ชีอะฮ์อะลาวี: อัตลักษณ์ ,ความเชื่อและการเมืองในซีเรีย (1)

ชีอะฮ์อะลาวี: อัตลักษณ์ ,ความเชื่อและการเมืองในซีเรีย ตอนที่๑
ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน
เกริ่นนำ
ชีอะฮ์ (อาหรับ: شِيعَة )เป็นนิกายหนึ่งที่มีผู้นับถือมากเป็นอันดับสองของศาสนาอิสลามรองจากนิกายซุนนีย์ โดยในช่วงปลายทศวรรษ 2000 มีประชากรชีอะฮ์อยู่ร้อยละ 10–15% ของมุสลิมทั้งหมด และชีอะฮ์สาขาสิบสองอิมามเป็นสำนักชีอะฮ์ที่นับถือมากที่สุดโดยในปี ค.ศ. 2012 คาดการว่ามีอยู่ร้อยละ 85%เลยทีเดียว
ชีอะฮ์ตามความหมายของปทานนุกรมหมายถึง พรรคพวก พวกพ้อง ผู้ปฏิบัติตามหรือผู้ติดตาม ส่วนในความหมายทางวิชาการคือกลุ่มคณะบุคคลที่เชื่อว่า ผู้แทนของท่านศาสดามุฮัมมัด(ศอลฯ) ภายหลังจากการเสียชีวิต คืออะลี บินอะบีตอลิบ และพวกเขาได้ยึดถือและปฏิบัติอิมามอะลีและถือว่าอะลี บินอะบีตอลิบคืออิมามที่ถูกแต่งตั้งโดยศาสดา
นักวิชาการของสำนักคิดชีอะฮ์กล่าวว่า ชีอะฮ์เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยศาสดามุฮัมมัด นั่นก็คือศาสดามุฮัมมัดเป็นผู้เรียกพวกพ้องของอะลีและผู้ทีปฏิบัติตามอิมามอะลีว่า “ชีอะฮ์” และควาหมายของชีอะฮ์ในสมัยศาสดามุฮัมมัดก็คือ “กลุ่มที่ยอมรับและเชื่อว่าอะลี บินอะบีตอลิบคือ อิมามผู้นำ หลังจากศาสดามุฮัมมัดได้เสียชีวิต”
อัลลามะอ์ ตอบาตอบาอี กล่าวว่า “แท้จริงกลุ่มชีอะฮ์ มีมาตั้งแต่สมัยของศาสดามุฮัมมัด นั่นก็คือ ซอฮาบะฮ์ (สาวก) ที่ยอมรับและเชื่อว่าอิมามอะลีคือผู้นำคอลีฟะฮ์หลังจากศาสดาได้เสียชีวิต”
นูบักตีย์ กล่าวว่า “ซัลมาน อัลฟัรซี ,อบูซัร อัลฆัฟฟารี,มิกดาด อิบนิ อัซวัด ,อัมมาร อิบนิ ยาซีร คือมุสลิมกลุ่มแรกที่ถูกเรียกว่า”ชีอะฮ์”
อบูฮาตัม รอซีย์ กล่าวว่า “คำว่า “ชีอะฮ์” ใช้เรียกกันมาตั้งแต่สมัยของศาสดามุฮัมมัดแล้ว นั่นคือซอฮาบะฮ์(สาวก)ทั้งสี่ได้แก่ ซัลมาน อัลฟัรซี , อบูซัร อัลฆัฟฟารี , มิกดาด อิบนิ อัซวัดอัลกินดีและมมาร บินยาซีร”
อบูฮะตัม รอซีย์ กล่าวว่า“แท้จริงมัซฮับ (นิกาย) แรกของอิสลาม คือนิกายชีอะฮ์ ซึ่งเป็นชื่อเรียกแก่สาวก(ซอฮาบะฮ์)สี่ท่านคือ อบูซัร ฆัฟฟารี ,อัมมาร ,มิกดาด และซัลมาน ฟัรซี และหลังจากสงครามซิฟฟิน ชื่อเรียกขานนี้ (ชีอะฮ์) ถูกใช้เรียกแก่ผู้ที่ปฏิบัติตามอะลี”
ชีอะฮ์สาขาอะลาวี ถือว่าเป็นสาขาหนึ่งของสำนักคิดชีอะห์ ซึ่งมีเอกลักษณ์ ความเชื่อเฉพาะตัวและแตกต่างจากนิกายชีอะห์สาขาอื่น ๆ โดยมีประวัติความเป็นมาและบทบาททางการเมืองที่น่าสนใจทางด้านอัตลักษณ์ ความเชื่อและการเมืองในโลกอิสลามวันนี้
ชีอะฮ์สาขาอะลาวีมีต้นกำเนิดในศตวรรษที่ 9 โดยมีผู้ก่อตั้งชื่อ มูฮัมหมัด อิบน์ นูซัยร์ (Muhammad ibn Nusayr) ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของอิมามฮาดี (Imam al-Hadi) อิมามคนที่ 10 ของชีอะห์สิบสองอิมาม(อิมามียะฮฺ) ต่อมาชีอะฮ์อาลาวีกลุ่มนี้ได้พัฒนาและมีความก้าวหน้าทั้งทางด้านการเมืองและทางสังคมมากขึ้นในพื้นที่แถบเทือกเขาในซีเรีย และนักวิชาการบางกลุ่มเชื่อว่าชีอะฮ์สาขาอาลาวีได้รับอิทธิพลจากความเชื่อและปรัชญาศาสนามาจากศาสนาคริสต์ และลัทธินอสติก จึงมีความเชื่อและหลักปฎิบัติที่แตกต่างกับชีอะฮ์กระแสหลักอย่างชีอะฮ์สิบสองอิมามในประเทศอิหร่านและอิรัก
ลักษณะเด่นชีอะฮ์อะลาวีให้ความสำคัญกับการเคารพอิมามอะลี (Imam Ali)มากกว่าอิมามท่านอื่นๆจึกถูกเรียกขานว่า”อะลาวี”ความหมายคือสืบไปถึงการเชื่อต่อตัวของอิมามอะลีมีความศักดิ์สิทธิ์ จนทำให้มีนักวิชาการบางกลุ่มจากฟากฝั่งซุนนีถือว่าชีอะฮ์กลุ่มนี้เป็นพวกนอกรีตและหันเหออกจากคำสอนแท้ทางศาสนา ต่อมาได้มีบางกลุ่มที่สุดโต่งเชื่อว่าอิมามอะลีถือภาพลักษณ์ของพระเจ้าที่สถิตอยู่ในร่างของมนุษย์ และพวกเขาถือว่าอิมามอะลีเป็นบุคคลสำคัญที่สุดรองจากศาสดามูฮัมหมัด(ศ.ล) พวกเขามีความเชื่อเรื่องการกลับชาติมาเกิด และมีพิธีกรรมที่แตกต่างจากชีอะห์อิมามสิบสองและว่ากันว่าพวกเขามีพิธีกรรมที่ค่อนข้างจะแตกต่างกับมุสลิมส่วนใหญ่ เช่น การดื่มไวน์ในพิธีกรรมทางศาสนา โดยมีลักษณะความเชื่อต่อความลี้ลับและมีอัตลักษณะที่เฉพาะ จนทำให้บุคคลภายนอกทั้งมุสลิมและไม่ใช่มุสลิมไม่สามารถรับรู้ถึงพิธีกรรมภายในของพวกเขาได้ ค่อนข้างจะเป็นสังคมปิด แต่อย่างไรก็ตามเพื่อความเป็นธรรมในการเข้าใจต่อชีอะฮ์อะลาวี ถือว่าจำเป็นต้องศึกษาและเรียนรู้อย่างไม่อคติและวิพากษ์บนพื้นฐานของความเชื่อตามสำนักคิดและนิกาย ไม่ควรมองแค่ภาพลักษณ์ภายนอกเพียงอย่างเดียวมาตัดสินใจพวกเขา อย่างไรก็ตามเราจะสืบค้นและวิเคราะห์ความเชื่อของชีอะฮ์อะลาวีกลุ่มนี้ด้วยข้อมูลและหลักฐานที่เชื่อถือได้ไปด้วยกัน
การก่อตั้งรัฐอะลาวีในซีเรีย
ในช่วงที่ซีเรียอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 20 ฝรั่งเศสได้สนับสนุนการก่อตั้งรัฐอะลาวีขึ้นในพื้นที่ที่มีชาวอะลาวีอาศัยอยู่หนาแน่น และรัฐอะลาวีมีอยู่ช่วงสั้น ๆ ก่อนที่จะรวมเข้ากับซีเรียในเวลาต่อมา
ชาวอะลาวีมีบทบาทสำคัญในกองทัพและรัฐบาลซีเรีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคของฮาฟิซ อัล-อัสซาด (Hafez al-Assad) และบุตรชาย บาชาร์ อัล-อัสซาด (Bashar al-Assad) ซึ่งทั้งสองเป็นชีอะฮ์สาขาอะลาวี
จนนำไปสู่ความขัดแย้งในซีเรียที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีความซับซ้อน โดยมีปัจจัยทางศาสนาและชาติพันธุ์เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งชาวชีอะฮ์อะลาวีมีบทบาทสำคัญในรัฐบาลที่ต่อสู้กับกลุ่มกบฏและได้รับการดูแลอย่างดีโดยระบอบอัล-อัสซาดซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่านั่นคือยุครุ่งเรืองที่สุดของชีอะฮ์สาขาอาละวีในซีเรียก็ว่าได้เลยทีเดียว จนกระทั้งในเดือนธันวาคมค.ศ.2024กองกำลังกลุ่มกบฏได้เปิดฉากโจมตีรัฐบาลซีเรียครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี ทำให้กลุ่มกบฏกลุ่มติดอาวุธอิสลามที่เรียกตัวเองว่า ฮายัต ทาห์รีร์ อัล-ชาม (Hayat Tahrir al-Sham-HTS) หรือ เอชทีเอส สามารถยึดครองเมืองอเลปโปแล้วเข้าพิชิตกรุงดามัสกัสในที่สุดและยึดอำนาจขับไล่บาชาร์ อัล-อัสซาด (Bashar al-Assad)สำเร็จแล้วสถาปนารัฐบาลใหม่ และนั่นคือสัญญาณบอกถึงอำนาจของกลุ่มชีอะฮ์อะลาวีได้ว่าคือจุดจบลงช่วงพริบตาเหมือนกันหลังจากที่ระบอบบาชาร์ได้ถูกโค่นลงจากกลุ่มฮัยอัต อัตตะรีรุชชาม นำโดย อะหมัด ชะระฮ์ อัลจูลานี
ความเป็นมา
ชีอะฮ์สาขาอาลาวีย์มีประวัติศาสตร์ย้อนกลับไปถึงศตวรรษที่ 9 และ 10 ในอิรัก เดิมทีชาวอะลาวีย์เรียกตัวเองว่า “นุศ๊อยรี” โดยนักประวัติศาสตร์บางคนได้ถือว่าสาเหตุที่เรียกว่า”นุศ๊อยรี”เนื่องจากในช่วงสงครามครูเสดชีอะฮ์กลุ่มนี้ได้อพยพไปอยู่ตามแนวเทือกเขานุศ๊อยเราะฮ์จากการถูกไล่ล่าของอำนาจรัฐยุคนั้น หรือบางคนเชื่อว่าการที่พวกเขาถูกเรียกว่า”นุศ๊อยรี” หมายถึงการปฎิบัติตามผู้นำของพวกเขาชื่อ”มูฮัมหมัด อิบน์ นุศ๊อยรี “ผู้ซึ่งหลังจากการสิ้นพระชนม์ของอิหม่ามฮะซัน อัล-อัสการี อิมามท่านที่ 11ของสำนักคิดชีอะฮ์สาขาอิมามียะฮ์(ชีอะฮ์สิบสองอิมาม) โดยที่เขาได้อ้างว่าตนเองเป็นทูตคนสนิทของอิหม่ามและต่อมาชาวอะลาวีได้อพยพไปยังซีเรีย (โดยเฉพาะพื้นที่เมืองอาเลปโป) ภายใต้ราชวงศ์ ไซฟ์ อัล-ดาวลา อัล-ฮามาดานี (ค.ศ. 890-1004) ผู้เผยแพร่ชีอะฮ์อะลาวี และได้รับอิทธิพลจากฮุเซน บิน ฮัมดาน อัล-คูไซบี (ค.ศ. 874-961) นักวิชาการชาวอะลาวีที่ช่วยก่อตั้งแนวทางปฏิบัติของชีอะฮ์อะลาวีอย่างกว้างขวางในยุคต่อมา
ชีอะฮ์อะลาวีได้รวมตัวกันที่เทือกเขาลัตเกียหลังจากการสังหารหมู่ครั้งใหญ่ในเมืองอเลปโป ซึ่งได้รับแรงกระตุ้นจากคำสั่งทางศาสนาสามครั้งในช่วงปี ค.ศ. 1300 ที่ออกโดย Taqi ad-Din Ahmad ibn Taymiyyah (ค.ศ. 1263-1328) นักวิชาการในสำนักฮัมบาลีได้ประกาศว่าชีอะห์ ชาวอะลาวี และชาวดรู๊ซ (ชีอะฮ์สาขาหนึ่งของอิสมาอีลียะฮ์และชาวอิสมาอีลียะฮ์ )ว่าเป็นพวกนอกรีต
ต่อมาชาวอะลาวีถูกข่มเหงโดยอำนาจรัฐอุมัยยัด อับบาซิด อัลมัมลุก และรัฐแห่งอ๊อตโตมันแห่งตุรกี ซึ่งได้ก่อเหตุสังหารหมู่ชาวอะลาวีหลังจากยึดครองเลแวนต์ในปี ค.ศ. 1516 และต่อมาเจ้าหน้าที่ราชวงศ์อัลมัมลุกและออตโตมันใช้คำสั่งฟัตวาเหล่านี้เป็นข้ออ้างทางศาสนาในการสังหารหมู่ชาวอะลาวีอย่างไร้ปราณี ดังนั้นการข่มเหงนี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสังคมชาวชีอะฮ์อะลาวีอย่างกว้างขวาง ทำให้พวกเขาต้องปรับตัวทางปฎิบัติศาสนกิจทางศาสนา ปิดบับตัวตนโดยการพึ่งการหลักอำพรางตน(ตักกียะฮฺ)ในการปฏิบัติทางศาสนา และหันไปพึ่งอุดมการณ์ชาตินิยมแบบฝ่ายซ้ายและนิยมรัฐการเมืองแบบฆราวาสในการทำงานทางการเมืองและพรรคการเมือง
การปฏิบัติแบบเอาตัวรอดใช้หลักตะกียะห์ของกลุ่มชีอะฮ์อะลาวี ซึ่งเป็นแนวคิดในการอำพรางทางศาสนา ช่วยให้กลุ่มนี้หลีกเลี่ยงการข่มเหงทางศาสนาและการกำจัดให้สิ้นซากโดยชาวซุนนีแบบสุดโต่งหรือคริสเตียนที่เป็นผู้ปกครองในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งได้ จนกระทั้งในปี ค.ศ.1920 ฝรั่งเศสได้เปลี่ยนชื่อของกลุ่มชีอะฮ์นี้จากนูไซรียะฮ์เป็นกลุ่มอะลาวี โดยเป้าหมายจะเชื่อมโยงระหว่างชีอะฮ์กระแสหลักและกลุ่มซุนนีย์สายกลางได้มากขึ้น (เนื่องจากทั้งสองกลุ่มเชื่อในความชอบธรรมของอาลีและการสืบทอดตำแหน่งของเขาหลังจากมูฮัมหมัดเสียชีวิตถึงแม้ว่าชีอะฮ์จะเชื่อว่าอิมามอะลีเป็นอิมามคนที่หนึ่งและสำนักซุนนีย์เชื่อว่าอิมามอะลีเป็นอิมามท่านที่สี่ก็ตาม)
การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ชีอะฮ์สาขาอะลาวีและสำนักคิดซุนนีย์ดูมีความเหมือนและมีจุดร่วมกันมากขึ้น ด้วยการสร้างความรู้สึกว่าอย่างน้อยคือมุสลิมที่มีความเท่าเทียมกันและมีจุดร่วมที่เหมือนกันการเชื่อต่อเรื่องตำแหน่งคอลีฟะฮ์อะลี บินอะบีตอลิบ ดังนั้นจากจุดร่วมนี้ทำให้ฝรั่งเศสใช้นโยบายทางการเมืองที่สามารถส่งเสริมการแบ่งแยกนิกายระหว่างชาวซุนนีและชีอะฮ์อะลาวีเพื่อการสร้างชาติซีเรีย รวมทั้งให้รัฐอิสระแก่กลุ่มชีอะฮ์อะลาวีเพื่อต่อต้านขบวนการชาตินิยมและเรียกร้องเอกราชในซีเรีย
ด้วยเจตนาที่จะส่งเสริมลัทธิอาหรับนิยมและต่อต้านกลยุทธ์ “แบ่งแยกและปกครอง” ของอาณานิคม ของ ทำให้นักการศาสนาระดับสูงของโลกชีอะฮ์ชื่อว่า เชคอามีน อัล-ฮุซัยนีได้ประกาศว่าชาวอะลาวีเป็นมุสลิมและเป็นนิกายย่อยหนึ่งของชีอะฮ์ในปี ค.ศ.1936 และต่อมาในปี 1973 มีคำสั่งทางศาสนาที่ประกาศโดย ซัยยิดมูซา ซาดร์ นักวิชาการของชีอะห์อิมามสิบสองแห่งเลบานอน ซึ่งให้การยอมรับชาวอะลาวีย์เป็นมุสลิมชีอะอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกของโลกชีอะฮ์อย่างมีนัยยะสำคัญ







