INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

การปฏิรูปในประเทศจีน: จากอดีตถึงปัจจุบัน(5)

pagoda 6598099 1280

การปฏิรูปรูปในประเทศจีน: จากอดีตถึงปัจจุบัน(5): การปฏิรูปของผู้ไม่มีอำนาจรัฐ ในราชวงศ์ชิง(清)

ความนำ

การปฏิรูปครั้งนี้ เกิดขึ้นในตอนปลายของราชวงศ์ชิง(清)เริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายน ค.ศ. 1898 จบลงในเดือนกันยายนปีเดียวกัน นาน 103 วัน จึงเรียกกันว่า “ ปฏิรูปแนวใหม่ 100 วัน” (百日维新)แม้การปฏิรูปจะถูกยกเลิกอย่างกระทันหัน และผู้นำการปฏิรูปถูกประหารชีวิตหลายคน แต่เหตุการณ์ครั้งนั้นสร้างความตื่นตัวในหมู่ประชาชนและมีผลกระทบต่อราชวงศ์ชิงไม่น้อย อาจถือได้ เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นมูลเหตุหนึ่ง ที่นำไปสู่การโค่นล้มราชวงศ์ชิงของฝ่ายปฏิวัติที่นำโดยซุนยัดเซ็นในอีกกว่า 10 ปีต่อมา เมื่อปีค.ศ. 1912

ในปลายราชวงศ์ชิง แม้จะมีกษัตริย์ แต่กษัตริย์กลับไม่มีอำนาจใดๆในการปกครองประเทศ ผู้มีอำนาจสูงสุด คือ ฉือสี่ไท่โห้ว(慈禧太后)ที่เรียกกันในภาษาไทยว่า“ซูสีไทเฮา” ซึ่งมีศักดิ์เป็นแม่ของกษัตริย์ (นางไม่ใช่แม่กษัตริย์ แต่ให้กษัตริย์เรียกนางว่า“แม่” พ่อและแม่ของกษัตริย์เองกลับไม่สามารถใกล้ชิดกับกษัตริย์ได้)

กษัตริย์กวงซวี่(光绪皇帝) ขึ้นครองราชย์เมื่อมีอายุ 4 ปี เนื่องจากมีอายุน้อย ปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ ซูสีไทเฮาจึงทำหน้าที่แทนกษัตริย์ แต่เมื่อกวางซวี่มีอายุครบ 18 ปี โดยหลักการ ซูสีไทเฮาต้องคืนอำนาจให้แก่กษัตริย์ แต่นางไม่คืน ยังคงยึดอำนาจการปกครองประเทศไว้ แม้กวางซวี่จะออกนั่งบัลลังก์พบขุนนางข้าราชการ แต่จะต้องเข้าพบ และรายงานข้อราชการต่อชูสีไทเฮาทุกวัน อำนาจการแต่งตั้งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และการตัดสินใจในเรื่องที่มีความสำคัญ ยังอยู่ในมือของซูสีไทเฮาทั้งหมด

ซูสีไทเฮาเป็นผู้หญิงแกร่ง มีกลวิธีการขึ้นสู่อำนาจสูงสุดของประเทศ แล้วกุมอำนาจไว้อย่างเหนียวแน่น แม้จะไม่เป็นกษัตริย์ ในช่วงที่นางมีอำนาจ จีนถูกต่างชาติรุกรานหลายครั้ง ต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามและยกดินแดนให้ต่างชาติ นางจึงเป็นมีส่วนสำคัญ ที่ทำให้ราชวงศ์ชิงล่มสลาย หลังจากที่นางเสียชีวิตไม่นาน ราชวงศ์ชิงก็ถูกโค่นล้มโดยคณะปฏิวัติที่นำโดยซุนยัดเซน

ซูสีไทเฮากุมอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศนานกว่า 50 ปี ในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับจักรพรรดิเมจิ(明治天皇)ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีอำนาจการปกครองประเทศ นานประมาณ 50 ปีเช่นเดียวกัน ในประเทศญี่ปุ่น จักรพรรดิเมจิทำการปฏิรูปประเทศ จนทำให้เจริญขึ้นมาก แต่ชูสีไทเฮาทำให้ประเทศจีนเสื่อมถอยลงมาก จนเกือบสิ้นชาติ

กลวิธีในการก้าวขึ้นสู่อำนาจ และรักษาอำนาจการปกครองสูงสุดของชูสีไทเฮา มีความสลับซับซ้อนมาก ในที่นี้จะไม่กล่าวถึง แต่จะชี้ให้เห็นว่า แม้นางไม่ได้เป็นกษัตริย์ แต่ก็มีอำนาจเหนือกษัตริย์ โดยไม่มีผู้ใดกล้าคัดค้าน

