INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

เมื่อวิกฤติการเงินโลกอาจกลายเป็นกลียุค

dollar 1443244 340

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ

ทหารประชาธิปไตย

เมื่อวิกฤติการเงินโลกอาจกลายเป็นกลียุค

จุดเริ่มต้นของวิกฤตการณ์นี้อาจนับเริ่มตั้งแต่สหรัฐอเมริกา วางแผนและตัดสินใจยกเลิกการหนุนค่าเงินดอลลาร์ด้วยทองคำ ตามที่ได้มีการตกลงกันกับประเทศต่างๆ และเพื่อให้คนยอมรับเงินดอลลาร์กระดาษเปล่า สหรัฐฯจึงไปทำการตกลงกับกลุ่มประเทศอาหรับ โดยเฉพาะซาอุดิอารเบีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก ให้กำหนดว่าจะมีการซื้อขายน้ำมันดิบเป็นดอลลาร์สหรัฐฯ ประกอบกับสหรัฐฯ นั้นก็ควบคุมการค้าน้ำมันด้วยบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างเอ๊กซอน สแตนดาร์ท โมบิล เป็นต้น จึงทำให้ทั้งโลกต้องยอมรับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นสื่อกลางแห่งการแลกเปลี่ยน โดยที่ไม่มีหลักทรัพย์ คือ ทองคำหนุนหลัง

เวลาผ่านไปสหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเทศชั้นนำในการสร้างนวตกรรม และผลิตสินค้าออกขายไปทั่วโลก เริ่มสูญเสียความสามารถในการแข่งขันจากการพัฒนาของญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน ซึ่งต่างก็พัฒนาเทคโนโลยีจากการลอกเลียนแบบและพัฒนา ไปสู่การวิจัยพัฒนาอย่างก้าวหน้า สหรัฐฯซึ่งขาดดุลการค้ามาโดยตลอดในช่วงนี้แต่ก็ยังคงใช้เงินกระดาษไปซื้อสินค้าบริการ และวัตถุดิบเข้ามาใช้ภายในประเทศ จนเกิดเศรษฐกิจตกต่ำภายในประเทศ จึงคิดแก้ปัญหาด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยการพิมพ์ธนบัตรดอลลาร์ออกมาเป็นจำนวนมาก และต่อเนื่องที่เรียกว่านโยบายผ่อนคลายทางการเงิน(QE) จนเงินดอลลาร์เกินความต้องการของโลกไปหลายเท่า และมีจีนกับญี่ปุ่นที่ค้าขายเกินดุลสหรัฐฯ เป็นจำนวนมาก มีเงินดอลลาร์เป็นทุนสำรองเป็นจำนวนมากเป็นเงาตามตัว และยังเอาส่วนเกินไปซื้อพันธบัตรสหรัฐฯ

ประเด็นนี้จะเห็นได้ว่าสหรัฐฯใช้เพียงกระดาษเปื้อนหมึกไปซื้อสินค้าและบริการจากประเทศเหล่านี้ ซึ่งต้องนำเอาวัตถุดิบและแรงงานมาผลิตขายแลกกระดาษ

แต่การที่ปริมาณเงินดอลลาร์ถูกพิมพ์ออกมาเป็นจำนวนมากจนเกินต้องการ ทำให้ค่าเงินลดลงประกอบกับประเทศต่างๆเริ่มระมัดระวังไม่พึ่งพิงดอลลาร์มากนัก โดยเฉพาะจากการที่สหรัฐฯทำการแซงก์ชั่นรัสเซียในกรณีพิพาทยูเครน และประเทศต่างๆโดยเฉพาะประเทศผู้ค้าน้ำมันเริ่มเคลื่อนไหวที่จะใช้เงินสกุลอื่น เช่น หยวน รูเบิ้ล หรือแม้แต่เงินท้องถิ่นของตนเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนซื้อขายกันเองมากขึ้น ยิ่งทำให้ความต้องการดอลลาร์ลดลงอย่างรวดเร็ว

1200px Seal of the United States Federal Reserve System.svg

สหรัฐฯโดยเฟด (FED) คือสถาบันการเงินที่ดูแลเรื่องการพิมพ์ธนบัตรและนโยบายการเงิน โดยเป็นของภาคเอกชน จึงต้องปรับเปลี่ยนนโยบายใหม่ โดยได้ปรับอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำมายาวนาน ให้มีระดับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภายในเวลา 1 ปี อัตราดอกเบี้ยเพิ่มจาก 0.5% เป็น 4% และมีความเป็นไปได้ที่อัตราดอกเบี้ยจะเพิ่มต่อไปอีก โดยอ้างว่าเพื่อแก้ปัญหาเงินเฟ้อภายในประเทศ แต่เรื่องมันไม่ใช่แค่นั้น มันมีกลไกฉ้อฉลที่จะทำให้เกิดผลกระทบเศรษฐกิจโลกจนจะทำให้เกิดวิกฤตการณ์การเงินขึ้น ด้วยนโยบายการตึงตัวทางการเงิน(QT) คือ ขึ้นดอกเบี้ยเพื่อดึงเงินดอลลาร์เข้าประเทศและทำลายเงินเหล่านั้นเพื่อลดปริมาณเงินดอลลาร์ที่หมุนเวียนอยู่ในโลก ซึ่งก็ทำให้ค่าเงินดอลลาร์กระเตื้องขึ้น แต่จีนและญี่ปุ่นที่มีสำรองเงินดอลลาร์จำนวนมากก็ใช้โอกาสนี้ระบายเงินดอลลาร์ออกขายเพื่อลดความเสี่ยงในการถือดอลลาร์ที่กำลังเสื่อมค่าลง และยังตามด้วยการเทขายพันธบัตรสหรัฐฯ

ทว่าเรื่องไม่ได้จบแค่นั้นประเทศต่างๆที่มีสำรองเงินดอลลาร์หรือเงินตราต่างประเทศ ต่างก็ถูกกดดันให้เงินสำรองไหลออก หากไม่ยอมขึ้นดอกเบี้ย แต่ถ้าขึ้นดอกเบี้ยก็จะมีผลกระทบต่อการลงทุนภายในประเทศเพราะต้นทุนสูงขึ้น จนทำให้การเจริญเติบโตชะลอตัว หรือชะงักงันเกิดเศรษฐกิจตกต่ำ

อย่างไรก็ตามเรื่องวิกฤตการณ์ทางการเงินของโลกที่เกิดจากนโยบายของสหรัฐฯ(เฟด) ซึ่งมีกลวิธีฉ้อฉลก็ยังไม่จบ

ทั้งนี้เพราะการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดเป็นเพียงข้ออ้างว่าจะต่อสู้กับเงินเฟ้อ แต่ตอนนี้เงินเฟ้อก็ชะลอตัวแล้ว และเฟดก็สับขาหลอกว่าจะชะลอการขึ้นดอกเบี้ยลง ซึ่งก็จะเป็นเพียงชั่วคราว เพราะสิ่งที่เฟดจะทำคือ การก่อหนี้เพิ่มเพื่อจ่ายดอกเบี้ยเก่าที่ออกพันธบัตรไปเป็นจำนวนมาก และมาโปะการขาดดุลงบประมาณที่ขณะนี้ชนเพดานแล้ว ต้องขยายต่อ แม้สหรัฐฯจะอ้างว่าเศรษฐกิจของตนในขณะนี้เข้มแข็ง การจ้างงานดี และมีโอกาสโตประมาณ 1% แต่การเติบโตนี้ไม่อาจชดเชยสภาพหนี้สาธารณะและหนี้ครัวเรือนที่ก็เกินขีดจำกัดไปมากแล้ว ด้วยนโยบายส่งเสริมการเป็นหนี้อันเป็นประโยชน์ต่อสถาบันการเงิน การเติบโตจึงไม่พอต่อการจ่ายดอกเบี้ย

จนมีนักการเงินระดับโลกท่านหนึ่ง กล่าวว่าการเงินของสหรัฐฯก็เหมือนแชร์ลูกโซ่ คือ เอาเงินลูกค้าใหม่ไปจ่ายลูกค้าเก่านั่นเอง

แต่จะทำอย่างไรจึงจะระดมเงินจากระบบทั่วโลกมาให้กู้จึงทำการขายพันธบัตรระยะสั้น 1 ปี วิธีการก็คือให้ดอกเบี้ยในระดับสูง เช่น 5% ถึง 7% ขณะเดียวกันก็เข้าแทรกแซงตลาดพันธบัตรระยะยาวเพื่อกดให้อัตราดอกเบี้ยต่ำลง ทำให้คนโยกเงินมาซื้อพันธบัตรระยะสั้น แต่เท่านั้นก็ยังไม่พอ จึงต้องดึงดูดเงินจากส่วนอื่นมาอีก ในขณะที่เกิดปัญหาพลังงาน และถูกซ้ำเติมจากปัญหา Supply Chain Disruption คือการขาดแคลนห่วงโซ่การผลิต อันเกิดจากต้นทุนสูง และการแซงก์ชั่นเป็นต้น ทำให้เกิดผลกระทบต่อภาคการผลิต จนทำให้ผลประกอบการต่ำลง ยกเว้นบางอุตสาหกรรม เช่น พลังงาน และการผลิตอาวุธ

เมื่อสถานการณ์เป็นอย่างนี้ตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตรก็จะถูกดูดเงินไปซื้อพันธบัตรระยะสั้นของสหรัฐฯที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจทั่วโลก เพราะเงินที่ไหลออกไปมันจะไม่ไหลคืนมา ด้วยเฟดจะเผาทำลายปริมาณเงินอีกเป็นจำนวนมากเพื่อชดเชยสิ่งที่ตนทำไปเมื่อครั้งพิมพ์ธนบัตรท่วมโลก แต่คนที่ต้องรับเคราะห์คือประเทศต่างๆ เมื่อตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตรปั่นป่วน ซึ่งมันจะมีผลกระทบอีกมากต่อเศรษฐกิจโลกและการจ้างงาน

safe gc3a279b76 1280

ธนาคารกลางของแต่ละประเทศจะประสบปัญหาหนัก ถ้าไม่ขึ้นดอกเบี้ยเงินก็ไหลออก ถ้าขึ้นดอกเบี้ยก็เท่ากับเพิ่มต้นทุนต่อระบบการผลิตที่แย่อยู่แล้ว เศรษฐกิจก็จะทรุดตัว และเกิดเงินเฟ้อรุนแรง

ทีนี้จะเกิดอะไรขึ้นกับสหรัฐฯ หากเงินดอลลาร์ไหลเข้าประเทศอย่างมากมาย จะทำให้เกิดเงินเฟ้อและอาจถึงขั้นเงินเฟ้ออย่างรุนแรงด้วยเฟดไม่สามารถทำลายเงินได้อย่างรวดเร็วพอ

ในขณะที่ทั่วโลกก็จะหันไปใช้ระบบเงินดิจิทัล ด้วยไม่อาจพึ่งพาเงินดอลลาร์อีกต่อไป การค้าระหว่างประเทศก็จะปั่นป่วน ทำให้ระบบการเงินปรับตัวไปสู่ระบบการเงินดิจิทัล และระบบตัวกลางในการโอนเงินระหว่างประเทศ คือ Swift ก็หมดประโยชน์ ดอลลาร์ก็จะยิ่งถูกด้อยค่ายิ่งขึ้น

เมื่อเหตุการณ์มาถึงขั้นนี้ สหรัฐฯก็จะต้องหาวิธีเพื่อทำให้เงินดอลลาร์ได้รับการยอมรับ หรือเป็นที่ต้องการมากขึ้น วิธีหนึ่งที่ทำรายได้ให้เป็นกอบเป็นกำ คือ การขายอาวุธเป็นเงินดอลลาร์ และการจะให้ขายอาวุธได้มากก็ต้องสร้างสถานการณ์ให้เกิดความขัดแย้งให้กระจายไปทั่วโลก โดยการปั่นหัวให้รบกันแบบสงครามตัวแทน ประกอบกับการสร้างวิกฤติทางเศรษฐกิจให้กับประเทศยากจนที่มีจำนวนมาก และมีสถานะการเงินการคลังที่อ่อนแอจากผลพวงการแพร่ระบาดของโควิด และราคาพลังงานเพิ่มสูง ขาดแคลนอาหาร จึงต้องกู้เงินจาก IMF และกู้เป็นดอลลาร์

เท่านั้นยังไม่พอ สหรัฐฯ(เฟด) ก็จะเร่งเพิ่มดอกเบี้ยเพื่อทำให้ค่าเงินดอลล่าร์แข็งค่าขึ้น แต่ทำให้เศรษฐกิจโลกปั่นป่วน ห่วงโซ่ซัพพลายติดขัด เกิดเงินเฟ้อและนำไปสู่ Stagflation ทั้งเศรษฐกิจตกต่ำ และเงินเฟ้อจนต้องกู้เงินเพิ่มเพื่อมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ รวมทั้งสหรัฐฯ

จึงเห็นได้ว่ามันเป็นเกมที่หฤโหดจากการที่เฟดสร้างวิกฤตการณ์การเงิน จนนำไปสู่กลียุคคือเกิดเศรษฐกิจตกต่ำ เกิดการว่างงานครั้งใหญ่ และภัยสงคราม ทำให้หลายประเทศ ต้องตกเป็นทาสเงินกู้ คำถามคือ ประเทศไทยเตรียมการปกป้องตนเองไว้บ้างหรือยัง หรือมัวแต่แย่งชิงอำนาจทางการเมือง จนลืมไปว่ามันจะอยู่กันได้อย่างไร เมื่อคุณเป็นรัฐบาลในประเทศที่ล้มละลาย

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *