INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

การปฏิรูปในประเทศจีน: จากอดีตถึงปัจจุบัน(6)

การปฏิรูปในประเทศจีน: จากอดีดถึงปัจจุบัน(6) : การปฏิวัติโค่นล้มราชวงศ์ชิง

รศ.ดร.สมศักดิ์ แต้มบุญเลิศชัย

ความนำ

การปฏิวัติในประเทศจีนเมื่อปลายปีค.ศ. 1911 แตกต่างจากการเปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐครั้งก่อนๆที่ผ่านมา คือ มีการเปลี่ยนระบอบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นสาธารณรัฐ และเมื่อปฏิวัติสำเร็จ ผู้นำการปฏิวัติซุนยัดเซ็นไม่มีอำนาจในการปกครองประเทศ เขาต้องสละตำแหน่งประธานาธิบดีให้ยวนซีไขเพื่อแลกกับความสงบของประเทศ เมื่อยวนเสียชีวิตล ลูกน้องที่คุมกำลังทหารก็ขึ้นมาสืบทอดอำนาจเป็นประธานาธิบดีต่อ ซุนยัดเซนแม้มีความสามารถการบริหารประเทศได้ แต่ก็ไม่มีโอกาสได้บริหารประเทศ จนกระทั่งเสียชีวิต

หลังการปฏิวัติ ประเทศจีนเป็นสาธารณรัฐ แต่ไม่เป็นรัฐประชาธิปไตย มีการแก่งแย่งอำนาจในหมู่ผู้มีอำนาจบริหารประเทศ แม้เปลี่ยนระบอบการปกครอง แต่ไม่มีการปฏิรูปประเทศแต่อย่างใด การเปลี่ยนระบอบการปกครองในปีค.ศ.1911 นักรัฐประวัตศาสตร์เรียกว่า“ การปฏิวัติ” ไม่เรียก“การปฏิรูป”

บทความนี้แบ่งออกเป็นแปดตอนคือ:

สถานการณ์ของประเทศจีนก่อนการปฏิวัติ
จุดเริ่มต้น
กระบวนการปฏิวัติที่ถูกปราบปราม
จุดหักเหและปัจจัยที่ทำให้การปฏิวัติประสบความสำเร็จ
การเปลี่ยนแปลงหลังโค่นล้มราชวงศ์ชิง
ชีวิต ความคิด และผลงานของ ดร.ซุนยัดเซน
ข้อคิดที่ได้จากเหตุการณ์ครั้งนี้
สถานการณ์ของประเทศจีนก่อนการปฏิวัติ

ชนเผ่าแมนจู เข้ายึดอำนาจการปกครองประเทศจีนในปีค.ศ.1644 และถูกโค่นล้มในปีค.ศ. 1911 ชนเผ่าแมนจู สถาปนาราชวงศ์ชิง(清)ปกครองประเทศจีนเป็นเวลานาน 267 ปี ราชวงศ์ชิง เสื่อมถอยลงตามเวลา จนถึงช่วงที่ ซูสีไทเฮา มีอำนาจในการปกครองประเทศสูงสุด ในระหว่าง ปีค.ศ.1982-1908 เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ของประเทศจีนได้เสื่อมถอยลงถึงจุดต่ำสุด ผู้มีอำนาจในการปกครองประเทศส่วนใหญ่ไม่ฉลาดและไม่มีความรู้ความสามารถ อยู่ใต้การครอบงำของซูสีไทเฮาผู้ที่มีความเก่งในการแย่งอำนาจ แต่ไม่มีความสามารถในการปกครองประเทศแม้แต่น้อย สภาพประเทศจีนตอนปลายราชวงศ์ชิง คือ เศรษฐกิจไม่ดี สังคมแตกแยก บ้านเมืองไม่สงบสุข ประชาชนเดือดร้อน การเมืองเสื่อมถอย ทั้งยังพ่ายแพ้ในการรุกรานจากต่างชาติ เสียค่าปรับต่างๆ จนประเทศจีนมีสภาพกึ่งเมืองขึ้น ต้องเสียดินแดน จ่ายค่าปฏิกรรมสงครามให้ประเทศมหาอำนาจที่มารุกราน เมื่อมีผู้ต้องการปฏิรูปประเทศ ก็ถูกผู้มีอำนาจที่นำโดยซูสีไทเฮาโค่นล้มจนไม่สามารถปฏิรูปประเทศได้

ก่อนสิ้นสุดราชวงศ์ชิง ซูสีไทเฮา ถูกบีบบังคับให้มีการปฏิรูปประเทศ ที่ดูเหมือนว่า จะมีความเข้มข้นมากกว่าการปฏิรูปที่ถูกโค่นล้มไปก่อนหน้านี้ แต่การปฏิรูปรูปจอมปลอม ที่รัฐบาลไม่ยอมสละอำนาจบริหารประเทศก็ต้องจบลงด้วยความล้มเหลว และราชวงศ์ชิงถูกโค่นล้มลง ในเวลาเพียงสามปีหลังจากชูสีไทเฮาเสียชีวิต

จุดเริ่มต้น

ในตอนปลายราชวงศ์ชิง แม้รัฐบาลและประชาชนตระหนักว่า ประเทศจีนจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลง แต่ยังไม่มีใครคิดถึงการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของประเทศ หรือแม้แต่คิดที่จะโค่นล้มราชวงศ์ชิง มีเพียงซุนยัดเซนและสหายเพียงไม่กี่คนที่คิดจะเปลี่ยนการปกครองจากระบอบกษัตริย์มาเป็นสาธารณรัฐ หลังจุดประกายความคิดเรื่องการปฏิวัตผ่านพ้นไปหลายปี ก็เริ่มมีคนคล้อยตามมากขึ้น ทั้งยังมีคนยอมสละชีวิตเพื่ออุดมการณ์การปฏิวัตินี้ การก่อการเพื่อโค่นล้มราชวงศ์ชิงครั้งนี้ จึงมีวีรบุรุษที่ยอมสละชีวิตเพื่ออุดมการณ์จำนานมาก

ในช่วงที่คังโหย่วเหวย ดำเนินนโยบายการปฏิรูปประเทศ ขบวนการ การปฏิวัติก็ได้เริ่มขึ้นแล้ว แต่ยังมีผู้คล้อยตามน้อยมาก ต่อมา เมื่อเกิดเหตุการณ์กบฏนักมวยอื้เหอถวน และการถูกรุกรานจากกองกำลังทหารจากแปดชาติ ผู้ที่สนับสนุนการปฏิวัติได้เพิ่มมากขึ้น การปฏิรูปของซูสีไทเฮาในตอนปลายราชวงศ์ชิง ส่วนหนึ่งเป็นการต่อต้านความต้องการ การปฏิวัติในหมู่ประชาชนมากกว่าเป็นการปฏิรูปที่แท้จริง การปฏิรูปที่ไม่จริงใจ มีผลทำให้ผู้ที่สนับสนุนการปฏิรูปส่วนหนึ่ง หันมาสนับสนุนฝ่ายปฏิวัติ

ผู้นำการปฏิวัติ คือ ซุนยัดเซน เขาเกิดที่มณฑลกว่างตง หรือกวางตุ้ง(广东) แต่มีโอกาสได้ไปเรียนหนังสือชั้นมัธยมที่ฮาวาย เมื่อกลับมาแล้ว ได้ไปเรียนวิชาการแพทย์ที่ฮ่องกง หลังเรียนจบ เป็นแพทย์ที่เอ้าเหมิน(澳门) หรือที่คนไทยเรียกว่า“มาเก๊า” นอกจากเรียนวิชาแพทย์แล้ว เขายังสนใจศึกษาเรื่องการเมืองการปกครองของประเทศต่างๆอีกด้วย ในระหว่างเรียนแพทย์เขาเริ่มมีความคิดว่า ประเทศจีนจะอยู่รอดได้ จำเป็นต้องเปลี่ยนการปกครองโค่นล้มราชวงศ์ชิง เขาเริ่มพูดคุยกับเพื่อนสนิท 2-3 คน และเริ่มเผยแพร่ความคิดการปฏิวัติ แต่มีผู้เห็นด้วยน้อยมาก

ในปีค.ศ.1894 ก่อนปฏิรูปที่นำโดยคังโหย่วเหวย ซุนยัดเซ็นกับเพื่อนชื่อลู่เฮ่าตง(陆皓东)เดินทางไปเมืองปักกิ่ง หวังที่จะเข้าพบหลี่หงจาง(李鸿章) ขุนนางฮั่นที่ดำเนินเรื่องกิจการตะวันตก(洋务) ก่อนออกเดินทาง ซุนยัดเซ็นใช้เวลาเตรียมเขียนจดหมายหลายวัน สาธยายสาเหตุความเจริญก้าวหน้าของชาติตะวันตก และความล้มเหลวของจีน แต่หลี่หงจาง ไม่ให้เข้าพบ และอาจจะไม่ได้อ่านจดหมายของซุนยัดเซนด้วย

หลังกลับจากกรุงปักกิ่ง ซุนยัดเซนเดินทางไปฮาวายและแผ่นดินใหญ่อเมริกา เพื่อหาพรรคพวกและเรี่ยไรเงิน เพื่อก่อการปฏิวัติ เมื่อกลับถึงฮ่องกง ก็ตั้งร้านของชำที่มีสาขาที่เมืองกว่างโจวหรือกวางเจา(广州) เพื่อเตรียมก่อการการปฏิวัติ

ในปีค.ศ.1895 มีการบุกโจมตีที่ทำการของเมืองกวางเจาโดยขบวนการปฏิวัติ ซึ่งนับเป็นการก่อการของขบวนการปฏิวัติเป็นครั้งแรก แต่ไม่สำเร็จเพราะปืน 600 กระบอก ของคณะผู้ก่อการฯ ที่ส่งมาจากต่างประเทศ ถูกยึดไว้ที่ด่านศุลกากรเมืองกวางเจา การก่อการจึงประสบความล้มเหลว ลู่เฮ่าตงต้องเสียชีวิตไป ต่อมามีการก่อการอีกหลายครั้งแต่ก็ถูกรัฐบาลแมนจูปราบปราม จนถึงการก่อการครั้งที่11ในปลายปีค.ศ. 1911 ที่เมืองอู่ชาง(武昌) จึงประสบผลสำเร็จ

กระบวนการปฏิวัติที่ถูกปราบปราม

หลังจากที่ประสบกับความล้มเหลวที่เมืองกวางเจา อีกกว่าห้าปี การก่อการครั้งที่สองจึงได้เริ่มขึ้นอีกครั้ง ระหว่าง 5 ปีนี้ กระบวนการปฏิวัติเติบโตขึ้นและได้รับการสนับสนุนจากนานานาชาติมากขึ้น

หลังจากเหตุการณ์ที่เมืองกวางเจา ฝ่ายปฏิวัติถูกปราบปราม ซุนยัดเซน หนีไปประเทศญี่ปุ่น แล้วได้เดินทางไปฮอนโนลูลู เกาะฮาวาย เพื่อเผยแพร่แนวคิดการปฏิวัติ รวมทั้งเรี่ยไรเงินและหาผู้สนับสนุนเพื่อใช้ในการปฏิวัติ

ระหว่างที่ ซุนยัดเซน พำนักอยู่ฮอนโนลูลู บังเอิญได้พบอาจารย์แพทย์แคนทลี่(Janes Cantlie) ซึ่งเคยสอนเขาที่ฮ่องกงที่มาแวะเที่ยวที่ฮาวาย ก่อนกลับประเทศอังกฤษ ซุนยัดเซนรับอาสาเป็นผู้นำเที่ยว และบอกอาจารย์ว่า จะเดินทางไปประเทศต่างๆ เพื่อหาคนสนับสนุนการปฏิวัติ อีกไม่นาน จะไปกรุงลอนดอน(London) ประเทศอังกฤษ เมื่อมาถึงแล้ว จะแวะมาเยี่ยม จึงขอที่อยู่ของอาจารย์ที่ลอนดอนไว้

แต่พอซุนยัดเซนมาถึงลอนดอนในเดือนกันยายนปีค.ศ.1896 ก็ถูกคนของสถานฑูตจีนที่อังกฤษจับกุมคุมขัง ไม่สามารถติดต่อกับใครได้ และไม่สามารถไปเยี่ยมอาจารย์แคนทลีได้ แต่ด้วยความช่วยเหลือของผู้ทำความสะอาดห้องคุมขัง ซุนยัดเซนก็ส่งจดหมายไปหาอาจารย์ได้ เมื่ออาจารย์แคนทลีได้รับจดหมาย จึงรายงานรัฐบาลอังกฤษ รัฐบาลสั่งสถานทูตจีนในอังกฤษปล่อยตัวซุนยัดเซน เป็นเหตุให้หนังสือพิมพ์ในลอนดอนลงข่าว เรื่องการปฏิวัติของซุนยัดเซน จึงถูกเผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวาง

หลังจากนั้น ซุนยัดเซน เดินทางไปสหรัฐอเมริกา เขาได้เผยแพร่ความคิดการปฏิวัติในเมืองที่มีคนจีนมาก เช่น นิวยอร์ก ซานฟรานซิสโก และได้รับการสนับสนุนจากสมาคมคนจีนในอเมริกา มีผู้บริจาคเงินช่วยการปฏิวัติเป็นจำนวนมาก