บทความนี้แบ่งออกเป็นเจ็ดส่วน หลังจากความนำ ส่วนที่สองกล่าวถึงสถานการณ์ของราชวงศ์ชิงก่อนการปฏิรูป ส่วนที่สาม ลำดับเหตุการณ์สำคัญในช่วงปฏิรูป 100 วัน ส่วนที่สี่ สรุปนโยบายและมาตรการที่ฝ่ายปฏิรูปนำเสนอและดำเนินการโดยสังเขป ส่วนที่ห้า เล่าประวัติคังเหว่ยเหวย(康有为)และเหลียงฉี่เชา(梁启超)แกนนำการปฏิรูป ส่วนที่หกกล่าวถึงเหตุการณ์หลังยกเลิกการปฏิรูป และการกวาดล้างฝ่ายปฏิรูปแต่สถานการณ์บีบบังคับชูสีไทเฮาให้ต้องมีการปฏิรูป ที่ดูเหมือนว่า มีการครอบคลุมมากกว่าการปฏิรูปครั้งแรก แต่ที่แท้เป็นการปฏิรูปจอมปลอม ซึ่งชูสีไทเฮาและขุนนางที่ต่อต้านการปฏิรูป ยังกุมอำนาจรัฐไว้อย่างเหนียวแน่น แม้จะมีการตั้งรัฐสภา แต่สมาชิกรัฐสภาได้รับการแต่งตั้งโดยชูสีไทเฮา และขุนนางแมนจู ยังยึดครองตำแหน่งสำคัญๆในรัฐบาล การปฏิรูปครั้งที่สอง จึงเป็นปฏิรูปจอมปลอมที่ไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐแต่อย่างไร ในส่วนที่เจ็ด ซึ่งเป็นส่วนสุดท้าย เป็นการสรุปข้อคิดบางประการจากเหตุการณ์ปฏิรูปในครั้งแรกที่ต้องถูกยกเลิกไป

 

สถานการณ์ของราชวงศ์ชิงก่อนการปฏิรูป

ชนเผ่าแมนจู(满族)เข้ายึดครองแผ่นดินจีนเป็นผู้ปกครองประเทศในปีค.ศ. 1644 ในช่วงแรก ได้ปราบปรามผู้ต่อต้าน ยึดทรัพย์สมบัติและที่ดิน บังคับให้ชนเผ่าฮั่น(汉族)ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ โกนผม และไว้ผมเปีย เกิดเหตุการณ์ “เรือนจำหนังสือ“(文字狱)จับกุมคนที่แสดงความคิดเห็นหรือเขียนข้อความ ที่เมื่ออ่านออกเสียงแล้ว ฟังแล้วไม่เป็นมิตรกับราชวงศ์แมนจู หรือวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล มีลงโทษสูงสุดถึงประหารชีวิตหรือประหารชีวิตหลายชั่วโคตร

อย่างไรก็ตาม สภาพบ้านเมืองในช่วง 150 ปีแรกของราชวงศ์ชิง ยังค่อนข้างสงบเรียบร้อย ประเทศมหาอำนาจตะวันตกก็ไม่ได้รุกรานจีน

แต่ ตั้งแต่ ปีค.ศ. 1840 จนถึงสิ้นสุดราชวงศ์ชิง ในปีค.ศ. 1911 ประเทศจีนถูกรุกรานโดยชาติตะวันตก จนมีสภาพคล้ายกึ่งเมืองขึ้น รัฐบาลชิงถูกชาติตะวันตกบีบบังคับ ให้ทำสัญญาอย่างไม่เสมอภาค ต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงคราม และยอมยกดินแดนบางส่วนให้ต่างชาติ ทั้งยังต้องยอมให้คนต่างชาติเข้าตั้งถิ่นฐาน มีบ้านเรือน และมีอภิสิทธิ์เหนือคนจีนในเขตเช่า(租界)ตามเมืองใหญ่หลายแห่ง เขตเช่าเหล่านี้เสมือนเป็นพื้นที่ของต่างประเทศ เมื่อมีเหตุการณ์ไม่สงบใดๆเกิดขึ้นในเขตเช่า ต้องตัดสินคดี โดยยึดตามกกฎหมายของประเทศมหาอำนาจที่เป็นเจ้าของเขตเช่า รัฐบาลและข้าราชการจีนเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องไม่ได้ กล่าวคือ มหาอำนาจจำนวนมาก มีสิทธิสภาพนอกอาณาเขต ในประเทศจีน

ก่อนหน้าที่จะถูกต่างชาติรุกรานจนเกือบสิ้นชาติ ทั้งกษัตริย์ ขุนนางข้าราชการและประชาชนจีนจำนวนมาก คิดว่าประเทศจืนมีความเจริญก้าวหน้ากว่าประเทศอื่นๆในโลก เรียกคนประเทศอื่นว่า“คนป่าเถื่อน”(夷) ที่ไม่มีวัฒนธรรม แต่หลังจากถูกประเทศตะวันตกรุกราน รัฐบาลจีนและคนจีนจึงตระหนักว่า ประเทศจีนที่แท้ล้าหลังกว่าประเทศในโลกตะวันตกมาก

ตั้งแต่ปีค.ศ. 1861 เป็นต้นมา จึงมีกระบวนการที่เรียกว่า“ การรณรงค์ในกิจการตะวันตก“(洋务运动) หรือที่่เรียกว่า ”การรณรงค์เพื่อสร้าง ความเข้มแข็งให้ประเทศตนเอง“(自强运动) โดยมีรัฐบาลเป็นผู้นำในกระบวนการนี้ ซึ่งมีกิจกรรมหลากหลาย เช่น เรียนรู้เทคโนโลยีตะวันตก ปรับปรุงแสนยานุภาพ ผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ ตั้งโรงเรียนฝึกทหารเรือ สร้างอุตสาหกรรมสมัยใหม่ สร้างทางรถไฟ เรือกลไฟ ใช้โทรเลข ส่งคนออกไปศึกษาในต่างประเทศ รวมทั้งแปลหนังสือภาษาต่างประเทศเป็นภาษาจีน ฯลฯ

