INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

สบาย สบาย สไตล์เกษม: ทุนดับเบิลยูพีไอ:จุดพลิกผันแห่งชีวิต ๒

APRIL24
สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
ทุนดับเบิลยูพีไอ:จุดพลิกผันแห่งชีวิต ๒

ประสบการณ์การศึกษาสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมอเมริกัน ทั้งในห้องบรรยาย ในการเดินทาง การได้พบปะและสัมภาษณ์ผู้คนอย่างหลากหลาย ในสหรัฐตลอดชั่วระยะเวลาเก้าเดือนกว่าๆ เป็นวิธีการศึกษาอย่างย่อสั้น ที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผมเฝ้าดูสังคมอเมริกันและสังคมโลกโดยรวมมาตลอดชีวิต ว่าจะก้าวไปสู่จุดใดหรือไม่และอย่างไร
สำหรับสหรัฐแล้ว ผมถือว่าเป็นกรณีศึกษาพิเศษเพราะความเป็นชาติอภิมหาอำนาจที่ให้เสรีภาพทางการศึกษาอย่างเปิดกว้างสุดๆเป็นที่น่านับถือชนิดที่ผมไม่เคยคาดคิดมาก่อน ไม่มีการปิดบัง ปิดกั้นความรู้ทางวิชาการผิดกับสังคมไทยในสมัยที่ตกอยู่ในยุคเผด็จการ ซึ่งไม่ยอมให้พูดถึงลัทธิคอมมิวนิสม์ หรือแม้แต่ลัทธิสังคมนิยม (หรือวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลได้อย่างเปิดเผย แม้จะมีเรียนกันในมหาวิทยาลัย)แต่ก็เป็นเพียงการศึกษาตามทฤษฎีในวิชารัฐศาสตร์เท่านั้น
ยกตัวอย่าง ที่นั่นผมซื้อสรรพนิพนธ์ของ”เหมาเจ๋อตุง”จากร้านหนังสือใดก็ได้ ในขณะที่ในบ้านเรา(ขณะนั้น)เป็นหนังสือต้องห้าม และผมก็ลักลอบนำเข้ามาเล่มหนึ่ง แต่ได้มอบให้”พี่เถียน”(เสถียร จันทิมาธร)ไปหลังจากกลับมาทำงานต่อที่”สยามรัฐ”เมื่อปี ๒๕๑๔
“เสถียร จันทิมาธร”ผู้นี้เองที่เป็นนักสื่อมวลชนตัวอย่าง ในแง่การเขียนหนังสือให้น่าอ่านและในแง่การประพฤติตามจริยธรรมสื่อ ที่ผมพยายามเดินตามรอยเท้า ในฐานะนักข่าวหน้าใหม่ แต่ความสามารถของผมมีจำกัด ไม่กล้าหาญชาญชัยและก้าวหน้าอย่าง”พี่เถียน”
บทความเรื่องยาวที่ผมประทับใจมากของ”พี่เถียน”คือ “เบิ่งเหนือแลใต้”ซึ่งให้ความรู้อย่างกว้างขวางเกี่ยวสภาวะความเป็นอยู่ทั่วๆไป ของคนไทยในจังหวัดต่างๆ ที่”พี่เถียน”เดินทางไปเยือน ซึ่งก่อนหน้านั้น ไม่เคยมีใครสะท้อนให้เห็นว่าชาวบ้านมีความเป็นอยู่ดี หรือไม่ดีแค่ไหนและอย่างไร