การเผยแพร่ความคิดปฏิว้ติในประเทศต่างๆ ประสบผลสำเร็จมาก ในระหว่างนั้น มีการก่อตั้งสมาคม รับสมัครสมาชิก และทำหนังสือพิมพ์เผยแพร่ความคิดการปฏิวัติอย่างกว้างขวาง

การก่อการของฝ่ายปฏิวัติครั้งที่สอง เกิดขึ้นที่เมืองฮุ่ยโจว(恵州) มลฑลกวางตุ้งในปี ค.ศ. 1900 ในระหว่างที่รัฐบาลชิงกำลังวุ่นอยู่กับกบฏนักมวยอี้เหอถวน แม้คณะปฏิวัติจะยึดพื้นที่ได้บางส่วน แต่ก็ต้องถูกปราบปราม เนื่องจากขาดแคลนอาวุธปืน ในเวลานั้น เผอิญประเทศญี่ปุ่นเพิ่งมีรัฐบาลใหม่ที่ไม่สนับสนุนการปฏิวัติ การก่อการของฝ่ายปฏิวัติจึงถูกกระทบกระเทือน เพราะขาดแคลนอาวุธยุทโธปกรณ์ อีก ทั้งฝ่ายปฏิวัติยังสูญเสียผู้นำหลายคน แต่การก่อการครั้งนี้ กลับได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมาก

หลังจากนั้น ฝ่ายปฏิวัติยังได้ก่อการอีกหลายครั้ง แม้บางครั้งได้รับชัยชนะ ยึดพื้นที่ได้บางส่วน แต่ในที่สุด ก็ถูกปราบปรามอีก

ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1911 การก่อการครั้งที่ 10 ในมณฑลกวางตุ้ง ฝ่ายปฏิวัติกับฝ่ายราชวงศ์ชิง ได้ต่อสู้กันอย่างดุเดือด กำลังสำคัญของฝ่ายปฏิวัติหลายสิบคนต้องเสียชีวิตจากการสู้รบ แต่การก่อการครั้งนี้ ได้เรียกเสียงสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมาก ผู้บริหารในมณฑลต่างๆหลายคน ก็แสดงความเห็นอกเห็นใจการเสียสละของฝ่ายปฏิวัติ

จุดหักเหของการปฏิวัติ

แม้การก่อการของคณะปฏิวัติจะไม่ประสบผล แต่การเผยแพร่ความคิดการปฏิวัติกลับได้รับการสนับสนุนจากประชาชนทุกภาคส่วนมากขึ้น ซุนยัดเซนเป็นผู้มีความรู้ ความคิดและพูดเก่ง เขาได้เดินทางไปประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(รวมทั้งประเทศไทย) ที่มีคนจีนโพ้นทะเลอาศัยอยู่มาก กระบานการปฏิวัติได้รับการสนับสนุนจากชาวจีนโพ้นทะเลจำนวนมาก นอกจากได้รับการสนับสนุนทางการเงินแล้ว ยังมีคนสมัครใจเข้าร่วมก่อการในประเทศจีนอีกหลายคน

การเผยแพร่ความคิดในเรื่องความจำเป็นในการปฏิวัติ และการโค่นล้มราชวงศ์ชิง ผ่านทางหนังสือและบทความ ได้ปลุกเร้าคนจำนวนมาก ให้หันมาสนับสนุนฝ่ายปฏิวัติ ทหารชั้นผู้น้อยของราชวงศ์ชิง มีคนฮั่นอยู่เป็นจำนวนมาก แม้ผู้บังคับบัญชาเป็นคนแมนจู แต่กองกำลังปราบปรามฝ่ายปฏิวัติ จำนวนมากเป็นคนเผ่าฮั่น กระสุนนัดแรกที่กระตุ้นให้เกิดการปฏิวัติ ปะทุขึ้นที่อู่ชาง ก็เกิดจากการยิงของพลทหารชาวฮั่น ที่ฝักใฝ่กับการปฏิวัติ

การก่อการในวันที่ 10 ตุลาคม ค.ศ. 1911 ที่อู่ชาง เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ หลังจากที่ประสบกับความล้มเหลวในมณฑลกวางตุ้งแล้ว ฝ่ายปฏิวัติหันมาก่อการที่เมืองอู่ฮั่น(武汉) ซึ่งเป็นเมืองยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญ อู่ชางเป็นส่วนหนึ่งของเมืองอู่ฮั่น ที่มีกองทหารตั้งประจำการอยู่ ก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน ฝ่ายปฏิวัติ ได้รับข่าวว่า ฝ่ายรัฐบาลรับรู้แผนการก่อการนี้ และยึดรายชื่อผู้ก่อการฝ่ายปฏิวัติได้ และเตรียมที่จะจับกุมบุคคลเหล่านั้น เพื่อความอยู่รอดฝ่ายปฏิวัติจึงต้องก่อการก่อนกำหนด

ในวันเกิดเหตุ พลทหารชาวฮั่นคนหนึ่ง กำลังทำความสะอาดปืน เมื่อหัวหน้าผู้ตรวจที่เป็นคนแมนจูเห็นเข้า จึงด่าเสียงดังว่า เจ้าจะก่อกบฏหรือ ข้าฯจะจับเจ้าไปขังแล้วลงโทษ พลทหารคนนั้นเห็นท่าไม่ดี จึงยิงปืน พรรคพวกของเขาที่เข้าข้างฝ่ายปฏิวัติก็เข้ามาร่วมด้วย พร้อมพูดกันว่า จะไปจับกุมผู้ว่าการเมืองอู่ฮั่น ผู้ว่าการเมืองอู่ฮั่น รีบหลบหนีไปยังที่ทำการกงสุลต่างชาติในเมืองอู่ฮั่น ทหารผู้ก่อการกบฏจึงได้ยึดที่ทำการผู้ว่าเมืองอู่ฮั่นไว้ ได้

ท่ามกลางความชุลมุนวุ่นวาย ทหารฝ่ายปฏิวัติได้บังคับให้ข้าราชการชาวฮั่นคนหนึ่งขึ้นมาเป็นหัวหน้าบัญชาการ วันรุ่งขึ้น หวงซิง(黄兴) ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายปฏิวัติ จึงเดินทางมาถึงเมืองอู่ฮั่น บัญชาการทหารฝ่ายปฏิวัติ ต่อสู้กับทหารชิงที่ส่งมาสมทบ และเกิดการสู้รบอย่างดุเดือด

หลังจากเสียงปืนลั่นที่เมืองอู่ฮั่น ผู้บริหารมณฑลที่สนับสนุนการปฏิวัติ หลายมณฑลประกาศอิสระภาพจากราชวงศ์ชิง รัฐบาลเห็นว่าฝายปฏิวัติมีกำลังมาก สถานการณ์ไม่ดี จึงสั่งยวนซีไข ซึ่งคุมกองกำลังอยู่ที่เมืองหลวง ยกพลมาปราบปรามฝ่ายปฏิวัติ

ช่วงที่เกิดเรื่องที่เมืองอู่ชาง ซุนยัดเซนอยู่ที่เมืองเดนเวอร์ รัฐโคโรราโด (Denver Colorado) ในสหรัฐอเมริกาและไม่ทราบเรื่อง จนกระทั่งวันต่อมา เขาได้เห็นข่าวการปฏิวัติจากหนังสือพิมพ์ในอเมริกาและคิดว่า จะเดินทางกลับประเทศจีน แต่เมื่อพิจารณาสถานการณ์แล้ว เห็นว่า แม้เวลานี้ กำลังฝ่ายปฏิวัติจะมีความเข้มแข็ง(เพราะมีทหารและผู้บริหารมลฑลและทหารที่แปรพักตร์เข้าร่วมกับฝ่ายปฏิวัติจำนวนมาก ) แต่กองกำลังทหารราชวงศ์ชิงที่นำโดยยวนซีไข ก็มีความเข้มแข็งเช่นกัน เขาคิดว่า เรื่องเร่งด่วนที่ควรทำก่อน คือ เรียกร้องให้นานาประเทศสนับสนุนการก่อการของฝ่ายปฏิวัติ บีบบังคับให้ราชวงศ์ชิงยอมจำนนแก่ฝ่ายปฏิวัติ เขารู้ว่า รัฐบาลสหรัฐอเมริกา และฝรั่งเศส สนับสนุนการปฏิวัติ ในอังกฤษ ประชาชนส่วนใหญ่เห็นชอบกับการปฏิวัติ แต่รัฐบาลอังกฤษมีท่าทีไม่แน่นอน เขาจึงตัดสินใจเดินทางไปอังกฤษเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลอังกฤษให้การสนับสนุนฝ่ายปฏิวัติ เมื่อประสบผลสำเร็จแล้ว จึงเดินทางกลับประเทศจีน ในที่สุด ซุนยัดเซนก็สามารถเกลี้ยกล่อมให้รัฐบาลอังกฤษสนับสนุนการปฏิวัติ และระงับการให้เงินกู้ก้อนใหญ่แก่รัฐบาลชิงได้สำเร็จ

