขาแยกออกมา ดังนั้นยูนิโคลได้กำเนิดขึ้นมา นี่แสดงว่าความผิดพลาดและเหตุบังเอิญไม่ใช่ไม่ดีเสมอไป แทนที่จะเกิดความคับข้องใจ การมองโอกาสที่จะสำรวจว่ามีหรือไม่ก่อน
6 มันโอเคที่จะเริ่มต้นใหม่
มันไม่เป็นไรที่เราจะเริ่มต้นใหม่ เมื่อได้รับรู้เส้นทางที่เราเดินไปอาจจะไม่ใช่เส้นทางที่ถูกต้อง เมื่อธุรกิจได้เปิดตัวครั้งแรก ยูนิโคล่ได้รวบรวมเสื้อผ้าที่เหลือจากผู้ค้าส่งและผู้ค้าปลีก และขายมัน ณ ราคาที่ต่ำ แต่กระนั้นคุณภาพ
ต่ำเกินไปที่จะทำกำไรมาก ด้งนั้นทาดาชิ ยาไน ได้ตัดสินใจผลิตเสื้อผ้าของเขาเอง และควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ นี่หมายถึงการเริ่มต้นใหม่ด้วยแนวคิดใหม่ และเขาได้มองเห็นความสำเร็จนับแต่นั้นมา
7 ชีวิตจะสั้นต้องไปหาทองอยู่เสมอ
เราสามารถตายได้ทุกเวลา เราต้องการบรรลุความสำเร็จอะไรตอนจุดจบของชีวิต ทาดาชิ ยาไน ถาม ถ้าเราไม่พยายามจะเป็นหมายเลขหนึ่ง จากนั้นเราจะไม่เคยเป็นหมายเลขหนึ่ง เชาเชื่อว่าบุคคลควรจะพยายามบรรลุเป้าหมายของพวกเขา เมื่อพวกเขาวันหนุ่มสาว เราไม่เคยรู้ว่าวันสุดท้ายของเราเมื่อไร และถ้าเราไม่พยายามจะบรรลุความสำเร็จ เราอาจจะต้องเสียใจกับมัน
8 ผู้นำอย่ามอบหมายงาน
การมอบหมายงานบางครั้งจะใช้ไม่ได้ตลอดเวลา มันดีที่สุดที่จะให้มือเราของสกปรก ไม่ใช่การนั่งอยู่ภายในห้องทำงาน การมอบหมายทุกสิ่งทุกอย่างแก่บุคคลอื่น และการมีผู้บริหารระดับสูงเพียงแต่อยู่ภายในห้องทำงาน และมุ่งที่งานบริหารทั่วไป เราจะไม่มีผู้บริหารธุรกิจที่ดีทำนองนี้ ทาดาชิ ยาไน กล่าว เขาได้อธิบายว่าผู้บริหารธุรกิจที่ดีใครก็ตามควรจะให้ความสนใจต่อร้านและการดำเนินของร้านของเขา เนื่องจากความผูกพันของผู้บริหารระดับสูงจะสำคัญ
9 การชนะการแข่งขันอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ถ้าเราพยายามที่จะไปข้างหน้ารวดเร็วจนเกินไป เราไม่สามารถที่จะติดตามความเป็นจริง และอาจจะล้มเหลวในที่สุด ตัวอย่างของสิ่งนี้ได้เกิดขึ้นเมื่อ
ยูนิโคล่ขยายสาขาภายในอังกฤษ ผู้จัดการยุโรปได้สร้างสำนักงานขนาดใหญ่
ก่อนที่ร้านค้าจะเปิด และต้องการที่จะบริหารเท่านั้น ทาดาชิ ยาไน ได้มุ่งหมายที่จะดำเนินร้านยูนิโคล่ 50 แห่งภายในอังกฤษ เมื่อสิ้นปีร้าน 21 แห่งจะดำเนินงานอยู่ และร้าน 16 แห่งได้ปิดไป การเรียนรู้จากประสบการณ์ของเขา เขาได้ตัดสินใจที่จะถอยกลับจนกว่าเขาจะพร้อม ในขณะนี้เขาจะมีร้าน 10 แห่งภายในลอนดอนและทำกำไร

ฟ้าสต์ รีเทลลิ่ง บริษัทเสื้อผ้าญี่ปุ่นที่ดำเนินงานร้านตราสินค้ายูนิโคลทั่วโลก
ได้มีรายงานความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัทประจำปีโอ้อวดถึงความสนใจต่อการปรับปรุงสภาวะการทำงานของคนงาน เพื่อที่จะบรรลุความรับ
ผิดชอบของพวกเขาในฐานะบริษัทโลก แต่กระนั้นภายในความเป็นจริงแล้ว
คนงานที่ผลิตเสื้อผ้าของยูนิโคล่ได้ถูกบังคับให้ทำงานนานชั่วโมงด้วยค่าจ้างต่ำมาก สภาวะการทำงานที่ไม่ดีของโรงงงานของยูนิโคล่ภายในจีนได้ถูกเปิดเผยโดยเอ็นจีโอของฮ่องกง นักศึกษาและนักวิชาการต่อต้านพฤติกรรมที่ผิดของบริษัท – เซคอม พวกเขาได้ทำการตรวจสอบลับ ณ ซัพพลายเออร์จีนของฟ้าสต์ รีเทลลิ่งด้วยการสนับสนุนจากเอ็นจีโอญี่ปุ่น รายงานได้อธิบายสภาวะการทำงานที่น่าตกตะลึงภายในโรงงานสองแห่ง ภายในทั้งสองโรงงาน ค่าจ้างของคนงานจะอยู่ ณ ระดับหนึ่งในสามของค่าจ้างเฉลี่ยภายในแต่ละเมือง
คนงานไม่มีทางเลือก แต่ต้องทำงานล่วงเวลา 112 -134 ชั่วโมงต่อเดือน
การละเมิดกฏหมายจำกัดการทำงานล่วงเวลาไม่เกิน 36 ชั่วโมงต่อเดือนของจีน คนงานได้บอกแก่ผู้ตรวจสอบว่าเขาทำงานสิบเอ็ดชั่วโมงต่อวัน และได้วันหยุดหนึ่งหรือสองวันต่อเดือนเท่านั้น เขาต้องมาทำงานแต่เช้าจนถึงสิบโมงหรือสิบเอ็ดโมง และบางครั้งถูกบังคับให้มาทำงานวันอาทิตย์ คนงานได้เล่าว่าเมื่อพวกเขาได้นัดหนุดงาน บริษัทได้ใช้อันธพาลคุกคามพวกเขา
ภายในรายงานของเซคอม ได้เปิดเผยการปฏิบัติของโรงงานอาบเหงื่อต่างน้ำและการละเมิดสิทธิแรงงานไม่ตรงกับคำสัญญาความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัท : ซีเอสอาร์ ของยูนิโคล่ ยูนิโคล่จะเป็นซุปเปร์สตาร์ผงาดขึ้นมาภายในอุตสาหกรรมฟาสต์ แฟชั่นโลก และฟอร์บได้ทำนายว่าพวกเขาจะนำหน้าเอช แอนด์ เอ็ม และอินดิเท็กซ์ กลายเป็นบริษัทเสื้อผ้าใหญ่ที่สุดของโลก ยูนิโคล่จะมีภาพลักษณ์ซีเอสอาร์สูง ด้วยจรรยาบรรณทางจริยธรรมและรายงาน
ซีเอสอาร์ที่ให้ความประทับใจของความโปร่งใส การคัดเลือกซัพพลายเออร์อย่างรอบคอบ การจำกัดการทำงานล่วงเวลา ความผูกพันต่อเสรึภาพของสมาคม และการตรวจสอบสภาพการทำงานอย่างใกล้ชิด แต่กระนั้นภายใต้การตรวจสอบปกปิดของซาคอม ได้พบการละเมิดสิทธิแรงงงานเป็นระบบและขนาดใหญ่ภายในโรงงานสองแห่งที่ผลิตแก่ยูนิโคล่ รายงานได้เปิดเผยความเป็นจริงที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง ด้วยคนงานผลิตเสื้อผ้ายูนิโคล่ทำงานเหนื่อยยากภายใต้สภาวะที่ไม่เป็นมนุษย์
โรงงานที่ตรวจสอบสองโรงจะเป็นเจ้าของโดยซัพพลายเออร์ที่สำคัญสองรายของยูนิโคล่ 17 ปีแห่งความร่วมมือด้วยประวัติที่ยาวนานกับฟาสต์ รีเทลลิ่ง ซัพพลายเออร์สองรายจ้างคนงานมากกว่า 50,000 คนภายในจีน ฟิลิปปินส์ เขมร อินโดนิเซีย และเวียตนาม ผู้ตรวจสอบได้พบว่า
ยูนิโคล่เอาเปรียบเรา ในขณะนี้พวกเขาได้ละเลยเรา คนงานโรงงานอินโดนีเซีย ได้อ้างถึงคนงาน 2,000 ทำงานเหนื่อยยากที่จะบรรลุคำสั่งซื้อจากยูนิโคล่ด้วยค่าจ้าง 120 เหรียญต่อเดือน ในขณะนี้งานได้หายไปแล้ว ค่าจ้างไม่ได้จ่าย บริษัทได้ละเลยพวกเขา แม้ว่าพวกเขาได้เคาะประตูข้างหน้าแล้ว คนงานอินโดนีเซียคนหนึ่งไม่เคยซื้อเสื้อผ้ายูนิโคล่ เธอเพียงแต่ไม่สามารถซื้อมันได้เท่านั้น



เสื้อผ้าจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตทุกวันของเรา เรามองเห็นเสื้อผ้าภายในการตลาด เราไซื้อเสื้อผ้า เราใส่เสื้อผ้า…….แต่ใครผลิตเสื้อผ้า ปัจจุบันนี้เสื้อผ้าได้กลายเป็นเข้าหาได้และราคาถูกลงมากขึ้น ตามวารสารฟอร์บ เมื่อ ค.ศ 1930 บุคคลทั่วไปเป็นเจ้าของเสื้อผ้า 9 ตัว ในขณะนี้ 30 ตัว ต้นทุนของการมีทางเลือกเสื้อผ้ามากขึ้น ณ ราคาไม่เเพงที่เกิดขึ้นจากการผลิตได้ย้ายไปสู่ต่างประเทศ
บางทีเราอาจจะเคยได้ยินโรงงานอาบเหงื่อต่างน้ำ มันเป็นโรงงานโดยเฉพาะ
ภายในอุตสาหกรรมเสื้อผ้า คนงานใช้มือได้ถูกจ้าง ณ ค่าจ้างที่ต่ำมาก ทำงานชั่วโมงยาวนาน และภายใต้สภาวะที่ไม่ดี เสื้อผ้าของตราสินค้าที่มีชื่อเสียงมักจะมาจากโรงงานเหล่านี้ แม้แต่โรงงานภายในอเมริกาจะละเมิดกฏหมายแรงงาน 50% ของโรงงานเสื้อผ้าภายในอเมริกาได้ละเมิดกฏหมายแรงงานพื้นฐานที่ถูกเรียกว่าโรงงานอาบเหงื่อต่างน้ำ เราอาจจะคิดว่าสติคเกอร์ “ปลอดโรงงานอาบเหงื่อต่างน้ำ” บนเสื้อเชิรตของเราหมายความว่าการค้าเสรีหรือสภาวะการทำงานที่เป็นมนุษย์ แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่มันไม่ผิดกฏหมายที่จะโกหกเกี่ยวกับเสื้อผ้ามาจากที่ไหน เพียงแต่เพราะว่าโรงงานอาบเหงื่อต่างน้ำและแรงงานเด็กผิดกฎหมาย การขายเสื้อผ้าที่ผลิตจากบางแห่งที่ยอมให้การ
ปฏิบัติเหล่านี้ไม่ผิดกฏหมาย ภายในพื้นที่ที่ยอมให้สิ่งน่ากลัวเหล่านี้ถูก
กฏหมาย
คนงานจำนวนมากภายในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าจะเป็นเด็ก มันได้ถูกประมาณว่าเราจะมีเด็ก 250 ล้านคนอายุระหว่าง 5 และ 14 ปี ทำงานภายในสภาวะที่ไม่ดี
การบังคับให้ทำงานล่วงเวลา บางครั้งไม่ได้รับรายได้ และไม่สามารถจะได้รับค่าจ้างดำรงชืวิต การลงโทษทางร่างกาย การล่วงละเมิดทางเพศ ภายในเอเชีย
เด็กบางคนอายุเพียง 5 ปีต้องไปทำงาน บางครั้งชั่วโมทำงานสูงถึง 13 ชั่วโมง
ค่าจ้างต่อวันต่ำกว่า 20 เซ็นต์ ภายในบางส่วนของโลก แรงงานเด็กจะค่อนข้างธรรมดา เช่น ภายในลาตินอเมริกา ระหว่าง 10% ถึง 25 % ของเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ทำงานภายในโรงงานอาบเหงื่อต่างน้ำ
อุตสาหกรรมเสื้อผ้าได้เปลี่ยนแปลงอย่างมากไปสู่ “ฟาสต์ แฟชั่น” ที่มักจะอ้างว่าเป็นแมคแฟชั่น โมเดลที่จัดหาเสื้อผ้าราคาถูก เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เข้าหาได้และใช้แล้วทิ้งได้ แม้ว่าเราได้รับรู้ว่าอุตสาหกรรมเสื้อผ้าได้ยอมรับว่าแรงงานเด็กและทาสจะเป็นปัญหาอย่างหนึ่ง และได้ผูกพันต่อการลงทุนที่จะจัดการกับสิ่งเหล่านี้ ความเป็นจริงคือลูกโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเสื้อผ้าจะซับซ้อนและยากที่จะตรวจสอบอย่างโปร่งใสได้
ตามองค์การแรงงานระหว่างประเทศ เด็กประมาณ 260 ล้านคนจะอยู่ภายในการจ้างงานทั่วโลก ไอแอลโอได้ประมณว่า 170 ล้านคนจะเป็นแรงงานเด็กที่ระบุโดยยูเอ็นเป็นงานแก่เด็กที่เด็กเกินไป – ทำงานต่ำกว่าอายุขั้นต่ำที่ต้องการ หรือทำงานที่มีลักษณะหรือสภาวะอันตราย การมองว่าแรงงานเด็กไม่เป็นที่ยอมรับและถูกห้าม แรงงานเด็กได้ถูกห้ามภายในประเทศส่วนใหญ่
แต่จะยังคงมีอยู่อย่างมากมายภายในส่วนยากจนที่สุดของโลก ไอแอลโอ
ได้ประมาณว่าแรงงานเด็กจำนวนมากจะผลิตสิ่งทอและเสื้อผ้าตอบสนองอุปสงค์ของลูกค้าภายในอเมริกา ยุโรป และเลยพ้นไป