กระบวนการเรียนรู้จากชาวตะวันตกและการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ประเทศตนเองนี้ ประสบผลสำเร็จในบางด้าน เช่น การสร้างระบบโทรคมนาคมสมัยใหม่ ตั้งโรงงานสิ่งทอ โม่แป้ง และถลุงแร่ การส่งเด็กนักเรียนออกไปศึกษาในยุโรปและอเมริกา การส่งเสริมการเรียน และแปลภาษามีผลทำให้ความรู้ความคิดจากชาติตะวันตก เริ่มเผยแพร่ในประเทศจีนมากขึ้น มีผลทำให้คนจีนส่วนหนึ่งรับรู้ความคิดทางปรัชญาและระบบการเมืองการปกครองในชาติตะวันตก

อย่างไรก็ตาม กระบวนการเรียนรู้จากชาติตะวันตกนี้ ต้องประสบกับข้อจำกัดหลายประการ ที่สำคัญคือ ผู้นำรัฐบาลและข้าราชการส่วนมากยังมีความคิดที่ว่า แม้ชาติตะวันตกมีแสนยานุภาพ การค้าอุตสาหกรรมที่เหนือกว่าจีน แต่อารยธรรมและวัฒนธรรมของจีนที่มีอยู่เดิม รวมทั้งระบบการเมืองการปกครอง ยังเหนือกว่าชาติตะวันตก การเรียนรู้จากชาติตะวันตกจึงควรเรียนแต่เฉพาะสิ่งที่ใช้ประโยชน์ได้ ไม่ใช่ไปเลียนแบบระบบการเมืองการปกครอง และวัฒนธรรมของชาติตะวันตก จึงมีคำพูดที่ว่า “ใช้ความรู้และระบบของจีนเป็นแกนหลัก แต่นำความรู้ชาติตะวันตกมาใช้ประโยชน์”(中学为体 西学为用) แม้รัฐบาลจะยอมให้เอกชนประกอบการค้า และอุตสาหกรรม ตามแบบประเทศตะวันตก แต่มีการควบคุมอยู่พอสมควร

การเลียนแบบชาติตะวันตกของราชวงศ์ชิง ต่างจากประเทศญี่ปุ่นในสมัยจักรพรรดิเมจิ ที่มีการส่งคณะผู้แทนจำนวนหลายสิบคน ประกอบด้วยข้าราชการ พ่อค้า และผู้มีอาขีพต่างๆไปดูงานในยุโรปนานหลายเดือน ทำการศึกษาดูงานในที่ต่างๆอย่างละเอียด ทำให้ตระหนักรู้ว่าประเทศญี่ปุ่นล้าหลังกว่าประเทศตะวันตกมาก เมื่อคณะศึกษาดูงานกลับมาถึงญี่ปุ่นแล้ว มีการประชุมสรุปผลการศึกษาดูงาน แล้วนำผลจากการศึกษาดูงานนี้ มาปรับปรุงแก้ไขระบบการเมืองการปกครอง การทหาร การศึกษา และนโยบายอุตสาหกรรม การค้า แต่ยังคงรักษาศิลปะวัฒนะธรรมและกีฬาที่ดีงามของญี่ปุ่นไว้

ในค.ศ. 1894 เกิดสงครามระหว่างจีนกับญี่ปุ่น แม้ทหารจีนจะสู้รบอย่าง กล้าหาญ และตายไปจำนวนมาก แต่จบลงด้วยความพ่ายแพ้ของฝ่ายจีน เพราะญี่ปุ่นมีเรือรบที่ทันสมัยกว่าจีนมาก แม้รัฐบาลจีนจะทุ่มเทงบประมาณสร้างเรือรบ และฝึกทหารเรือตามแบบชาติตะวันตก แต่ก็สู้ญี่ปุ่นไม่ได้ ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1895 จีนต้องเซ็นสัญญาสงบศึกกับญี่ปุ่น ยอมยกเกาะไต้หวันให้แก่ญี่ปุ่น และชดใช้ค่าปฏิกรรมสงครามเป็นจำนวนมากให้แก่ญี่ปุ่น

การแพ้สงครามแก่ญี่ปุ่นครั้งนี้ คนจีนรู้สึกว่าเป็นความอัปยศอย่างมาก คนจีนส่วนใหญ่เห็นว่า ญี่ปุ่นเป็นประเทศเล็ก ล้าหลังกว่าจีนมาก เคยส่งคนมาเรียนรู้วัฒนธรรมจากประเทศจีนสมัยราชวงศ์ถัง(唐)ในต้นศตวรรษที่เจ็ด ก่อนหน้านี้ จีนพ่ายแพ้ให้แก่ประเทศตะวันตก ซึ่งมีความเจริญกว่า และมีแสนยานุภาพที่เหนือกว่า มาคราวนี้ ต้องมาพ่ายแพ้แก่ญี่ปุ่น ซึ่งจีนถือว่าเป็นน้องเล็ก จึงเป็นเรื่องที่น่าอับอายมาก

ต้นเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1895 มีกำหนดการสอบเข้ารับราชการที่เมืองหลวง นักวิชาการที่ผ่านการสอบในระดับมณฑล และมีสิทธิ์เข้าสอบครั้งนี้ ซึ่งมีจำนวนกว่าพันคน เมื่อได้ทราบข่าวการแพ้สงครามต่อญี่ปุ่น จึงได้ร่วมกันทำหนังสือถึงรัฐบาล ให้เร่งทำการปฏิรูปก่อนที่จะสิ้นชาติ ผู้ได้รับมอบหมายให้ร่างหนังสือนี้ คือ คังโหย่วเหวย(康有为)ซึ่งเวลานั้น เป็นนักวิชาการที่มีชื่อเสียง การยื่นหนังสือครั้งนี้ ต่อมาเรียกกันว่า“ ข้อเสนอการปฏิรูปโดยผู้นั่งรถราชการ”(公车上书) เนื่องจากนักวิชาการที่ได้รับการคัดเลือกเข้าสอบมีวุฒิเป็นผู้เข้าสอบรับราชการขั้นสุดท้าย(举人)ที่มีสิทธิ์นั่งรถราชการ

หนังสือเรียกร้องการปฏิรูปประเทศนี้ ถูกส่งไปสำนักงานที่มีหน้าที่นำเสนอเรื่องต่างๆให้แก่รัฐบาล(都察院) แต่ผู้อำนวยการสำนักงานนี้กล่าวกับผู้ร้องเรียนว่า สนธิสัญญาระหว่างจีนกับญี่ปุ่นได้ลงนามไปแล้ว ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้อีกแล้ว จึงไม่ยอมรับหนังสือ แต่ข่าวเรื่องนี้ ได้แพร่สะพัดไปทั่วประเทศ

ในอีกไม่กี่วันต่อมา เมื่อประกาศผลการสอบคัดเลือก คังโหย่วเหวยสอบผ่าน เป็นผู้เข้ารับราชการที่กระทรวงโยธาธิการ(工部)ได้ จึงเสนอหนังสือต่อกษัตริย์ผ่านรัฐมนตรี แต่หนังสือนั้น ไม่ถึงมือกษัตริย์กวงซวี่ ในที่สุด เมื่อคังโหย่วเหวยทำหนังสือเป็นครั้งที่สาม กษัตริย์กวงซวี่จึงได้รับ กษัตริย์อ่านแล้วรู้สึกประทับใจมาก จึงสั่งให้คัดลอกหนังสือนี้หลายชุด เพื่อส่งให้ซูสีไทเฮาชุดหนึ่ง และส่งให้หน่วยราชการหลายแห่ง ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิรูป

ต่อจากนั้น คังโหย่วเหวยได้เขียนข้อเสนอการปฏิรูปฉบับที่สี่และห้าอีก แต่ส่งไม่ถึงมือกษัตริย์ แต่กษัตริย์กวงซวี่ ซึ่งเห็นด้วยกับข้อเสนอการปฏิรูปของคังโย่วเหวย ได้มอบหมายให้ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ห้าคนที่มีส่วนรับผิดชอบในการเสนอนโยบายแก่กษัตริย์ พบปะพูดคุยกับคังโหย่วเหวย เพื่อสอบถามในเรื่องปฏิรูป ข้าราชการหัวเก่าที่มีตำแหน่งสูงสี่คน ไม่เห็นด้วยกับการปฏิรูป เห็นว่าระบบและกฎระเบียบที่สืบทอดกันมา ไม่ควรมีการเปลี่ยนแปลง แต่ไม่มีเหตุผลที่จะโต้เถียงคัดง้างกับคังโหย่วเหวย ในบรรดาผู้ให้คังโหย่วเหวยเข้าพบ มีเพียงคนเดียว คือ รัฐมนตรีมหาดไทย(户部尚书) วงถงเหอ (翁同和)ที่เคยเป็นอาจารย์ของกษัตริย์กวงซวี่เห็นด้วยกับข้อเสนอการปฏิรูป จึงได้ไปรายงานให้กษัตริย์รับทราบสาระของการโต้เถียงครั้งนี้ และย้ำคำพูดของคังโหย่วเหวย ที่ว่า ถ้าไม่มีการปฏิรูป ประเทศชาติจะไปไม่รอด กษัตริย์กวงซวี่จึงตัดสินใจทำการปฏิรูป แต่เมื่อเขาเสนอความคิดนี้แก่ซูสีไทเฮาแล้ว นางโกรธมากและไม่ยอมให้มีการปฏิรูปเด็ดขาด กษัตริย์กวงซวี่กล่าวว่า ถ้าไม่ยอมให้ปฏิรูป เขาจะสละราชบัลลังก์ แล้วให้ผู้อื่นเป็นกษัตริย์แทน ซูสีไทเฮาจึงต้องจำยอม

ในปลายเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1898 กษัตริย์กวงซวี่ออกประกาศกล่าวถึงความจำเป็นในการปฏิรูปประเทศ กระบวนการปฏิรูป จึงได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ

 

ลำดับเหตุการณ์การปฏิรูป

การปฏิรูปครั้งนี้เริ่มตั้งแต่การออกประกาศของกษัตริย์ ในวันที่ 11 เดือนมิถุนายน ค.ศ. 1898 สิ้นสุดในวันที่ 21 เดือนกันยายน ปีเดียวกัน เป็นเวลา 103 วัน มีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังนี้ (วันที่ของเหตุการณ์มาจากหนังสือหลายเล่ม ซึ่งมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง)

 

11 มิถุนา ประกาศการปฏิรูป

15 มิถุนา ซูสีไทเฮาให้กษัตริย์ปลดวงถงเหอ(翁同和)ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่สนับสนุนการปฏิรูป ซึ่งเป็นผู้แนะนำให้กษัตริย์เรียกคังโหย่วเหวยเข้าพบ กล่าวว่า วงถงเหอ(翁同和)แก่แล้ว สมควรให้เขากลับไปพักผ่อนที่บ้าน ในเวลาเดียวกัน ก็แต่งตั้งให้ผู้ที่จงรักภักดีต่อนางขึ้นมาดำรงตำแหน่งสำคัญทางทหารและพลเรือน และยํ้าคำสั่งเดิม ที่การแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงตั้งแต่ระดับสองขึ้นไป ต้องได้รับความเห็นชอบจากชูสีไทเฮา

16 มิถุนายน กษัตริย์พบคังโหย่วเหวย คังกล่าวถึงความสำคัญของการปฏิรูป และเล่าถึงความสำเร็จในการพัฒนาประเทศจากการปฏิรูปของญี่ปุ่น

19 มิถุนา กษัตริย์แต่งตั้งคังโหย่วเหวยเป็นที่ปรึกษา รับผิดชอบเสนอนโยบายการปฏิรูป เหลียงฉี่เชา(梁启超)ลูกศิษย์และผู้ช่วยคนสำคัญของคังโหย่วเหวย และข้าราชการอีกหลายคนขึ้นช่วยดำเนินการปฏิรูป ตำแหน่งทางการของทั้งคังโหย่วเหวยและพรรคพวก มีระดับไม่สูง แต่มีอำนาจสั่งการเกี่ยวกับเรื่องการปฏิรูป โดยความเห็นชอบของกษัตริย์

อีกไม่กี่วันต่อมา คณะดำเนินการปฏิรูป ประกาศนโยบายมาตรการ การปฏิรูปที่มีเนื้อหาครอบคลุมกว้างขวาง(นโยบายปฏิรูป จะสรุปในส่วนต่อไปของบทความ)

หนึ่งในรายการการปฏิรูป คือ ปรับปรุงวิธีสอบเข้ารับราชการแบบเดิม ยกเลิกการเขียนเรียงความในรูปแบบตายตัวที่เรียกกันว่า“ เรียงความแปดตอน”(八股文) เรื่องนี้สร้างความสั่นสะเทือนต่อผู้เตรียมต้วที่จะสอบเข้ารับราชการจำนวนมากทั่วประเทศ เพราะพวกเขาเตรียมตัวในรูปแบบการเขียนเรียงความนี้มาเป็นเวลานานปี ถ้ายกเลิกการเขียนเรียงความแบบนี้ แล้วเปลี่ยนเป็นการทดสอบความรู้เกี่ยวกับนโยบายการปกครองประเทศ เขาจะไม่สามารถทำได้ การแก้รูปแบบการสอบเข้ารับราชการนี้ จึงถูกวิพากษ์วิจารณ์มาก ข้าราชการคนหนึ่งที่รับผิดชอบในเรื่องการศึกษาและการสอบคัดเลือก กล่าวว่า ถ้ายกเลิกเรียงความแปดตอน เปลี่ยนมาเป็นการทดสอบความรู้ใหม่ จะสร้างความปั่นป่วน ที่ทำให้เกิดความยุ่งเหยิงทั่วทั้งประเทศ กษัตริย์กวงซวี่ได้ยินดังนี้ โกรธมาก สั่งปลดข้าราชการคนนี้ออกจากตำแหน่ง

นโยบายการปฏิรูปอีกเรื่องที่มีปัญหา คือทุกคนในประเทศ มีสิทธิ์ทำหนังสือเสนอนโยบายต่อกษัตริย์โดยตรง โดยส่งผ่านข้าราชการในท้องที่ต่างๆได้ เจ้าหน้าที่รัฐที่รับหนังสือมา มีหน้าที่ส่งหนังสือนั้นมา โดยไม่สามารถเปิดอ่าน แก้ไข หรือเก็บไว้ไ ม่ยอมส่ง ผู้ฝ่าฝืนต้องได้รับโทษ หลังจากที่โยบายการทำหนังสือเสนอกษัตริย์นี้ประกาศออกมาแล้ว ในแต่ละวัน กษัตริย์ได้รับหนังสือจำนวนมาก รวมทั้งหนังสือที่เขียนโดยผู้ที่มีความรู้ไม่มาก เขียนถูกๆผิดๆ กษัตริย์ก็ตั้งใจอ่านหนังสือทุกฉบับที่ส่งมา โดยไม่กล่าวโทษผู้เขียนหนังสือไม่ดีแต่อย่างใด

 

อย่างไรก็ดี นโยบายการทำหนังสือถึงกษัตริย์นี้ ก็สร้างความขัดแย้งระหว่างฝ่ายปฏิรูปกับฝ่ายข้าราชการหัวเก่า เพราะข้าราชการที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายนี้ แม้ไม่กล้าคัดค้าน แต่ขัดขืนโดยไม่ส่งหนังสือต่อได้เมื่อกษัตริย์รู้เรื่องนี้ ก็ปลดข้าราชการพวกนี้ออกจากตำแหน่ง

 