แม้ในเวลานั้น ซุนยัดเซนต้องหนีการจับกุมและลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ แต่แกนนำฝ่ายปฏิวัติทุกคนยอมรับว่า ซุนยัดเซนเป็นหัวหน้าที่แท้จริงของฝ่ายตน จึงเรียกร้องให้เขารีบกลับประเทศจีน เพื่อตั้งรัฐบาลใหม่ ในที่สุด เมื่อซุนยัดเซนกลับมาแล้ว ก็ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี ชั่วคราวของสาธารณรัฐ บัญชาการสู้รบและกำกับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว

ทางฝ่ายราชวงศ์ชิง ยวนซีไขที่คุมกองกำลังทหาร เห็นว่าการรบกับฝ่ายปฏิวัติ คงจะเอาชนะได้ยาก จึงต่อรองกับฝ่ายปฏิวัติว่า เขาจะบีบบังคับให้กษัตริย์ยอมแพ้ และสละราชบัลลังก์ จะได้ไม่ต้องต่อสู้กันให้เสียเลือดเนื้อทั้งสองฝ่าย แต่มีเงื่อนไขว่า ฝ่ายปฏิวัติจะต้องยอมให้เขาเป็นประธานาธิบดีสาธารณรัฐ ซุนยัดเซนแม้จะรู้ว่ายวนซีไขเป็นนักฉวยโอกาส แต่ก็ยอมสละตำแหน่ง แต่มีเงื่อนไขว่า เมื่อได้เป็นประธานาธิบดีแล้วต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว ซึ่งยวนซีไชก็ตอบตกลง กษัตริย์ฟูยี ซึ่งมีอายุเพียงหกขวบสละราชบัลลังก์ โดยได้รับการดูแลเป็นอย่างดีจากฝ่ายปฏิวัติ มีบ้านอยู่ มีลูกน้องเก่ามารับใช้ และมีงบประมาณให้ใช้จ่าย

ส่วนซุนยัดเซนไม่มีตำแหน่งใดๆในรัฐบาล เป็นเพียงที่ปรึกษา เสนอนโยบายการพัฒนาประเทศด้านต่างๆ

สถานการณ์หลังการโค่นล้มราชวงศ์ชิง

แม้ราชวงศ์ชิงถูกโค่นล้มลง และมีการเปลี่ยนระบบการปกครองเป็นสาธารณรัฐแล้ว แต่สถานการณ์ทางการเมืองยังไม่สงบ เมื่อยวนซีไขขึ้นเป็นประธานาธิบดีแล้ว ก็ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดรัฐธรรมนูญ แต่งตั้งผู้ใกล้ชิดดำรงตำแหน่งในรัฐบาล และเป็นสมาชิกรัฐสภา เมื่อมีการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีถาวร เขาก็ใช้วิธีให้สินบนและข่มขู่บังคับ จนได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี หลังจากนั้น ก็ปูทางให้ประเทศจีนเลิกล้มระบอบสาธารณรัฐ กลับมามีระบอบการปกครองกษัตริย์เหมือนเดิม และสถาปนาตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์

การเตรียมการเพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของยวนซีไข มีหลายขั้นตอน เริ่มจากการสร้างกระแสว่า สภาพสังคมจีนไม่เหมาะกับการเป็นสาธารณรัฐ ประเทศจีนมีการปกครองโดยมีพระมหากษัตริย์มานานหลายพันปีแล้ว ประชาชนทุกคนมีความเคารพนับถือกษัตริย์และขุนนางชั้นผู้ใหญ่ หากมีระบบการปกครองแบบสาธารณรัฐ และให้ทุกคนแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี ประเทศชาติจะแตกแยกวุ่นวาย เขาจ้างนักวิชาการทั้งชาวจีนและต่างชาติเขียนบทความแสดงความคิดเห็นสนับสนุนระบอบกษัตริย์ ยอมยกประโยชน์ให้ต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น เพื่อให้สนับสนุนเขาขึ้นเป็นกษัตริย์ ลอบฆ่าผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครอง และซื้อเสียงสมาชิกรัฐสภา สนับสนุนให้เขาขึ้นเป็นกษัตริย์ ในขณะเดียวกัน ก็แต่งตั้งนายทหารคุมกำลังในมลฑลที่มีกองกำลังมากให้เข้ามารับตำแหน่งในเมืองหลวง เพื่อลดทอนอำนาจการคุมกำลังทหารในท้องถิ่น แต่กลอุบายของยวนซีไข ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ ลูกน้องคนสนิทเขาที่คุมกองกำลังทหารในเมืองหลวงดูออกว่า เมื่อยวนซีไขเป็นกษัตริย์แล้ว พวกเขาก็จะไม่มีสิทธิ์สืบทอดอำนาจที่จะขึ้นเป็นกษัตริย์หลังยวนซีไขเสียชีวิต เพราะไม่ใช่เป็นลูก จึงแปรพักตร์ ไม่ยอมทำการตามคำสั่งยวนซีไข ยวนซีไข สถาปนาตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์ได้เพียง 83 วัน เมื่อถูกต่อต้านจากกองกำลังจากหัวเมืองต่างๆ สั่งให้กองทหารของตนเข้าปราบปราม ก็ไม่มีใครยอมทำตามคำสั่ง ยวนซีไขต้องยอมจำนน สละตำแหน่งกษัตริย์ แล้วตรอมใจตายเมื่อมีอายุเพียง 57 ปี

หลังจากยวนซีไขตาย ลูกน้องที่คุมกำลังทหารขึ้นเป็นประธานาธิบดี คนต่อไป หลังจากนั้นก็เกิดการแย่งชิงอำนาจกันในหมู่นักการเมืองและข้าราชการชั้นสูง และผลัดเปลี่ยนกันเป็นรัฐบาล ขุนศึกมลฑลภูมิภาค ที่มีกองกำลังทหาร ต่างตั้งตัวเป็นใหญ่ไม่ยอมขึ้นต่อรัฐบาลกลาง มีการสู้รบแย่งชิงพื้นที่กัน รัฐบาลไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ประเทศจีนจึงมีสภาพยุ่งเหยิง

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ประเทศจีนเป็นฝ่ายที่ชนะสงคราม แต่ไม่ได้ร่วมรบมากนัก การประชุมของฝ่ายพันธมิตรที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสหลังสงคราม ก็ไม่ได้พิจารณาข้อเรียกร้องของจีนที่ขอให้ยกเลิก สัญญาไม่เสมอภาคที่ประเทศมหาอำนาจทำกับจีน ทั้งยังยกประโยชน์ ในประเทศจีนที่แต่เดิมเป็นของเยอรมันให้แก่ญี่ปุ่น จนเกิดการประท้วงของประชาชนในหลายเมืองและลุกลามเป็นเหตุการณ์ 4 พฤษภาคม ในปีคศ.1919

หลังจากที่ประเทศรัสเซียมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในปีค.ศ. 1917 ลัทธิคอมมิวนิสต์ได้แพร่กระจายเข้ามาประเทศจีน นักวิชาการและนักเคลื่อนไหวบางคนมีความเชื่อว่า ลัทธิคอมมิวนิสต์เป็นแนวทางที่จะทำให้จีนสามารถพัฒนาประเทศให้เจริญ สังคมมีความเสมอภาคได้ มีการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีนขึ้นในปีค.ศ. 1921 พรรคก๊กมินตั๋ง(国民党) ที่นำโดยซุนยัดเซน ก็มีนโยบายเป็นมิตรกับรัสเซียและมีช่วงหนึ่งที่ให้คนของพรรคคอมมิวนิสต์มาทำงานร่วมกับพรรคก๊กมินตั๋ง แต่หลังจากที่ซุนยัดเซนเสียชีวิต เจียงไคเช็ก(蒋介石) ขึ้นครองอำนาจในพรรคก๊กมินตั๋ง ก็ปราบปรามคอมมิวนิสต์ จนมีการสู้รบที่ยืดเยื้อเป็นเวลานานหลายปี

ซุนยัดเซนเสียชีวิตในปีค.ศ.1925 ในระหว่างที่เดินทางไปกรุงปักกิ่ง เพื่อเจรจาสันติภาพกับรัฐบาลกลางที่ถูกยึดโดยขุนศึกคนหนึ่งที่มีความศรัทธาต่อซุนยัดเซน ก่อนเสียชีวิต เขาเห็นว่า พรรคก๊กมินตั๋งจะขึ้นมามีอำนาจได้ ต้องมีกำลังทหาร เขาจึงก่อตั้งโรงเรียนทหาร หวงผู่(黄埔军校) เพื่อฝึกวิชาทหารสมัยใหม่ โดยมีเจียงไคเช็คเป็นผู้อำนวยการ

ในปีค.ศ.1927 ประเทศจีนมีรัฐบาลที่มีอำนาจปกครองทั่วประเทศอีกครั้งหนึ่ง โดยมีพรรคก๊กมินตั๋งเป็นรัฐบาล เมื่อเชียงไคเช็กยกกำลังไปปราบปรามรัฐบาลกลางและกลุ่มขุนศึกในมลฑลต่างๆลงได้ราบคาบ แต่หลังจากนั้น เจียงไคเช็คก็หันมาปราบปรามพรรคคอมมิวนิสต์อย่างจริงจัง แม้ในปีค.ศ.จีนถูกรุกรานจากญี่ปุ่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็ไม่กล้าต่อสู้กับญี่ปุ่น แต่กลับใช้กำลังทหารปราบปรามคอมมิวนิสต์ โดยให้เหตุผลว่า การรุกรานของญี่ปุ่นเป็นเพียงโรคผิวหนัง ที่เป็นโรคภายนอก แต่การเติบใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์ เป็นโรคร้ายภายในร่างกายซึ่งมีอันตรายมากกว่า

ต่อมาในปลายปี 1936 หลังเกิดเหตุการณ์ซีอาน(西安事变) เมื่อญี่ปุ่นโจมตี ปักกิ่ง เจียงไคเช็คจึงหันมาร่วมมือกับพรรคคอมมิวนิสต์ เป็นแนวร่วมกันต่อสู้การรุกรานของญี่ปุ่น ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1937

โดยสรุป แม้ราชวงศ์ชิง จะถูกโค่นล้ม การปกครองในประเทศจีน ก็ยังมีความยุ่งเหยิงมาก มีการต่อสู้กันระหว่างขุนศึกในมณฑลต่างๆ เกิดความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลพรรคก๊กมินตั๋งกับคอมมิวนิสต์ มีการร่วมมือกันของรัฐบาลและพรรคคอมมูนิสต์เพื่อต่อต้านการรุกรานของประเทศญี่ปุ่นทั้งก่อนและในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 จนหลังเดือนสิงหาคม ค.ศ.1945 ญี่ปุ่นแพ้สงคราม ก็เกิดสงครามกลางเมืองระหว่างรัฐบาลพรรคก๊กมินตั๋งกับพรรคคอมมิวนิสต์ เป็นเวลานานหลายปี จนกระทั่งเจียงไคเช็คต้องหนีออกจากจีนแผ่นดินใหญ่ ไปตั้งมั่นอยู่เกาะไต้หวัน

ระหว่างปีค.ศ. 1927-1945 ประเทศจีน แม้การเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ มีการพัฒนา แต่เศรษฐกิจของประเทศก็ไม่ดี ความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้มีมาก รัฐบาลก๊กมินตั๋งต้องวุ่นกับการปราบปรามคอมมิวนิสต์ มีการทุจริตคอรัปชั่นแพร่หลาย ก่อนจะพ่ายแพ้แก่พรรคคอมมูนิสต์ และถอยร่นไปจากแผ่นดินใหญ่ เกิดเงินเฟ้อรุนแรง ประชาชนเดือดร้อนถ้วนหน้า เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์ ได้รับชัยชนะยึดครองประเทศจีนได้ ในปีค.ศ. 1949 จึงได้รับความนิยมชมชอบจากประชาชนจีนจำนวนมาก

แต่ด้วยนโยบายที่ผิดพลาด การบริหารประเทศใน 30 ปีแรก ของสาธารณรัฐประชาชนจีน เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองการปกครองของประเทศจีนยังไม่ดีขึ้น จนกระทั่งปีค.ศ.1978 มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายไปสู่การปฏิรูป และมีการเปิดประเทศทางเศรษฐกิจ ประเทศจีนจึงมีการพัฒนามากขึ้นจนถึงปัจจุบัน

ตอนต่อไป กล่าวถึงประวัติและความคิดของซุนยัดเซนในการพัฒนาประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนใจ แม้ความคิดของซุนยัดเซ็น จะไม่มีโอกาสนำไปสู่การปฏิบัติ แต่นโยบายการพัฒนาของประเทศจีนในกว่าสี่สิบปีที่ผ่านมาบางอย่าง อาจถือได้ว่าเป็นการนำแนวความคิดของซุนยัดเซนไปสู่การปฏิบัติ และลงท้ายด้วยข้อคิดบางประการที่ได้จากการปฏิวัติโค่นล้มราชวงศ์ชิง

 

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *