สงครามที่ทุกฝ่ายแพ้ แต่ไม่มีใครยอมรับ (3)

สงครามที่ทุกฝ่ายแพ้ แต่ไม่มีใครยอมรับ (3)
ทหารประชาธิปไตย
ภาค ๓ กับดักทางทหารที่ปิดล้อมตัวเอง
ทหารประชาธิปไตย
ทรัมป์พูดถึงการยึดน้ำมันอิหร่านว่า “เป็นทางเลือกหนึ่ง” ก่อนจะบอกว่า “ผมคงไม่พูดถึงมัน” — ประโยคนี้เปิดเผยความคิดในหัวได้มากที่สุด Kharg Island ขนถ่ายน้ำมันส่งออกร้อยละ ๙๐ ของอิหร่านจึงดูเหมือนเป็นเป้าหมายที่ “สมเหตุสมผล”
แต่มีปัญหาพื้นฐานที่ทำลายตรรกะนั้นทั้งหมด ประการแรก ช่องแคบฮอร์มุซปิดอยู่แล้ว อิหร่านส่งออกน้ำมันไม่ได้อยู่ดีโดยไม่ต้องยึด Kharg ประการที่สอง การถล่มเกาะจนถังน้ำมัน ๓๐ ล้านบาร์เรลระเบิด คือหายนะสิ่งแวดล้อมในอ่าวเปอร์เซียที่จะส่งผลต่ออุณหภูมิน้ำ การประมง และน้ำดื่มของรัฐกัลฟ์ทั้งหมดเป็นทศวรรษ และทะเลเพลิงที่จะสร้างหายนะให้แก่ภูมิภาคและโลก ประการที่สาม Kharg อยู่ห่างจากแผ่นดินใหญ่อิหร่านเพียง 25 กม. แม้ยึดได้ อิหร่านก็โจมตีซ้ำได้ตลอดเวลา
นาวิกโยธิน ๒,๕๐๐ นายที่เชี่ยวชาญการขึ้นบกทางน้ำซึ่งสหรัฐฯ ส่งมา พร้อม USS Tripoli ที่บรรทุก F-35 และเฮลิคอปเตอร์ ดูสอดคล้องกับปฏิบัติการจำกัดเวลาและเป็นเครื่องมือกดดัน ไม่ใช่แผนบุกยึดพื้นที่ระยะยาว การออกข่าวว่า “จะยกพลบุกอิสฟาฮาน” ยิ่งไม่น่าเชื่อถือ เพราะการบุกเมืองที่อยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดินอิหร่านต้องการกำลังพลและเส้นส่งกำลังบำรุงที่สหรัฐฯ ไม่ได้เตรียมไว้
วงจรหายนะจากการถล่มโครงสร้างพลังงาน
อิหร่านขู่ชัดว่าหากโรงงานพลังงานไฟฟ้าถูกโจมตี จะทำลายโรงไฟฟ้าโรงงานน้ำมันและก๊าซที่เชื่อมโยงกับสหรัฐฯ ทั่วภูมิภาคให้เป็น “กองเถ้าถ่าน” เป้าหมายที่น่ากังวลที่สุดคือโรงงาน Abqaiq ของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นโรงงานแปรรูปน้ำมันใหญ่ที่สุดในโลก และ LNG Terminal ของกาตาร์ที่จ่ายก๊าซให้ยุโรปเป็นหลัก
ถ้าเกิดขึ้นจริง ราคาน้ำมันโลกอาจพุ่งถึง ๑๕๐–๒๐๐ ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะทำลายเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่นพร้อมกัน นี่คือปืนที่จ่อหัวทรัมป์ไม่ใช่จากอิหร่าน แต่จากผลของการกระทำของตัวเอง