ไอแอลโอ ได้ระบุแรงงานเด็กเป็นงานที่ลิดรอนเด็กจากความเป็นเด็กของพวกเขา ศักยภาพของพวกเขา และศักดิ์ศรีของพวกเขา และเป็นภัยต่อการพัฒนาทางร่างกายและความคิด
ไอแอลโอได้ประมาณว่าเด็ก 250 ล้านคนอายุระหว่างห้าและสิบสี่ปีทำงานภายในประเทศกำลังพัฒนา 61% ภายในเอเชีย 32% ภายในอัฟริกา และ 7% ภายในลาตินอเมริกา เด็กเหล่านี้จำนวนมากถูกบังคับให้ทำงาน พวกเขาถูก
ยับยั้งการศึกษาและความเป็นเด็กตามปรกติ เด็กบางคนถูกคุมขังและทุบตี เด็กบางคนถูกไม่ให้ออกจากโรงงาน และไปบ้านหาครอบครัวของพวกเขา
เด็กบางคนถูกลักพาตัวและบังคับให้ทำงาน เด็กทำงาน ณ ทุกขั้นตอนของลูกโซ่อุปทานภายในอุตสาหกรรมแฟชั่น
ยูนิเซฟ ได้แถลงว่า รัฐบาลควรจะคุ้มครองเด็กจากงานที่อันตราย หรืออาจจะ
ทำร้ายสุขภาพของพวกเขา หรือการศึกษาของพวกเขา สิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่าเด็กไม่ควรจะถูกยอมให้ทำงานบ้านหรือทำงานเบาที่เหมาะสมภายในธุรกิจครอบครัว เช่น ฟาร์มของครอบครัว แต่กระนั้นมันหมายความว่า
1 เด็กไม่ควรจะอยู่ภายในสถานการณ์ที่อาจจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือความเป็นอยู่ที่ดีโดยทั่วไป
2 การขอให้ทำงานที่ยากลำบากทางร่างกาย หรือ
3 การมีสิทธิของพวกเขาตามที่สัญญา : สิทธิเพื่อการเล่น การพักผ่อน และการศึกษา
เนื่องจากความอ่อนแอของพวกเขา บริษัทหลายบริษัทจะจ้างเด็กดีกว่าผู้ใหญ่ เราจะมีการเชื่อมโยงชัดเจนระหว่างแรงงานเด็กและค่าจ้างที่ต่ำ ทั้งภายในการเกษตร – การผลิตฝ้าย และภายในโรงงานทอผ้า ถ้าแรงงานเด็กถูกห้าม
แรงงานจะกลายเป็นขาดแคลน การทำให้คนงานผู้ใหญ่เจรจาต่อรองค่าจ้างดีขึ้นและปรับปรุงสภาวะแรงงานให้ดีขึ้น
แรงงานเด็กจะถูกพบได้ ณ ทุกระดับของอุตสาหกรรมแฟชั่น และไม่มีที่ไหน
จะชัดเจนมากกว่ากับการผลิตฝ้าย ภายในอุตสาหกรรมฝ้าย เด็กมักจะถูกใช้
ผสมเกสรข้ามพันธุ์ของโรงงานฝ้าย เก็บเกี่ยวฝ้าย แลภายในโรงปั่น ทอ และย้อม
เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนภายในอุซเบกิสถาน เมื่อคนงานรัฐบาลบังคับเด็กที่จะใช้เดิอนฤดูร้อนเก็บฝ้าย และแม้แต่คุกคามพวกเขา ถ้าพวกเขาไม่เชื่อฟัง
ฟาสต์ แฟชั่น : แฟขั่นรวดเร็ว ทำให้เกิดการแข่งขันไปสู่จุดต่ำสุด การผลักดันบริษัทที่จะค้นหาแหล่งแรงงานราคาถูก แรงงานราคาถูกจะหามาได้อย่างเสรีภายใน
หลายประเทศที่การผลิตสิ่งทอและเสื้อผ้าได้เกิดขึ้น เราจะมีเด็กหญิงจำนวนมากภายในประเทศ เช่น อินเดียและบังคลาเทศเต็มใจทำงานด้วยค้าจ้างที่ต่ำ
และนำเข้ามาภายในอุตสาหกรรมเหล่านี้ได้ง่าย ภายใต้คำสัญญาเท็จของค่าจ้างที่เหมาะสม รายงานได้เปิดเผยว่าผู้เสาะหาของอินเดียใต้ได้ชักจูงพ่อแม่
ภายในพื้นที่ชนบทยากลำบาก จนต้อวส่งลูกสาวของพวกเขาไปทางานโรงงานปั่นด้าย
ด้วยคำสัญญาของงานรายได้ดี ที่พักสบาย อาหารสามมื้อต่อวัน และแม้แต่
สัญญาโอกาสของการเข้าโรงเรียนและการฝึกอบรม ครอบครัวและเด็กได้ถูกสัญญาจะได้รับเงินก้อนภายในระยะเวลาหนึ่ง การทำให้เป็นไม่ได้ที่จะปฏิเสธโอกาสภายใต้สถานการณ์ทางสังคมและเศรษฐกิจที่ยากลำบาก เด็กจำนวนมากถูกบังคับให้ออกจากโรงเรียน เพื่อที่จะช่วยสนับสนุนครอบครัวของพวกเขา
เราจะยังคงมีเด็กมากกว่า 3.5 ล้านคนทำงานภายในบังคลาเทศ อายุจาก 5 ถึง 17 ปี การรวมตัวหนาแน่นที่สุดของแรงงานเด็กจะถูกพบภายในดากา แรงงานเด็กจะมีประมาณ 690, 000 คน
บทความฉบับหนึ่งบนมีเดียมดอทคอม ได้กล่าวถึงเด็กหญืงอายุ 15 ปีชื่อบิธิ
เย็บเสื้อผ้าเพื่อการดำรงขีวิต
เมื่ออายุ 12 ปี บิธี ได้ถูกส่งโดยครอบครัวของเธอไปทำงานภายในโรงงานเสื้อผ้าแห่งหนึ่ง เธอจะเป็นคนหนึ่งของเด็กล้านคนทำงานเหนื่อยยากภายในภาคสิ่งทอและเสื้อผ้าของโลก 284 พันล้านเหรียญ เธอต้องการจะเป็นหมอ แต่ความยากจนบังคับเธอเป็นแรงงานเด็กภายในโรงงานเสื้อผ้าของบังคลาเทศ
ถีบเครื่องเย็บผ้า เข็มขึ้นลงตามจังหวะ นิ้วขยับขับเคลื่อนตามแนวผ้า สร้างสถิติความเร็วของการเย็บ เพื่อเย็บกองผ้าให้ได้ตามโควต้า ผลิตกางเกง 480 ตัวต่อวัน บิธืได้ใช้สามปีที่ผ่านมาเย็บกางเกงยีนส์ วันแรกของการทำงานของเธอ บิธีร้องให้ วันแรกหนูรู้สึกไม่ดี หนูคิดว่ามันไม่ดี หนูเล็กเกินไป
หนูถูกล้อมรอบด้วยบุคคลอื่นที่แก่กว่า แต่นั่นเมื่อสามปีที่แล้ว เมื่อเธอมีอายุ 12 ปี ในขณะนี้มันจะเป็นงานประจำวัน ไม่มีน้ำตาไหลอีกแล้ว ทุกวันบิธิจะช่วยผลิตกางเกงต่ำสุด 480 ตัว ด้วยค่าจ้างมากกว่า 1 เหรียญต่อวัน กระเป๋า 60 ใบต่อชั่วโมง เด็กหญิงอายุ 15 ปี ข้างหลังเครื่องเย็บผ้า ได้อธิบาย
ข้างในห้องชั้นสองอัดแน่นด้วยผู้หญิงบังคลาเทศอื่น เด็กหญิงได้ก้มตัวลงที่เครื่องเย็บผ้าของเธอด้วยหลอดแสงไฟแรงข้างบน
ภายในกรณีของบีธิ ความยากจนอย่างอนาถและพ่อที่เจ็บป่วยบังคับให้พ่อแม่
ส่งเธอไปโรงงานเสิ้อผ้าที่จะเย็บเสื้อผ้าของนักออกแบบด้วยจุดหมายปลายทางของร้านค้าภายนประเทศรายได้สูงเหมือนเช่นแคนาดา แต่กระนั้นบิธิได้รู้สึกขอบคุณต่องาน โรงงานของเธอจะเป็นโรงงานที่ดีแห่งหนึ่ง เธอกล่าวอย่าง
แน่ใจ นายของเธอ โมฮัมหมัด อายุ 24 ปี ได้กล่าวว่า บิธิเป็นคนงานที่ดี และเขาได้เลื่อนตำแหน่งเธออย่างรวดเร็วจากผู้ช่วยเหลือโรงงานเป็นผูัควบคุมเครื่องเย็บผ้า
โมฮัมหมัดได้กล่าวว่า โดยปรกติบุคคลวัยหนุ่มสาวจะรวดเร็ว พวกเขามีความเร็วของการทำงานที่ดี โรงงานของเขาจะเล็ก รับงานสัญญารับช่วงจากโรงงานเสื้อผ้า
และนโยบายของรัฐบาลต้อแรงงานเด็กได้ถูกมองข้าม ค่าจ้างที่เราให้จากโรงงานนี้จะไม่เพียงพอ แม้แต่ผมที่รับผิดชอบ เขายอมรับ
บิธิ ได้กล่าวว่างานของเธอไม่มีปัญหา ไม่ไล่ออก และนายที่ดี เมื่อเธอบาดเจ็บจากงาน นิ้วผิดพลาดทำให้เข็มแทงเธอ และเลือดไหลทะลักบนเครื่องเย็บผ้าของเธอ เธอสามารถหยุดงานที่จะรักษาได้
แม่ของบิธิอายุ 39 ปี เฟโรซา ไม่รู้สึกผิดเกี่ยวกับการเริ่มต้นบีธิภายในโรงงานเสื้อผ้าก่อนที่เธอจะเป็นวัยรุ่น เราไม่มีอาหาร ไม่มีแม้แต่ข้าว ฉันร้องให้เมื่อฉันได้คิดถีงวันนั้น ฉันคิดว่ามันจะดีกว่าต่อเราที่จะตายถ้าไม่มีอาหาร เฟโรซา ได้จดจำข้างในบ้านห้องเดียวของครอบครัวที่สมาชิกแปดคนนอนด้วยกัน ณ เวลานั้น สามีของเฟโรซาจะล้มป่วย เขาไม่สามารถทำงานได้ ครอบครัวจะอยู่ภายในวิกฤติ เฟโรซารับจ้างทำงานบ้านอยู่ปีครึ่ง เลี้ยงดูลูกหกคน และทำธุรกิจทำถุง
อาหารได้ถูกขอและยืมจากสมาชิกครอบครัวที่บริจาคและเพื่อนบ้าน เด็กได้ร้องให้ตอนกลางคืนจากความหิว – จานว่างเปล่า แต่มันไม่สามารถยั่งยืนได้
เฟโรซ่ารู้ว่าการบริจาคจะต้องสิ้นสุดลง
ดังนั้นเธอได้ทำสิ่งที่พ่อแม่ของเธอทำกับเธอเมี่อพวกเขาได้มาดากาสิปปีที่แล้ว เฟโรซา ได้ส่งลูกสาวอายุมากที่สุดของเธอ โดลี่ ไปทำงานโรงงานเสื้อผ้า ณ อายุ 12 ปี ก่อนที่หนูจะเริ่มต้นความฝันเกี่ยวกับอนาคต หนูได้เริ่มต้นทำงาน โดลี่ พูด ในขณะนี้อายุ 19 ปี และเมื่อบิธิอายุ 12 ปี เธอได้ถูกส่งไปทำงานภายในโรงงานเสื้อผ้าด้วย ในฐานะของแม่
ฉันรู้สึกเศร้าใจ เฟโรซา พูด แต่ฉันยังคงจะต้องอยู่กับความเป็นจริง
เมื่อบิธิมองเห็นเด็กผู้หญิงอื่นอายุเท่าเธอภายในเครื่องแบบโรงเรียนตราหมากรุกน้ำเงินขาว
เธอยอมรับที่จะรู้สึก เจ็บปวด ใจของหนูแตกสลาย ครั้งหนึ่งเธอมีความฝันเพื่ออนาคตที่จะเป็นหมอ แต่เธอได้ยกเลิกความฝันนั้นไปแล้ว ในขณะนี้หนูเพียงแต่ฝันของการยืนบนเท้าของตัวเองเท่านั้น
ตามที่แม่ของบิธิ เฟโรซา อนาคตของเด็กผู้หญิงได้ตระเตรียมที่จะแต่งงาน
แม่ของเธอได้มีชายคนหนึ่งภายในใจแล้ว หัวหน้างานของบิธิ ชายคนนี้อายุแก่กว่าแปดปี มาจากครอบครัวฐานะดี เขาได้แสดงความสนใจต่อบิธิ
บิธิ จะโชคดีท่ามกลางแรงเด็ก เมื่อ ค.ศ 2013 อาคารภายในบังคลาเทศที่เป็น
โรงงานผลิตเสื้อผ้าของตราสินค้้าตะวันตกที่หลากหลายได้พังทลายลง คนงาน 1,127 คนเสียชีวิต และหลายคนบาดเจ็บ อานาจะเป็หนึ่งของคนงานภายในโรงงาน เธอมีอายุสิบสามปีในขณะนั้น มือของเธอต้องถูกตัดที่จะเอาเธอออกจากกองหิน
แม้ว่าเธอจะไม่เสียชีวิต ชีวิตของเธอได้เปลี่ยนแปลงไป และความพิการได้ขัดขวางเธอจากการกลับไปโรงเรียน เรื่องราวของบิธีและอานาจะธรรมดา
11 % ของเด็กของโลกกำลังทำงานภายในสถานการณ์ที่ลิดรอนพวกเขาจากการศึกษา ค่าจ้างที่ยุติธรรม และสภาวะที่ปลอดภัย การแพร่ระบาดนี้สามารถถูกย้อนรอยไปยังการเปลี่ยนแปลงภายในโครงสร้างของแฟชั่น นับตั้งแต่ต้น ค.ศ 2000 รูปแบบใหม่ของการผลิตได้ยึดครองอุตสาหกรรม : ฟ้าสต์ แฟชั่น
รายงานได้แสดงเสื้อเชิรตโปโล 14 เหรียญขายในคานาดา และผลิตภายในบังคลาเทศจะเป็นต้นทุนของผู้ค้าปลีก 5.67 เหรียญเท่านั้น เพื่อที่จะให้ราคาต่ำลงนั้น คนงานจะมองเห็นเพียง 12 เซ็นต์ หรือสองเปอร์เซ็นต์ของต้นทุนค้าส่ง
ค่าจ้างต่ำที่สุดภายในโลก ประมาณครึ่งหนึ่งของคนงานภายในโรงงานจีน และเป็นเหตุผลที่สำคัญอย่างหนึ่งของการปะทุอุตสาหกรรมเสื้อผ้าของบังคลาเทศ
มูลค่าสูงถึง 19 พันล้านเหรียญ โรงงาน 5,400 แห่งของประเทศจ้างคนงานสี่ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงตัดและเย็บเสื้อเชิรตและกางเกง 80 % ของการส่งออกรวมของประเทศ เราจะมีคนงานสิ่งทอ 4 ล้านคนภายในบังคลาเทศ
และคนงานเหล่านี้จำนวนมากจะเป็นเด็ก เราได้ถ่ายทอดเรื่องราวของเด็กอายุ 15 ปี บิธิ



เวิรล์ด วิชั่น ได้รายงานเรื่องราวของจีน เด็กชายอายุ 8 ปีทำงานภายในเหมืองเคียงข้างแม่ของเขาภายในคองโก 40% ของคนงานเหมืองจะเป็นเด็ก จีนได้กล่าว่า นับตั้งแต่ทำงานภายในเหมือง ผมจะมีปัญหากับผิงหนังของผม ร่างกายเจ็บปวด และเจ็บปวดภายในตาของผม
พวกเขาจะหลงอยู่ภายในอุโมงที่พังทลายหรือจมน้ำ เด็กทำงานภายในเหมืองได้รายงานมองเห็นเด็กคนอื่นเสียชีวิตภายในเหมือง เด็กได้อธิบายสถานการณ์ ผลกระทบ และแรงขับเคลื่อนของงานของพวกเขาในฐานะของคนงานเหมือง
19% ได้กล่าวว่าพวกเขาได้มองเห็นเด็กชายคนหนึ่งตายภายในเหมืองแร่
87% จะประสบกับความเจ็บปวดทางร่างกาย และหลายคนได้บาดเจ็บ
67% ได้รายงานการไอบ่อยครั้งหรือตลอดเวลา
เด็กผู้หญิงหลายคนจะมีการติดเชื้ออวัยวะสืบพันธุ์ภายหลังทำงานภายในน้ำที่เป็นกรดลึกถึงเอว
เราได้ถ่ายทอดเรื่องราวของเด็กหญิงอายุ 15 ปี บิธี และนาสริน ถูกบังคับให้เย็บเสื้อผ้าภายในโรงงาน เพราะว่าครอบครัวของพวกเธอไม่สามารถอยู่รอดได้จากรายได้ของพ่อแม่อย่าเดียว งานจะหนักมากและค่าจ้างต่ำ บาดนิ้วจะเป็นเรื่องธรรมดา และการเดินทางจะเต็มไปด้วยอันตราย นาสริน ได้บอกว่า หนูฝันที่จะเป็นครู แต่ในขณะนี้ หนูฝันที่จะช่วยน้องสาวของหนู เพื่อที่พวกเธอสามารถยืนบนเท้าของพวกเธอเองได้
การวิจัยภาคสนามได้แสดงว่า ภายในความเป็นจริง เด็กผู้หญิงทำงานภายใต้สภาวะที่น่ากลัวเหมือนกับทาสสมัยใหม่ และรูปแบบเลวร้ายที่สุดของแรงงานเด็ก อุตสาหกรรมสิ่งทอจะมีชื่อเสียงต่อการใช้แรงงานเด็ก
แรงงานเด็กจะเป็นปัญหาต่ออุตสาหกรรมแฟชั่น เพราะว่าส่วนใหญ่ของลูกโซ่อุปทานต้องการแรงงานทักษะต่ำ และงานบางอย่างจะเหมาะสมกับเด็กมากกว่าผู้ใหญ่
ภายในการเก็บฝ้าย นายจ้างชอบที่จะจ้างเด็กเพื่อนิ้วที่เล็กของพวกเธอไม่ทำให้ฝ้ายเสียหาย เด็กจะถูกมองเป็นคนงานที่เชื่อฟัง พวกเขาสามารถจัดการได้ง่าย เราไม่มีการดูแลหรือกลไกการควบคุมทางสังคม ไม่มีสหภาพที่สามารถช่วยเหลือพวกเธอต่อรองสภาวะการทำงานที่ดีได้ เด็กผู้หญิงเหล่านี้เป็นคนงานทักษะต่ำมากพูดอะไรไม่ได้ นายจ้างจะร้อดพ้นจากข้อเท็จจริงเหล่านี้ เพราะว่าลูกโซ่อุปทานของแฟชั่นจะซับซ้อนมาก และยากต่อบริษัทที่จะควบคุมทุกขั้นตอนของการผลิต ทำให้เป็นไปได้ที่จะจ้างเด็กโดยที่ตราสินค้าใหญ่และลูกค้า
ไม่สามารถค้นพบได้ บริษัทจะมีแนวทางของจริยธรรมที่พวกเขาได้กำ
หนดขึ้น แต่อุปสงค์ที่สูงจากลูกค้า ทำให้บริษัทต้องกดดันอย่างมากต่อผู้ผลิตของพวกเขาที่จะผลิตเสื้อผ้าจำนวนมากอย่างรวดเร็ว เมื่อโรงงานได้รับรู้ว่าพวกเขาไม่สามารถผลิตได้ตามที่ขอมา พวกเขาจะทำสัญญารับช่วงไปยังโรงงานอื่นที่ใช้แรงงานเด็ก โดยไม่บอกกล่าวแก่บริษัทที่ซื้อ โรงงานรับสัญญาช่วงเหล่านี้มักจะไม่ถูกคุ้มครองโดยกฏหมายแรงงาน เมื่อพวกเขาดำนินงาน
ภายในภาคที่ไม่เป็นทางการ
การเปลี่ยนแปลงสามารถเกิดขึ้นได้อย่างไร ธุรกิจอาจจะเริ่มต้นด้วยการก้าวไปไกลเป็นพิเศษที่จะมั่นใจว่าแรงงานเด็กไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิตของพวกเขา การไปเยี่ยมโรงงานและการประเมินอัตราส่วนคนงานต่อการผลิต
พวกเขาสามารถถอดรหัสได้ว่าโรงงานได้ส่งการผลิตของบริษัทไปที่อื่นหรือไม่
ธุรกิจสามารถตรวจสอบโรงงานที่จะมั่นใจว่าสภาวะการทำงานปลอดภัย สุขภาพดี และคนงานได้รับค่าจ้างดำรงชีวิตได้
ฟ้าสต์ แฟชั่นคือ เสื้อผ้าราคาถูก เดินตามแนวโน้ม และการหมุนเวียนสั้น จาก
การผลิตไปสู่ค้าปลีก ในขณะนี้โลกได้ก้าวผ่านแนวโน้มอย่างรวดเร็ว บุคคลซื้อเสื้อผ้ามากขึ้น และอุตสาหกรรมแฟชั่นได้ถูกขับเคลื่อนโดยอุปสงค์ของลูกค้า
นี่ได้สร้างการแข่งขันที่จะผลิต การบังคับให้ตราสินค้าที่นิยมแพร่หลาย เช่น เอช แอนด์ เอ็ม ซารา แก้ปส์ ยูนิโคล่ เอ้าท์ฟิตเตอร์ หรือเออร์แบน ที่จะค้นหาแรงงานราคาถูก ดังนั้นแรงงานเด็กจะรุนแรงภายในหลายประเทศที่การผลิตสิ่งทอและเสื้อผ้าได้เกิดขึ้น ภายในแต่ละระดับของลูกโซ่อุปทานแฟชั่น : ฝ้าย สิ่งทอ เสื้อผ้า เป็นต้น
เด็กจะทำงาน ณ ทุกขั้นของลูกโซ่อุปทานภายในอุตสาหกรรมแฟชั่น ตั้งแต่การผลิตเมล็ดฝ้ายภายในเบนิน และการเก็บเกี่ยวฝ้ายภายในอุซเบกิสถาน เด็กทำงานชั่วโมงยาวนานและไม่มีที่ปกปิดสารฆ่าแมลง ไปจนถึงการปั่นเส้นด้ายภายในอินเดีย และการประกอบเสื้อผ้าภายในโรงงานบังคลาเทศ เด็กต้องทำงานด้วยสารเคมีและเครื่องจักรที่อันตราย
มุมมองทางจริยธรรมของแรงงานเด็กจะแตกต่างกันมาก โรเบิรต ไรซ์ นักเศรฐศาสตร์ และอดีตรัฐมนตรีกระทรวงแรงงานสมัยประธานาธิบดี บิล คลินตัน มองว่า การใชัแรงงานเด็กควรจะถูกลงโทษและผิดกฏหมาย ณ ระดับโลก แต่วารสารเดอะอีโคโนมิสท์มองว่า เราคงจะไม่มีบุคคลใดเลยต้องการมองเห็นเด็กทำงานภายในโรงงาน แต่ประชาชนของประเทศร่ำรวยต้องยอมรับว่าเด็กของประเทศยากจนเป็นผู้หาเลี้ยงครอบครัว ดังนั้นการไม่ยอมรับการจ้างงานเด็กจะทำให้ครอบครัวเด็กยุ่งยากได้ การผิดศีลธรรมอย่างหนี่ง(แรงงานเด็ก)อาจจะทำให้เกิดการผิดศีลธรรมมากขึ้น(ความยากจน) ดังนั้นเดอะอีโคโนมิสท์ ได้สนับสนุนการควบคุมสภาวะของโรงงานที่เด็กทำงานอยู่ แทนที่จะไม่ยอมจ้างแรงงานเด็ก เดวิด เอ็นเดอร์สัน ได้เขียนบทความภายในวารสารฟอร์จูนว่า ข้อวิจารณ์แรงงานเด็กต้องไม่มองข้ามว่าอะไรได้เกิดขึ้น เมื่อแรงงานเด็กค่าจ้างต่ำต้องสูญเสียงาน พวกเขาจะเลวลงอีก เราต้องไม่ทำให้บุคคลบางคนดีขึ้น ด้วยการเอาทางเลือกดี่ทีสุดของทางเลือกที่เลวออกไป โรงงานที่จ้างแรงงานเด็กราคาถูกอาจจะเป็นเส้นทางจากความยากจนไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้น
นักวิจัยได้คาดคะเนว่าเด็กอายุต่ำกว่า 14 ปี มากกว่า 300,000 คน ทำงานภายในโรงงานผลิตเสื้อผ้าที่ส่งออกไปยังตลาดอเมริกัน เด็กเหล่านี้ต้องทำงานมากกว่า 60 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และได้รับค่าจ้างต่ำกว่า 2.80 เหรียญต่อวัน ค่าจ้างขั้นต่ำของกัวเตมาลา ผู้ค้าปลีกอเมริกันหลายรายไม่ได้ตรวจสอบซัพพลายเออร์ต่างประเทศของพวกเขา ถ้าผู้ค้าปลีกอเมริกันจริงใจต่อการต่อต้านแรงงานเด็ก พวกเขาไม่สามารถละเลยข้อเท็จจริงได้ว่าพวกเขากำลังซื้อเสื้อผ้าที่ผลิตโดยแรงงานเด็ก และต้องพยายามตรวจสอบและยกเลิกสัญญาซัพพลายเออร์ที่ใช้แรงงานเด็ก
Cr : รศ สมยศ นาวีการ