จึงใคร่ขอคารวะมา ณ ที่นี้ในฐานะที่นับถือ”เป็นพี่เป็นน้อง”กันมา ในช่วงผมเริ่มเรียนรู้งานสื่อในชีพอาชีพอย่างจริงจัง
ขณะเดียวกันก็ใคร่จะใช้โอกาสนี้ บอกเล่าข้อเท็จจริงที่”พี่เถียน”ถูกให้ออกจาก”สยามรัฐ”ไปพร้อมกับ”สุจิตต์ วงศ์เทศ”และขรรค์ชัย บุนปาน”ฐานวางแผนปฏิรูป”สยามรัฐ”ว่า
“พี่เถียน”ไม่เคยเกี่ยวข้องหรือวางแผนใด ๆ เลยกับ”สองกุมารสยาม”ซึ่งอันที่จริงในตอนนั้น ทั้งสองก็มีความปราถนาดีที่จะปรับ”สยามรัฐ”ให้ดีขึ้น ก็เท่านั้น
แต่ผู้ใหญ่ที่นั่นกลับเห็นว่าเป็นการ”กบฏ”
ผมก็ได้แต่เห็นใจ”พี่เถียน”ในวันที่ขนข้าวขนของกลับบ้าน ก่อนไปบอกกับผมเพียงสั้นๆ ว่า “เรา…ไม่รู้เรื่องอะไรด้วยนะเนี่ย”ซึ่งผมก็เชื่อเช่นนั้นเพราะ”เรา”สนิทสนมกันมาก
เขียนถึง”พี่เถียน”มาหลายย่อหน้า ก็ด้วยความระลึกถึง”ผู้มีพระคุณ”ครับ
ใครไม่รู้จัก”เสถียร จันทิมาธร” ให้ไปคนหาอ่านได้ที่”วิกิพีเดีย”ได้ครับ ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในนักสื่อมวลชนแนวหน้าในยุคสมัยของผมเลยทีเดียว
ทีนี้กลับมาเรื่องของผม
กลับมาจากสหรัฐ”อนันต์ สายศิริวิทย์”นักข่าวสายการเมืองและนักเขียนชื่อดังจากข้อเขียนเสียดแทงใจ ซึ่งถูกบันทึกไว้ในประวัติศาตร์นักข่าวไทย ฐานเคยถูก ส.ส.ไล่เตะไปรอบๆ สภา”และเป็นหนึ่งในบรรดาผู้หลักผู้ใหญ่อีกคนของ”สยามรัฐ”ก็มอบหมายให้ผมดูแลพื้นที่ต่างประเทศเต็มตัว
ทีนี้ก็ติดปีกสิครับ
กล่าวคือนอกจากแปลข่าวเพิ่มแล้ว ก็เปิดคอลัมน์รีวิวเหตุการณ์ต่างประเทศอย่างเป็นเรื่องเป็นราว โดยมีเป้าหมายเพื่อแข่งขันกับข่าวต่างประเทศของหนังสือพิมพ์”พิมพ์ไทย”ซึ่งมีนักหนังสือพิมพ์อาวุโสใช้ชื่อว่า”เชษฐ์”(นามปากกา)รับผิดชอบอยู่
หนังสือพิมพ์”พิมพ์ไทย”ดูเหมือนจะเป็นฉบับแรกๆ ที่นำเสนอข่าวต่างประเทศทั้งหน้า ในยุคนั้น
ผมเลยเพลาการทำข่าวการเมืองและเศรษฐกิจไปโดยปริยาย มุ่งหน้าสู่สายต่างประเทศอย่างจริงนับแต่นั้นมา ซึ่งได้รับการสนองตอบอย่างดีจากผู้อ่าน รวมถึงแวดวงนักวิชาการและนักวิชาชีพสายการทูตด้วย ผมจึงเพิ่มการสัมภาษณ์พิเศษและรายงานพิเศษ ตามแต่โอกาสจะอำนวย เพื่อเพิ่มความลึกซึ้งด้านการเมืองระหว่างประเทศออกไป โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับผลประโยชน์ของไทย
แต่เวลาขาดแคลนหัวหน้าข่าวการเมือง ผมก็เข้าทำหน้าที่แทนได้ตลอด เพราะถึงยังไงๆ ก็ยังไม่ทิ้งงานสายนี้ ทำตัวเป็น”ตัวสำรอง”ไว้ในยามจำเป็น ระหว่างการเสาะแสวงหาหัวหน้าข่าวการเมืองเข้ามาทำหน้าที่แทน”ชลอ อยู่เย็น”ซึ่งลาออก
สิ่งที่เกิดตามมาโดยไม่คาดคิดก็คือ การเปิดวิสัยทัศน์แห่งความรอบรู้ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนสำหรับผมในการเปิดประตูสู่โลกกว้าง
โดยแต่ในละปี จะมีกิจกรรมการทำข่าวหรือการเข้าร่วมประชุมในต่างประเทศอยู่บ่อยครั้ง ฐานที่มีความรู้ทางภาษาอังกฤษพอเอาตัวรอด แม้ทางสำนักพิมพ์จะไม่มีงบประมาณสำหรับกิจกรรมอย่างนี้ ในทุกครั้งที่ได้รับเชิญ ซึ่งเจ้าภาพมักจะออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมดหรือเกือบจะทั้งหมด
แต่ผมก็ต้องพิจารณาตามความเหมาะสมที่จะไม่เดินทางไปต่างประเทศอย่างพร่ำเพรื่อโดยการทิ้งงาน หรือไปนานเกินไป
ผมจะไม่เล่ารายละเอียดว่าต้องไปทำงานที่ไหนบ้าง เพียงแต่ยกบางตัวอย่างที่คิดว่าสำคัญ
เช่น ก่อน”เขมรแดง”เข้ายึดกรุงพนมเปญราวหนึ่งสัปดาห์ในปี ๒๕๑๘ ผมได้รับเชิญจากสถานทูตสหรัฐในกรุงเทพฯพร้อมกับกลุ่มนักข่าวไทยและต่างชาติขึ้นเครื่องบินขนส่งทหารของไทย”ซี-๑๓๐”จากท่าอากาศยานทหาร”บน.๖”ให้ไปดูสภาพเมืองหลวงกัมพูชาโดยเฉพาะพื้นที่”แนวหน้า”อันหมายถึงบริเวณสมรภูมิรอบๆ ขณะที่การยุทธ์เพื่อยึดเมืองกำลังเดินหน้าเต็มเหวี่ยง โดยทางฝ่ายรัฐบาลของนายพลลอนนอล ยืนกรานว่าทางจะสู้รบปกป้องไม่ให้เขมรแดงยึดได้ เพราะสหรัฐช่วยทิ้งระเบิดอย่างหนักเพื่อป้องกันการรุกอย่างแข็งขันและก็ยับยั้งไว้ได้ชั่วคราว ขณะที่เขมรแดงพยายามแทรกซึมเข้าเมือง
ก่อนเครื่องลงที่สนามบิน”โปเชนตง” พบว่าการร่อนลงกระทำได้ไม่ง่ายเลย เนื่องจากต้องระวัง”ปตอ.”ของเขมรแดงที่ยิงจากภาคพื้นดิน ซึ่งหลายแห่งมีลักษณะเป็นหล่มรูปขนมครก ที่เกิดจากการทิ้งระเบิดของกองทัพสหรัฐ
แต่นับว่าดีที่วันนั้นร่อนลงได้อย่างปลอดภัย ด้วยวิธีบินวนในระยะสูงแล้วดิ่งลงสนามบิน
จากนั้น เราก็เดินทางโดยรถยนต์ไปดูสนามรบ ที่เพิ่งสู้รบกันแต่เมื่อวานสด ๆ ร้อนๆ พบหมู่บ้านถูกเผา วัดวาอารามร้างพระสงฆ์ซากวัดที่ถูกทำลายย่อยยับ ยังมีไอกรุ่นของความร้อนระเหยให้เห็น แต่ไม่มีซากศพใด ปรากฏให้เห็นผู้คนอพยพเข้าพื้นที่ในเขตเมืองกันหมด ที่เข้าเมืองไม่ได้ ก็ตั้งที่อาศัยตามมีตามเกิดรอบๆ เมืองหลวง ท่ามกลางข่าวที่ว่า เกิดภาวะข้าวยากหมากแพงรุนแรงแล้ว
ขากลับเข้าเมืองเพื่อไปกินข้าวกลางวันที่ตลาดกรุงพนมเปญเขาพาไปดูรอบๆ เมืองผ่านพระราชวัง”เขมรินทร์” ผ่านสะพานข้ามแม่น้ำที่ถูกระเบิดทำลายเพื่อตัดเส้นทางเข้าเมืองของข้าศึกและได้พบปะกับนายทหารฝ่ายป้องกันเมืองเพื่อฟังบรรยายสรุปสถานการณ์
เราวิ่งรถผ่านกองกำลังฝ่ายรัฐบาล เห็นทหารเด็กเที่ยวหากุ้งหอยปูปลาจากหนองน้ำ เป็นน่าอเน็จอนาถนัก ถามนายทหารที่ไปด้วยว่าจะสามารถปกป้องเมืองหลวงได้ไหม เขาตอบว่าต้องทำให้ได้เพราะเป็นคำสั่ง
แต่จากนั้นไม่กี่วัน กองทัพเขมรแดงก็เคลื่อนพลเข้าเมืองได้โดยมีรถถังนำ ผู้คนในพนมเปญไม่รู้จะทำอย่างไร นอกจากแสดงอาการยินดีต้อนรับ ทหารรัฐบาลถอดเครื่องแบบแต่งตัวเป็นพลเรือนทิ้งอาวุธ มั่วไปกับชาวเมืองนับล้านๆ เพื่อเอาตัวรอด
พวกนายทหารใหญ่ๆ พากันหายตัวไป รวมทั้งนายพลลอนนอลและนักการเมือง
หลังจากนั้น ไม่กี่วันทหารเขมรแดงในชุดดำ ก็คัดแยกชาวบ้านที่มีความรู้ความสามารถทันสมัยออกจากชาวบ้านและชาวไร่ชาวนาแล้วเอาไปฆ่า พร้อมกับต้อนชาวเมืองที่ไม่มีความรู้ทางเกษตรออกไปทำไร่ทำนาตามเขตชนบท ทั้งๆ ที่ไร้ความสามารถ
จนในที่สุดก็มีข่าวลือมากมายเรื่องกำจัดผู้คน ซึ่งนำไปสู่สภาวะ”ทุ่งสังหาร”เพื่อแก้ไขปัญหาความอดอยากเฉพาะหน้า หมาย”จัดตั้ง”คนรุ่นใหม่ที่จงรักภักดีและสามารถอบรมได้ตามลัทธิคอมมิวนิสม์แบบเขมรแดงตามคำสั่งของ”อังการ์”หรือ”องค์กร”ซึ่งสยดสยองมาก ดังที่ภาพยนตร์เรื่อง”ทุ่งสังหาร”หรือ The Killing Fieldsได้พรรณาผ่านตัวละครเอกคือ “ดิธ ปราน”ล่ามชาวเขมร
ขณะนั้นผมเพียงรู้สึกว่า ถ้าเหตุการณ์นี้เกิดกับเมืองไทย จะสยดสยองแค่ไหน เป็นความรู้สึกของนักข่าวไทยที่ถูกสหรัฐทำโฆษณาชวนเชื่อว่า ไทยอาจล้มในฐานะหนึ่งในตัว”โดมิโน”ที่ล้มตาม ดังที่นักทฤษฎีตะวันตกเขียนขู่เอาไว้
แต่โชคดี ที่เมืองไทยเรามีปาฏิหาริย์ครับ
ผมยังมีอีกหลายตัวอย่าง ที่จะนำมาเล่าต่อว่าประสบการณ์ด้านต่างประเทศของผม มีส่วนช่วยบ้านเมืองประเภท”ปิดทองหลังพระ”โดยไม่ต้องประโคมได้อย่างไร

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com