ตามวิธีปฏิบัติเดิม การส่งหนังสือทางการต้องทำเป็นขั้นๆ จากระดับต่ำถึงระดับสูง ขั้นสุดท้าย จึงส่งถึงกษัตริย์ แม้มีคำสั่งหนังสือทุกฉบับต้องส่งถึงกษัตริย์โดยตรง แต่เจ้าหน้าที่รัฐส่วนใหญ่ ก็ปฏิบัติตามแบบเดิม แม้ข้าราชการระดับล่างส่งหนังสือขึ้นมา แต่ข้าราชการระดับที่สูงกว่านั้น อาจแอบเปิดอ่าน แล้วเก็บหนังสือที่ตนไม่เห็นด้วย โดยไม่ส่งต่อ เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นเนืองๆ แต่เมื่อกษัตริย์ได้ทราบ ก็ปลดข้าราชการที่กักหนังสือไว้ จนกระทั่ง มีข้าราชการระดับสูงบางคนที่มีโอกาสเข้าพบซูสีไทเฮา ได้รายงานเรื่องนี้ให้นางรับทราบ

นับตั้งแต่การปฏิรูปเริ่มต้นขึ้น ขุนนางและข้าราชการระดับสูงที่มี

โอกาสเข้าพบซูสีไทเฮา ต่างพากันเรียกร้องให้ซูสีไทเฮาสั่งยกเลิกการปฏิรูป แม้นางจะเห็นด้วย ว่าไม่ควร ปล่อยให้การปฏิรูปดำเนินต่อไป แต่นางก็ยังไม่ได้ขัดขวาง

ปลายเดือนสิงหาคม กษัตริย์กวงซวี่ สั่งยุบหน่วยงานราชการหลายแห่ง กล่าวว่า ทำงานไม่มีประสิทธิภาพ และมีงานหลายอย่างซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่นในรัฐบาล ควรมีการเปลี่ยนแปลง

ต่อมา ในวันที่ 4-5 กันยายน กษัตริย์กวงซี่ิ พบว่ามีรัฐมนตรีหลายคนที่ไม่ยอมส่งหนังสือของข้าราชการชั้นผู้น้อยคนหนึ่งที่นำเสนอเรื่องที่ไม่ชอบมาพากลต่อกษัตริย์ เพื่อพิจารณาลงโทษข้าราชการที่มีพฤติกรรมไม่ซื่อสัตย์เหล่านั้น กษัตริย์กวงซี่ เมื่อทราบเรื่อง จึงปลดรัฐมนตรีหลายคนออกจากตำแหน่ง นอกจากนั้น ยังแต่งตั้งข้าราชการฝ่ายปฏิรูปสี่คนให้มีอำนาจตรวจสอบเรื่องต่างๆ ที่มีผู้ร้องเรียนต่อกษ้ตริย์ เรื่องนี้สร้างความไม่พอใจแก่ชูสีไทเฮามาก นางจึงทำรัฐประหาร สั่งจับข้าราชการฝ่ายปฏิรูปหลายคน รวมทั้งคังโหย่วเหวยและเหลียงฉี่เชา แต่กษัตริย์ทราบข่าวนี้มาก่อน รู้ว่าการปฏิรูป คงดำเนินต่อไปไม่ได้ และผู้นำการปฏิรูปจะตกอยู่ในอันตราย จึงสั่งให้คังโหย่วเหวย เหลียงฉี่เชาและแกนนำฝ่ายปฏิรูปหลายคนหลบหนีออกไป คังและเหลียงหนีไปได้จากการช่วยเหลือของสถานทูตต่างชาติ แต่ข้าราชการฝ่ายปฏิรูปอีกหกคนถูกจับและถูกประหารชีวิต กษัตริย์กวงซวี่ก็ถูกจับคุมขัง การปฏิรูป103 วัน จึงสิ้นสุดลงอย่างกระทันหัน

เรื่องสิ้นสุดการปฏิรูปนี้ หนังสือประวัติศาสตร์บางเล่ม เล่าว่า กษัตริย์กวงซวี่รู้ว่าฝ่ายตนไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะไม่มีกำลังทหาร จึงสั่งให้เหวียนซื่อไข่ หรือที่คนไทยนิยมเรียกว่ายวนซีไข(袁世凯)ที่คุมกำลังทหารส่วนหนึ่งใกล้เมืองหลวงเข้าพบ แต่งตั้งให้เขามีตำแหน่งที่ใหญ่ขึ้นและบอกว่าเขาเป็นผู้มีบทบาทในการปกป้องประเทศชาติมาก หยวนก็ปฏิญาณว่า ตนจะจงรักภักดีต่อกษัตริย์ ไม่เกรงกลัวอิทธิพลใดๆ เหตุที่กษัตริย์ฝากความหวังไว้ที่ยวนซีไข เพราะยวนเคยมีท่าทีสนับสนุนการปฏิรูปในช่วงที่กระแสการปฏิรูปกำลังเป็นที่นิยม ทั้งยังบริจาคเงินของตนเสนับสนุนกิจกรรมที่รณรงศ์เผยแพร่ความรู้การปฏิรูปด้วย

ก่อนการรัฐประหารของฝ่ายชูสีไทเฮาหนึ่งวัน แกนนำการ ปฏิรูปถันสือถง (谭嗣同) อาสาว่าจะไปพบยวนซีไข เกลี้ยกล่อมให้เขาต่อต้านการรัฐประหารของฝ่ายชูสีไทเฮา เมื่อพบกัน ยวนซีไข รับปากว่าจะใช้กำลังทหารที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของเขา จับกุมและฆ่าหยงลู่(荣禄) ผู้บัญชาการทหารเพื่อปกป้องกษัตริย์ แต่ยวนซีไขหักหลัง นำเรื่องการต่อต้านรัฐประหารของฝ่ายปฏิรูปไปแจ้งต่อหยงลู่ เรื่ิงนี้มีผลทำให้การก่อการของฝ่ายชูสีไทเฮาเกิดเร็วขึ้น แต่นักประวัติศาสตร์บางคนก็เห็นว่า ยวนซีไขรายงานเรื่องนี้ต่อหยงลู่จริง แต่หลังจากเกิดการรัฐประหารแล้ว มิฉะนั้น ทำไมฝ่ายชูสีไทเฮาจึงไม่ทำการเปิดเผยเรื่องนี้ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ไม่มีใครรู้แน่ชัดได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือกษัตริย์กวงซวี่ถกจับ แล้วถูกคุมขัง จนเสียชีวิตในวัยเพียง 38 ปี แกนนำการปฏิรูป 6 คนถูกประหารชีวิต ต่อมา ก็มีการกวาดล้าง จับกุมผู้ที่สนับสนุนการปฏิรูปเป๊น การใหญ่ นโยบายปฏิรูปถูกยกเลิกทั้งหมด และฝ่ายต่อต้านการปฏิรูปได้เข้าคุมอำนาจรัฐเบ็ดเสร็จ

อย่างไรก็ตาม ซูสีไทเฮาก็ไม่กล้าฆ่ากษัตริย์กวงซวี่ เพราะในเวลานั้น สื่อมวลชนที่อยู่ในเขตเช่าในเมืองต่างๆ ที่รัฐบาลไม่สามารถควบคุมได้ ต่างเผยแพร่ข่าวและบทความที่มีความเห็นว่า ไม่ควรยกเลิกการปฏิรูป ข้าราชการและประชาชนจำนวนมาก ก็สนับสนุนการปฏิรูป นักการฑูตต่างประเทศที่อยู่ในประเทศจีน ต่างแสดงความเห็นชอบกับการปฏิรูป และไถ่ถามความเป็นอยู่ของการกษัตริย์ บางคนแสดงความจำนงขอเข้าเยี่ยมกษัตริย์ที่ถูกคุมขังอยู่ รัฐบาลราชวงศ์ชิงไม่กล้าปฏิเสธ ต้องยอมให้เขาเข้าพบ ความคิดของชูสีไทเฮาที่จะปลดกษัตริย์แล้วแต่งตั้งกษัตริย์คนใหม่ ก็ถูกคัดค้านจากนานาชาติ

 

นโยบายการปฏิรูป

ระหว่างดำเนินการปฏิรูป กษัตริย์กวงซวี่ออกคำสั่งหรือกฎระเบียบที่มีการเปลี่ยนแปลงระบบกว่าร้อยฉบับ มีทั้งการยกเลิกกฎระเบียบและวิธีปฏิบัติที่มีอยู่เดิม สร้างสถาบันใหม่และวิธีปฏิบัติใหม่ คำสั่งแต่ละข้อส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน และขัดแย้งกับผลประโยชน์ของข้าราชการและประชาชนบางกลุ่ม สรุปโดยสังเขปได้ดังนี้:

 

การเปลี่ยนแปลงระบบเก่า

1. เปลี่ยนแปลงระบบการสอบคัดเลือกข้าราชการ ยกเลิกการเขียนเรียงความรูปแบบตายตัวแปดขั้นตอน เพิ่มการวิเคราะห์สถานการณ์ เศรษฐกิจสังคม การเมืองในปัจจุบัน

2. จัดตั้งโรงเรียนขึ้นในทุกมณฑลของประเทศ โดยการใช้สถานที่ วัดวาอารามที่มีการสร้างอยู่ก่อนแล้วเป็นโรงเรียน

3. ลดจำนวนทหาร โดยเฉพาะทหารในระดับล่าง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนชาวฮั่น

4. ลดจำนวนข้าราชการระดับล่างและผู้ช่วยที่ไม่ได้เป็นข้าราชการ เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน และประหยัดงบประมาณแผ่นดิน

5 ลดอภิสิทธิ์ของคนเผ่าแมนจูที่มีมากกว่าคนเผ่าฮั่น ยกเลิกระบบการให้เงินอุดหนุนแก่ครอบครัวคนแมนจู รัฐจะไม่ใช้งบประมาณเลี้ยงดูครอบครัวคนแมนจูที่ไม่มีงานทำ นอกจากคนแก่และคนเจ็บป่วยที่ไม่สามารถทำงานได้ ประชาชนทุกคนต้องทำงานหาเลี้ยงชีพด้วยตนเอง ไม่พึ่งการอุดหนุนจากรัฐ

การเปลี่ยนแปลงนี้ สร้างผลกระทบแก่คนบางกลุ่มมาก ดังได้กล่าวมาแล้ว การเปลี่ยนแปลงวิธีสอบคัดเลือกเข้ารับราชการ ได้สร้างความไม่พอใจแก่ผู้เรียนหนังสือทั่วประเทศ ที่มุ่งหวังสอบเข้าเป็นข้าราชการ

การตั้งโรงเรียนในวัดวาอาราม แม้จะไม่กระทบต่อการทำพิธีและการไหว้เจ้า แต่ก็สร้างความไม่พอใจแก่คนบางคนที่มีความเชื่อในศาสนาอย่างงมงาย การลดจำนวนพลทหาร ก็ทำให้พลทหารที่ถูกปลดประจำการ หวั่นเกรงว่า ตนจะกลายเป็นคนว่างงาน การลดจำนวนข้าราชการชั้นผู้น้อยและผู้ช่วยงานที่ไม่ใช่ข้าราชการ ก็มีผลทำให้มีการว่างานเพิ่มขึ้นอย่างกระทันหัน การลดอุดหนุนคนแมนจู ก็ทำให้ขุนนางข้าราชการระดับสูงที่เป็นคนเผ่าแมนจูจำนวนมากไม่พอใจ

 

สิ่งที่มีขึ้นใหม่

1. ตั้งโรงเรียนระดับสูงในเมืองหลวง(京师大学堂) (ซึ่งต่อมาเป็นมหาวิทยาลัยปักกิ่ง(北京大学) มณฑลต่างๆ มีการตั้งโรงเรียนระดับประถมและมัธยมขึ้นมาสอนความรู้สมัยใหม่

2. ส่งนักเรียนไปศึกษาในต่างประเทศ โดยการสอบคัดเลือก ผู้ได้รับการคัดเลือกจะออกไปศึกษาในต่างประเทศได้ด้วยทุนของรัฐบาล

3. ตั้งสถาบันและหน่วยงานใหม่ เช่น ธนาคารกลาง(ธนาคารชาติ) สำนักงานรถไฟ และเหมืองแร่ สำนักงานส่งเสริมการค้าและการผลิต ทำหน้าที่ส่งเสริมการพัฒนาการค้า อุตสาหกรรม และการเกษตร สร้างทางรถไฟ ระบบไปรษณีย์โทรเลข อนุญาตให้เอกชนตั้งโรงงาน ทำการค้าขาย

4. ส่งเสริมการศึกษาวิจัย และการสร้างนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ

5. จัดตั้งสำนักงานสอนภาษาต่างประเทศ และส่งเสริมการแปลหนังลือภาษาต่างประเทศเป็นภาษาจีน

6. เปิดเสรีหนังสือพิมพ์ การทำหนังสือพิมพ์ได้รับยกเว้นการเก็บภาษีอากร

7. อนุญาตให้ประชาชนและธุรกิจวิขาชีพจัดตั้งสมาคม ทำกิจกรรมที่ส่งเสริมความรู้ และแสดงความคิดเห็น

8. เปิดเสรีทางความคิด ประชาชนทุกคนมีสิทธิ์ที่จะนำเสนอข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง ทำหนังสือถึงกษัตริย์ได้โดยตรง ผู้ขัดขวาง ไม่ว่ามีตำแหน่งสูงเพียงใด ต้องได้รับการลงโทษ

9. จัดทำงบประมานแผ่นดินอย่างเป็นระบบ รายรับรายจ่ายของรัฐในด้านต่างๆ ต้องเปิดเผยให้ประชาชนรับทราบ

จะเห็นได้ว่า การปฏิรูปในครั้งนี้ ได้เปิดกว้างให้มีการแสดงความคิด และให้ประชาชนทุกคน สามารถเสนอความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อการบริหารบ้านเมืองต่อกษัตริย์โดยตรง โดยไม่มีผู้ใดขัดขวางได้

นโยบายและมาตรการการปฏิรูปทั้งการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงระบบและวิธีการที่มีอยู่เดิม และการสร้างสิ่งใหม่ๆ ได้สร้างความไม่พอใจแก่ขุนนางข้าราชการที่มีอำนาจและมีอภิสิทธิ์ โดยเฉพาะข้าราชการระดับสูง รวมทั้งชูสีไทเฮา ที่มีอำนาจในการปูนบำเหน็จและการลงโทษได้ตามอำเภอใจ จะไม่สามารถทำได้โดยสะดวกอีกต่อไป

ข้ออ้างที่สำคัญของผู้ที่เสียผลประโยชน์ คือการปฏิรูปครั้งนี้ เป็นการทำลายระบบ กฎระเบียบและ ขนบธรรมเนียมธรรมประเพณีอันดีงาม ที่สืบทอดกันต่อมาเป็นเวลานับพันปีจนเกือบหมดสิ้น จึงเห็นว่าจะต้องขัดขวางการปฏิรูปอย่างสุดชีวิต ชูสีไทเฮาก็เป็นคนหนึ่งที่มีความคิดเช่นนี้ แต่ยังนิ่งเฉยไว้ก่อน รอจังหวัดที่จะทำลายล้างฝ่ายปฏิรูปให้หมดสิ้นต่อไป

ในที่สุด เหตุการณ์รัฐประหารโดยคำสั่งชูสีไทเฮา ก็ทำให้การปฏิรูปต้องสิ้นสุดลง แกนนำการปฏิรูปหลายคน ถูกจับประหารชีวิต กษัตริย์กวงซวี่ถูกคุมขัง

ตอนต่อไปจะเล่าประวัติคังโหย่วเหวยและหลียงฉี่เชา เล่าเหตุการณ์ที่ เกิดขึ้นหลังการปฏิรูปโดยสังเขป และสรุปข้อคิดที่ได้มาจากการปฏิรูปครั้งนี้

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *