ปัญหา”โควิด 19”น่าจะชี้ขาดเลือกตั้งสหรัฐ

สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
ปัญหา”โควิด 19”น่าจะชี้ขาดเลือกตั้งสหรัฐ
ขณะที่อ่านเรื่องนี้ การชุมนุมในบ้านเรา เรียกร้องให้มีประชาธิปไตยเพิ่มเติม(จากที่มีอยู่บ้าง-เท่าที่เป็นอยู่) ของ”คณะราษฎร ๒๕๖๓” จะยุติลงแล้ว หรือยืดเยื้อต่อไป ผมคาดเดาไม่ถูกครับ
แต่ที่”ฟันธง”ได้ก็คือ นายกรัฐมนตรีจะไม่ลาออกเพราะเสียงเรียกร้องข้อแรก (๑. พ.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี) อย่างแน่นอนเพราะไม่มีธรรมเนียมปฏิบัติ (ส่วนข้อเรียกร้องที่ ๒. ก็คือ ให้เปิดประชุมสภาวิสามัญทันทีเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจากประชาชนและข้อที่ ๓. การปฎิรูปสถาบันกษัตริย์) เพราะฉะนั้น ในครั้งนี้ ก็ต้องจะหันไปเขียนประเด็นต่างประเทศเป็นการ”ขัดตาทัพ”ไปพลางๆ ก่อน โดยเฉพาะในเรื่องการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งเหลือเวลาอีก ๑๙ วันเท่านั้น ที่ชาวอเมริกันผู้มีสิทธิ์ จะโหวตออกเสียงตั้งกัน ในวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๓
ใคร่ตั้งข้อสังเกตเอาเองว่า ในการเลือกตั้งคราวนี้ issue หรือประเด็นหาเสียง สำคัญที่สุด ซึ่งจะช่วย”ชี้ขาด”ให้คนอเมริกันตัดสินใจเลือกใครขึ้นเป็นผู้นำคนต่อไป ระหว่างประธานาธิบดี”โดนัลด์ ทรัมพ์”สังกัดพรรครีพับลิกันกับ”โจ ไบเดน”สังกัดพรรคเดโมแครตก็คือ ปัญหาการแพร่ระบาดของโรค”โควิด 19”
เพราะยังแพร่ระบาดอยางรุนแรงไม่หยุดในสหรัฐ ไม่มีอะไรไปยับยั้งได้ เพราะความประมาทของรัฐบาลของประธานาธิบดี”โดนัลด์ ทรัมพ์” ไม่ได้เตรียมรับมือให้รอบคอบ แถมดื้อดึงดันทุรัง ไม่ฟังเสียงเตือนของผู้เชี่ยวชาญ ในที่สุดต้องปล่อยให้เลยตามเลย ส่งผลกระทบอย่างรุนแรง ทั้งในเศรษฐกิจและสังคม
ไม่ใช่ประเด็นปัญหาอื่นๆ อย่างที่เคยเป็นมา โดยเรียงลำดับความสำคัญตามกันมาตั้งแต่ ๑.ประเด็นเศรษฐกิจ ที่เน้นเรื่องการสร้างตำแหน่งงาน หรือ ๒.ประเด็นสวัสดิการด้านสุขภาพ ๓.ประเด็น”โควิด 19”และ ๔.ประเด็นการแต่งตั้งตุลากาลศาลสูง ฯลฯ
ทำไมจึงเป็น เช่นนั้น
คำตอบอยูที่ว่า ท่าทีของ”ทรัมพ์”ล่าสุด ที่บ่งชี้ว่าประเด็นนี้จะเป็น”ชี้ขาด” เริ่มจากกรณีที่เขาเปิดเผย( ๒ ตุลาคม)ว่า”ทดสอบผลติดเชื้อเป็นบวกพร้อมภริยา จึงกักและรักษาตัวตนเองทันที เป็นการรับสภาพที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน แถมเคยพูดได้ว่ามันก็คือโรคหวัดธรรมดาๆ นี้เอง
การแถลงติดเชื้อของเขา ฟังดูน่าเชื่อถือมาก เพราะเกิดขึ้น หลังจากที่ผู้ช่วยคนสนิทสาวสวย “โฮป ฮิกส์”ทดสอบไวรัสออกมา ผลเป็นบวก
ในเวลาที่ไล่เลี่ยกันนั้น ก็มีผู้อยู่ในแวดวงทำเนียบขาวติดไวรัสอีกหลายคน รวมทั้งนักข่าวประจำทำเนียบ อีกอย่างน้อยสองรายด้วยกัน
จากนั้น”ทรัมพ์”ส่งตัวเอง เข้ารักษาอาการด่วน ในโรงพยาบาลที่มีเสียงโด่งดังของกองทัพเรือ ”วอลเตอร์ รีด”ด้วยการใช้เฮลิคอปเตอร์นำพาตัวเขาไปรักษาคนเดียว
ส่วน”เมลาเนีย ทรัมพ์”สตรีหมายเลข ๑ ผู้ภริยา รักษาอาการป่วยอยู่ที่ทำเนียบขาว
เลยกลายเป็นข่าวโด่งดัง ไปทั่วโลก มีหรือที่คนอเมริกันทั่วๆ ไปจะไม่รับรู้
ส่วน”ทรัมพ์”นั้น แม้กักกันตัวเองแต่ยังคง(สร้างภาพ)ทำงานจากในห้องสูทรักษาอาการป่วยที่โรงพยาบาล ซึ่งเตรียมการต้อนรับไว้พร้อมพรัก โดยไม่ต้องพักงาน (แล้วให้รองประธานาธิบดีรักษาการในตำแหน่งแทน)
ทั้งนี้ เพื่อสะท้อนความเป็น”ผู้นำ”ที่ไม่ยอมแพ้ต่อโรคภัยไข้เจ็บให้ปรากฎ ในแง่ความเข้มแข็ง อดทน เป็นที่น่ายกย่องและน่าเชื่อถือจากฝ่ายที่หนุนเขา
ที่น่าตกใจไปมากกว่า”ทรัมพ์”อยู่ๆ ได้ขึ้นรถตู้ออกมา พร้อมกับขบวนรถคุ้มกัน ออกมาโบกไม้โบกมือกับผู้ที่สนับสนุนเขารอบๆ โรงพยาบาล ก่อนจะกลับเข้าไปอีก
พอรักษาอยู่ตัวครบสามวัน เขาก็เดินทางกลับ ไปรักษาตัวต่อที่ทำเนียบขาวกับแพทย์ประจำที่นั่นและก่อนออกจากโรงพยาบาลเมื่อเย็นวันจันทร์ที่ ๕ ตุลาคม “ทรัมพ์”ทวีต ออกสู่สาธารณชนว่า “รู้สึกดีขึ้นมาก จงอย่าได้กลัวโรคโควิด”
ขณะที่คณะแพทย์ยืนยันว่า เขาปลอดภัยที่จะกลับไปทำงาน(หาเสียงต่อ) “แต่ก็ยังคงไม่พ้นจากอาการป่วยเสียทีเดียว”
จนที่สุดแพทย์ประจำทำเนียบขาวก็ออกแถลงว่า จากการทดสอบไวรัส”ทรัมพ์”อย่างต่อเนื่องมาหลายวัน ได้ผลเป็นลบ….ว่าเข้านั่น
“ทรัมพ์”ไม่อยู่ในสภาพที่เป็นตัวแพร่เชื้อไวรัสอีกต่อไป และเขาก็ดิ่งตรงไปหาเสียงในรัฐฟลอริดาทันที เพราะรู้ตัวว่าคะแนนนิยมแม้ในรัฐที่เขาเคยนำ กำลังตกต่ำสู้”ไบเดน”ไม่ได้ เพราะฉะนั้นในเวลาที่เหลือเขาจึงต้องรีบหาเสียง ในอีกบางรัฐ ที่ความนิยมสุ่มเสี่ยงให้ได้มากที่สุด
ถามว่า “ทรัมพ์”ได้รับการรักษาอย่างไร จึงฟื้นตัวเร็วถึงเพียงนั้น เพราะอาการป่วยโดยทั่วๆ ต้องใช้เวลาอย่างน้อยๆ สองสัปดาห์ หรือ ๑๔ วัน แต่”ทรัมพ์”ใช้เวลารักษาในโรงพยาบาลจริงๆ ไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์
เป็นไปได้ว่า ช่วงที่เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล”วอลเตอร์ รีด”นั้น อาการเขาถึงขีดสูงสุด ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ เมื่อค่อยยังชั่วแล้ว ก็กลับมารักษาตัวต่อที่ทำเนียบขาว
แต่ก็มีคำถามต่อว่า ทำไม” ทรัมพ์”จึงฟื้นตัวเร็วถึงเพียงนั้น เหมือนไม่ได้ป่วยเลย
มีรายงานข่าวว่า ทางโรงพยาบาลใช้ยาหลายตัว แต่ไม่ระบุว่าอะไรบ้าง อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวเอพี รายงานว่า”ทรัมพ์”รักษาด้วยยาแอนติไวรัสผสมผสานกันหลายอย่าง เรียกว่า”ค็อกเทล”ผลิตโดยบริษัท”เรเจเนรอน”ซึ่งยังไม่ได้รับการรับรองผลการรักษาอย่างเป็นทางการแต่”ทรัมพ์”ก็ได้รับ(การทดลอง)ในฐานะที่เป็นประธานาธิบดี
โดย”ทรัมพ์”ก็ออกมาเอ่ยปากชื่นชมบริษัทนี้ รวมทั้งบริษัท”เอลิ ลิลี”(เป็นการล่วงหน้า)ซึ่งผลิต”วัคซีน”อย่างเดียวกันด้วย แต่ในที่สุด”เอลิ ลิลี”ก็ออกมาแถลงยกเลิกการทดลองวัคซีน ที่ผลิตลงกลางคัน เพราะให้ผลข้างเคียงในทางลบกับอาสาสมัครที่เข้ารับการทดลอง น่าจะเป็นอันตราย
ถามว่าอย่างนั้น การที่”ทรัมพ์” รักษาด้วย”ค็อกเทล”ของ”เรเจเนรอน”จะสุ่มเสี่ยงต่อสุขภาพเขาหรือไม่ ในอนาคต
เราก็ต้องมารอดูกัน
ด้วยการสังเกตการณ์ทั้งหมดนี้ ผมจึง”ชี้ขาด”เลยว่า“ทรัมพ์”น่าจะเล่น”ป่าหี่”หลอกคนทั้งโลก ว่าเขาป่วยป็น”โควิด 19”เพื่อเรียกคะแนนคืน เรียกความสงสาร ฐานที่ตัวเขาเอง ลุกขึ้นสู้กับโรคร้าย โดยไม่หวั่นกลัว แทบจะไม่ปรากฏอาการป่วยให้จับได้
เลยหันมาหยิบยกเอาปัญหา”โควิด 19”เป็น”ประเด็น”หาเสียงที่”สำคัญที่สุด”ในการหาเสียงในรอบหลังๆ ใกล้จะลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง
ซึ่งก็คงจะต้องรอดูกันอีกที ในการโต้วาทีรอบสุดท้ายกับ”โจ ไบเดน”ในวันที่ ๒๒ ตุลาคมที่จะถึงนี้(ที่มหาวิทยาลัย”เบลมองต์”เมืองแนชวิลล์ รัซเทนเนสซี)
ว่าเขาจะชูประเด็นนี้ ด้วยการกล่าวโทษจีนว่าคือตัวการส่ง ไวรัสมาบ่อนทำลายสหรัฐ โดยไม่เตือนล่วงหน้าหรือไม่







